พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 30 เงินก้อนแรก
วเหตุผลที่กินไม่ได้นั้นความจริงแล้วตอบง่ายมาก
เพราะเนื้อเสือมีค่า
ราคาตลาดของเนื้อเสือหนึ่งชั่งคือสามสิบเหวิน ในขณะที่เนื้อหมู
หนึ่งชั่งราคาเพียงห้าถึงแปดเหวิน แม้ว่าชาวบ้านธรรมดาจะล่าเนื้อ
เสือได้ แต่ด้วยความยากจน พวกเขาจะขายเนื้อเสือและซื้อเนื้อหมู
ทั่วไปกิน
แต่ฟางเหิงกับจ่างเยี่ยนไม่เข้าใจ
พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ที่แม้จะได้ของดีมาแต่ก็ต้องขาย
ไปเพื่อแลกเงิน
ครั้งนี้ พวกเขาได้เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้ว
ทว่าโชคดีที่เจียงเซิงยังเด็ก นางจึงมองไม่ออก
จางฉีเฉวียนรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงอธิบายให้
พวกเขาฟังว่า “เนื้อเสือพวกนี้สามารถแลกเป็นเนื้อหมูได้ถึงสามตัว
มันกินได้นานและคุ้มค่ากว่า”
ดังนั้น ฟางเหิงจึงเงียบไป
ส่วนจ่างเยี่ยนกำลังครุ่นคิด
“แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเราจะขายหนังและเนื้อของมัน
ได้อย่างไร” จางฉีเฉวียนถอนหายใจ “จะขายในหมู่บ้านก็ได้ แต่คนที่
ซื้อมันได้มีน้อย หากไปขายที่อำเภอ ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ ก็ต้อง
จ่ายค่าแผงสองร้อยเหวินก่อน”
เงินสองร้อยเหวินขนาดนั้น เพียงพอให้ครอบครัวที่อยู่กันสามคน
กินอยู่ไปได้ครึ่งปี
ผู้ใดจะยอมจ่ายง่าย ๆ
ตอนนั้นเองเจิ้งหรูเชียนที่อยู่ข้าง ๆ จึงเอ่ยขึ้นว่า “ไม่สู้ตอนกลาง
คือก็ซ่อนมันไว้ใต้ผักข้า แล้วไปถามเถ้าแก่ไป๋ดูเล่า”
เรือนโยวหรานเป็นร้านอาหารที่สามารถรับซื้อได้ทั้งผักและ
เนื้อสัตว์
หากใช้ประโยชน์จากความมืดยามค ่าคืนไปลองสอบถาม ถึงแม้
พวกเขาจะไม่ต้องการ ก็ยังสามารถลักลอบขนส่งกลับมาได้
จึงมีแต่วิธีนี้เท่านั้น
ในเมื่อต้องไปรับพี่ใหญ่กลับจากสำนักศึกษา ฟางเหิงจึงล้างมือที่
เปื้อนเนื้อ ก่อนจะห่อเครื่องในของเสือด้วยผ้า ซ่อนไว้ใต้กองผัก
เจิ้งหรูเชียนจูงมือเจียงเซิงขึ้นเกวียนลา ส่วนจางฉีเฉวียนนั่งอยู่
อีกฝั่ง
เหลือเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนสองคนเฝ้าวัดร้าง
พวกเขาเดินทางโดยอาศัยความมืดยามค ่าคืน มุ่งหน้าตรงไปยัง
ตัวอำเภอ
เป็นครั้งแรกที่เจียงเซิงมาอำเภอในตอนกลางคืนเช่นนี้ เดิมคิดว่า
คงจะเหมือนในหมู่บ้าน ที่เมื่อยามกลางคืนมาถึงทั่วทุกหนทุกแห่งก็จะ
มืดสนิทไร้ผู้คน
แต่ไม่คิดว่าในอำเภอกลับคึกคักมาก ทุกแห่งล้วนประดับโคมไฟ
สีแดงสด ผู้คนเดินพลุกพล่าน กินดื่มเที่ยวเล่นสนุกสนาน
กระทั่งบรรดาพี่สาวจากหอนางโลมอี๋หงย่วน ก็ยังดูอ่อนหวาน
กว่าเมื่อตอนกลางวันหลายเท่า ทั้งเอ่ยปากก็เรียกพี่ชาย ยกมือขึ้นส่ง
สายตาแววหวาน
เจิ้งหรูเชียนซุกอยู่หลังเจียงเซิงไม่กล้าลืมตามอง
จนในที่สุดก็มาถึงร้านเรือนโยวหราน หน้าประตูเต็มไปด้วยรถม้า
และเกี้ยวหรูหรา ผู้ที่ก้าวลงมาล้วนสวมชุดเสื้อคลุมยาวปักลวดลาย
วิจิตรสวยงาม ทำให้เกวียนลาและเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาของพวกนาง
ช่างเด่นสะดุดตาในเวลานี้เสียเหลือเกิน
เจียงเซิงกระโดดลงจากเกวียน จิตใจที่อิสระเสรีไร้พันธนาการ
กลับรู้สึกอึดอัดเป็นครั้งแรก
ช่องว่างระหว่างความยากจนและความมั่งคั่งช่างมากเหลือเกิน
โชคดีที่เถ้าแก่ไป๋ยืนอยู่หน้าประตูพอดี หลังเห็นนาง เขาก็ยิ้ม
แย้มเดินเข้ามา “เจียงเซิงน้อย เหตุใดจึงมาดึกดื่นเช่นนี้ หรือว่าเจ้า
อยากมากินข้าวที่เรือนโยวหราน”
เจียงเซิงส่ายหน้ารัว ๆ “เถ้าแก่ไป๋ ข้าคงไม่มีปัญญาจ่าย
ค่าอาหารในร้านของท่านได้ ข้าเพียงมาส่งผักให้ท่านต่างหาก”
“เจ้ามาส่งผักดึกดื่นป่านนี้…” เถ้าแก่ไป๋ไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจได้
อย่างรวดเร็ว “ขนผักเข้ามาด้านในเถอะ”
พวกเขาขนสิ่งของมายังห้องส่วนตัวที่เคยเจรจากันก่อนหน้านี้
ทันทีที่วางห่อเนื้อเสือลง ดวงตาของเถ้าแก่ไป๋ก็หรี่มอง ก่อน
ประกายนัยน์ตาจะเปล่งวาบ
สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องเดินทางนำมาส่งในเวลากลางคืนเช่นนี้
ย่อมเป็นของดีแน่นอน
แต่เมื่อเขาเปิดห่อผ้าและเห็นขนสีดำเหลืองซึ่งติดอยู่บนเนื้อสอง
สามเส้น เขาก็ยังรู้สึกตกใจ “นี่คือเนื้อเสือหรือ”
“สายตาเถ้าแก่ไป๋ช่างเฉียบแหลมจริง ๆ เจ้าค่ะ” เจียงเซิงเริ่มพูด
เอาใจเขาอีกครั้ง “พวกเราเพิ่งล่ามันมาวันนี้เอง หลังชำแหละเนื้อหนัง
เสร็จก็รีบนำมาให้เถ้าแก่ไป๋ทันที แต่ไม่รู้ว่าเรือนโยวหรานของท่านจะ
ไว้หรือไม่ หากไม่รับล่ะก็…”
นางเว้นเสียงยาวเล็กน้อย
เถ้าแก่ไป๋อมยิ้มอย่างอ่อนใจ “รับสิ แน่นอนว่าต้องรับ คิดตาม
ราคาตลาด สามสิบเหวินต่อหนึ่งชั่ง เจ้าต้องการขายเท่าใดก็ได้”
เรือนโยวหรานไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดา เป้าหมายของเจ้าของ
ร้านคือการทำให้มันเป็นร้านอาหารที่ดีและหรูหราที่สุดในอำเภอ
วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารจึงต้องดีและเลิศหรูเช่นกัน
ความสดใหม่เป็นเพียงเกณฑ์พื้นฐาน ความหายากต่างหากคือ
กุญแจสำคัญ
เนื้อเสือตัวนี้มีครบทั้งสองอย่าง เป็นของดีที่หายาก เถ้าแก่ไป๋จะ
ปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร
เขาโบกมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์คนเดิมให้นำมันไปชั่งน ้าหนัก
เสือโตเต็มวัยมีน ้าหนักได้ถึงสามร้อยชั่ง แต่หากไม่นับหนังเสือ
อวัยวะเพศ และหัวของมัน เนื้อที่เหลือจะมีประมาณสองร้อยกว่าชั่ง
หากคิดเป็นเงินก็จะได้ถึงหกตำลึงหรือมากกว่านั้น
หากเป็นเนื้อหมูสองร้อยชั่ง จะได้ไม่เกินสองตำลึง
เจียงเซิงมองฟางเหิงด้วยดวงตากลมโต พลางเอ่ยว่า “คราวนี้
ท่านจะยังกล้ากินเนื้อเสืออีกหรือไม่”
ฟางเหิงก้มหน้าด้วยความละอาย
เถ้าแก่ไป๋คำนวณบัญชีให้เรียบร้อย ก่อนหยิบเงินออกมา
“รวมทั้งหมดแล้ว เนื้อเสือสองร้อยสี่สิบหกชั่ง คิดเป็นเงินเจ็ดตำลึงกับ
สามร้อยแปดสิบเหวิน ไม่รู้ว่าเจ้าจะคิดรวมกับค่าผักด้วยหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะ” เจียงเซิงส่ายหน้า
นางรู้ดีว่าเงินค่าเนื้อเสือนี้ ท่านลุงจางก็มีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ส่วน
เงินค่าผักเป็นของพวกนาง จึงไม่อาจปะปนกันได้
เมื่อรับเงินมาแล้ว นางนับส่วนแบ่งให้จางฉีเฉวียน ก่อนเก็บเงินที่
เหลือใส่ถุงเล็กมัดให้แน่น
เจิ้งหรูเชียนอาศัยโอกาสนี้ รีบเข้าไปอธิบายเรื่องส่งที่เขาผักให้
ร้านเรือนโยวหรานไม่ได้
เถ้าแก่ไป๋เพิ่งได้เนื้อเสือมาจึงยังอารมณ์ดี อีกทั้งเขาเข้าใจ
สถานการณ์ในยามนี้ จึงโบกมือบอกเด็กชาย “ฤดูหนาวผักสดมีน้อย
ต่อไปเจ้ามาส่งเดือนละครั้งก็พอ ข้าไม่ถือว่าผิดข้อตกลงหรอก”
ตอนนั้นเองเจิ้งหรูเชียนถึงได้คลายความกังวลใจ
เมื่อรับเงินค่าผักเสร็จแล้ว คนทั้งหมดก็เตรียมไปรับสวี่โม่ที่ฝั่ง
ตะวันตกของอำเภอเพื่อกลับบ้าน
เถ้าแก่ไป๋คล้ายกำลังลังเลใจ เขาคิดอยู่นานก่อนเรียกเจียงเซิงไว้
“เจียงเซิงน้อย พวกเจ้ามีเนื้อเสือแล้ว เช่นนั้นหนังเสือกับสิ่งนั้นของ
มันอยู่ที่ใดเล่า”
“หากยังไม่มีผู้ใดจับจอง ก็นำมาให้ข้าวันพรุ่งนี้เถอะ”
“เรือนโยวหรานไม่รับซื้อ แต่ข้าอยากได้”
เจียงเซิงไม่คิดว่าจะสามารถขายเสือทั้งตัวได้ในครั้งเดียว นางดี
ใจมาก ตอนที่ก้าวขึ้นนั่งเกวียนลา ก็ยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง
ระหว่างชนชั้นอีกแล้ว
เถ้าแก่ไป๋ยืนส่งพวกเขาอยู่ที่หน้าประตู
เสี่ยวเอ้อร์อดไม่ได้ที่จะถามเขาอีกครั้ง “เถ้าแก่ ท่านรับซื้อหนัง
เสือยังพอเอาไปทำเก้าอี้หนังสัตว์ได้ แต่จะเอาอวัยวะเพศมันไปทำ
อะไร ภรรยาท่านจากไปหลายปีแล้วไม่ใช่หรือ”
สีหน้าเถ้าแก่ไป๋ไม่ค่อยดีนัก หากเขาซึ่งเป็นบุรุษหม้ายไม่กล่าว
อธิบายสักสองประโยค คงล้างมลทินให้ตนเองไม่ได้แน่
“คนจะใช้ไม่ใช่ข้า” เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “แต่เป็นคุณชาย
ที่จะมาตรวจดูกิจการในอีกไม่กี่วัน ข้าว่าคุณชายจะชอบ”
เสี่ยวเอ้อร์เข้าใจได้ในทันที เขาเกาศีรษะเก้อเขินก่อนเดินเข้าไป
ในร้าน
เขาเกือบจะเข้าใจผิดเถ้าแก่ไป๋เสียแล้ว
………
อีกด้าน ณ ฝั่งตะวันตกของอำเภอ
สวี่โม่รออยู่หน้าประตูสำนักศึกษา รอเกวียนลาของน้องสามอยู่
นาน แต่กลับยังไม่มีสี่แววว่าจะมา
เขาคิดมากไปหลายอย่างว่าน้อง ๆ เขาอาจเกิดเรื่อง ถึงแม้ฝืนยืน
อยู่กับที่ แต่ในใจก็ร้อนรนไม่สงบ
โชคดีที่ไม่นานก็ได้ยินเสียงกีบลาอันคุ้นเคย ฟางเหิงบังคับ
เกวียนมาถึงแล้ว
“พี่ใหญ่” เจียงเซิงโผล่หน้ามา
“พี่ใหญ่” เจิ้งหรูเชียนก็ยิ้มกว้างตามมา
สวี่โม่ถอนหายใจ จิตใจสงบลง
เขาขึ้นไปนั่งบนเกวียน ก่อนทักทายจางฉีเฉวียนอย่างสุภาพ
จากนั้นก็มองไปที่บรรดาน้องชายและน้องสาว
เขาไม่ต้องถามอะไร อีกฝ่ายก็แข่งกันเล่าเรื่องออกมา
เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนผลัดกันพูดคนละประโยค เขาจึงรู้
เรื่องราวคร่าว ๆ
“พี่ใหญ่ พวกเราเก็บเลือดเสือไว้ให้ท่านด้วย” เจียงเซิงคิดจะ
แกล้งเขา “กลับไปแล้ว ท่านอย่าลืมดื่มเสียเล่า”
สีหน้าสวี่โม่แข็งค้างไปทันที
ฟางเหิงกำลังบังคับเกวียนทนไม่ไหวจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง
เสียงหัวเราะของเขาดังก้องในยามค ่าคืนอันมืดมิด
เหล่าเด็กน้อยหาเงินได้มากขนาดนี้เป็นครั้งแรก ย่อมรู้สึกดีใจ
และมีความสุขมาก
มีเพียงจางฉีเฉวียนเท่านั้นที่ขมวดคิ้ว ความรู้สึกไม่สบายใจยังคง
วนเวียนอยู่ในใจ