พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 31 แย่งชิงหนังเสือ
เขาเกลียดความรู้สึกไม่สบายใจนี้
หลังจากกลับบ้านและพักผ่อน วันต่อมาจางฉีเฉวียนก็รีบไปที่วัด
ร้าง เร่งเร้าเด็ก ๆ ให้รีบส่งหนังและอวัยวะเพศเสือไปโดยเร็ว
สวี่โม่กำลังต้มโจ๊ก จึงเชิญชวนเขาให้ทานโจ๊กด้วยตามมารยาท
จางฉีเฉวียนโบกมือปฏิเสธ บอกว่าเขากินมาแล้ว ก่อนลงมือห่อ
ชิ้นส่วนของเสือที่เหลืออยู่
หนังเสือยังไม่แห้งสนิทจึงยังมีเปื้อนเลือดอยู่ และไม่สามารถพับ
ได้ ต้องม้วนหลวม ๆ จากนั้นแนบอวัยวะเพศเสือเข้าไปข้างใน ตาม
ด้วยห่อผ้าอีกสองชั้นอย่างระมัดระวัง
รูปลักษณ์ถูกภายนอกปกปิดเรียบร้อยแล้ว แต่กลิ่นคาวเลือดนั้น
ยากจะปิดบัง
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้พวกเขาไม่มีผักมาช่วยอำพรางมันแล้ว
“พวกเราก็ไม่ได้นำมันไปเร่ขาย เหตุใดไม่ส่งมันให้เถ้าแก่ไป๋เล่า”
เจียงเซิงถือถ้วยโจ๊กอยู่ในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
จางฉีเฉวียนส่ายหน้า “ไม่กลัวหนึ่งหมื่น แต่กลัวหนึ่งในหมื่น*
[1]”
ดังนั้นจึงต้องหาสิ่งมาปกปิดเอาไว้
เจียงเซิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกกองฟางที่นางใช้นอนขึ้นเกวียน
ลา ปูกระจายมันออกให้เต็มเกวียน
“เจียงเซิง เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ คืนนี้จะนอนอย่างไร” เจิ้งหรู
เชียนตะโกน
สาวน้อยยิ้มยิงฟัน “หากขายพวหหนังสือไปแล้ว พวกเราก็จะมี
เงิน คงซื้อผ้าห่มสองสามผืนได้ ผู้ใดจะยังนอนกองฟางต่อไปอีกเล่า”
เจิ้งหรูเชียนคิดว่าที่นางพูดก็มีเหตุผล จึงไม่คัดค้านอีก
ม้วนหนังเสือถูกซ่อนไว้ใต้ฟางฟูฟ่อง จากนั้นเด็กน้อยสองคนก็
ขึ้นไปนั่ง
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเหมือน…ขอทาน
แต่ก็ดีเช่นกัน อย่างน้อยคงไม่มีใครสงสัยว่าบนเกวียนลาของ
พวกเขากำลังบรรทุกของมีค่าหลายสิบตำลึงอยู่
จางฉีเฉวียนนั่งอยู่ท้ายเกวียน โบกมือให้ฟางเหิง “พวกเราไปกัน
เถอะ”
พวกเขาห้าคนจึงออกเดินทาง
จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นยังคงอยู่เฝ้าวัดร้างตามปกติ ต่างคนต่าง
ทำธุระของตนไป
แต่วันนี้คงถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องมีเรื่องวุ่นวาย…
เพียงเกวียนลาซึ่งซ่อนม้วนหนังเสือออกไป ก็มีเจ้าหน้าที่มาเยือน
วัดร้าง
ด้านหลังเขามีผังต้าซานเดินตามมาติด ๆ กำลังเอ่ยอย่าง
ประจบประแจง “…น่าจะเป็นที่นี่ บนพื้นยังมีรอยเลือด มันจะต้องมีอยู่
ไม่ผิดแน่ขอรับ”
สมองของจ่างเยี่ยนส่งเสียงสัญญาณเตือน เขามองไปที่เวินจืออ
วิ่น
เวินจืออวิ่นกำผงใบปอ*[2]ที่เพิ่งหามาได้ และพร้อมจะปล่อยให้
มันปลิวไปตามลมทุกเมื่อ
แต่เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนสวมชุดราชการ สีหน้าของเวินจืออวิ่นก็
เริ่มผิดปกติ มือทั้งสองพลันสั่นระริก
จ่างเยี่ยนจึงต้องก้าวไปขวางหน้าไว้ เอ่ยเสียงเย็นชา “พวกท่านมี
อะไร”
ผังต้าซานชะงักไปชั่วขณะ
เจ้าคนนี้จะพูดจาอวดดีเกินไปแล้ว คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นถึง
เจ้าหน้าที่ทางการนะ เห็นแล้วยังไม่ให้ความนับถืออีก
เด็กขอทานสองคนนี้ คนหนึ่งบุคลิกเย็นชาเรียบเฉย ส่วนอีกคน
ก้มหน้านิ่งเงียบ
เหมือนมีเขาเพียงคนเดียวที่ก้มหัวทำตัวต ่าต้อยราวกับเป็นสุนัข
ผังต้าซานไม่พอใจยิ่งนัก จึงตะโกนว่า “ได้ยินว่าเมื่อวานพวกเจ้า
ล่าเสือมาได้ เสืออยู่ที่ใด รีบส่งมอบมา ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ปล่อยมือ
ไปง่าย ๆ”
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว น ้าเสียงยิ่งเย็นชามากขึ้น “ไม่มีเรื่องเช่นนั้น”
หากเจียงเซิงอยู่ที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเถียงกลับไปสองประโยค
และถามว่า กฎหมายข้อใดของราชวงศ์ต้าอวี๋กำหนดให้พรานป่าต้อง
ส่งมอบสัตว์ที่ล่ามา
แต่ตอนนี้คนที่กำลังเผชิญหน้าคือจ่างเยี่ยนผู้เย็นชา
ท่าทีเยือกเย็นของเขาทำให้ผังต้าซานไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ ได้
แต่มองเจ้าหน้าที่อยู่ข้าง ๆ อย่างอ้อนวอน “นายท่าน…”
เจ้าหน้าที่หัวเราะเย็นชา “มีหรือไม่มี พวกเราค้นดูสักรอบก็รู้
แล้ว”
กล่าวเสร็จเขาก็ถือกระบี่เดินเข้ามาค้นตู้พลิกของทันที
วัดร้างแห่งนี้ไม่ใหญ่มาก ข้าวของที่มีจึงยิ่งเรียบง่าย
นอกจากหม้อชามจานช้อน ก็มีเพียงกองฟางหกกอง และถูก
เจียงเซิงนำออกไปอีกหนึ่งกอง
กองฟางอีกห้ากองจึงถูกพลิกดูอย่างแรงจนเศษฟางปลิวว่อน
แต่ก็ไม่พบเจอสัตว์ที่ล่ามาใด ๆ แม้แต่ขนเส้นเดียว
สีหน้าของเจ้าหน้าที่มือดำลง
เขาได้ยินข่าวลือมาว่า ในหมู่บ้านสิบลี้มีคนล่าเสือได้ตัวหนึ่ง เมื่อ
วานยังกำลังถลกหนัง เวลาเพียงหนึ่งไม่น่าจะหายไปได้
หรือว่าพวกเขาจะเอาไปขายแล้ว?
คิดได้ดังนั้น ใบหน้าเจ้าหน้าที่ก็เคร่งเครียด เขาหันหลังกลับเดิน
ออกไป
ผังต้าซานมึนงงไม่เข้าใจ “นายท่าน ท่านจะไม่ค้นต่อหรือขอรับ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่สนใจเขา ผังต้าซานจึงได้แต่รีบตามไป
ทั้งสองขึ้นรถม้า แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
จ่างเยี่ยนปัดฟางบนตัวออก มองตามรถม้าที่จากไป ซึ่งเป็น
ทิศทางเดียวกับเกวียนลา เขาขมวดคิ้วทันที “พวกเขาไล่ตามไปที่
อำเภอแล้ว”
เวินจืออวิ่นพยายามทำจิตใจให้สงบ “พวกเราต้องรีบไปบอกพวก
เขา”
แต่จะไปบอกอย่างไรเล่า?
ขาพวกเขาคงวิ่งตามไม่ทันเกวียนลาหรือรถม้าแน่ ทั้งยังไม่มีม้า
ให้ขึ้นขี่ ถึงแม้จะอยากขอนั่งเกวียนผู้อื่นไป พวกเขาก็ไม่มีเงิน
จ่างเยี่ยนหันหน้ามองเวินจืออวิ่น เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกลำบาก
ใจ
………
ดอกไม้งามสองดอกเบ่งบาน ต้องบอกเล่าถึงความงามแต่ละ
ดอก*[3]
ฟางเหิงผู้ขับเกวียนลากำลังมุ่งหน้าไปยังอำเภอโดยไม่หยุดพัก
หลังผ่านประตูดำเภอมาได้ ยังต้องไปส่งสวี่โม่ที่สำนักศึกษาก่อน
จากนั้นคนที่เหลือก็รีบเร่งมาที่หน้าประตูร้านเรือนโยวหราน
จางฉีเฉวียนกระโดดลงจากเกวียน ถอนหายใจโล่งอก
เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว คงไม่มีเรื่องอะไรอีก
เขาเม้มริมฝีปาก ขณะกำลังจะหยิบม้วนหนังเสือไปส่งในเรือน
โยวหราน
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นจากด้านหลัง
พร้อมกับเสียงตะโกนเย่อหยิ่งของผังต้าซาน “อย่าขยับ ท่าน
กำลังค้าสัตว์ที่ล่าในอำเภอโดยพลการเช่นนี้ คิดจะรนหาที่ตายหรือ
อย่างไร”
มาแล้ว มาแล้ว ความรู้สึกไม่สบายใจของเขา สุดท้ายก็เกิดขึ้น
จริง
จางฉีเฉวียนถูกทำร้ายจนเข็ดขยาด ได้แต่ยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม ไม่
กล้าขยับเขยื้อน
กลับเป็นเจียงเซิงที่กระโดดลงจากเกวียน มองผังต้าซานสลับกับ
จางฉีเฉวียนที่ยืนนิ่ง นางหมุนตัวคว้าม้วนหนังเสือ รีบวิ่งเข้าไปใน
เรือนโยวหรานสุดกำลัง
“เจียงเซิง วางมันลงเดี๋ยวนี้!” ผังต้าซานตะโกนลั่น
แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง เมื่อพวกเขาหยุดรถม้าลง เจียงเซิงก็วิ่งไป
หลบอยู่ด้านหลังเถ้าแก่ไป๋แล้ว
เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านข้างสีหน้าดำมืดราวกับก้นหม้อ อยากจะตบตี
อีกฝ่ายที่ทำให้เสียเรื่องตายไปเสีย
หากเขาไม่ตะโกนเสียงดัง พวกมันคงไม่ไหวตัวทันเช่นนี้
ผังต้าซานยังไม่รู้ตัว ตะโกนลั่นต่อ “วางมันลงแล้วส่งมา”
เจียงเซิงโผล่หน้าออกมาจากด้านหลังเถ้าแก่ไป๋ แสร้งงุนงง
“ผังต้าซาน ปกติเจ้าก็แอบขโมยและปล้นชิงวิ่งราวอยู่ในหมู่บ้านอยู่
แล้ว วันนี้ถึงกับมาปล้นชิงถึงอำเภอเชียวหรือ คิดว่าที่ว่าการอำเภอ
เป็นสถานที่ให้เจ้าวางก้ามได้หรือ”
ผังต้าซานสำลักจนพูดไม่ออก
สีหน้าของเจ้าหน้าที่ยิ่งหมองคล ้า เขาก้าวเข้าไปในเรือนโยว
หราน แล้วกล่าวกับเจียงเซิงว่า “ในเขตอำเภอไม่อนุญาตให้ขาย
สินค้าที่ล่ามาโดยพลการ เจ้าจงส่งของมาแต่โดยดี หรือไม่ก็ตามข้า
ไปที่ว่าการอำเภอ”
เขาจะได้ใช้อำนาจในฐานะเจ้าหน้าที่ทางการจัดการเรื่องนี้อย่าง
เปิดเผย
เจียงเซิงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องฝากความหวังไว้กับเรือน
โยวหราน
เถ้าแก่ไป๋ที่กระแอมไปสองที “ท่านเจ้าหน้าที่ เกรงว่าจะเป็นการ
เข้าใจผิด สหายน้อยท่านนี้กำลังค้าขายกับเรือนโยวหรานของพวก
เรา ไม่ได้ขายของกันตามใจชอบ ขอท่านเจ้าหน้าที่โปรดเห็นใจด้วย”
แม้ว่าเรือนโยวหรานจะเพิ่งเปิดกิจการใหม่ แต่ก็มีขนาดใหญ่
ผู้คนที่เข้าร้านไปมาล้วนเป็นผู้มั่งคั่งหรือสูงศักดิ์ทั้งสิ้น
เถ้าแก่ไป๋คิดว่าตนจะยังมีความน่าเคารพนับถืออยู่บ้างในอำเภอ
เซี่ยหยาง
แต่ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่จะเมินเฉยเขา พูดจาโอ้อวดว่า “เจ้าคิดว่า
ตนเป็นใคร”
เถ้าแก่ไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจเกิดความกรุ่นโกรธขึ้นมาอย่างไร้
สาเหตุ
เขากำลังจะอธิบายกับเจ้าหน้าที่คนนี้ให้ดี ๆ อยู่แล้วเชียว
แต่แล้วเสียงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมา “เจ้าของร้านที่ตระกูล
เจียงของพวกเราจ้างวานมาโดยเฉพาะ ในสายตาท่านถือว่าไม่
สำคัญ เช่นนั้นแล้วท่านคิดว่าตนเองเป็นใคร”
[1] ไม่กลัวหนึ่งหมื่น แต่กลัวหนึ่งในหมื่น : ควรระมัดระวังไว้ก่อน
ไม่เช่นนั้นอาจเสียใจภายหลังได้
[2] ใบปอ : เป็นใบพืชหลายชนิดในสกุลกระเจาที่ใช้เป็นอาหาร
การขับถ่าย เป็นยาระบายที่ดี ช่วยย่อย บำรุงธาตุ ขับลม
[3] ดอกไม้งามสองดอกเบ่งบาน ต้องบอกเล่าถึงความงามแต่ละ
ดอก : เรื่องราวซับซ้อน ต้องอธิบายแจกแจงทีละเรื่อง