พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 314 ปล่อยมือ
เมื่อลิ้นจี่สามกระบุงถูกส่งมาแล้ว แน่นอนว่าก็ต้องกินให้เต็มที่
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็ไม่ใช่คนตระหนี่ นางโบกมือสั่งให้ถานเยี่ย
ส่งไปให้เรือนตะวันตกหนึ่งกระบุง ส่งให้ฮูหยินเจียงและบุตรสาวหนึ่ง
กระบุง ทั้งยังเน้นย ้าว่า “ลิ้นจี่สามกระบุงเหมือนกันทุกอย่าง ฮูหยินผู้
เฒ่าไม่เคยปฏิบัติกับใครแตกต่างกัน”
จากนั้นก็แบ่งให้สาวใช้กับบ่าว เก็บไว้แช่น ้าแข็งหนึ่งจาน ส่วนที่
เหลือทั้งหมดถูกส่งไปยังห้องครัวใหญ่เพื่อทำอาหาร
ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงกำลังสั่งการอยู่นั้น เจียงเซิงก็ไม่ได้อยู่
เฉย ๆ นางดึงตัวเจิ้งหรูเชียนมากระซิบข้างหู “พี่รอง ท่านรู้ได้อย่างไร
ว่าตระกูลเจียงมีความสัมพันธ์กับตระกูลเลี่ยว แล้วรู้ได้อย่างไรว่าลิ้นจี่
ในเมืองหลวงเป็นตระกูลเลี่ยวขนมา” นางถาม
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ “เจ้าลืมไปแล้วหรือ พวกเรามีเจ้าห้าอยู่
นะ”
แต่เดิมเขาขนส่งลิ้นจี่กลับมาจากหลิงหนาน ก็เพียงต้องการหา
เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
ทว่าหลังสาวใช้ตัวน้อยมาบอกความลับ เจิ้งหรูเชียนก็โมโหเกิน
กว่าจะใช้เหตุผล แทบอยากจะแบกกระสอบลิ้นจี่มาฆ่าคนที่ตระกูล
เจียงให้รู้แล้วรู้รอด
กระทั่งจ่างเยี่ยนวิเคราะห์สถานการณ์ในเมืองหลวงอย่างละเอียด
เขาถึงได้รู้ว่านี่คือโอกาสครั้งใหญ่ จึงย้ายลิ้นจี่ในกระสอบมาใส่กระบุง
และยังเลือกเฉพาะผลที่แดงสุกลูกใหญ่ ๆ ด้วย
การทำการค้านอกจากดูที่ความสามารถแล้ว ยังต้องดูที่
โชคชะตาด้วย
การคว้าโอกาสไว้ให้มั่น การพุ่งทะยานขึ้นสู่ความสำเร็จไม่ใช่
เรื่องเพ้อฝัน
“ต้องขอบคุณเจ้า ขอบคุณตระกูลเจียง” เจิ้งหรูเชียนยิ้ม “ตราบ
ใดที่พวกเราไม่ต้องกังวลเรื่องการขายลิ้นจี่และไม่หยุดขนส่ง พวกเรา
ก็จะมีลิ้นจี่กินตลอดไป”
“จริงหรือ!” เจียงเซิงเอามือปิดปากหัวเราะ รู้สึกราวกับได้กินลิ้นจี่
มากมายนับไม่ถ้วนแล้ว
เด็กสองคนนี้น่ารักเหลือเกิน
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยกยิ้มยืนห่างออกไป แววตาอ่อนโยน ไม่ได้เข้า
ไปรบกวนพวกเขา
นางปล่อยให้สองพี่น้องกระซิบกระซาบคุยกันเกือบครึ่งชั่วยาม
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาอาหารแล้ว ท้องของเจียงเซิงก็เริ่มส่งเสียง
ร้อง เจิ้งหรูเชียนจึงลุกขึ้นยืน “ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องกลับก่อน ข้าจะไป
กล่าวลาฮูหยินผู้เฒ่า”
“ท่านจะไปแล้วหรือ?” นางเสียดาย “หรือไม่ก็รออยู่กินข้าวก่อน
แล้วค่อยไปเถอะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็มองมาทางพวกเขาเช่นกัน “กินข้าวแล้วค่อย
ไปเถอะ มีงานเลี้ยงลิ้นจี่ชั้นดีด้วยนะ”
พ่อครัวใหญ่ตระกูลเจียงก็มีฝีมือติดตัวอยู่บ้าง โจ๊กเนื้อเมื่อวานนี้
รสชาติอร่อยจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนทนไม่ได้ที่จะทิ้งน้องสาว เขารวบรวมความกล้าและ
ตัดสินใจ “เช่นนั้นข้าก็ขอรบกวนฮูหยินผู้เฒ่าด้วยขอรับ”
เขาลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้ที่เรือนเล็กยังมีพี่น้องชายอีกสามคน
กำลังรอให้เขาไปกินข้าวอยู่
สวี่โม่ เวินจืออวิ่น จ่างเยี่ยน “……”
คนครัวเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ไม่นานงานเลี้ยงลิ้นจี่ก็ถูก
จัดเตรียมมาอย่างเรียบร้อย
สิ่งแรกคือลิ้นจี่เชื่อม นำลิ้นจี่ทั้งลูกมาปอกเปลือกและเอาเมล็ด
ออก แล้วนำไปใส่ในน ้าผึ้ง ต้มด้วยไฟอ่อน ให้น ้าผึ้งซึมเข้าไปในเนื้อ
ลิ้นจี่ทั้งก้อน ไม่เพียงรสชาติหวานอร่อย และสามารถเก็บรักษาได้
นาน เป็นวิธีถนอมลิ้นจี่ที่ใช้มาหลายร้อยปีแล้ว
ต่อมาคือลิ้นจี่ผัดกุ้ง ผลไม้รสหวานนุ่มผสมกับเนื้อกุ้งกรอบ แค่
ใส่เกลือนิดหน่อยก็เป็นอาหารรสอ่อนที่อร่อยแล้ว
ยังมีชาลิ้นจี่ ลิ้นจี่ตุ๋นเนื้อ และอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย อาจกล่าว
ได้ว่าเป็นการรีดเค้นความสามารถในการทำอาหารจากลิ้นจี่ตลอด
ชีวิตของพวกพ่อครัวใหญ่
ถานเยี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ จ้องมองตาไม่กะพริบ “ขอบคุณคุณหนูที่
ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว งานเลี้ยงลิ้นจี่ที่หาซื้อด้วยเงินพันตำลึงก็
ยังยาก แม้แต่ในวังก็คงจัดได้ไม่กี่ครั้ง”
เจียงเซิงเริ่มสงสัยเมื่อได้ยินคำพูดนี้
นางเคยได้ยินว่าลิ้นจี่มีราคาแพง แต่ไม่เคยรู้ราคาที่แน่นอน ยิ่ง
ไม่รู้ว่าลิ้นจี่สามกระบุงนี้จะต้องใช้เงินมากเท่าไหร่
“ราคาขายของตระกูลเลี่ยวคือห้าสิบตำลึงต่อหนึ่งชั่ง” ฮูหยินผู้
เฒ่าเจียงอธิบายให้นางฟัง
เจียงเซิงตกใจจนมือสั่น เนื้อลิ้นจี่ที่เพิ่งคีบหล่นลงไปแล้ว
อะไรนะ ห้าสิบตำลึง!!!
ของที่พี่รองนำมาเต็มสามกระบุงคงจะราคาแพงมากแน่!
นางสมควรได้กินหรือ!
เจียงเซิงรีบหันหน้าไปอย่างร้อนรน หวังให้พี่รองจะบอกนางว่า
ความจริงแล้วลิ้นจี่ไม่ได้แพงขนาดนั้น
“ลิ้นจี่เติบโตแถบหลิงหนาน ในท้องถิ่นสามารถซื้อได้ในราคาไม่
ถึงร้อยเหวิน” เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่างระมัดระวัง “สำคัญคือการขนมา
เส้นทางยาวไกล ผลไม้บอบบาง และเก็บรักษานานไม่ได้”
โชคดีที่พระสนมคนโปรดในราชวงศ์ก่อนหลงใหลลิ้นจี่ ฮ่องเต้จึง
ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างถนนหลวงจากหลิงหนาน ทำให้การเดินทางไป
มาสะดวกสบาย ใช้เวลาเพียงสิบวันก็สามารถควบม้ามาถึงได้
เพื่อรักษาความสดใหม่ คนโบราณมีวิธีการที่แปลกประหลาด
มากมาย
มีทั้งการใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่แล้วปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง การเก็บ
รักษาในก้อนน ้าแข็งผสมกับฟางข้าวและขนแกะ ในสมัยก่อนยังมี
ฮ่องเต้ที่ย้ายต้นลิ้นจี่ทั้งต้นมาปลูกไว้ แต่ภายหลังต้องล้มเลิกไปเพราะ
สิ้นเปลืองแรงงานและทรัพยากรมากเกินไป
เมื่อร้อยปีก่อน มีคนค้นพบว่าหากลิ้นจี่ไม่ถูกแยกออกจากกิ่ง มัน
จะสามารถดูดซึมน ้าได้อย่างต่อเนื่อง หากใช้น ้าแข็งในการเก็บรักษา
จะสามารถคงความสดใหม่ได้นานถึงสิบวันโดยไม่เน่าเสีย จึงทำให้
เหล่าผู้สูงศักดิ์ได้ลิ้มรสลิ้นจี่กันมากขึ้น
แม้ว่าจะสามารถขนส่งมาได้ในปริมาณมาก ๆ แต่มีเงื่อนไขว่าผล
ต้องไม่แยกออกจากกิ่ง
เมื่อรวมผลไม้กับกิ่งเข้าด้วยกัน แล้วห่อด้วยน ้าแข็งและนุ่น ของที่
ต้องใช้ใส่มาก็ไม่ใช่แค่ถาดหรือกระบุงอีก
เจิ้งหรูเชียนก็พบว่าตอนที่เขานำลิ้นจี่มาส่งให้ตระกูลเจียง เขา
ขนสินค้ามาเต็มคันรถ แต่กลับแจกจ่ายออกไปเพียงสามกระบุง
ทั้งหมดคงประมาณสามสี่สิบชั่ง
หากคำนวณตามราคาของตระกูลเลี่ยวแล้ว…
หัวใจของเจียงเซิงเริ่มกระตุก เนื้อลิ้นจี่ในปากก็ไม่อร่อยอีกต่อไป
เจิ้งหรูเชียนยิ้มปลอบใจนาง “ขอแค่ขายออกไปได้ กินไปสาม
กระบุงแล้วจะนับเป็นอะไร กำไรกำลังรอข้าอยู่ข้างหน้า”
การเป็นพ่อค้าต้องมองการณ์ไกล ต้องยอมเสียสละบ้างถึงจะได้
กำไร
เจียงเซิงพยักหน้าทั้งน ้าตาและกลืนลงไปอึกใหญ่
อย่างไรเสียก็มันถูกปรุงสุกแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนเป็นเงินทองได้อีก
หากไม่กินก็จะเป็นการเสียเปล่า
เมื่อใกล้ทานอาหารเสร็จ ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็ตัดสินใจ ห่ออาหาร
ที่ยังไม่ได้แตะต้องด้วยกระดาษน ้ามัน เพื่อนำกลับไปให้เหล่าเด็กหนุ่ม
ในเรือนเล็ก
เจิ้งหรูเชียนโค้งคำนับกล่าวขอบคุณ ถือห่อกระดาษน ้ามันเจ็ด
แปดห่อ พาเจียงซานกับเจียงซื่อที่มีมุมปากเปื้อนคราบมันรวมถึงวัง
เสี่ยวซงมาบอกลา
เจียงเซิงมาส่งพวกเขาถึงประตูใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความ
อาลัยอาวรณ์
พี่น้องที่พึ่งพาอาศัยกันมาสี่ปีครึ่ง เติบโตมาด้วยกันจนถึงตอนนี้
สวี่โม่ทุ่มเทให้กับการสอบขุนนาง เจิ้งหรูเชียนก็พบความสนุกในการ
หาเงินของตัวเอง เวินจืออวิ่นจมจ่อมอยู่กับการศึกษาตำราแพทย์ และ
ได้ยินว่าจ่างเยี่ยนเริ่มศึกษาเกี่ยบกับไม้ พยายามจะเป็นช่างฝีมือ
เมื่อก่อนเจียงเซิงยังสามารถขยายโรงผลิต จัดการร้านจิ่วเจิน มี
ความสุขและความมุ่งมั่นของตัวเอง
แต่ตอนนี้ นางทำได้เพียงยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลเจียง
มองเหล่าพี่ชายเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ เหลือเพียงตัวนางที่โดดเดี่ยว
อ้างว้าง
บางทีต่อไปนางก็คงได้แต่เรียนรู้กฎระเบียบ เป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์
ของตระกูลใหญ่ เลือกคู่ครองที่เหมาะสมเมื่อถึงวัยออกเรือน สืบทอด
ทายาทไปพร้อม ๆ กับดูแลญาติพี่น้องฝ่ายมารดา
เจิ้งหรูเชียนที่ยืนอยู่ริมถนนยังคงหันกลับมา โบกมืออำลาอย่าง
อาลัยอาวรณ์
เจียงเซิงยกมุมปากขึ้น แต่แววตากลับจางลง จนกระทั่งไร้
ประกายใด ๆ
ด้านหลังนาง ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงถอนหายใจ หลับตาพลางส่าย
หน้า
ถานเยี่ยพยายามก้าวเข้ามา เผยให้เห็นห่อผ้าเล็ก ๆ ที่หนักอึ้งใน
อ้อมอก
นี่นางกำลังทำอะไร?
เจียงเซิงหันมองด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ
“เด็กโง่” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหัวเราะเบา ๆ “รีบตามพวกเขาไปเถอะ
พี่ชายเจ้ายังต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าอยู่”
เอาเถอะ ถึงนางจะเห็นแก่ตัว กักตัวหลานสาวไว้อีกหนึ่งวัน แต่ก็
ไม่อาจบังคับให้หลานสาวอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตได้
ตระกูลเจียงไม่ใช่สถานที่ที่ดีงาม ตระกูลเลี่ยวก็ไม่มีทางทำตัว
ยุติธรรมเที่ยงตรงได้ แทนที่จะให้เจียงเซิงอยู่ที่นี่และถูกรังแก ก็ปล่อย
ให้นางโบยบินไปอย่างอิสระเถอะ
เส้นด้ายระหว่างว่าวกับคนถือว่าวนั้น ขาดไปตั้งแต่สิบเอ็ดปีก่อน
แล้ว ไม่อาจกลับมาผูกเชื่อมกันได้อีก
“รีบไปเถอะ เด็กน้อย” ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงยิ้มพลางชี้ไปยังร่างของ
เจิ้งหรูเชียนที่กำลังจะหายลับไป
เจียงเซิงไม่กล้าลังเลอีกต่อไป คว้าห่อผ้าของแล้วเริ่มวิ่งตามไป
ราวกับกำลังไล่ตามอนาคตอันเป็นอิสระของตัวเอง
ร่างของนางค่อย ๆ ห่างออกไป จากชัดเจนกลายเป็นพร่าเลือน
จากสาวน้อยผู้งดงามหดเล็กลงเป็นทารกในผ้าอ้อม
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหันหลังกลับอย่างสงบ พร้อมกับบอกให้ปิด
ประตูใหญ่ ในที่สุดหยดน ้าตาก็ไหลออกมา ก่อนจะหายไปในพริบตา
เหมือนกับหลานสาวตัวน้อยของนางที่สูญเสียไปและได้กลับคืน
มา แต่แล้วก็ต้องสูญเสียไปอีกครั้ง
……………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
…………….