พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 315 การรวมตัวกันเล็ก ๆ
ถนนสายใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ห่างจากวังหลวงเพียง
เวลาหนึ่งถ้วยชา ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยร้านค้าเจริญรุ่งเรือง ผู้คนที่
สัญจรไปมาล้วนเป็นคนมั่งมีหรือไม่ก็มีฐานะสูงศักดิ์
เจิ้งหรูเชียนเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้จะยังคงแต่งตัวเป็น
คุณชายผู้หยิ่งยโส แต่เขากลับก้มหน้าเศร้าสร้อย ไม่กระปรี้กระเปร่า
เหมือนตอนเคาะประตูจวนตระกูลเจียงอีกแล้ว
เจียงซานกับเจียงซื่อรู้สึกสงสารอยู่บ้าง คิดอยากจะปลอบใจเขา
แต่วังเสี่ยวซงห้ามทั้งคู่เอาไว้ “คุณชายคงจะเสียใจที่ทิ้งคุณหนูไว้
ที่นั่น”
น้องสาวที่อยู่ด้วยกันเช้าเย็น จู่ ๆ ก็เปลี่ยนสถานะ แถมยังต้องถูก
กักตัวอยู่ในจวนใหญ่ แม้แต่จะพบหน้ากันก็ต้องแจ้งบอกถึงสามครั้ง
ใครเล่าจะทนรับได้
เมื่อคิดถึงวังเสี่ยวจูที่จู่ ๆ ก็ได้สวมใส่เครื่องประดับหรูหราสูงส่งสิ
วังเสี่ยวซงก็เริ่มควบคุมน ้าตาไม่อยู่
ยังดีที่มีเจียงซานคอยปลอบใจเขา “พี่ซง น้องสาวของท่านยังอยู่
ที่สำนักแพทย์นะ ไม่ได้สวมเครื่องประดับหรูหราพวกนั้นหรอก”
เจียงซื่อพยักหน้า “ใช่แล้วพี่ซง ท่านอย่าฝันไปเลย มันเป็นไป
ไม่ได้หรอก”
วังเสี่ยวซงร้องไห้หนักกว่าเดิม
แท้จริงแล้วนี่คือการต่อสู้ระหว่างความเห็นแก่ตัวและมโนธรรม
พี่ชายที่เห็นแก่ตัวจะต้องการให้น้องสาวอยู่ข้างกาย แต่มโนธรรม
กลับรู้สึกว่าน้องสาวควรได้รับความมั่งคั่งและเกียรติยศ ไม่ควร
เสียเวลาไปกับความสัมพันธ์พี่น้องเพียงไม่กี่ปี
ดังนั้นเหล่าเด็กหนุ่มจากเรือนเล็กจึงนิ่งเงียบและกำมือแน่น แม้
ไม่อยากจากลาแต่ก็พูดอะไรไม่ออก
เช่นเดียวกับเจิ้งหรูเชียนในยามนี้
เขาอยากจะหันกลับไปมองอีกครั้ง แต่ก็กลัวว่าจะทำให้เจียงเซิง
เสียใจ จึงได้แต่ข่มใจไว้สุดความสามารถ เดินโซเซอย่างยากลำบาก
กระทั่งได้ยินเสียงร้องตกใจของวังเสี่ยวซงดังขึ้นข้างหู ตามมา
ด้วยเสียงที่คล้ายมีใครบางคนปิดปากเขาไว้
อยู่ใกล้วังหลวงขนาดนี้ยังจะถูกคนโจมตีอีกหรือ?
แต่นี่ก็เป็นโอกาสให้หันกลับมา
เจิ้งหรูเชียนค่อย ๆ หมุนตัวอย่างระมัดระวัง แล้วจ้องมองอย่าง
ละเอียดอีกครั้ง ไม่คิดว่าจะได้เห็นใบหน้ากลมเล็กที่ทั้งขาวและอวบ
อิ่ม พร้อมรอยยิ้มที่คุ้นเคย น ้าเสียงที่เปี่ยมล้นด้วยความดีใจ และ
คำพูดที่จารึกลงในกระดูกของเขา “พี่รอง!”
เขาทึ่มทื่อ เขาตะลึง เขางุนงง
จนเจียงเซิงส่งเสียงเรียกอีกครั้ง “พี่รอง”
เจิ้งหรูเชียนถึงได้สติกลับมา เขาถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า “เจ้า
แอบหนีออกมาหรือ? ตระกูลเจียงรู้หรือไม่?”
สมกับที่เป็นพี่น้องกัน ความคิดช่างเหมือนกันราวกับแกะ
เจียงเซิงยืนเท้าเอว ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ข้าไม่ได้แอบหนี
ข้าจะกลับบ้าน”
แขนของนางยังคล้องห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ดูประณีต ไม่รู้ว่าข้างในใส่
ของหนักอะไรไว้ ผมของนางยังคงเป็นทรงมวยคู่เรียบร้อย เสื้อผ้าก็ยัง
เป็นชุดชมพูอ่อนดูมีราคา ไม่ต่างจากตอนอยู่ที่ตระกูลเจียงเลย
แต่นางกลับบอกว่าจะกลับบ้าน
เช่นนั้นก็กลับบ้านกันเถอะ
เจิ้งหรูเชียนกะพริบตาไล่ความเปียกชื้นในดวงตา หยิบห่อผ้าใน
อ้อมแขนของน้องสาว แล้วโบกมือไปทางทางเจียงซาน เจียงซื่อ และ
วังเสี่ยวซงที่กำลังกอดกัน “ไปกันเถอะ พวกเรากลับบ้าน”
นายบ่าวทั้งห้าคนต่างร่าเริงยินดี พร้อมกับเสียงหัวเราะหวานใส
ของเด็กหญิง เดินออกมาด้วยท่าทางที่แข็งขันและมั่นใจ
ท้องฟ้าสีครามดูสดใส ผู้คนต่างมีความสุข
แต่ความสุขนี้ กลับต้องหยุดชะงักลงทันทีเมื่อถึงหน้าประตูเรือน
เล็ก
แม้ว่าอาหารของตระกูลเจียงอร่อยเพียงใด ตอนนี้พวกเขาก็รู้สึก
เก้อเขินเท่านั้น
โดยเฉพาะตอนพวกเขาแนบหูฟังที่ประตูและได้ยินสุ้มเสียงกังวล
ใจมาจากด้านใน ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกละอายจนใบหน้าแดงก ่า
“ข้าอุ่นอาหารไปแล้วสามรอบ ทำไมเจ้ารองยังไม่กลับมาอีก” สวี่
โม่เคาะโต๊ะเบา ๆ “หรือว่าเขาถูกตระกูลเจียงกลั่นแกล้ง”
“มีน้องสาวอยู่ด้วย ตระกูลเจียงคงไม่กลั่นแกล้งเขาหรอก บางที
อาจเป็นเพราะลิ้นจี่สามกระบุงคงดูเด่นเกินไป” จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว
หมุนลูกปัดไม้ในมือ
เวินจืออวิ่นพูดเสียงเบา “บ้านเมืองย่อมมีกฎหมาย พี่รองคงไม่
เจอเรื่องอะไรหรอก อาจจะมีเรื่องอะไรรั้งเขาเท่านั้น”
หลังจากนั้นความเงียบงันก็ลอยตัว
ช่วยไม่ได้ คนในครอบครัวที่ชอบพูดคุยร่าเริงต่างก็ซ่อนตัวอยู่
ด้านนอกหมดแล้ว คนที่เหลืออยู่ต่างก็เงียบกริบเหมือนหอยกาบที่
ตายไปแล้วสามวัน
แต่แม้จะอยู่นอกประตู ก็สามารถจินตนาการได้ถึงภาพของสาม
พี่น้องที่นั่งอย่างสำรวมและกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
เจียงเซิงทนไม่ไหว จึงสะกิดแขนของเจิ้งหรูเชียนแล้วพูดว่า “พี่
รอง พวกเราจะไม่เข้าไปหรือ?”
เจิ้งหรูเชียนหันกลับมา แล้วตบหน้าผากตัวเอง
เขาลืมเจ้าตัวน้อยคนนี้ไปได้อย่างไร มีนางอยู่ด้วย การลืมกลับ
บ้านมากินข้าวกับพี่ชายน้องชายก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรกระมัง
เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง มือหนึ่งคว้าตัวเจียงเซิง อีกมือหนึ่งตบประตู
อย่างห้าวหาญ
สามพี่น้องที่นั่งอยู่พร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมอง เวินจืออวิ่นตื่นเต้น
ที่สุด “พี่รองกลับมาแล้ว พี่รองกลับมาแล้ว”
จ่างเยี่ยนเคลื่อนไหวเร็วที่สุด รีบไปปลดกลอนประตูที่เพิ่งเปลี่ยน
ใหม่ และแล้วก็เห็นคนสองคนที่ยิ้มกว้างให้
“เจ้าห้า”
“พี่ห้า”
เสียงนั้นช่างไพเราะยิ่งกว่าเสียงสวรรค์เสียอีก
แม้แต่จางเยี่ยนผู้ลึกลับและเจ้าเล่ห์ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่อาจตั้งสติ
ได้นาน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวินจืออวิ่นที่อยู่ด้านหลัง ดวงตาของเขาแดงก ่า
ทันที น ้าตาไหลพรากราวกับน ้าตก
สวี่โม่ถึงกับพูดไม่ออก “พวกเจ้า…พวกเจ้า…”
“พวกข้ากลับมาแล้ว” เจิ้งหรูเชียนเริ่มคุยโว “ข้าพาน้องสาวกลับ
บ้านมาแล้ว ข้าพามาเอง ข้าพานางมาเอง”
วังเสี่ยวซงที่อยู่ด้านหลังพยักหน้ารัว ๆ “ถูกต้องแล้ว พอคุณชาย
เดินออกมาไกล คุณหนูก็โผล่มากะทันหัน บอกว่าจะกลับบ้าน”
เจียงซานและเจียงซื่อเอื้อมมือออกมาจะปิดปากเขา แต่น่า
เสียดายที่ช้าไปสักหน่อย
เจิ้งหรูเชียนกัดฟันกรอด ยังไม่ทันได้พูดอะไร จ่างเยี่ยนกับเวินจื
ออวิ่นก็พุ่งเข้ามาจับชายเสื้อของทั้งสองคนแน่น
สวี่โม่ค่อย ๆ เดินไปด้านหลัง พูดด้วยน ้าเสียงอู้อี้ว่า “ตอนนี้ คง
ขาดแค่เจ้าสามเท่านั้น”
เหลือเพียงฟางเหิงคนเดียว พวกเขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
แล้ว
ช่างดีจริง ๆ
เหล่าพี่น้องเดินเข้าไปในเรือนเล็กอย่างสนิทสนม ป้าจางกำลัง
อุ่นอาหารเป็นครั้งที่สี่แล้วยกออกมาพอดี เมื่อเห็นเจียงเซิงนางก็
ถึงกับตะลึง ยังดีที่เสี่ยวจูช่วยจัดชามตะเกียบให้เรียบร้อยแล้ว “กิน
ข้าวได้แล้ว ๆ”
ทุกคนทยอยนั่งลงตามลำดับ ไม่แบ่งแยกนายบ่าว ไม่ถือยศถือ
ศักดิ์
ป้าจางเช็ดน ้าตาพลางคีบอาหาร “เจียงเซิงน้อย กินขาหมูนี่สิ
เจ้าชอบขาหมูชิ้นใหญ่ที่สุดไม่ใช่หรือ”
“ไม่ ๆ ๆ” เด็กสาวจอมตะกละส่ายหน้าอย่างเห็นได้ยาก “ข้าอิ่ม
แล้ว ข้ากินมาจากตระกูลเจียงแล้วเจ้าค่ะ”
งานเลี้ยงลิ้นจี่นั้นอร่อยเกินไป ไม่ทันระวังก็กินจนท้องโตแล้ว
แม้แต่ขาหมูนุ่ม ๆ ที่เนื้อหลุดจากกระดูกก็ยังต้องจำใจปฏิเสธอย่าง
เจ็บปวด
พอคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ตระกูลเจียงจะปล่อยให้นางท้องว่างกลับมา
ได้อย่างไร
ขาหมูชิ้นใหญ่ของป้าจางจึงเปลี่ยนทิศทาง วางลงตรงหน้าเจ้า
รองแทน “เช่นนั้นหรูเชียนต้องหิวมากแน่ ๆ เจ้ากินเยอะ ๆ นะ”
เจิ้งหรูเชียนก็อิ่มแล้ว แต่เขาไม่กล้าพูด เม็ดเหงื่อไหลลงมาที่
หน้าผาก เขามองไปรอบ ๆ พยายามปฏิเสธ “ให้พี่ใหญ่กินดีกว่า พี่
ใหญ่ต้องหิวกว่าข้าแน่นอนเลย”
อย่างไรก็ตาม สวี่โม่กลับหลุบตาลง “ข้ากินแค่ผักก็พอแล้ว”
“เช่นนั้นก็ให้เจ้าสี่กิน เจ้าสี่กินเถอะ” เจิ้งหรูเชียนพูดอย่างร้อนรน
เวินจืออวิ่นโบกมือด้วยความประหลาดใจ “พี่รองลืมแล้วหรือ ข้า
ไม่ชอบกินขาหมูนะ”
“เช่นนั้นก็ให้เจ้าห้าแล้วกัน เจ้าห้ากินสิ” เจิ้งหรูเชียนแทบจะ
ร้องไห้แล้ว
จ่างเยี่ยนเลิกคิ้วแล้วยิ้ม “พี่รอง ท่านป้าให้ท่าน ท่านก็กินเถอะ
อย่างไรเสียท่านก็ท้องว่างกลับมาอยู่แล้ว”
อย่างไรเสีย…ก็…ท้องว่าง…กลับมา
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาจะรู้บางอย่าง แต่บุรุษ
ชาวต้าอวี๋มักจะเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ แล้วจะยอมรับว่าตนเองทำ
ผิดพลาดได้อย่างไร
เขาคีบขาหมูเข้าปากอย่างไม่กลัวตาย น ้ามันและเนื้อไหลลงคอ
พร้อมกัน พาให้อาหารในงานเลี้ยงลิ้นจี่ทั้งหมดจวนเจียนจะพุ่งขึ้นมา
แต่ก็ถูกกดกลับลงไป
เพียงคำเดียว เจิ้งหรูเชียนก็เริ่มเรอและหยุดไม่ได้
เวินจืออวิ่นถามด้วยความห่วงใย “พี่รอง ท่านอยากให้ข้าชงชา
ช่วยย่อยให้หรือไม่”
สวี่โม่กับจ่างเยี่ยนสบตากันนิ่ง ๆ แล้วยกยิ้มมีเลศนัย
เจ้ารองออกไปกินข้าวข้างนอกแล้วไม่ยอมบอกความจริง
ทั้งยังซ่อนห่อกับข้าวไว้ในครัวอีก เขาคิดว่าจะไม่มีใครเห็นหรือ
หากในบ้านมีพี่น้องที่เฉลียวฉลาดเป็นพิเศษถึงสองคน ก็อย่า
พยายามจะปิดบังเลยเถอะ นี่คือสิ่งที่เจิ้งหรูเชียนสรุปได้ขณะจิบชา
ช่วยย่อยอาหาร