พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 39 ร่วมมือวางแผนจัดการเจ้าหน้าที่เกา
เหตุการณ์เจ้าหน้าที่บุกรุกเข้าบ้านผู้อื่นผ่านไปได้ไม่กี่วัน ผังต้า
ซานก็กลับมาอีกแล้ว
เจียงเซิงยังคงจดจำเรื่องที่พี่ชายนางได้รับบาดเจ็บดี จึงไม่ได้
แสดงท่าทีเป็นมิตรหรือกระตือรือร้นกับเขาอีกต่อไป แม้แต่คำว่า
‘พี่ต้าซาน’ ก็ยังไม่เอ่ยเรียก
ผังต้าซานรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเหมือนเด็กที่ทำผิด เขาถามซ ้า
แล้วซ ้าเล่าว่า “เจียงเซิง ข้าทำเจ้าโกรธหรือ เหตุใดเจ้าถึงอารมณ์ไม่
ดี”
เจียงเซิงกำมือใต้แขนเสื้อ
นางไม่เข้าใจว่าทำไมผังต้าซานถึงได้หน้าหนาขนาดนี้ เขา
สมคบคิดกับเจ้าหน้าที่เกาทำเรื่องแบบนั้น แต่ตอนนี้กลับมาถาม
เหตุผลกับนางอีก
เขาไม่รู้หรือว่าเป็นเพราะอะไร
แต่พี่ห้าเคยบอกไว้ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาหักหน้าผังต้าซาน เจียง
เซิงจึงต้องข่มกลั้นความเกลียดชังเอาไว้ ฝืนใจตอบว่า “ข้าไม่ได้
โกรธท่าน เพียงถูกคนรังแกมา จึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย”
นางถูกเจ้าหน้าที่เการังแกหรือ?
ผังต้าซานอยากถามแต่ก็เอ่ยปากไม่ออกอยู่หลายครั้ง
เจียงเซิงนึกถึงคำพูดของจ่างเยี่ยน จึงฝืนยิ้ม “อย่าใส่ใจเลย พี่
รองข้ากำลังจะไปเก็บผักที่อำเภออวิ๋นสุ่ยแล้ว ถึงตอนนั้นคงมีเงิน
นำมาซื้อข้าวของใหม่”
“จริงหรือ” ผังต้าซานตกใจเล็กน้อย “เขาจะไปเมื่อไหร่”
เจียงเซิงตอบอย่างบริสุทธิ์ใจ “พรุ่งนี้”
นางนับนิ้วคำนวณ “การเดินทางไปอำเภออวิ๋นสุ่ยไกลมาก แม้
นั่งเกวียนลาไปก็ต้องใช้เวลาสามสี่วันกว่าจะถึง พี่รองบอกว่าเขาจะ
ออกเดินทางเร็วสักหน่อย จะได้กลับมาเร็วขึ้น บางทีอาจกลับมาทัน
เทศกาลโคมไฟด้วย”
ผังต้าซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม “พวกเจ้าก็จะไปด้วยหรือ”
“ไม่ไป” เจียงเซิงส่ายหน้า “พี่รองเรียนรู้ที่จะบังคับเกวียนลาเอง
แล้ว เขาบอกว่าไปคนเดียวก็พอ หากมีคนมากไปจะเปลืองพื้นที่”
ผังต้าซานคล้ายถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ในชั่วพริบตาก็เหมือนกำลังลังเลใจบางอย่าง
โชคดีที่เจียงเซิงก้มหน้าจึงมองไม่เห็น พลางพึมพำ “ไม่รู้ว่าคราว
นี้พี่รองจะนำของดีอะไรมาให้ข้าบ้าง จะมีของอร่อย ๆ หรือของสนุก ๆ
หรือไม่ แต่ขอเพียงเขากลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว”
ผังต้าซานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ก้มหน้าลง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันนั้น
เจียงเซิงยืนโบกมือส่งเจิ้งหรูเชียนที่ประตูวัดร้าง
“พี่รอง รีบกลับมาเร็ว ๆ นะ” นางป้องปากบอกเสียงดัง “อย่าลืม
เอาของอร่อย ๆ มาฝากข้าด้วย!”
ไม่นานเกวียนลาและเงาร่างของเจิ้งหรูเชียนหายลับสายตาไป
เจียงเซิงหันมองจ่างเยี่ยน “พี่ห้า เจ้าหน้าที่เกาจะส่งคนมาจริง ๆ
หรือ”
จ่างเยี่ยนตอบด้วยความมั่นใจ “ต้องมาแน่”
พวกเขาเพิ่งเล่นงานวัดร้างไป เจ้าหน้าที่เกาคงอดใจไม่ไหวแน่
“แล้วถ้าผังต้าซานไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่เกาเล่า” เจียง
เซิงยังมีความหวังอยู่ในใจ
คราวนี้จ่างเยี่ยนไม่ตอบ เพียงมองไปยังทิศทางที่ฟางเหิงกำลังขับ
เกวียนลากลับมา
สวี่โม่ซึ่งขาเจ็บกับเวินจืออวิ่นที่แบกกล่องยาต่างนั่งอยู่บนเกวียน
พวกเขากำลังติดตามเจิ้งหรูเชียนไปในทิศทางที่เขาจากไป
อย่างที่เล่า…
อำเภออวิ๋นสุ่ยตั้งอยู่ทางใต้ของอำเภอเซี่ยหยาง สามารถตัดผ่าน
อำเภอไปตามถนนเส้นหลัก หรือไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ก็ได้
เจิ้งหรูเชียนเลือกเดินทางเส้นทางเล็กนั้น
ออกจากเขตอำเภอเซี่ยหยางได้ไม่นาน เขาก็พลันรู้สึกไม่ชอบ
มาพากล
มีรถม้าคันหนึ่งตามหลังมาไม่ไกลไม่ใกล้ ไม่เร็วไม่ช้า เหมือน
ภูตผีที่ชวนห้ผู้คนขนลุก
เจิ้งหรูเชียนไม่กล้าหันหลังไปมอง เขาเพิ่มแรงสะบัดแส้ คิดจะ
กลับไปยังถนนเส้นหลักให้เร็วที่สุด
บนถนนเส้นหลักมีผู้คนสัญจรไปมา ทั้งยังมีทหารคอย
ลาดตระเวน จึงเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในราชวงศ์ต้าอวี๋
แต่รถม้าคันนั้นเหมือนรู้ความต้องการของเขา จึงเร่งความเร็ว
ตามมาด้วย
ไม่นานก็แซงหน้าเขา
เจิ้งหรูเชียนหันหน้าไปมอง จึงเห็นคนสามคนบนรถม้า
หนึ่งคนคือเจ้าหน้าที่เกา อีกคนเขาไม่รู้จัก และคนสุดท้ายคือ
ผังต้าซาน
สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นมืดดำทันที
ถึงแม้จะคาดเดาได้ตั้งแต่แรกว่าผังต้าซานสมรู้ร่วมคิดกับ
เจ้าหน้าที่เกา แต่เมื่อได้เห็นกับตาตนเองมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เขาเกลียดที่ตนเองมีกำลังน้อยนิด ทั้งยังไม่รู้ว่าพี่น้องของเขาไป
อยู่ที่ไหนแล้ว จึงไม่กล้าต่อกรกับศัตรูอย่างชะล่าใจ ได้แต่สะบัดแส้
อย่างแรง หวังสลัดคนทั้งสามให้หลุด
แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะบ้าระห ่า ถึงกับฉวยโอกาสตอนพาหนะทั้ง
สองแล่นขนานกัน กระโดดจากรถม้าขึ้นมาบนเกวียนลาและแย่งแส้
ในมือเขาไป
เสียงลาร้องลั่น กีบเหล็กของมันตะกุยตะกาย ก่อนจะหยุดลงใน
ที่สุด
รถม้าซึ่งตามมาติด ๆ เข้ามาขวางทางเกวียนลาไว้ไม่ให้ไปต่อ
เจิ้งหรูเชียนถูกกดตัวไว้บนเกวียน ใบหน้าเขาแนบกับแผ่นไม้
ขยับตัวแทบไม่ได้
“จะจัดการเขาอย่างไร” คนที่กำลังกดตัวเขาอยู่เอ่ยถาม
เจ้าหน้าที่เกาหัวเราะเยาะพลางกัดฟันตอบ “ลูกกระต่ายพวกนี้วิ่ง
เร็วนัก”
ดังนั้นควรต้องตีขาพวกมันให้หัก
เจ้าหน้าที่เกาหมุนตัว ลากไม้ท่อนหนึ่งขนาดเท่าแขนคนออกมา
จากรถม้า จ้องมองขาของเจิ้งหรูเชียน ก่อนชูไม้ขึ้น
ทันใดนั้น
เมื่อเห็นไม้ท่อนกำลังจะฟาดลงมา
ในสมองของผังต้าซานกลับผุดภาพเจียงเซิงที่กำลังร้องไห้คร ่า
ครวญ จิตใจของเขาพลันสั่นไหว รีบวิ่งเข้าไปขวางตรงหน้าเจิ้งหรู
เชียน
“โอ๊ย!…”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น แขนของเขาห้อยตก
“ผังต้าซาน เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” เจิ้งหรูเชียนถามด้วยสีหน้า
ฉงนสนเท่ห์ “เจ้าทำอะไร อย่ามาหาเรื่องตายในเวลาเช่นนี้”
เจ้าหน้าที่เกายิ่งโกรธเคือง “ไสหัวไป!”
เขาถีบผังต้าซานออกไปทางหนึ่ง แล้วชูไม้ขึ้นอีกครั้ง เล็งขาของ
เจิ้งหรูเชียน
แต่ผังต้าซานกลับวิ่งเข้ามากอดเอวเจ้าหน้าที่เกาไว้ พลางอ้อน
วอนอย่างบ้าคลั่ง “นายท่าน ได้โปรดละเว้นเขาเถอะ ข้าขอร้อง เขา
ยังเป็นเด็กอยู่เลย หากหักขาเขา ชีวิตเขาก็จบสิ้นแล้ว ได้โปรดละเว้น
เขาเถอะขอรับ”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนยิ่งโมโหมาก ยกไม้ฟาดใส่ผังต้าซาน แม้ว่า
เด็กหนุ่มจะกลิ้งไปมาบนพื้นร้องโหยหวนอย่างน่าสงสาร แต่พวกเขา
ก็ไม่ปรานีแต่อย่างใด
“ถุย เจ้ายังนับเป็นอะไรได้ เป็นแค่สุนัข ข้าเอ่ยปากพูดกับเจ้าแค่
สองประโยค เจ้าก็คิดว่าตัวเองเป็นคนแล้วหรือ”
“ซ ้ายังกล้ามาขวางพวกข้าอีก เช่นนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตายก่อน!”
ไม้กระหน ่าตีลงมาดุจพายุไม่มีความเมตตาสักนิด
ฟางเหิงซึ่งซ่อนตัวอยู่ในที่มืดทนต่อไปไม่ไหว เขาดึงไม้กระบอง
ออกมาพุ่งเข้าไปช่วยป้องกันและโต้กลับ
เขาใช้ทุกสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดชีวิต ทุกครั้งที่ไม้กระทบเป้าหมาย
จะทำให้เกิดบาดแผล ทุกกระบวนท่าล้วนโหดร้าย จนเจ้าหน้าที่ทั้ง
สองร้องระงม ไม่มีกระทั่งแรงตอบโต้
“ใคร เป็นใครกัน” เจ้าหน้าที่เกาอยากจะมองให้ชัดว่าผู้ที่มาเป็น
ใคร
แต่ฟางเหิงไม่ให้โอกาสพวกเขา เด็กชายฟาดไม้ลงบนศีรษะทีละ
คน จนอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นอย่างอ่อนแรง
ความอึกทึกครึกโครมบนถนนเส้นเล็ก ๆ กลับคืนสู่ความเงียบ
สงบ
เจียงเซิงกับเหล่าพี่ชายวิ่งตามเข้ามาล้อมรอบ
เจิ้งหรูเชียนลุกขึ้นยืน มองไปผังต้าซานที่นอนสลบไสลอยู่ด้วยสี
หน้าซับซ้อน
เขาเป็นพวกเดียวกับเจ้าหน้าที่เกา ในเมื่อทำร้ายพวกเขาทั้งหก
คนซ ้าแล้วซ ้าเล่า แน่นอนว่าต้องเป็นฝ่ายศัตรู แต่ทำไมถึงทำแบบนั้น
ในช่วงเวลาสำคัญ
ซ ้ายังใช้วิธีที่โง่เขลาที่สุด ในเวลาที่ไม่เหมาะสมที่สุด จน
กลายเป็นคนที่ต้องแขนหักและบาดเจ็บไปทั้งตัว
เจิ้งหรูเชียนคิดแล้วก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ
“แล้วพวกเราจะจัดการกับผังต้าซานอย่างไรดี” เจียงเซิงลังเล
“เขาเจ็บตัวเพื่อพี่รองมากมายขนาดนั้น”
ถึงแม้ในเวลานั้น ฟางเหิงเตรียมพร้อมจะกระโดดออกมาช่วยแล้ว
แต่ผังต้าซานก็ยังคงเข้ามาขวางไว้ นับว่าเป็นการเสียสละที่ไม่
อาจปฏิเสธได้
สวี่โม่คิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “พาเขาขึ้นรถม้าเถอะ ให้เจ้าสี่ช่วย
รักษาก่อน”
เวินจืออวิ่นรับคำ นำกล่องยาเล็ก ๆ มาจากเกวียนลาเช่า เข้าไป
ด้านในรถม้าเพื่อรักษาบาดแผลให้ผังต้าซาน
ข้างนอกจึงเหลือเพียงสวี่โม่กับจ่างเยี่ยนที่จ้องมองเจ้าหน้าที่สอง
คนสลบไสลอย่างเย็นชา
ในอำเภอเซี่ยหยาง เจ้าหน้าที่เกาอาศัยบารมีของนายอำเภอคน
ใหม่ทำตามใจชอบ
แต่นอกเหนือจากอำเภอเซี่ยหยาง ในอำเภออื่นโดยเฉพาะ
อำเภอที่มีชื่อเสียงเรื่องความยุติธรรมและซื่อสัตย์ เรื่องราวจะแตกต่าง
ออกไป
“ไปกันเถอะ เข้าอำเภออวิ๋นสุ่ย”