พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 38 เจ้าหน้าที่เกาผู้หยิ่งยโส
ผังต้าซานไม่ได้อยู่ในวัดร้างนานนัก เมื่อผ่านเวลาเที่ยงคืนไป
แล้ว เขาก็จากไป
เจียงเซิงส่งเขากลับด้วยเสียงหัวเราะร่าเริง
เมื่อหันกลับมาปิดประตู รอยยิ้มของนางก็จางหายไป “พี่ชาย
ทั้งหลาย มีสิ่งผิดปกติหรือไม่?”
สวี่โม่ส่ายหน้า ฟางเหิงส่ายหัว เจิ้งหรูเชียนเกาศีรษะ
หรือว่าผังต้าซานจะมาอวยพรและกินอาหารข้ามปีจริง ๆ ?
เจียงเซิงไม่เชื่อนัก
แต่พวกนางก็ไม่พบความผิดปกติของผังต้าซาน ชั่วขณะนั้น
พวกเด็ก ๆ ต่างงุนงงไม่รู้จะทำอย่างไร
แท้จริงแล้ว ตอนนี้ต้องใช้การคิดย้อนกลับ
เช่น หากรู้ว่าผังต้าซานเป็นสุนัขรับใช้ของเจ้าหน้าที่เกาแล้ว
เจ้าหน้าที่เกาต้องใช้วิธีการใดเพื่อทำร้ายพวกนางได้
ใส่ร้าย? ปรักปรำ?
กลโกงทั่วไปก็มีเพียงเท่านี้
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปากไม่พูดอะไร เดินวนไปมาในวัดร้าง สุดท้าย
ก็ค้นพบต่างหูทองคำอยู่ในช่องว่างของฟางข้าวที่พวกเขาใช้นอน
คนทั้งหมดตกใจมาก
“เขานำมันเข้ามาเมื่อไหร่” เจิ้งหรูเชียนแทบไม่อยากเชื่อ
“แล้วเหตุใดต้องทิ้งต่างหูทองคำไว้ด้วย?” เจียงเซิงไม่เข้าใจ
จ่างเยี่ยนถือเครื่องประดับทองคำที่เก่าแก่มากแล้ว พลางมองสวี่
โม่หนหนึ่ง “นายอำเภอคนใหม่อายุเท่าไหร่แล้ว”
ริมฝีปากของสวี่โม่ขยับเปล่งเสียงสองคำ “สี่สิบ”
ดังนั้น ภรรยาของนายอำเภอคงมีอายุราว ๆ นี้
เมื่อสิ่งของของภรรยานายอำเภอหายไป เจ้าหน้าที่ก็ต้องไล่ตาม
หัวขโมยมาถึงหมู่บ้านสิบลี้ และพบหลักฐานในวัดร้าง เป็นเรื่องที่
สมเหตุสมผลที่สุด
ผังต้าซานอาจจะกลายเป็นพยาน ตรึงพวกเขาไว้กับเสาแห่ง
ความอับอายของ ‘หัวขโมยตัวน้อย’
เด็ก ๆ ในวัดร้างเริ่มตัวสั่นเทา พวกเขามาไกลถึงขนาดนี้เพราะ
โชคดีเกินไป อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดก็เพียงเจอนักเลงหัวไม้อย่างโจวจื้อ
เฉียง แต่ใช้เพียงกลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แก้ไขได้ แต่เจ้าหน้าที่
ทางการไม่ใช่คนธรรมดา
เขากล้าใช้วิธีใส่ความคนจริง ๆ
ทุกคนรวมถึงสวี่โม่ต่างหวาดกลัว มีเพียงจ่างเยี่ยนที่ยังไร้อารมณ์
ราวกับกลอุบายเช่นนี้ไม่อาจก่อเกิดคลื่นใต้น ้าในจิตใจของเขาได้
“แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดี” เจิ้งหรูเชียนร้อนใจ “โยนต่างหู
ทองคำนั่นทิ้งไปหรือ”
จ่างเยี่ยนยื่นมือออกไป
“ไม่ต้องทิ้ง เก็บมันไว้ก่อน พวกเราแค่นั่งรอก็พอ”
ผังต้าซานเคลื่อนไหวเร็วมาก
ช่วงข้ามปียังไม่ทันสิ้นสุด เพียงหกวันให้หลังก็พาคนมาถึงวัดร้าง
แล้ว
เจ้าหน้าที่เกากับอีกสองสามคนจากที่ว่าการอำเภอเซี่ยหยาง
สวมชุดข้าราชการ คาดกระบี่ ท่าทางน่าเกรงขามเข้ามาในหมู่บ้าน
สิบลี้
ชาวบ้านที่กำลังคุยเล่นอยู่หน้าประตูต่างตกใจกันถ้วนหน้า ต่าง
วิ่งกลับบ้านปิดประตูหน้าต่าง มองสถานการณ์ผ่านช่องว่างเล็ก ๆ
เมื่อเห็นคนของนายอำเภอหยุดอยู่ที่วัดร้างหน้าหมู่บ้าน พวกเขา
ก็ถอนหายใจโล่งอก
“นี่คือที่ที่หัวขโมยตัวน้อยปรากฏตัวหรือ” เจ้าหน้าที่เกาสีหน้า
เคร่งขรึม แต่มีท่าทีเสแสร้ง
เจ้าหน้าที่อีกคนพยักหน้า “ถูกต้อง เป็นที่นี่แหละ บางทีหัวขโมย
ตัวน้อยอาจซ่อนตัวอยู่ก็ได้”
เจ้าหน้าที่เกาโบกมือ ราวกับแส้สั่งเสือ “ตรวจค้น!”
ครั้งก่อนมีเพียงเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนอยู่เท่านั้น
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน สวี่โม่ก้าวออกมาเป็นคนแรก กล่าวอย่าง
กึกก้อง “ขอถามพวกท่าน มีหมายค้นหรือไม่”
ในราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎหมายและข้อบังคับ การตรวจค้นบ้าน
ประชาชนจะต้องมีหมายค้น หากไม่มีก็ถือว่าบุกรุกบ้านของผู้อื่นโดย
พลการ
สีหน้าของเจ้าหน้าที่เกามืดดำ ไม่คิดว่าจะพบคนที่เรื่องรู้
กฎหมายที่นี่
แต่สวี่โม่เป็นเพียงเด็กหนุ่ม เขาย่อมคิดไม่กลัว ทั้งยังหลอกล่อว่า
“สิ่งของของภรรยาท่านนายอำเภอหายไป พวกเราได้รับคำสั่งมาตาม
ล่าเจ้าหัวโมยตัวน้อย ตอนนี้ก็มาถึงที่นี่แล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่
ตรวจค้น”
เขากล่าวจบก็บุกเข้าไปในวัดร้างเป็นคนแรก
ฟางเหิงยกมือขึ้น แต่ถูกจ่างเยี่ยนห้ามไว้
ในเมื่อรู้ถึงแผนการชั่วร้ายของพวกเขาแล้ว ขัดขวางไปก็ไร้
ประโยชน์ สู้ปล่อยให้พวกเขาเสแสร้งต่อไปดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ เด็กทั้งหกคนจึงยืนอยู่ตรงประตูวัด มองเจ้าหน้าที่เกา
และคนของเขาค้นจนข้าวของพังพินาศด้วยสาตาเย็นชา
ทั้งผ้าห่มและฟูกนอนถูกพลิกคว ่า ฟางที่ปูรองไว้ฟุ้งกระจายไป
ทั่ว แม้แต่หม้อจานชามช้อนก็แตกหัก
แต่พวกเขาก็ไม่พบสิ่งใด
สีหน้าของเจ้าหน้าที่เกายิ่งดำคล ้า เขาไม่ยอมแพ้พยายามค้นหา
อีกครั้ง แต่ก็ไม่พบของน่าสงสัย
“เป็นไปไม่ได้ ของอยู่ที่ไหน” เขาอดพึมพำไม่ได้
สวี่โม่หัวเราะเย็นชาหนหนึ่ง “ท่านหวังจะพบสิ่งใดในที่ของพวก
ข้า”
“ตอนนี้วัดร้างถูกรื้อค้นไปแล้ว ท่านก็ไม่พบสิ่งของ นี่ไม่ใช่ว่า
ท่านอาจคาดเดาผิด หรือไม่ก็บุกรุกเข้ามาในที่อยู่อาศัยของผู้คนโดย
พลการ รบกวนความสงบของผู้คน”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเจ้าหน้าที่หลายคนก็ไม่พอใจ
พวกเขาไม่มีหมายค้น การกระทำเช่นนี้จึงผิดกฎหมายจริง ๆ
หากถูกสอบสวนขึ้นมา พวกเขาคงหลุดจากตำแหน่ง
แต่เจ้าหน้าที่เกากลับใจเย็นผิดปกติ เขาเหลือบมองวัดร้างแล้ว
แค่นเสียงเย็น “ที่อยู่อาศัยของผู้คนหรือ ที่นี่นับเป็นที่อยู่อาศัยของ
ผู้คนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ก็แค่วัดร้างหลังหนึ่งเท่านั้น”
ก่อนเดินจากไปอย่างหยิ่งผยอง
เหล่าเจ้าหน้าที่อีกหลายคนก็ไม่กลัวเกรงเช่นกัน เหยียดยิ้มมอง
พระพุทธองค์ในวัดร้าง และชำเลืองมองสวี่โม่อีกครั้ง
วัดร้างไร้ผู้ดูแล ขอทานอาจมาอาศัยอยู่ได้
แต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์และการคุ้มครองในฐานะที่อยู่อาศัยของ
ผู้คน
เจ้าหน้าที่เกาผู้นี้กำลังอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายอย่างชัดเจน
สวี่โม่โมโหจัด ตะโกนเสียงดังว่า “วัดไม่ใช่บ้านของชาวบ้าน แต่
ข้าวของเป็นของพวกเรา ท่านทำลายข้าวของของพวกเรา ทำให้
ทรัยพ์สินเสียหาย ข้าจะไปฟ้องร้องยังที่ว่าการอำเภอว่าพวกท่านไม่
เกรงกลัวกฎหมาย รังแกประชาชน!”
“ฮ่า ๆ เจ้าเด็กคนนี้บอกว่าจะฟ้องร้องพวกเรา” เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง
เอ่ยเยาะเย้ย
“ปล่อยให้เขาฟ้องไปเถอะ” เจ้าหน้าที่เกากล่าวเสียงเย็นชา
“ชาวบ้านพวกนี้มักมองไม่เห็นสถานการณ์ปัจจุบัน ยังคงคิดว่าทุก
อย่างยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน”
เมื่อก่อน…
เหมือนตอนที่นายอำเภอสวี่ยังอยู่ ทั้งอำเภอเซี่ยหยางอยู่อย่าง
สงบสุข แม้จะมีโจรผู้ร้ายบ้างแต่ก็จับกุมและดำเนินคดีได้หมด
ทั้งยังไม่เคยมีเรื่องการแย่งชิงสัตว์ บุกรุกบ้านเรือนชาวบ้าน และ
ขับไล่ทุบตีประชาชนออกจากที่ว่าการอำเภออย่างไร้เหตุผลเช่นนี้
หลังเปลี่ยนผู้ปกครอง อำเภอเซี่ยหยางก็เปลี่ยนไป
แต่สวี่โม่ไม่ยอมแพ้ เขาอยากจะดูต่อว่าคนพวกนี้จะทำอะไรได้
อีกบ้าง
ยามบ่าย
เจิ้งหรูเชียนและฟางเหิงพาสวี่โม่ไปยังที่ว่าการอำเภอเซี่ยหยาง
เรื่องที่ทำมีเพียงการร้องทุกข์ และร้องเรียนเจ้าหน้าที่เกาที่ใช้
อำนาจรังแกผู้คน ทำลายทรัพย์สินของประชาชน
แต่พวกเขายังไม่ทันก้าวเท้าเข้าประตูที่ว่าการ ก็ถูกคนไล่ตีออก
มาแล้ว
หากไม่มีฟางเหิงอยู่ด้วย สวี่โม่คงจะไม่ต่างจากจางฉีเฉวียนใน
ตอนนั้น
ทว่าก็ยังได้รับบาดเจ็บภายนอกบ้าง จนต้องเดินกะเผลก
ในวัดร้าง
เจียงเซิงกับพี่ชายอีกสองคนเก็บที่นอน หม้อ จานชาม และของ
ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย ก่อนมานั่งรอพี่ชายอีกสามคนอยู่หน้าประตู
หลังจากรอคอยอย่างอดทน ในที่สุดก็ได้เห็นสวี่โม่เดินขาเจ็บมา
เจียงเซิงเปะปากร้องไห้ “ฮือ ๆ”
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ” เวินจืออวิ่นถามอย่างงุนงง “เพราะอะไร
กัน”
ใช่แล้ว เพราะอะไรกัน?
สถานที่ที่ควรมีไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชน กลับกลายเป็นที่
ต้องห้ามของประชาชน
เจ้าหน้าที่ซึ่งควรปราบปรามโจรผู้ร้าย กลับหันคมดาบใส่
ประชาชนผู้ไร้อาวุธ
แน่นอนแล้วว่าเจ้าหน้าที่เกากำลังวางแผนกลั่นแกล้งพวกเขา แต่
พวกเขากลับได้แต่ระวังตัวครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีวิธีโต้กลับเลย
“ให้ข้าไปสังหารพวกมันเถอะ” ฟางเหิงตาแดงก ่า
สวี่โม่ส่ายหน้า
ราชวงศ์ต้าอวี๋ใช้กฎหมายปกครองประเทศ และมีบทลงโทษ
รุนแรงสำหรับการฆาตกรรม
เดิมทีฟางเหิงใช้ชีวิตอย่างไร้มลทิน เขาไม่จำเป็นต้องแบกรับ
ความผิดฐานฆ่าคนเพราะเรื่องนี้และหลบหนีไปตลอดชีวิต
“ในเมื่อวิธีนี้จัดการเขาไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องมีวิธีอื่น”
สวี่โม่ถอนหายใจพลางเอ่ยเสียงกังวาน