หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 30 แสดงฝีมือด้านการแพทย์
เป็นครั้งแรก
อวี๋หวั่นมิได้ขยับ
อวี๋เฟิงก็เช่นกัน
ถึงแม้อวี๋เฟิงไม่คิดว่าของเหล่านี้จะส่งถึงอาสาม แต่ส่งไม่ถึง เป็นเรื่องหนึ่ง ถูกบังคับให้ส่งไม่ถึงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“จวนแม่ทัพใดหรือ” อวี๋เฟิงถาม
“จวนแม่ทัพเจิ้นเป่ย!” คนส่งของหมดความอดทน
ทันทีที่อวี๋เฟิงได้ยินว่าเป็นแม่ทัพเจิ้นเป่ย อวี๋เฟิงกลับทำสีหน้า เรียบเฉย เมื่อวานคุณหนูจากจวนแม่ทัพเจิ้นเป่ยยังช่วยพวกเขา เอาไว้ แย่งชิงที่วางบนรถม้าเช่นนี้คงจะมิใช่สิ่งที่นางต้องการ ทว่า หากคำสั่งชัดเจนพอ เชื่อได้ว่าพวกเขาคงไม่กล้ามาสร้างความ เดือดร้อนให้ชาวบ้านเช่นนี้
เมื่อความคิดนี้วาบเข้ามาในสมอง อวี๋เฟิงจึงตัดสินใจเดินไป ยังรถม้าของจวนแม่ทัพ
“ถอยไป! ถอยไป!” บ่าวชายยกกล่องลงมาจากรถม้า
อวี๋เฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ขวางเขาไว้
“บอกให้หลบไป เจ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไร?” บ่าวผู้นั้นพูดอย่าง
หมดความอดทน
แม้จะเป็นคนของจวนแม่ทัพ ทว่าพฤติกรรมของบ่าวนั้น หยาบคายกว่าสาวใช้ที่พบเมื่อวานนั้นไม่รู้เท่าไร อาจเป็นเพราะเขา ยังอายุน้อย อีกทั้งงานนี้เป็นงานที่เร่งรีบ
อวี๋เฟิงกล่าวกับเขาว่า “พี่ชาย พวกเราก็จะส่งของไปซีเป่ยเช่น กัน”
บ่าวชายมองเขาราวกับมองตัวประหลาด “เจ้าส่งหรือไม่ส่ง แล้วเกี่ยวอะไรกับข้า”
ความขุ่นเคืองปะทุขึ้นในใจของอวี๋เฟิง แต่เขาก็กล่าวต่อไป อย่างใจเย็นว่า “ของพวกท่านมากเกินไปสักหน่อย ใส่
รถม้าไม่พอ คนส่งของจะนำของของพวกเราออก”
บ่าวผู้นั้นกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เช่นนั้นพวกเจ้ายังไม่รีบ หยิบไปอีก! เสียเวลาทำงานของนายหญิงบ้านข้า พวกเจ้าชดใช้ไหว รึ? ของเหล่านี้ต้องนำส่งให้ถึงมือนายท่านบ้านข้าก่อนวันฉูซีด้วย! ”
“แต่ว่า…” อวี๋เฟิงไม่คิดว่าบ่าวผู้นี้จะกล่าวคำพูดระคายหูเช่น นี้ เขายังอยากพูดต่อ ทว่าถูกอวี๋หวั่นดึงเอาไว้เสียก่อน
อวี๋หวั่นจับเขาเอาไว้พลางส่ายหน้า “ไม่มีประโยชน์หรอก พี่ ใหญ่”
อวี๋เฟิงรู้สึกหงุดหงิด “ต้องเป็นพวกเขาที่บิดเบือนคำสั่ง ทำ เรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หากนายหญิงของพวกเขาอยู่ จะต้องไม่
ยอมให้พวกเขารังแกชาวบ้านเช่นนี้แน่! ”
นางกล่าวไว้ เป็นข้าราชการ หากปฏิบัติต่อชาวบ้านประหนึ่ง ผักปลา จะทำให้เหล่าทหารกล้าแถบชายแดนชอกชํ้า
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างราบเรียบ “บิดเบือนคำสั่งก็ดี ทำเรื่องเล็กให้ เป็นเรื่องใหญ่ก็ดี ล้วนเป็นคนของจวนแม่ทัพมิใช่หรือ?”
“เจ้ากำลังบอกว่า…” อวี๋เฟิงตะลึง
อวี๋เฟิงมองแผ่นหิมะขาวบนหนังคา “ข้าไม่ได้พูดอะไร แต่นี่คือ ของที่นางซื้อ ต้องส่งให้ถึงก่อนวันฉูซีแบบไม่ตกหล่นเลยสักชิ้น เดียวก็เป็นคำสั่งของนาง หิมะตกเช่นนี้ หากจะต้องนำของส่งให้ถึง ก่อนวันฉูซี เกรงว่าคงต้องเร่งแปดร้อยหลี่[1]”
เร่งแปดร้อยหลี่ หากจัดการไม่ดี อาจทำให้ม้าวิ่งจนเหนื่อย ตายได้!
อวี๋เฟิงชะงักไป
“เช่นนั้น…ของที่ส่งให้อาสามจะทำอย่างไร” เมื่อได้สติกลับมา อวี๋เฟิงจึงถามต่อ
อวี๋หวั่นมิได้ตอบ เธอแบมือออก สองมือนี้แม้จะเรียว ทว่าา กลับเป็นมือที่ผ่านการตรากตรำทำงานมานับปี มี
รอยแผลเป็นอยู่ไม่น้อย
มือคู่นี้สามารถขุดหน่อไม้ได้ ผ่าฟืนได้ ปลูกผักได้ แบกรับภาระ อันหนักอึ้งของครอบครัวได้ แต่สิ่งเดียวที่ทำไม่ได้คือการส่งของที่
ตนเองอดหลับอดนอนทำทั้งคืนให้บิดาซึ่งอยู่ที่ชายแดนอันแสน ไกล
“คนเดินหนังสือหวัง! คนเดินหนังสือหวัง! แย่แล้ว!” เสมียนผู้ หนึ่งวิ่งกระวีกระวาดมา ทำให้ห้วงความคิดของอวี๋หวั่นหยุดลง
คนเดินหนังสือซึ่งกำลังขนของจากจวนแม่ทัพเงยหน้าขึ้น “กลางวันแสกๆ เอะอะโวยวายอะไร ไม่มีงานมีการทำหรืออย่างไร”
เสมียนผู้นี้มิได้ล่วงรู้ถึงฐานะของบ่าวจากจวนแม่ทัพ แต่ถึง แม้จะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ กระนั้นเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่า เป็นเรื่องใหญ่ เขากลืนนํ้าลาย พูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “ข้า ข้าก็ กำลังจะพูดเรื่องงาน ม้าตัวที่ส่งมาจากทางตะวันตก…กำลังจะ…”
“กำลังจะอะไร?” คนเดินหนังสือหวังถาม
“กำลังจะไม่ไหวแล้วขอรับ!” เสมียนตอบ
คนเดินหนังสือหวังตกใจจนหน้าถอดสี!
ม้าตัวนั้นมิใช่ม้าธรรมดา หากแต่เป็นม้าเหงื่อโลหิต[2]ที่ขอ ซื้อมาจากคาราวานพ่อค้าชาวทิเบตมาอย่างยากลำบาก
หลักจากที่ซื้อมาไม่นาน ถึงจะพบว่าม้าตัวนี้ตั้งครรภ์ นั่น หมายความว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ได้ม้าเหงื่อโลหิตเพิ่มอีกหนึ่งตัว แต่เมื่อแม่ม้าเป็นเช่นนี้ ต่อให้จุดโคมส่อง เขาก็หาข้อดีของเรื่องนี้ ไม่เจอเลยแม้แต่น้อย
ม้าตัวนี้ถูกคนชั้นสูงในเมืองหลวงจับจองเอาไว้แล้ว พวกเขา
รอเพียงสภาพอากาศดีขึ้น ก็จะนำม้าตัวนี้ไปส่งทันที!
ครานี้คงจบสิ้น ม้าไม่ไหวแล้ว พวกเขาจะเอาอะไรไปขายเล่า?!
“เร็ว…รีบไปรายงานใต้เท้าหัวหน้าสถานีส่งสาร!” คนเดิน หนังสือหวังกล่าว เนื้อตัวสั่นเทิ้ม
เสมียนทำหน้าราวกับจะร้องไห้ “ไม่ทันแล้วขอรับ! ท่าน…ท่าน ไปดูเองเถิด!”
คนเดินหนังสือหวังรีบวางของ พวกเขาเดินผ่านห้องโถง และ ตรงไปยังห้องพักม้าซึ่งดูหรูหรากว่าคอกม้าด้านนอกไม่รู้กี่เท่า
ห้องพักม้าแห่งนี้ใหญ่กว่าบ้านสกุลอวี๋เสียอีก สะอาดสะอ้าน ปู ด้วยหญ้านุ่ม ใช้ถ่านหงหลัว[3]ชั้นดีให้ความอบอุ่น มีอาหารและ นํ้าเตรียมไว้พรั่งพร้อม
ม้าเหงื่อโลหิตซึ่งได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นอย่างดี เพียงหนึ่งเดียว ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จู่ๆ ก็นิ่งลงไปกองอยู่บนพื้น!
คนเดินหนังสือหวังกลัวจนแทบจะเป็นลม “เจ้าให้มันกินอะไร”
เสมียนตอบว่า “ข้าไม่ได้ให้มันกินอะไรเลยนะขอรับ!”
“ไฉนมันถึงเป็นเช่นนี้” คนเดินหนังสือหวังซักต่อ
“ข้า…ข้า…ก็ไม่รู้เหมือนกัน!” เสมียนจะร้องไห้เสียแล้ว เขาเป็น เพียงเสมียนผู้น่าสงสารคนหนึ่ง เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คนที่ต้องรับผิด ชอบก็คือเขา
และในฐานะที่คนเดินหนังสือหวังเป็นหัวหน้า เรื่องนี้ก็คงหนี ไม่พ้นที่จะโยงถึงเขาด้วย ไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวข้องไปถึงใต้เท้าหัวหน้า สถานีส่งสารเลยก็เป็นได้
“หมอเล่า?” คนเดินหนังสือหวังถาม
เสมียนร้องไห้ และกล่าวว่า “กลับบ้านเกิดไปฉลองปีใหม่ ไป ตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้วขอรับ ท่านลืมไปแล้วหรือ?”
จะทำอย่างไรดี ในตำบลก็ไม่มีโรงหมอเสียด้วย ทว่าปีนี้ หมอ รักษาคนมีมาก หมอรักษาม้ากลับมีน้อย…
“ให้ข้าเข้าไปดูได้หรือไม่”
เสียงราบเรียบของดรุณีน้อยพลันดังขึ้นจากปากประตู คน เดินหนังสือหวังและเสมียนจึงหันขวับไปมอง กลับพบว่าเป็นสตรี ชาวบ้านที่เมื่อครู่ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ
คนเดินหนังสือหวังพูดเสียงตํ่า “เจ้าเข้ามาทำไม ยังไม่รีบออก ไปอีก!”
มุมปากของอวี๋หวั่นยกขึ้น ชี้ไปยังม้าเหงื่อโลหิตซึ่งนอนอยู่บน พื้น “แน่ใจหรือว่าจะให้ข้าออกไป ข้ารักษาได้นะ”
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร”
สตรีชาวบ้านรักษาม้าได้ ต่อให้ตีเขาจนตาย เขาก็ไม่เชื่อเด็ด ขาด!
อวี๋หวั่นพูดว่า
“แต่ข้าก็ต้องคิดค่ารักษา ท่านต้องตกลงก่อนว่าจะช่วยนำของ ไปส่งให้ท่านพ่อข้า”
“เจ้า…”
อวี๋หวั่นพูดต่อ
“ส่วนเรื่องค่ารักษา ท่านเก็บเงินค่าขนส่งค่าเท่าไร ข้าคิดท่าน เพียงครึ่งเดียว คุ้มค่าดีใช่ไหม”
เสียงทอดถอนใจนั่น ฟังดูราวกับว่าเธอกำลังยอมให้เขาได้ผล ประโยชน์ก็มิปาน
แต่เธอรู้หรือไม่ว่า ค่าขนส่งสินค้าจากที่นี่ไปยังกองทัพใหญ่ใน ซีเป่ยนั้นเป็นเงินเท่าไร?!
คนเดินหนังสือหวังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและมองเธอ
“เจ้ารักษาได้?”
“ไม่เชื่อก็ตามใจ” เมื่ออวี๋หวั่นกล่าวจบ ก็หันหลังกลับไป
“ช้าก่อน!”
คนเดินหนังสือหวังเอ่ยปากแล้ว
“ข้าช่วยเจ้าส่งของได้ แต่ข้าขัดคำสั่งคุณหนูแห่งจวนแม่ทัพ ไม่ได้ ข้าจะช่วยเจ้านำของไปส่งได้เพียงชิ้นเดียว”
“สามชิ้น”
“สองชิ้น”
“ไม่รักษาแล้ว!”
“เจ้ากลับมาก่อน!”
อวี๋หวั่นหันหลังกลับมา
คนเดินหนังสือหวังโมโหจนตัวสั่น
“สาม…สามชิ้นก็สามชิ้น! แต่ข้าบอกไว้ก่อน ม้าตัวนี้ไม่ใช่ม้า ธรรมดา หากรักษามันไม่หาย ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าก็ไม่เหลือเช่น กัน!”
…………………………………….
[1] เร่งแปดร้อยหลี่ หมายถึงระยะทางต่อวันที่เกินกว่าม้าจะวิ่งได้
ปัจจุบันใช้เปรียบเปรยถึงเรื่องเร่งด่วน
[2] ม้าเหงื่อโลหิต หรือม้าอัคคัลทีค มีถิ่นกำเนิดแถบประเทศประเทศ
เติร์กเมนิสถาน ได้ชื่อว่าเป็นม้าที่งดงามที่สุดในโลก
[3] ถ่านหงหลัว ถ่านไม้คุณภาพดี ใช้งานได้นาน ควันน้อย ให้ความ
ร้อนสูง นิยมใช้ในวังหลวง