หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 31 หมอฝีมือเยี่ยม
อวี๋เฟิงดึงแขนของอวี๋หวั่นเอาไว้ “อาหวั่น นี่เป็นเรื่องสำคัญมา หากเจ้าไม่ส่งของให้ท่านอาสามแล้ว ก็…”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “พี่ใหญ่วางใจเถอะ อาการของม้าเช่นนี้ข้า เคยรักษามาแล้ว ข้ารู้ว่าควรทำอะไร”
“เจ้าเคยรักษา? เมื่อไร?” อวี๋เฟิงทำตาโต
“ก็หนึ่งปีที่หายจากบ้านไปนั่นแหละ” อวี๋หวั่นกล่าวอย่าง อารมณ์ดี
นี่เป็นคำอธิบายที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด บางครั้งอวี๋หวั่นก็ รู้สึกขอบคุณที่เจ้าของร่างเดิมหายจากบ้านไปหนึ่งปี มิเช่นนั้นเธอ ก็คงไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ให้คนในบ้านฟังได้อย่างไร
เมื่ออวี๋เฟิงได้ยินว่าเป็นเรื่องของปีนั้น ก็ไม่ซักไซ้ต่ออีก
“ชักช้าอยู่ไย ยังไม่รีบรักษาอีก” คนเดินหนังสือหวังเร่งเร้า อย่างหมดความอดทน
“มาแล้ว” อวี๋หวั่นเดินเข้าไปในห้องพักม้า เดินไปตรงหน้าม้า เหงื่อโลหิตซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
มันเป็นม้าเหงื่อโลหิตสีทอง นับว่าเป็นม้าเหงื่อโลหิตพันธุ์หา ยากและลํ้าค่าที่สุด ส่วนหัวของมันมิได้ใหญ่เหมือนกับม้าศึก มองโกล ทว่ารูปร่างงามสง่า มีมัดกล้ามเนื้อเด่นชัด พละกำลังและ
ความอดทนเหนือกว่าม้าศึกทั่วไป
แม้ว่ามันจะนอนนิ่งอยู่แบบนั้น แต่ยังคงแผ่ซ่านรังสีแห่ง ความหยิ่งทระนง
“สวยจริงๆ” อวี๋หวั่นนั่งคุกข้างเดียวด้านข้างม้าเหงื่อโลหิต ถอดบังเหียนบนหัวม้าออก
เมื่อเห็นว่านางถอดบังเหียนม้าออก หัวใจของคนเดินหนังสือ หวังก็เต้นตุบๆ แทบจะหลุดขึ้นมาในคอหอย ก่อนหน้านี้เขากังวล มาก จนมิได้เตือนว่าม้าตัวนี้เป็นม้าป่าที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝน หาก ไม่สวมบังเหียน มันอาจกัดคนได้!
คนเดินหนังสือคนก่อนถูกมันกัดจนต้องไปหาหมอ!
พวกเขาจะถอดบังเหียนให้มันเฉพาะตอนให้อาหารเท่านั้น แต่ ก็ยังต้องสวมชุดเกราะและอุปกรณ์ป้องกันก่อนที่จะเข้าไป เขา เพียงพูดช้าไปหนึ่งประโยค เด็กคนนี้ก็ถอดบังเหียนของมันออก ด้วยมือเปล่าเสียแล้ว นั่นมัน…
เมื่อคนเดินหนังสือหวังกำลังจะเข้าไปดึงอวี๋หวั่นออกมา กลับ เห็นว่า นางวางมือลงเบาๆ บนหัวของม้าเหงื่อโลหิต
ถอดบังเหียนออกมันยังไม่วิ่งหนี เจ้ายังลูบหัวมันอีก!
ภาพเหตุการณ์หลังจากนี้ ยิ่งทำให้เขาตะลึงงันเข้าไปใหญ่
ม้าเหงื่อโลหิตป่าเจ้าอารมณ์ตัวนั้น เมื่อถูกอวี๋หวั่นลูบหัว นอกจากมันจะไม่ตื่นตระหนกแล้ว ยังเอาหัวไปถูกับมือของอวี๋หวั่น
อีกด้วย
คนเดินหนังสือหวัง “…”
อวี๋เฟิงไม่มีความรู้เกี่ยวกับม้า จึงนึกว่ามันเชื่องมาแต่เดิม จึง มิได้รู้สึกตกใจมากนัก เขาห่วงเพียงว่าน้องสาวจะรักษาม้าตัวนี้ได้ หรือไม่เสียมากกว่า
หลังจากที่อวี๋หวั่นลูบให้ม้าสงบลง เธอก็ตรวจดูอย่างละเอียด อีกครั้ง ก็เป็นดังคาด ม้าตัวนี้มีอาการขาอ่อนแรงก่อนคลอด
อาการเช่นนี้มักเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง พบเห็นได้ยากยิ่งในม้าป่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเพราะสารอาหารไม่เพียงพอ อาจเป็น เพราะลูกม้าในท้องตัวใหญ่เกินไป ส่วนใหญ่มักจะยืนไม่ไหว หรือไม่ ก็นอนแล้วลุกไม่ขึ้น โดยปกติแล้ว ก่อนเกิดอาการก็จะมีสัญญาณ เตือน แต่ก็มีบ้างที่เกิดอย่างฉับพลัน ม้าตัวนี้เป็นแบบหลัง
หากรักษาไม่ทันการ ก็อาจส่งผลให้ติดเชื้อได้ง่าย เป็น อันตรายอย่างมากทั้งกับแม่ม้าและลูกม้า
“ข้าต้องการเข็มเงินหนึ่งชุด” อวี๋หวั่นพูดขึ้น
คนเดินหนังสือหวังรีบหันไปสั่งเสมียน “เร็ว! รีบไปซื้อเข็มเงิน มาให้แม่นาง!”
อวี๋หวั่นพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อน ข้ายังต้องการสมุนไพร ขอกระ ดาษกับพู่กัน”
คนเดินหนังสือหวังหยิบกระดาษ หมึก พู่กัน และแท่งฝนหมึก
ของตนเองให้
อวี๋หวั่นไม่รู้วิธีเขียนตัวอักษรของสมัยนี้ แต่เหมือนว่าเจ้าของ ร่างเดิมนั้นเขียนเป็น เธอตวัดพู่กันลงบนกระดาษอย่าง คล่องแคล่ว ทั้งยังระบุขนาดของเข็มไว้อย่างชัดเจน
ความตกตะลึงปรากฏบนใบหน้าของอวี๋เฟิง
“ตังกุย[1]ห้าเฉียน[2] ไป๋เสา[3]สิบเฉียน สูตี้[4]สิบสาม เฉียน ตัวยาเหล่านี้ใช้ได้หรือ?” คนเดินหนังสือหวังอ่านใบสั่งยา
อวี๋หวั่นวางพู่กันลง “ใช้ได้ไม่ได้ เดี๋ยวลองก็รู้แล้ว”
คนเดินหนังสือหวังอับจนหนทาง เขาทำได้เพียงเลือกวิธี สุดท้ายที่มี เขาส่งคนไปซื้อเข็มที่ร้านหมอ และไปซื้อสมุนไพร
“เตาต้มยาวางไว้ตรงนี้” อวี๋หวั่นชี้ไปยังทางเดินในห้องพักม้า
คนเดินหนังสือหวังทำตามที่อวี๋หวั่นบอก
อวี๋หวั่นเริ่มลงมือฝังเข็มให้ม้าเหงื่อโลหิต ความเจ็บปวดแล่น ปราดจนทำให้ม้าตกใจ ทว่าม้าตัวนี้กลับมิได้ดูกลัวมากนัก แม้แต่ หมอรักษาม้าก็ทำเรื่องเช่นนี้ไม่ได้!
คนเดินหนังสือหวังรู้สึกทึ่ง!
คนที่รู้สึกทึ่งมิใช่เขาเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าหน้าต่างของห้องบน ตึกฝั่งตรงข้ามเปิดออกมาตั้งแต่เมื่อไร
ด้านหน้าของหน้าต่างมีเงาไม้บดบัง จากด้านนอกจะมองไม่
เห็นด้านใน แต่หากมองจากด้านใน จะเห็นด้านนอกได้อย่าง ชัดเจน
ห้องนี้เป็นห้องกลางที่อยู่ชั้นล่างห้องใหญ่ของสถานีส่งสาร ด้านในมีบุรุษอายุอานามเกินครึ่งร้อยสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีเทาผู้ หนึ่งนั่งอยู่ และมีเด็กหนุ่มรูปงามสวมเสื้อผ้าสีครามอีกคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าท่านปู่จึงไม่เช่าห้องใหญ่ชั้นบน พวกเขาไม่ ได้ขาดแคลนเงินเสียหน่อย!
“ท่านปู่ เกรงว่าท่านจะแพ้แล้ว ม้าตัวนี้ได้รับการรักษาแล้ว!”
เมื่อครึ่งชัวยามก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนเห็นเหตุการณ์ในห้อง พักม้า บุรุษซึ่งถูกเรียกว่า ‘ท่านปู่’ ส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า “น่า เสียดายม้าดีตัวนี้”
เด็กหนุ่มเอ่ยถาม “ท่านปู่ ท่านคิดว่ามันจะตายหรือไม่”
ท่านปู่ตอบ “ไม่ใช่แค่คิดว่า แต่มันตายแล้ว”
ฟังแล้วก็น่าแปลก เห็นได้ชัดว่ามันยังมีชีวิตอยู่ ท่านปู่พูด ประหนึ่งเห็นว่ามันตายด้วยตาตนเองเสียอย่างนั้น
เด็กหนุ่มหรี่ตาอย่างไม่เข้าใจนัก “เรามาพนันกันดีหรือไม่”
อีกด้านหนึ่ง อวี๋หวั่นฝังเข็มเสร็จเรียบร้อยแล้ว สมุนไพรก็ต้ม เสร็จแล้ว อวี๋หวั่นก็นำยาไปทำเป็นยาลูกกลอน ผสมกับอาหาร แล้วใส่ปากให้ม้ากิน
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น
ม้าเหงื่อโลหิตตัวนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืนได้แล้ว!
“ท่านปู่ดูสิ! มันยืนขึ้นแล้ว! มันหายแล้ว! มันหายแล้วจริงๆ!” เด็กหนุ่มตื่นเต้นจนทำถ้วยนํ้าชาบนโต๊ะพลิกควํ่า
เขาชนะพนันแล้ว
คนที่ทำให้เขาได้รางวัลจากการชนะพนันเป็นภาพเขียนพู่กัน ของศิลปินชื่อดังในราชวงศ์ก่อนจากท่านปู่ก็คือเด็กสาวชาวบ้านธร รมดาๆ คนนั้น
เขารู้สึกสนใจเด็กสาวชาวบ้านคนนั้นเสียแล้ว
นํ้าชาสาดลงบนตัวของท่านปู่ ทว่าเขาเหมือนจะไม่รู้ตัว ยังคง มองไปยังสตรีชาวบ้านในห้องพักม้า สีหน้าระคนความสับสน “เป็น ไปไม่ได้หรอก…นางเป็นใครกัน…”
……
การเคลื่อนไหวของม้าเหงื่อโลหิตดูกระฉับกระเฉง ดึงดูด ความสนใจของผู้คนโดยรอบ ม้าซึ่งก่อนหน้านี้นอนประหนึ่งเป็น อัมพาต บัดนี้ได้ลุกขึ้นมาจริงๆ ทุกคนในห้องพักม้าต่างดีใจกัน ยกใหญ่
“แม่นาง ท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาจุติ!” หากไม่มีคนมุงดูมาก เช่นนี้ เสมียนผู้นี้คงคุกเข่าให้อวี๋หวั่นไปแล้ว!
คนเดินหนังสือหวังรู้สึกตกตะลึงเหลือเกิน
เขาไม่ได้คาดคิด สตรีชาวบ้านคนหนึ่งจะมีวิชาแพทย์เป็นเลิศ
เช่นนี้
“คนเดินหนังสือหวังยังรักษาคำพูดใช่หรือไม่” อวี๋หวั่นถามคน เดินหนังสือหวัง
คนเดินหนังสือหวังกระแอม “แน่นอนว่าข้ารักษาคำพูด ค่า รักษาประเดี๋ยวข้าจะจ่ายให้ ส่วนของของพวกเจ้า…ข้าบอกไปแล้ว ว่าส่งได้เพียงสามชิ้น เจ้านำกลับบ้านไปหนึ่งชิ้นเถิด”
อวี๋หวั่นตบบนหลังม้าเบาๆ และหันหลังเดินกลับไป
อวี๋หวั่นมีห่อผ้าอยู่หนึ่งห่อ มีไหใบใหญ่สองใบ ใบเล็กอีกสองใบ เธอหยิบลูกชิ้นออกมาทีละลูก และใส่ลงไปในไหสำหรับใส่แผ่น แป้ง ไหใบนั้นทั้งเบาทั้งมีพื้นที่ว่าง เมื่อใส่ลูกชิ้นลงไปแล้ว ยังเหลือ ที่ว่างอีกครึ่งหนึ่ง แต่ทำอย่างไรก็ใส่ไม่ลงแล้ว
“พอกินแล้ว” อวี๋เฟิงบอก
อวี๋หวั่นพยักหน้า เธอทำมาแค่หนึ่งร้อยลูกเองนะ
“มาพิมพ์ลายนิ้วมือ” คนเดินหนังสือหวังพูดกับอวี๋หวั่น
อวี๋เฟิงมองใบหน้าอันอิดโรยของอวี๋หวั่น “เมื่อคืนเจ้าไม่ได้ นอนอีกแล้วใช่ไหม ข้าไปเอง เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าพิมพ์ลายนิ้วมือ เสร็จแล้วจะเช่ารถม้าให้เจ้านั่งกลับหมู่บ้าน”
เช่ารถม้านั้นแสนแพง ทว่าเด็กคนนี้ไม่ได้นอนมาสองคืน อย่างไรเสียอวี๋เฟิงก็มิใช่คนใจไม้ไส้ระกำ
“ขอบคุณมากนะพี่ใหญ่” อวี๋หวั่นยิ้มและพยักหน้าน้อยๆ
อวี๋เฟิงไปได้เพียงครู่เดียว ก็มีรถม้าคันหนึ่งมาจอดด้านหลัง ของอวี๋หวั่น
ในตอนแรกอวี๋หวั่นก็ไม่แน่ใจว่าเป็นรถที่อวี๋เฟิงเช่ามาหรือไม่ แต่เมื่อเห็นว่ารถม้าไม่เคลื่อนออกไปสักที เธอจึงอุ้มไหขึ้นรถไป
ด้านนอกรถดูไม่สะดุดตานัก ทว่าด้านในดูสวยงามโอ่อ่า และ อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม
“เช่ารถคันนี้ต้องแพงมากแน่ๆ พี่ใหญ่นี่เก่งจริงๆ เลย”
อวี๋หวั่นนั่งลงบนเบาะนุ่ม เธอรู้สึกสบายเหลือเกิน จนเปลือก ตาค่อยๆ หรี่ลง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอง่วงนอน หรือเพราะบนรถม้านั้นอบอุ่น เพียงครู่เดียวอวี๋หวั่นก็ผล็อยหลับไปทั้งที่ยังกอดไหเอาไว้
…………………………………………
[1] ตังกุย สรรพคุณบำรุงเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี
[2] เฉียน หน่วยวัดนํ้าหนักของจีน หนึ่งเฉียนมีค่าเท่ากับ 1 ใน 100 จิน
หรือประมาณ 5 กรัม
[3] ไป๋เสา หรือแปะเจียกในภาษาแต้จิ๋ว รากด้านนอกใช้เป็นยาบำรุงตับ
รากที่ปอกเปลือกออกแล้วใช้เป็นยาบำรุงเลือด
[4] สูตี้ หรือโกฐขี้แมวสด มีสรรพคุณเสริมพลังหยาง บำรุงเลือด