หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 37 คุณชายมาแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉามีจวนของตนเองในเมืองหลวง หลังจากที่เขากลับ มาถึงเมืองหลวง ก็ขลุกตัวอยู่แต่ในจวน จนลุงวั่นต้อง ‘ตัก’ ขึ้นมา จากใต้ผ้าห่ม
เยี่ยนจิ่วเฉารู้สึกรำคาญใจ
ลุงวั่นกล่าวอย่างลำบากใจว่า “ในตอนแรกพระชายาคิดไว้ว่า พวกท่านไปคนเดียวก็พอแล้ว หากคุณชายไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป อย่างไรเสียก็ยังมิได้สมรสกัน ก็นับว่าให้เกียรติจวนสกุลเหยียน แล้ว แต่ว่าพระชายาเกิดไม่ว่างกะทันหัน…
ไม่นานหรอก คุณชายเพียงแต่ไปให้แขกเห็นหน้าสักหน่อย แล้วค่อยกลับ
ท่านเคยร่วมเตียงกันแล้ว ไปพบนางสักหน่อยจะเป็นไรไป”
“อืม”
ไม่รู้ว่าประโยคใดไปดลใจเยี่ยนจิ่วเฉา เขาตอบตกลงอย่างว่า ง่าย
ลุงวั่นที่ยังมิทันกล่าวอะไรมากก็รีบปรี่ออกไปอย่างรวดเร็วปาน สายฟ้า สั่งคนให้เตรียมรถม้า ด้วยกลัวว่านายท่านผู้นี้จะเปลี่ยนใจ
จวนสกุลเหยียนเตรียมการไว้อย่างดี เพื่อต้อนรับคุณชาย เยี่ยน
“เจ้าบอกว่าคุณชายเยี่ยนเลือกกิน ลูกอวี้จึงเชิญแม่ครัวใหญ่ จากเมืองหลูมา นางเป็นแม่ครัวที่มีความสามารถ อาหารของนาง ใครๆ ก็ต่างชื่นชม” ฮูหยินเหยียนกล่าวพลางมองไปยังบุตรสาวซึ่ง นั่งอยู่ในห้อง
“เมืองหลู? เป็นแม่นางตู้หรือ?”
ฮูหยินเหยียนหัวเราะ “ฮูหยินหวังก็ได้ยินเกี่ยวกับแม่นางตู้มา เหมือนกันหรือ?”
“เคยได้ยินหรือ? เพื่อที่จะชิมอาหารของนาง เมืองหลูข้าก็ไป มาแล้ว แต่น่าเสียดาย นางรับลูกค้าเพียงสามคนต่อวันเท่านั้น ทั้ง ยังไม่รับจองล่วงหน้า นางจะทำอาหารให้ใครกินก็ต้องรู้สึกถูกชะตา เป็นข้าที่โชคไม่ดีเอง” ฮูหยินหวังจากบ้านรองเสนาบดีกรมโยธาธิ การกล่าวพลางทอดถอนใจ
หากเทียบฐานะกันแล้ว รองเสนาบดีกรมโยธาธิการเป็น ขุนนางระดับสี่ เหยียนฉงหมิงเป็นเพียงขุนนางระดับห้า อันที่จริงฮู หยินหวังมิจำเป็นต้องประจบประแจงฮูหยินเหยียนเช่นนี้ แต่ใคร ให้ฮูหยินเหยียนมีบุตรีเป็นฮูหยินของคุณชายเล่า
รองเสนาบดีกรมโยธาธิการอยากไปทำงานกับคุณชายเยี่ยน แต่ก็ไม่เป็นผล
“คุณหนูเหยียนได้ชวนเขามาใช่หรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่ดีเหลือ เกิน ในปีนั้นหรงอ๋องก็มาเชิญเช่นกัน ทว่าเชิญแม่นางตู้ไปไม่ได้” หากเมื่อครู่คือการเยินยอ บัดนี้คือการชื่นชมจากใจจริง
แม่นางตู้แห่งเมืองหลูผู้นี้ เย่อหยิ่งยิ่งนัก แม้แต่ตำแหน่งแม่ ครัวในจวนอ๋องก็ยังไม่สนใจ ไม่รู้ว่าแม่นางเหยียนเชิญมาได้ อย่างไร
ฮูหยินเหยียนมิได้ตอบคำถาม นางเลี่ยงประเด็นแม่นางตู้ “ทุก ท่านได้ชิมหน่อไม้หมักหรือยัง รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง”
บรรดาฮูหยินและคุณหนูต่างหยิบตะเกียบขึ้นมาและชิมหน่อ ไม้หมักในถ้วย ทุกคนต่างตะลึงจนปากค้าง
รสเปรี้ยวและเผ็ด เย็นสดชื่นตัดมัน เมื่อครู่กินขนมกินเล่นไป บัดนี้ได้กินหน่อไม้หมักหนึ่งคำ ก็รู้สึกสบายเข้าไปถึงกระดูก
“ฝีมือการทำอาหารของแม่นางตู้สมคำรํ่าลือจริงๆ!” ฮูหยิน หวังกล่าวด้วยความจริงใจ
ฮูหยินเหยียนจับมือลูกสาว แล้วยิ้มอย่างมีความนัยลึกซึ้งว่า “นี่มิใช่ฝีมือแม่นางตู้ แต่เป็นฝีมือของลูกอวี้”
“อะไรนะ? บุตรสาวหรือ?”
ฮูหยินหลายตกใจจนร้องออกมาพร้อมกัน
เหยียนหรูอวี้ยิ้มถ่อมตัว
ฮูหยินเหยียนกล่าวทั้งรอยยิ้มว่า “ในระหว่างทางมาเมือง หลวง ลูกอวี้เรียนรู้สูตรอาหารจากแม่นางตู้ วันนี้ขายหน้าเสียแล้ว ทำให้ฮูหยินทั้งหลายหัวเราะเยาะได้”
แขกเหรื่อทั้งหลายต่างตกใจ นี่เรียกว่าทำให้ขายหน้า? เช่นนั้น
แม่ครัวที่บ้านพวกเขาไม่จำต้องผูกคอตายกันเลยหรือ
เรียนมาเพียงไม่กี่วัน ก็สามารถแสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าในใจจะดูแคลนเหยียนหรูอวี้ ทว่าบัดนี้ก็อดเอ่ยคำชื่นชมนาง ไม่ได้
ฮูหยินเหยียนยิ้มอย่างพึงพอใจ ตั้งแต่เล็กจนโต บุตรสาวของ นางก็ฉลาดเฉลียวกว่าบรรดาพี่ชาย อ่านหนังสือก็ดีกว่า กู่ฉิน หมากล้อม การเขียนตัวอักษร และวาดภาพพู่กันก็ล้วนชํ่าชองกว่า การขี่ม้าและยิงธนูต่างก็โดดเด่นกว่าเป็นไหนๆ นับประสาอะไรกับ การทำครัว! หากมิได้เป็นสตรี ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองหรือเสนาบดี นางก็เป็นได้!
บ่าวนางหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ฮูหยิน คุณชายเยี่ยนมา ถึงแล้วเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินเหยียนดวงตาเป็นประกาย “รีบไปบอกแม่นางตู้เร็ว!”
……
รถม้าของเยี่ยนจิ่วเฉามาแล้วจริง ทว่ายังมิทันเคลื่อนเข้าไปใน จวนสกุลเหยียน รถม้าเคลื่อนไปได้เพียงครึ่งเดียว อยู่ๆ ก็ได้ยิน เสียงฟู่ๆ เขาจึงแง้มม่านดู ก็ได้กลิ่นหอมของนํ้ามันต้นหอมและ เนื้อแพะลอยมาวูบหนึ่ง
เขาชะงักไป
“หยุดรถ”
รถม้าหยุดลง
ผู้ช่วยรูปร่างหน้าตางดงามลงจากรถม้าอย่างระแวดระวัง และก้มตัวลงคุกเข่ากับพื้น
เยี่ยนจิ่วเฉาเหยียบลงบนหลังของเขา และเดินเข้าไปในตรอก เล็กๆ ระหว่างคฤหาสน์สองหลัง กลิ่นหอมลอยมาจากกำแพงสูง เบื้องหน้า เขาจ้องมองอยู่ชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง เอ่ยปากว่า “บันได”
องครักษ์ที่มาด้วยก็ปราดออกไป!
แล้วก็กลับมา!
ในมือของเขาถือบันไดมาสองอัน อันหนึ่งพาดไว้นอกกำแพง อีกอันหนึ่งพาดไว้ด้านในกำแพง
บันไดทำมุมได้พอดิบพอดี สามารถปีนขึ้นไปได้อย่างมั่นคง โดยที่ไม่ต้องมีคนจับ
เยี่ยนจิ่วเฉาปีนขึ้นไปอย่างไม่รีบร้อน เขาปีนขึ้นไปทีละก้าวๆ ด้วยสีหน้าเย็นชา
เห็นได้ชัดว่าเป็นการลอบเข้าบ้านผู้อื่น แต่เขากลับเดินขึ้นไป ด้วยท่าทางองอาจประหนึ่งขึ้นครองบัลลังก์!
ในมือเถี่ยตั้นน้อยถือต้นหอมจีนที่หยิบมาจากในครัว มือหนึ่ง ถือชงโหยวปิ่งที่ท่านพี่ทำ เขากินอย่างมุ่งมั่น ทันใดนั้นด้านหลังก็มี บันไดมาจากที่ใดก็ไม่รู้ มีบุรุษผู้หนึ่งไต่ลงมาจากบันได บุรุษผู้นี้เดิน มาด้านหลังของเขา
เยี่ยนจิ่วเฉามองเถี่ยตั้นน้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า ใช้ปลายเท้าอัน สูงศักดิ์รองบั้นท้ายแล้วนั่งยอง
เถี่ยตั้นน้อยหันมาทำตาโต
เยี่ยนจิ่วเฉามองเขาด้วยสีหน้าดุดัน
เถี่ยตั้นน้อยอ้าปากค้าง
เหตุใดพี่ชายจึงงดงามถึงเพียงนี้เล่า…
งดงามยิ่งกว่าท่านแม่และท่านพี่เสียอีก…
“อยากกินหรือไม่” เถี่ยตั้นน้อยยื่นชงโหยวปิ่งที่เหลืออีกครึ่ง อันให้ทั้งที่ยังรู้สึกงุนงง
คุณชายเยี่ยนผู้ซึ่งในสมองเต็มไปด้วยร้อยแปดวิธีแย่งชิงชง โหยวปิ่งมา “…”
……
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้ว ทุกคนต่างยุ่งจนมือไม้เป็นพัลวัน แม้แต่ อวี๋ซงก็ยุ่งจนมิได้อยู่กับที่ ไม่มีใครมีเวลาแวะเวียนไปดูมุมอัน เงียบเหงาด้านหลังบ้าน
เถี่ยตั้นน้อยเรียกพี่ชายคนงามมากินชงโหยวปิ่งที่พี่สาวของ เขาทำด้วยความกระตือรือร้น แล้วจุดเตาไฟ ทั้งยังค่อยๆ อุ่นชง โหยวปิ่งเย็นชืดที่ยังไม่ได้กินในกระทะสักหน่อย
คุณชายเยี่ยนใช้ตะเกียบ คีบชงโหยวปิ่งขึ้นมาหนึ่งชิ้น
“ต้องกินกับต้นหอมจีนนะ”
“ข้าไม่กินของพรรค์นี้หรอก!”
หนึ่งเค่อผ่านไป ลุงวั่นนำรถม้าอีกสามคันซึ่งบรรทุกของขวัญ ตามมาสมทบกับเยี่ยนจิ่วเฉา ทว่าบนรถม้าไม่มีใครอยู่เลย!
เขาจึงปีนบันไดขึ้นไปบนกำแพง
และมองเข้าไป
ก็พบว่าคุณชายสูงศักดิ์ผู้ไม่กินอาหารบนโลกมนุษย์[1] บัดนี้ ดูเหมือนกับชาวนาผู้ยากไร้ กำลังนั่งอยู่กับเด็กชาวบ้านซึ่งไม่รู้ว่า มาจากที่ใด ทั้งบุรุษตัวใหญ่และเด็กตัวเล็กต่างนั่งเรียงกันหน้าเตา ไป มือซ้ายถือชงโหยวปิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าใบหน้า ส่วนมือขวาถือ ต้นหอมจีนที่ใหญ่กว่านิ้วมือเสียอีก
“ฉีกมันเลย!” เถี่ยตั้นน้อยพูด
“กินมันเลย!” คุณชายเยี่ยนพูด
…………………………………………..
[1] ไม่กินอาหารบนโลกมนุษย์ ใช้บรรยายลักษณะของเซียนในลัทธิเต๋า
เปรียบเปรยถึงบุคคลที่วางตนไว้สูงกว่าผู้อื่น ไม่สุงสิงกับคนทั่วไป