หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 38 ขายหน้าประชาชี
คํ่าคืนอันหนาวเหน็บ เสียงฟ้าร้องดังก้อง ลมพัดโหมอย่างบ้า คลั่ง
รถม้าสองคันเคลื่อนเข้ามาด้านหน้าสำนักบัณทิตอย่างอย่าง รวดเร็ว
ประตูสำนักบัณฑิตถูกถีบจนพัง เลือดสดๆ สาดเต็มกำแพง ศพของคนที่หนีไม่ทันนอนกองอยู่บนธรณีประตู
เกาหย่วนกระโดดลงจากรถม้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง จนเขา อดรู้สึกคลื่นเหียนมิได้
“ฝูเซิง…ฝูเซิง…ฝูเซิง!” เขานั่งยอง เขย่าร่างไร้วิญญาณซึ่ง นอนพาดบนธรณีประตู แต่น่าเสียดายที่ร่างนี้แข็งเสียแล้ว
เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าซีดเผือด ค่อยๆ เดินเข้าไปในสำนัก บัณฑิตที่เต็มไปด้วยเลือดไหลนองดุจสายนํ้า
“เฝิงซวี่!”
“อาโย่ว!”
“กู้ชาง!”
เขาเรียกนักเรียนชื่อแล้วชื่อเล่า ทว่าไม่มีใครตอบกลับมา
สายฟ้าฟาดลงบนห้องโถงใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยรอยเลือด เขา
มองเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ที่บันได
บุรุษผู้นั้นสวมชุดพิธีการสีนิล ร่างสูงยืนตระหง่าน แววตาเย็น เยียบราวกับได้หลอมรวมกับราตรีอันหนาวเหน็บเป็นหนึ่งเดียว
เขาพุ่งเข้ามา เกาหย่วนรู้สึกประหนึ่งตนเห็นอสูรร้ายแห่ง รัตติกาล
เกาหย่วนกล่าวด้วยความกลัวและโทสะ “เป็นเจ้า…เป็น เจ้า…ที่ฆ่าพวกเขา…เจ้า…ฆ่าพวกเขาทั้งหมดเลยรึ?”
มุมปากของเขาเชิดขึ้นด้วยความเย็นชา “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง บุตรของข้าอยู่ที่ใด”
เกาหย่วนเริ่มขอบตาแดงกํ่า “พวกเขาไม่รู้เรื่อง! ไยเจ้าต้องฆ่า พวกเขาด้วย!”
บุรุษกล่าวด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้ารู้ เรื่อง?”
เกาหย่วนเกร็งไปทั้งร่าง
“ท่านปู่!”
เสียงควบม้าค่อยๆ ดังขึ้น เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดสิบ แปดคนหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
นัยน์ตาของเกาหย่วนสั่นระริก “ใครให้เจ้าเข้ามา! ยังไม่รีบ กลับไปอีก!”
“เหอะ” บุรุษแค่นเสียงหัวเราะ
“ท่านปู่” เด็กหนุ่มปรี่เข้ามาข้างกายเกาหย่วน มองไปยังบุรุษ ผู้เย่อหยิ่ง คิ้วขมวดเป็นปม “ข้าจำเจ้าได้! เจ้าคือผู้ที่แย่งห้องใหญ่ ชั้นบนที่สถานีส่งสาร!”
“กลับไปเร็ว!” เกาหย่วนตะคอกด้วยเสียงทุ้มตํ่า
“ข้าไม่กลับ!” เด็กหนุ่มชักกระบี่ออกมา มองไปยังบุรุษผู้นั้น ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “หากเจ้ากล้าแตะต้องท่านปู่เพียงปลาย ผม ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
บุรุษผู้นั้นได้ยินคำขู่ แต่มิได้เหลือบมองแม้แต่น้อย “หัวหน้า สำนักบัณฑิตเกา ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้าไม่บอกว่าบุตรของข้าอยู่ที่ใด ข้าก็จะฆ่าหลานชายของเจ้า เสีย”
“บังอาจ!” เด็กหนุ่มแผดเสียง
“หนึ่ง”
เม็ดเหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากของเกาหย่วน
“สอง”
เกาหย่วนกำมือแน่น
“สาม”
“ข้าบอก…” เกาหย่วนร้องลั่น
“ช้าไป”
บุรุษกล่าวจบ ก็แทงดาบยาวเข้าที่ขั้วหัวใจของเด็กหนุ่ม…
“ฉีหลินนนน” เกาหย่วนแผดร้องสุดเสียง พลันลุกขึ้นนั่ง!
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ขอบเตียงมองมาอย่างประหลาดใจ “ข้าอยู่นี่ ท่านปู่มีอะไรหรือ?”
เกาหย่วนเห็นห้องที่คุ้นตา มองไปยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้า แล้ว จึงถอนหายใจยาวๆ ครั้งหนึ่ง
เขาปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผาก และกล่าวว่า “ไม่มีอะไร ข้า เพียงฝันร้ายเท่านั้น”
“ฝันว่าอะไรหรือขอรับ” ฉีหลินถามด้วยความสงสัย
เกาหย่วนนัยน์ตาเบิกกว้าง “…ลืมไปแล้ว”
“อ้อ” ฉีหลินอุทานขึ้นราวกับเข้าอกเข้าใจ เขาเองเมื่อลืมตาขึ้น ก็จำฝันของตนไม่ได้เช่นกัน “อ้อ ท่านปู่ คำสั่งให้กลับไปรับ ตำแหน่งของท่านมาถึงแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ท่านเป็นหัวหน้าสำนัก บัณฑิตแล้ว! เอ๋? ท่านปู่ ทำไมท่านไม่ดีใจเลยเล่า?”
เกาหย่วนมิได้ตอบคำถาม เขาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก จับแขน ของของหลานชายแน่น “หลินเอ๋อร์ เจ้าสัญญากับปู่เรื่องหนึ่ง หลัง จากวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าห้ามไปมีปัญหากับคนผู้หนึ่งเป็น อันขาด”
“ใครหรือ”
“เยี่ยนจิ่วเฉา”
……
ณ ลานหลังคฤหาสน์สกุลไป๋ ชงโหยวปิ่งไส้เนื้อแพะและหัวผัก กาดแน่นๆ แผ่นใหญ่สองแผ่นได้ลงไปอยู่ในท้องของเยี่ยนจิ่วเฉา เป็นที่เรียบร้อย
คุณชายกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เขามองไปยังเด็กน้อยที่นั่งข้างๆ กำลังจะอ้าปากพูด
“ข้าชื่อเถี่ยตั้น!”
คุณชายเยี่ยนหุบปากลง
แล้วเขาก็จะอ้าปากพูดอีกครั้ง
“ข้ามาจากหมู่บ้านเหลียนฮวา!”
คุณชายเยี่ยนหุบปากลงอีกครั้งหนึ่ง
เขาอ้าปากจะพูดเป็นครั้งที่สาม
“ชงโหยวปิ่งนี่ท่านพี่ข้าเป็นคนทำ!”
ช่างจำนรรจาเป็นที่สุด ไม่เพียงแต่พูดเรื่องของตนเอง ยังพูด เรื่องของผู้อื่นด้วย เขาไม่มีอะไรจะพูดแล้ว!
เยี่ยนจิ่วเฉามองเถี่ยตั้นน้อยด้วยแววตาเศร้าสร้อย
เถี่ยตั้งน้อยถูกมองเช่นนั้นจึงรู้สึกประหม่า เขายิ้มอย่าง เคอะเขิน “ท่านอยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ ข้าไม่ขัดแล้ว”
คุณชายเยี่ยน ‘ไม่พูดแล้ว!’
เยี่ยนจิ่วเฉาสะบัดชายเสื้อ แล้วเดินไปปีนขึ้นบันไดด้วยสีหน้า ราบเรียบ
เขามิได้กลัวเสียหน้า แต่ลุงวั่นกลัวเสียหน้า ลุงวั่นมีขอบเขต อยู่เสมอ เขายืนอยู่อีกด้านหนึ่งของกำแพง รอให้เยี่ยนจิ่วเฉากลับ มา จึงปรี่เข้ามาด้วยความกังวลใจ “คุณชาย ครั้งนี้ท่านทำเกินไป แล้ว ท่านเป็นถึงคุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองเยี่ยน ไฉนจึงไปกิน ของสุ่มสี่สุ่มห้าจากเด็กแปลกหน้าเล่า?”
ท่านรู้จักเด็กคนนี้หรือ? ท่านรู้หรือว่าเขาเป็นใคร? ไม่กลัวใคร แอบลอบวางยาพิษหรือ?
“อย่ากินของของผู้อื่นสุ่มสี่สุ่มห้าเป็นอันขาด” เยี่ยนจิ่วเฉา เห็นด้วย
ลุงวั่นรู้สึกทึ่ง จากนั้นก็นํ้าตาคลอเบ้า พยายามมานานถึง เพียงนี้ ในที่สุดคุณชายที่หัวเแข็งราวกับหินผาก็ฟังเขาแล้ว!
เยี่ยนจิ่วเฉาชี้ไปยังของขวัญสามคันรถด้านหลัง แล้วสั่ง องครักษ์ว่า “เอาของเหล่านี้ไปให้เด็กคนนั้น”
เท่านี้ก็เรียกว่าไม่ได้กินของสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วสินะ!
เพราะเขานำของไปแลกมา
ทันใดนั้นลุงวั่นก็รู้สึกเข่าทรุดราวกับมีธนูมาปักทั้งสองข้าง “…”
“ตกใจอะไร มิได้จะไปจวนสกุลเหยียนกันแล้วหรือ?” เยี่ยนจิ่ว เฉามองไปยังลุงวั่นด้วยสายตาขุ่นเคือง
โอ้ ท่านยังจำได้อีกหรือว่าต้องไปจวนสกุลเหยียน?
แต่ว่าไม่มีของขวัญแล้ว! ท่านจะไปมือเปล่าได้อย่างไรกัน เล่า?!
ลุงวั่นจนปัญญา เขาทำได้เพียงบอกให้เยี่ยนจิ่วเฉานั่งรอบนร ถม้า ส่วนเขาก็รีบกลับไปยังจวนคุณชาย ห่อของขวัญจนมือไม้พัน กัน
เนื่องจากไม่มีเวลามาก ของสามคันรถม้าคงรวบรวมไม่ไหว จึงเหลือเพียงหนึ่งคันรถเล็กๆ
หิมะเกาะบนรถจนเป็นนํ้าแข็ง กว่าเขาจะลากรถขนของขวัญ ถึงจวนสกุลเหยียน เยี่ยนจิ่วเฉาก็นอนกอดต้นหอมจีนหลับปุ๋ยไป เสียแล้ว…
สุดท้ายแล้วเยี่ยนจิ่วเฉาก็มิได้ไปจวนสกุลเหยียน
ลุงวั่นลากรถขนของขวัญ บากหน้าไปพบคุณหนูเหยียนและฮู หยินเหยียน
เดิมทีสกุลเหยียนคิดว่าคุณชายเยี่ยนจะมาด้วยตนเอง จึงจัด งานเสียเอิกเกริก ไม่เพียงเชิญแขกเหรื่อมามากมาย ยังนำป้าย บรรพบุรุษมาจัดวางไว้อีกด้วย
แต่ปรากฏว่า…ผู้มาเยือนนั้นมีเพียงลุงวั่น
คุณชายมากเรื่องถึงเพียงนี้ ทำให้ลุงวั่นเหนื่อยล้าจนดูชรากว่า เดิมไปเป็นสิบปี เขาดูไม่เหมือนพ่อบ้านตำแหน่งสูง แต่กลับ เหมือนคนสวนที่ทำงานหนักเสียมากกว่า
เมื่อมองไปยังของขวัญที่เขานำมา ไม่ว่าจะเป็นแจกันโบราณ ซึ่งขาหัก (กระแทกบนรถ) เก้าอี้เท้าแขนไม้หนาน[1]เนื้อทองซึ่ง เคลือบหลุดออกไป (ขูดกับรถ) ลูกพลับแห้งขึ้นรา (ฝ่าบาท พระราชทานให้เมื่อปีที่แล้ว ลืมกินแต่ก็ลืมโยนทิ้ง)…
คนอื่นๆ ‘นี่ นี่มิใช่การมาเยี่ยมเยือนบ้านสกุลเหยียนแล้ว เป็นการทำให้อับอายเสียมากกว่า!’
ฮูหยินเหยียนถึงกับลมจับ แล้วก็ล้มพับไป…
…………………………………………………
[1] ไม้หนาน หรือหนานมู่ ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เป็นพืชประจำถิ่นแถบ
มณฑลหูเป่ยและเสฉวน ในสมัยโบราณถือเป็นไม้ที่ราชวงศ์เท่านั้นจึงจะใช้ได้
ปัจจุบันนี้เป็นพันธุ์ไม้คุ้มครองของประเทศจีน