หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 42 เด็กน้อยตัวอ้วนจํ้ามํ่าสามคน
ณ จวนสกุลเกา
เกาหย่วนยืนอยู่ที่ทางเดิน ลมพัดหวีดหวิว เขามองตรงไปยัง ลานบ้านซึ่งมีเกล็ดหิมะปลิวว่อน
ฉีหลินมิได้นอนหลับเหมือนเคย เขาวางแผนที่จะออกไป ‘เติบโต’ ในตอนกลางดึก ไปเดินเล่นในสถานที่ที่คึกคักที่สุดใน เมืองหลวง ไหนเลยจะรู้ว่า เมื่อเปิดประตูออกมา กลับเห็นท่านปู่ยืน นิ่งอยู่ด้านหน้าประตู เข่าของเขาแทบจะทรุดลงไปกับพื้น!
แต่เขาก็พบว่าท่านปู่มิได้สังเกตเห็นเขาเลย
เขาลอบถอนหายใจ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็เดินตรงไปยัง ท่านปู่ พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “ท่านปู่ อากาศหนาวเพียงนี้ ไยท่านจึงมา ยืนตากลมเช่นนี้เล่า?”
สายตาของเกาหย่วนยังคงจับจ้องไปยังเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อน “อากาศจะเปลี่ยน[1]แล้ว”
“อากาศเปลี่ยน?” ฉีหลินมองไปยังท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยหิมะ และเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า “หนาวถึงเพียงนี้แล้ว ยังจะเปลี่ยน ไปอย่างไรได้”
ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง บุตรของข้าอยู่ที่ใด
หัวหน้าสำนักบัณฑิตเกา ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ข้าจะ
นับถึงสาม หากเจ้าไม่บอกว่าบุตรของข้าอยู่ที่ใด ข้าก็จะฆ่าหลาน ชายของเจ้าเสีย
เกาหย่วนหลับตาลงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน
“ยังเหลืออีกสองวัน…อีกสองวันก็จะหายไปแล้ว…”
เสียงของเขาช่างแผ่วเบา แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่หูของฉีหลินนั้นดี เยี่ยม
ฉีหลินกล่าวอย่างฉงนใจ “อะไรหายไปหรือขอรับ ใครหายไป”
ช่วงนี้ท่านปู่ทำตัวแปลกเสียจริง…
……
อวี๋หวั่นตื่นขึ้นเพราะเสียงเคี้ยวกร้วมๆ เมื่อหันไปก็พบว่าด้าน ข้างมีก้อนกลมๆ อยู่ เถี่ยตั้นน้อยกำลังคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่ม ในมือกำลัง ถือขนมดอกไห่ถังกรอบนอกนุ่มในรสชาติหอมหวานเอาไว้ ค่อยๆ ยัดใส่ปากทีละคำๆ
เขาคิดว่าเสียงไม่ดัง แต่ไม่รู้เลยว่าเสียงกลับดังจนทำให้อวี๋ หวั่นสะดุ้งตื่น
อวี๋หวั่นร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก
สองคืนมานี้เธอได้ยินเสียงหนูแทะของจากที่ใดก็ไม่รู้ แท้จริง แล้วมิใช่ความฝัน และมิใช่หนูด้วย แต่เป็นเถี่ยตั้นน้อยที่แอบกิน ขนมนั่นเอง
“พี่บอกเจ้าไปกี่รอบแล้ว ว่าไม่ให้กินอะไรตอนกลางคืน จะ ทำให้ฟันผุ เจ้ารู้หรือไม่”
เมื่อเสียงของอวี๋หวั่นดังขึ้น เสียงจากใต้ผ้าห่มก็เงียบไป
อวี๋หวั่นร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก “เอาละ ฟ้าสางแล้ว อยาก กินก็ลุกขึ้นมากินเถอะ”
เถี่ยตั้นน้อยไม่ลุก
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงคล้ายของแตกดังมาจากในครัว
อวี๋หวั่นมองไปยังทิศทางของเสียง ตีก้นของเถี่ยตั้นน้อยผ่าน ผ้าห่มหนึ่งที “เดี๋ยวพี่ค่อยกลับมาจัดการเจ้า”
เมื่อกล่าวจบ เธอก็สวมเสื้อผ้า แล้วก็เปิดประตูหลังบ้านให้อ วี๋เฟิง
พวกเขาได้รับคำสั่งซื้ออาหารสามชุด ทั้งหมดมีเนื้อแพะต้ม พะโล้ขาวสามสิบจิน เป็ดสิบตัวและขาหมูยี่สิบขาต้มพะโล้แดง เต้าหู้ต้มพะโล้เหลือง สิบจิน ไส้ใหญ่ต้มพะโล้ห้าจิน หมูสามชั้น พะโล้สิบห้าจิน วันนี้เป็นวันส่งมอบของ สถานที่ก็คือหอหยกขาว
ทว่าอวี๋เฟิงมิได้มาเรียกอวี๋หวั่นไปส่งของด้วยกัน เขานำ ซาลาเปามาให้อวี๋หวั่น “ซาลาเปาเพิ่งขึ้นจากหม้อ มีไส้ผักกาดขาว ไส้เนื้อแพะ แล้วก็ไส้นํ้าตาลทรายแดง”
“ขอบคุณมากพี่ใหญ่” อวี๋หวั่นรับตะกร้ามา ตั้งเตาไฟ แล้วนำ ซาลาเปามาอุ่นบนเตา หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ ก็หยิบ
ซาลาเปาไส้นํ้าตาลทรายแดงมาลูกหนึ่ง และออกไปพร้อมอวี๋เฟิง
พวกเขาเช่าเกวียนของบิดาของซวนจื่อเล่มเดียวกับที่เคยนั่ง เมื่อสองวันก่อนไปยังตำบล
ในตัวตำบลดูคึกคักกว่าปกติ รถม้าและเกวียนขวักไขว่ไปมา ผู้คนเดินเบียดเสียดกันไหล่ชนไหล่ บ้างก็กำลังจะกลับเมืองหลวง บ้างก็เพิ่งกลับจากเมืองหลวง ภัตตาคารและโรงเตี๊ยมคน แน่นขนัด แม้แต่หอมรกตที่ถูกหอหยกขาวช่วงชิงลูกค้าไปกว่าครึ่ง บัดนี้ก็มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก
สองพี่น้องยกต้มพะโล้เข้ามาในหอหยกขาว
“พี่น้องสกุลอวี๋มาแล้วหรือ?” ผู้จัดการโจวเดินยิ้มร่าออกมา
“ผู้จัดการโจว” อวี๋หวั่นเอ่ยทักทาย “พวกเรามาส่งอาหาร”
ผู้จัดการโจวกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “มากันเร็วจริงๆ พวก เขายังไม่มาหรอก แต่ไม่เป็นไร คุณหนูได้ให้เงินไว้แล้ว หากพวก เขาไม่มา พวกเจ้าก็เอาอาหารไว้ที่นี่ ข้าจ่ายเงินให้พวกเจ้าก่อน”
อวี๋หวั่นมิได้ปฏิเสธ “เช่นนั้นต้องรบกวนผู้จัดการโจวแล้ว”
“เรื่องเล็ก!” ผู้จัดการโจวโบกมือ หันหลังไปตรวจสอบของ
อวี๋เฟิงก็โพล่งขึ้นมาว่า “คุณหนูไป๋ไม่อยู่หรือ?”
อวี๋หวั่นเหลือบมองเขา
ผู้จัดการโจวรู้สึกงุงงง และตอบไปว่า “คุณหนูกลับเมืองหลวง
ไปแล้ว เกรงว่าจนถึงปีใหม่ก็คงยังกลับมามิได้”
“นางไปเองหรือ?” อวี๋เฟิงถาม
ผู้จัดการโจวหัวเราะ “นายท่านมารับนางกลับไป”
“อย่างนั้นหรือ…” อวี๋เฟิงตกใจเล็กน้อย
อวี๋หวั่นก็ตกใจเช่นกัน เดิมทีคิดว่านายท่านไป๋จะลำเอียงเข้า กระดูกดำจนไม่สนใจว่าไป๋ถังจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ดูแล้วก็ รักนางมิใช่น้อย เพียงแต่…ฝนตกไม่ทั่วฟ้าเท่าก็นั้นเอง
“เนื้อแพะพะโล้จินละแปดสิบอีแปะ เป็ดพะโล้ตัวละหนึ่งร้อย อีแปะ ขาหมูพะโล้ขาละแปดสิบอีแปะ เต้าหู้พะโล้จินละสิบอีก แปะ…” ผู้จัดการโจวอ่านรายการอาหาร พลางดีดลูกคิดตาม ไม่ นานก็คำนวณเงินเสร็จ “ทั้งหมดสี่ตำลึงกับแปดร้อยสี่สิบอีแปะ”
นี่คือราคาอาหารช่วงสิ้นปี สูงกว่าช่วงปกติหนึ่งเท่าตัว
อวี๋หวั่นพึงพอใจเป็นอย่างมาก
หลังจากรับเงินมา อวี๋หวั่นก็กล่าวขอบคุณผู้จัดการโจว
“ข้าจะไปเรียกเกวียน เจ้ารออยู่ที่นี่” อวี๋เฟิงบอก เกวียนของ พวกเขาจอดรออยู่ในตรอกด้านซ้ายของหอหยกขาว ตรงนั้นมีบ่าว คอยดูอยู่
อวี๋เฟิงเดินไปแล้ว
อวี๋หวั่นรอเขาอยู่ในห้องโถง ทว่ารออยู่นาน ก็ไม่เห็นอวี๋เฟิงจะ
นำเกวียนมา อวี๋หวั่นรู้สึกไม่ปกติ จึงรีบรุดไปยังตรอกที่จอดเกวียน
เกวียนยังจอดอยู่ แต่กลับไม่พบอวี๋เฟิง
อวี๋หวั่นถามบ่าวบริเวณนั้น แต่ก็ได้ข้อมูลว่าอวี๋เฟิงมิได้มา เรียกเกวียน
อวี๋หวั่นไปเข้าห้องนํ้าและไปตามหาเขาในลานด้านหลัง แต่ก็ ไม่พบแม้แต่เงาของอวี๋เฟิง
แปลกจริงๆ อวี๋เฟิงมิใช่คนที่ไปไหนโดยไม่บอกกล่าว หากเกิด เรื่องอะไรขึ้น เขาย่อมต้องบอกเธอก่อน
“เจ้าหาพี่ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” บ่าวซึ่งมีหน้าที่กวาดพื้นคนหนึ่ง เอ่ยถาม
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ท่านเห็นเขาหรือไม่”
บ่าวผู้นั้นชี้ไปยังตรอกใกล้ๆ อีกตรอกหนึ่ง “เขาไปทางนั้นกับ คนกลุ่มหนึ่ง”
ความคิดแรกของอวี๋หวั่นก็คือ อวี๋เฟิงถูกลักพาตัว
อันที่จริง อวี๋หวั่นเดาถูกแล้ว อวี๋เฟิงถูกอันธพาลกลุ่มหนึ่งต่อย และลากไปแล้ว สองพี่น้องนำของมาส่งที่หอหยกขาว อันธพาล เหล่านั้นก็จ้องตาพวกเขาตาเป็นมัน เพียงแต่เหล่าอันธพาลมิได้ คาดคิดว่าอวี๋เฟิงไม่ได้เก็บเงินไว้กับตัวเลยแม้แต่น้อย เงินทั้งหมด ล้วนอยู่ที่อวี๋หวั่น
อวี๋เฟิงรับเคราะห์เข้าเสียแล้ว
แววตาของอวี๋หวั่นแข็งกร้าวขึ้นทันที “ท่านแน่ใจว่าเป็นตรอก นั้นใช่ไหม”
“แน่ใจ เลี้ยวขวาไป” บ่าวผู้นั้นกล่าวด้วยความมั่นใจ
อวี๋หวั่นกำหมัดแน่น เธอหยิบเคียวจากในตะกร้า และเดินไป ยังทิศทางที่บ่าวบอก
“ชู่ว เบาเสียงหน่อย! คนที่จับมายากเช่นนี้ อย่าทำให้ทางการ ต้องแห่มา!”
ขณะที่อวี๋หวั่นเดินผ่านบ้านร้างหลังหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงบุรุษดัง จากด้านใน
อวี๋หวั่นหยุดฝีเท้าลง แล้วก็ได้ยินอีกคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ทางการมาก็ไม่กลัวหรอก พวกเรามีกันเป็นสิบคน!”
แต่เมื่ออวี๋หวั่นกำลังจะยกมีดขึ้นและบุกเข้าไป เธอกลับต้อง ชะงัก
“อีกอย่าง มิใช่ป้อนยาไปแล้วหรือ? ไม่ตื่นหรอก”
ป้อนยาเขาด้วยหรือ?
ความรู้สึกแปลกประหลาดถาโถมเข้ามาในใจของอวี๋หวั่น
“พวกเจ้ามานี่” ชายผู้เป็นหัวโจกพูดกับคนอื่นๆ เสียงค่อย เรื่องอะไรสักอย่าง ไม่นานประตูก็เปิดออก
อวี๋หวั่นรีบเข้าไปหลบด้านหลังต้นไม้
สักประมาณเจ็ดแปดคนเดินออกไปแล้ว
คนน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง อวี๋หวั่นคิดในใจว่าเธอมีโอกาสชนะเพิ่ม ขึ้น เพียงแต่เธอเองก็ไม่อยากวู่วามบุกเข้าไป
เธอมองต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า เหน็บเคียวไว้ที่เอว ปีนขึ้นไปด้วย มือเปล่า และปีนไปยังกำแพง
“กินข้าวได้แล้ว!”
“มาแล้ว!”
บ้านหลังนี้ดูแล้วไม่ใหญ่นัก แต่มีทางเข้าถึงสองชั้น โชคดีที่ บริเวณที่เธอลงมานั้น เป็นปีกด้านในสุดของบ้าน อันธพาลที่เฝ้า ยามอยู่ก็กำลังเดินไปยกข้าวที่ห้องครัว อวี๋หวั่นต้องช่วยอวี๋เฟิงออก มาโดยเร็วที่สุด
อวี๋หวั่นเดินมายังด้านหน้าห้องซึ่งถูกลงกลอนเอาไว้ ปลดกิ๊บ หนีบผม สะเดาะกลอน และเข้าไปในห้องอย่างไร้สุ้มเสียง
ในห้องช่างเงียบสงัด
ม่านในห้องถูกปลดลงมา บดบังด้านในไว้มิดชิด
หัวใจของอวี๋หวั่นรู้สึกถึงความประหลาดยิ่งกว่าเดิม เพียง พ่อค้าจากชนบท จำเป็นต้องจัดห้องเสียยิ่งใหญ่เพียงนี้เชียวหรือ?
เธอขมวดคิ้วแล้วแง้มม่านดู!
ไหนพี่ใหญ่ของเธอเล่า ที่แท้ก็เป็นเด็กน้อยอายุไม่เต็มสองขวบ
ตัวอ้วนจํ้ามํ่าสามคน
……………………………………………….
[1] อากาศเปลี่ยน มีความหมายโดยนัยคือ มีการเปลี่ยนแปลงทางการ
เมือง