หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 41 เด็กๆ อยู่ที่ใด
ขากลับ อวี๋หวั่นและน้องชายนั่งกับคุณหนูไป๋ สามพ่อลูกนั่ง ด้วยกันอีกคันหนึ่ง ส่วนอีกสามคันที่เหลือด้านหลังบรรทุกของ ค่อยๆ เคลื่อนตามมาติดๆ
หลังจากที่ออกมาจากคฤหาสน์สกุลไป๋ เกล็ดหิมะลอยละล่อง รถม้าค่อยๆ เคลื่อนไปบนพื้นซึ่งเต็มไปด้วยหิมะ ส่งเสียงกลุกกลักๆ
เถี่ยตั้นน้อยเล่นสนุกจนเหนื่อย จึงนอนหลับไปในอ้อมอกขอ งอวี๋หวั่น
ตลอดทางนั้นช่างเงียบงัน
เมื่อมาถึงหอหยกขาว ตำบลเล็กๆ แห่งนี้ก็หลับไหล ประตูใหญ่ ของหอหยกขาวก็ปิดไปเสียแล้ว
“จะให้ข้าเรียกคนหรือไม่” อวี๋เฟิงกระโดดลงจากรถม้า เดิน มายังรถม้าของอวี๋หวั่น เอ่ยถามผ่านม่านซึ่งกั้นอยู่
สีหน้าของคุณหนูไป๋กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง นางตอบ ‘อืม’ ใน ลำคอ
อวี๋เฟิงจึงรีบไปเคาะประตูหอหยกขาว
ผู้ที่มาเปิดประตูเป็นท่านลุงบ่าวเก่าแก่ซึ่งติดตามฮูหยินคน ก่อนมา หลังจากที่ฮูหยินคนก่อนล่วงลับไป เขาและภรรยาได้ ติดตามรับใช้ไป๋ถัง ทุกวันนี้ทั้งคู่อาศัยอยู่ที่หอหยกขาว มิได้เข้าไป
ข้องเกี่ยวกับกิจการภัตตาคาร เพียงแต่คอยดูแลไป๋ถังเท่านั้น
“เป็นคุณหนูเองหรือ” เมื่อเห็นไป๋ถังลงจากรถม้า ท่านลุงก็ มิได้แสดงอาการตกใจมากนัก เขาถือตะเกียง และเชิญไป๋ถังให้ เข้าไปด้านใน
“ช้าก่อน” ก่อนอวี๋หวั่นจะขึ้นรถม้า เธอได้เลือกของขวัญเอาไว้ “ไม่ใช่ของมีค่าอะไร หวังว่าคุณหนูไป๋จะไม่รังเกียจ”
ไป๋ถังมองอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ มิได้ถามว่าเพราะเหตุ ใดจึงให้ของกับนาง แต่ก็มิได้ปฏิเสธ
อวี๋หวั่นมิได้เคืองโกรธที่นางทำสีหน้าบูดบึ้ง เด็กนั้นหนา เมื่อ รู้สึกเศร้า ก็จะอารมณ์ไม่ดีไปพักหนึ่ง
อวี๋หวั่นยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “เดี๋ยวข้าถือขึ้นไปให้”
“อืม”
ครั้งนี้ตอบกลับมาหนึ่งคำแล้ว
“ข้าถือให้” ท่านลุงเข้าไปช่วยอวี๋หวั่น
“ข้าเอง ข้าเอง!” อวี๋เฟิงสาวเท้าขึ้นมาข้างหน้า รับของส่วน ใหญ่ไป เหลือไว้เพียงกล่องขนมสองใบที่ถือไม่ไหว จึงให้อวี๋หวั่น ช่วยถือไปอีกแรง
ท่านลุงเดินไปปลุกภรรยา ทั้งคู่เข้าครัวไปต้มนํ้าและทำของกิน เล่นให้ไป๋ถัง
อวี๋เฟิงและอวี๋หวั่นตามไป๋ถังไปยังหลังบ้าน
ท่านลุงจุดตะเกียงในห้องเอาไว้ อวี๋เฟิงก้มหน้าก้มตาเดินไปยัง ห้องนั้น เขาเดินเร็วกว่าอวี๋หวั่นและไป๋ถังเสียอีก
“ไอหยา” อวี๋หวั่นนึกบางอย่างออก แต่ในขณะที่เธอกำลังจะ เรียกอวี๋เฟิง อวี๋เฟิงก็ถือห่อของขนาดใหญ่เดินเข้าไปในห้องเสีย แล้ว
ชั่วประเดี๋ยวเดียว อวี๋เฟิงก็เดินหน้าแดงออกมาจากห้อง
“ข้า ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!” เขาเดินสวนกับไป๋ถัง พูดจา ตะกุกตะกัก เมื่อพูดจบก็ขยับคอคล้ายกับกำลังเมื่อยล้า แล้วรีบ เดิน (วิ่ง) ออกไปจากหอหยกขาว
ไป๋ถังกำลังวิตกกังวลกับเรื่องของตน จึงไม่ได้ยินที่อวี๋เฟิงพูด แม้แต่น้อย และมิได้สังเกตเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของเขา
ก่อนที่จะเดินข้ามธรณีประตู นางหยุดฝีเท้าลง ดูคล้ายกับ กำลังพึมพำหรือกำลังอธิบาย “เมื่อก่อนท่าพ่อข้ามิได้เป็นเช่นนี้ ตอนที่ข้ายังเด็ก เขาดีกับข้ามาก”
“ข้าเข้าใจ” อวี๋หวั่นพยักหน้า “ของนี่ให้ท่าน”
ไป๋ถังรับกล่องขนมทั้งสองกล่องมา
อวี๋หวั่นกล่าวอำลา และหันหลังกลับหมายจะเดินออกทาง ประตูใหญ่
“ขอบคุณ”
อยู่ๆ ไป๋ถังก็พูดขึ้น ไม่รู้ว่านางขอบคุณอวี๋หวั่นเรื่องอะไร
อวี๋หวั่นหันหน้าไปแล้วยิ้มให้นาง “อื้ม”
……
ไป๋ถังมิได้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คนสกุลอวี๋ก็ตั้งใจไม่ เอ่ยถาม แต่ถึงแม้มิได้ถาม ก็ไม่ได้หมายความว่าพวก
เขาเดาไม่ออก แปดในสิบส่วนก็คือฮูหยินไป๋รู้สึกว่าตนถูกไป๋ ถังรังแก จึงไปฟ้องนายท่านไป๋ นายท่านไป๋เอ็ดว่าไป๋ถังไม่ควรหัก หน้าแม่เลี้ยงเพียงเพื่อปกป้องคนนอก คุณหนูไป๋ระเบิดโทสะ และ นางจะกลํ้ากลืนความเศร้านี้อย่างไร?
บิดาและบุตรสาวทะเลาะกันรุนแรง
“คุณหนูไป๋ช่างน่าสงสารนัก” อวี๋เฟิงทอดถอนใจขณะเดิน กลับไปยังรถม้า
อวี๋ซงมองพี่ชายของตน “นางน่าสงสารหรือ? นางไม่ต้อง กังวลเรื่องปากท้อง เรื่องเสื้อผ้า เงินทองของสกุลไป๋มีมากจนใช้ทั้ง ชีวิตก็ไม่หมด! หากนางน่าสงสาร แล้วพวกเราเรียกว่าอะไรเล่า? ตัวพี่เองแทบจะไม่มีกินอยู่แล้ว ยังจะมาสงสารคุณหนูสกุลใหญ่! พี่ใหญ่ท่านโง่หรือเปล่าเนี่ย!”
อวี๋เฟิงไอโขลกจนหน้าแดง
มุมปากอวี๋หวั่นยกขึ้นเล็กน้อย
……
หากไม่นับเรื่องเบาะแว้งกับฮูหยินไป๋ การไปเยือนคฤหาสน์ สกุลไป๋ในครั้งนี้ นับเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่ง
ต้มพะโล้ของพวกเขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากบรรดาแขก ที่มาร่วมงาน หลายคนถึงกับถามว่าคฤหาสน์สกุลไป๋เชิญพ่อครัว มาจากที่ใด เมื่อได้ยินว่ามิใช่พ่อครัวจากคฤหาสน์สกุลไป๋ และมิใช่ พ่อครัวของหอหยกขาว ก็มีผู้ที่ต้องการเชิญคนสกุลอวี๋ไปทำงานที่ บ้านของตน
อวี๋หวั่นและลุงใหญ่ตอบปฏิเสธและกล่าวขอบคุณสำหรับ นํ้าใจที่พวกเขามอบให้ พวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นการสั่งอาหารแทน เมื่อวานมีตระกูลใหญ่ทั้งหมดสามตระกูลสั่งอาหารจากพวกเขา หากมิใช่เพราะอวี๋หวั่นกังวลว่างานจะยุ่งจนเกินไปจึงมิได้ตอบรับ ไป ก็คงจะมีงานมากกว่านี้
ที่กล่าวมาข้างต้นคือเงินที่พวกเขาหาได้ ยังมีที่เถี่ยตั้นน้อยหา ได้อีก
เถี่ยตั้นน้อยหามาได้มากสักหน่อย
ทั้งครอบครัวรวมไปถึงนางเจียงซึ่งป่วยกระเสาะกระแสะ ใช้ เวลาตลอดช่วงเช้าในการตรวจสอบของทั้งสามคันรถ
ของทั้งหมดมิใช่เครื่องเงินเครื่องทอง ทว่าเป็นแป้งชาดชั้นดี ผ้าไหมและผ้าต่วน หนังสัตว์หายาก ภาพเขียนโบราณ รวมไปถึง อาหารขึ้นชื่อของบางพื้นถิ่น
ผ้าไหมและผ้าต่วนพวกเขาไม่ได้ใส่ ก็สามารถนำไปขายที่ ตลาดผ้าได้
หนังสัตว์สามารถใส่ไว้ข้างใต้ผ้าฝ้าย เพื่อป้องกันลมและทำให้ อบอุ่น
สำหรับเหยือกแปลกๆ และภาพเขียนนั้น…
“เหยือกนี้ใหญ่ นำไปใส่ผักดองได้พอดี”
เหยือกดินเผาจากราชวงศ์ก่อนถูกป้าใหญ่นำไปดองผักเสีย แล้ว
“โถเล็กใบนี้เล็กไปสักหน่อย นำไปเลี้ยงลูกปลาก็ได้”
โถแก้วใสซึ่งเป็นบรรณาการจากทิเบตถูกอวี๋ซงนำไปใช้เลี้ยง ลูกปลา
แก้วหยกถูกนำไปใส่นํ้าให้ไก่กิน
อ่างล้างหน้าสัมฤทธิ์ถูกนำไปแช่เท้า
“บนผนังมีรูอยู่รูหนึ่ง ลมเข้ามาอยู่เนืองๆ”
ภาพเขียนซึ่งศิลปินคนแรกของวังหลวงได้รังสรรค์เอาไว้ ก็ถูก นำไปแปะบนผนังดินในห้องครัวแล้วเช่นกัน…
……
อีกด้านหนึ่ง ฮูหยินเหยียนรู้สึกอดสูยิ่งนักจนเป็นลมไปกลาง งานเลี้ยง สามวันให้หลังจึงจะฟื้นขึ้นมา ในวันนั้น แขกเหรื่อต่างได้
เห็นสกุลเหยียนถูก ‘ทำให้อับอาย’ และดังคำพังเพยที่ว่า ‘เรื่องดีไม่ ออกไปไหน เรื่องร้ายแพร่ไปหมื่นหลี่’ เพียงไม่นาน เรื่องอัปยศเกี่ยว กับเหยียนหรูอวี้ก็แพร่ออกไปทั่วเมืองหลวง เมื่อฮูหยินเหยียน ได้ยินเข้า ถึงกับต้องเบือนหน้าหนี
เหยียนหรูอวี้ถือนํ้าแกงโสมเข้ามานั่งข้างเตียง “ท่านแม่ ท่าน ต้องรักษาเนื้อรักษาตัว”
ฮูหยินเหยียนจะรักษาเนื้อรักษาตัวได้อย่างไรเล่า สกุลเหยีย นของพวกเขาต้องโทษคดีลอบปลงพระชนม์รัชทายาท ต้องใช้ ความสัมพันธ์กับคุณชายเยี่ยนจึงจะกลับมาเป็นเช่นนี้ได้ หากคุณ ชายเยี่ยนปฏิเสธการแต่งงาน พวกเขาไม่ต้องกลับไปนอนในคุก หรอกหรือ?
“ลูกอวี้…” ฮูหยินเหยียนยั้งมือของเหยียนหรูอวี้ที่กำลังป้อน นํ้าแกงโสมให้นาง และมองไปยังบุตรสาว “เจ้ารีบคิดหาวิธี อย่าให้ คุณชายเยี่ยนยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้ได้!”
“เขายกเลิกไม่ได้หรอก” เหยียนหรูอวี้หลุบตา ใช้ช้อนคนนํ้า แกงโสมพลางกล่าวว่า “ข้าให้กำเนิดเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ท่าน แม่ลืมไปแล้วหรือ?”
ฮูหยินเหยียนพึมพำว่า “เลือดเนื้อเชื้อไข…ใช่ ใช่แล้ว เจ้ายังมี เลือดเนื้อเชื้อไขของเยี่ยนจิ่วเฉา! เขาต้องเรียกพวกเจ้าแม่ลูกกลับ ไปเป็นแน่!”
เหยียนหรูอวี้ตักนํ้าแกงป้อนให้ฮูหยินเหยียน
“ท่านแม่วางใจเถิด ข้าจัดการไว้อย่างดี อีกสองวัน เด็กๆ ก็จะ มาถึงเมืองหลวงแล้ว”