หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 1.1 แข่งขันทำอาหารระดับเทพ
แม่ตัวจริงหรือตัวปลอม (1)
“เช่นนั้นคุณชายน้อยทั้งสามก็ถูกส่งมาอยู่ในมือท่านแล้ว”
ฟางมามาเอ่ยอย่างอ่อนโยน
เหยียนหรูอวี้ไม่คิดว่าเด็กๆ ที่นางพยายามใช้ทุกวิธีเพื่อนำตัว มา จะถูกพระชายาส่งมาให้อย่างง่ายดาย
ฟางมามารู้สึกประหลาดใจ ‘คู่หมั้น’ ที่ไม่ได้รับความ โปรดปราน จู่ๆ ก็มีความสำคัญต่อพระชายามากขึ้น ไม่คิดว่า แปลกหรือ
ฟางมามากล่าวด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน “คุณชายไม่สบาย พระ ชายาคอยดูแลอยู่ ส่วนคุณชายน้อยยังเด็กนัก จึงไม่ควรให้ป่วยไป ด้วย ช่วงนี้คงต้องรบกวนคุณหนูเหยียนช่วยดูแลพวกเขา”
เหยียนหรูอวี้กล่าวอย่างอบอุ่น “ท่านพูดราวกับข้าเป็นคนอื่น คนไกล ข้าเป็นแม่ของพวกเขา ข้าก็ควรจะดูแลพวกเขาอยู่แล้ว ข้า รู้สึกซาบซึ้งใจพระชายายิ่งนักที่อนุญาตให้ข้าดูแลพวกเขา”
ฟางมามาตอบ “เช่นนั้น ต้องลำบากคุณหนูแล้ว”
…
ปลายเดือนสอง โรงงานขนาดย่อมของสกุลอวี๋จัดเตรียม สินค้าตามคำสั่งที่ได้รับในงานเลี้ยงวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย และส่งมอบสินค้าชุดแรกให้กับนายท่านฉินได้สำเร็จ เต้าหู้เหม็นสี ดำแปดร้อยชั่งกับเต้าเจี้ยวหมักสามสิบกระปุก
วัตถุดิบเหล่านี้ นายท่านฉินส่งไปยังหอจุ้ยเซียนที่ตั้งอยู่ใกล้กับ เมืองหลวงมากที่สุดสองแห่ง
เต้าหู้เหม็นที่เพียงมองก็เหม็นฟังก็เหม็น เดิมทีคิดว่าคงใช้ เวลานานในการเปิดตลาด ทว่ากลับขายหมดภายในเวลาไม่ถึงสอง วัน
นายท่านฉินจึงรีบสั่งสินค้าชุดถัดไปทันที แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ในตอนนี้คือการแข่งขันทำอาหารระดับเทพที่ยิ่งใหญ่ ที่จะจัดขึ้นใน เมืองหลวง
“ของที่ข้าสั่งไว้ เจ้าค่อยๆ ทำเถิด ข้าไม่รีบ” นายท่านฉินกล่าว อย่างใจกว้าง
อวี๋หวั่นตอบ “ถึงแม้จะรีบร้อนก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีเครื่องมือ ทุ่นแรง ไม่อาจเพิ่มผลผลิตของเต้าหู้ได้”
นายท่านฉินครุ่นคิด “เครื่องมือที่เจ้าว่าคือ…”
อวี๋หวั่นตอบ “เครื่องแม่แรงและเครื่องใช้อื่นๆ อีกสองสาม อย่างที่ข้าต้องการ”
นายท่านฉินสีหน้าครุ่นคิดจริงจัง “ข้าไม่เคยได้ยินสิ่งของที่เจ้า ว่ามาเลย ทว่าข้ารู้จักช่างฝีมือเก่งกาจที่น่าจะช่วยเจ้าสร้างมันได้ เป็นคนรู้จักเก่าของข้า คิดราคาไม่สูงเกินไป”
เธอพยายามหาแทบตายก็หาไม่เจอ พอเลิกหาเลิกสนใจ กลับ ได้มาเสียง่ายๆ เครื่องมือเหล็กเป็นของใช้ในราชวงศ์โจว ตอนแรก เธอก็กังวลว่าร้านขายเหล็กจะไม่ทำให้
“ข้าต้องขอบคุณนายท่านฉินล่วงหน้า” อวี๋หวั่นเดินเข้าไปใน ห้อง หยิบถ่านขึ้นมาวาดรูป
นายท่านฉินมองรูปวาดในมือของเธออย่างประหลาดใจ
“แม่นางอวี๋…ลายเส้นของเจ้าไม่เลวเลย”
ภาพนี้วาดออกมาได้ดีไม่แพ้ช่างฝีมือระดับสูง หากเขาไม่ได้ เห็นด้วยตาตัวเอง คงไม่เชื่อว่าภาพนี้เป็นฝีมือของสตรีคนหนึ่งใน หมู่บ้าน
“แม่นางอวี๋ช่างน่าประทับใจเสียจริง!”
นายท่านฉินตั้งหน้าตั้งตารอการแข่งขันใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ในอีกสามวันข้างหน้า แม้อวี๋ไคหยางจะเป็นพ่อครัวหลัก ทว่าเขามี ลางสังหรณ์ว่าเด็กสาวผู้นี้จะสร้างความโดดเด่นเหนือผู้ใด
…
การแข่งขันปรุงอาหารระดับเทพจะมีขึ้นในวันที่สามเดือนสอง
วันนี้คนสกุลอวี๋ตื่นแต่เช้าตรู่ ป้าสะใภ้ใหญ่เข้าไปเตรียมอาหาร
เช้าในห้องครัว ทำข้าวฟ่างต้มผสมข้าวเล็กน้อย ธัญพืชเนื้อแน่น อย่างอัวอัวโถวและโรยด้วยต้นหอมสดและผักดองที่ทำเองอีกสอง สามชิ้น สมาชิกของครอบครัวกินกันอย่างเอร็ดอร่อยไม่เหลือ แม้แต่ต้นหอมสักใบ
อวี๋ซงกินอัวอัวโถวแปดชิ้นในคราวเดียว แต่ก็ไม่อิ่ม หมายจะ ไปตักมาเพิ่ม
“พอแล้ว” ป้าสะใภ้ใหญ่กดเขาให้นั่งลง “หากกินเยอะไปอาจ ไม่สบายตัวระหว่างทางได้ ข้านึ่งหมั่นโถวไว้แล้ว พวกเจ้าไปถึงแล้ว ค่อยกิน”
อวี๋ซงส่งเสียงอ้อ พลางมองไปที่อวี๋หวั่นที่กำลังกินโจ๊กเงียบๆ และเอ่ยว่า “ไม่…ไม่ต้องแล้ว ข้าอิ่มแล้ว!”
“พี่รองกินน้อยขนาดนี้เลยหรือ?” อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นกล่าว
อวี๋ซงจ้องเธอ “เจ้าคิดว่าข้าเป็นถังข้าวสาร[1]รึ!”
อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว อัวอัวโถวแปดชิ้นก็คงอยู่ไม่ไกลจากถังข้าวสาร สักเท่าใดกระมัง…
สถานที่จัดการแข่งขันใหญ่อยู่ที่หอเทียนเซียงบนถนนฉางอัน ในเมืองหลวง ว่ากันว่าเป็นหางเสือหลักของหอเทียนเซียง มีขนาด ใหญ่กว่าที่ตั้งบนถนนเสวียนอู่ที่พวกเขาเคยไปถึงสามเท่า
มีร้านอาหารหลายสิบแห่งเข้าร่วมการแข่งขัน แต่ละแห่งส่ง พ่อครัวมาได้สองคน ทว่าหอเทียนเซียงในฐานะเจ้าภาพ จึงส่งพ่อ
ครัวมาถึงสี่คน หนึ่งในนั้นคือพ่อครัวเทพเป้า
หอจุ้ยเซียนมีพ่อครัวมาเข้าร่วมสองคน ทว่าหนึ่งในนั้นเกิดล้ม ป่วยกะทันหัน
“พ่อครัวอวี๋ แม่นางอวี๋ พี่น้องสกุลอวี๋!”
เสียงนายท่านฉินดังมาจากด้านนอกบ้านหลังเก่า
ป้าสะใภ้ใหญ่เก็บชามและตะเกียบของอวี๋หวั่นที่กินไปเพียง ครึ่งหนึ่ง “ไปเถิด”
อวี๋หวั่นพยักหน้า ลุกขึ้นกล่าวทักทาย “เหตุใดนายท่านฉินมา เช้านัก?”
นายท่านฉินยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ให้เช้าได้อย่างไร หากไปสาย เจ้าจะหมดสิทธิ์เข้าแข่งขัน เจ้ายังมิได้ทานอันใดมาใช่รึไม่? ข้า เตรียมอาหารไว้ในรถม้าแล้ว”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างรีบร้อน “ข้ากินมาแล้ว”
“เช้าขนาดนี้น่ะรึ?” นายท่านฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
อวี๋หวั่นเอ่ยในใจ เท่านี้จะนับประสาอันใด? ยามที่เริ่มธุรกิจใน ช่วงแรก ยังไม่ทันพ้นราตรีก็เคยตื่น
การแข่งขันแบ่งออกเป็นสามวัน วันแรกยังไม่ใช้วัตถุดิบของ ตนเอง อวี๋หวั่นจึงไม่ได้นำสิ่งใดติดมา เธอลงสนามแข่งขันพร้อม ลุงใหญ่และพี่ชายทั้งสองคน
ระหว่างทางที่ไปหอเทียนเซียง นายท่านฉินบอกกับทั้งสี่เกี่ยว กับกฎการแข่งขันใหญ่ นอกจากวันที่สามของการแข่งขันที่พ่อครัว เทพเป้าจะมาเยือน พ่อครัวที่เหลือต้องผ่านการคัดรอบอย่างดุ เดือดในสองวันแรก กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ คือต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ไป จนกว่าจะก้าวเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
นายท่านฉินไม่หวังให้ชนะพ่อครัวเทพเป้า ทว่าต้องอยู่ให้ถึงวัน ที่สาม เพราะมีเพียงวันนั้นที่ผู้เข้ารอบจะถูกอนุญาตให้ใช้วัตถุดิบ ของตนเอง
“เช่นนั้น ในช่วงแรกกำหนดไว้ว่าอย่างไร ก็ต้องทำอย่างนั้นใช่ รึไม่?” อวี๋หวั่นถาม
“ถูกต้อง” นายท่านฉินกล่าว “หากเจ้าได้วัตถุดิบที่ไม่อาจใช้ ประโยชน์ ก็จะส่งผลต่ออาหารของเจ้า ทว่าข้าไม่คิดว่ามันเป็นเรื่อง ยากเกินไปสำหรับพ่อครัวอวี๋”
ลุงใหญ่อยู่ในหอเทียนเซียงมานาน ไม่ว่าโบยบินหรือว่ายนํ้า อาหารพื้นฐานล้วนเคยทำทั้งหมด มีน้อยนักที่เขาไม่อาจทำได้
สิ่งที่กังวลคือ การลงแข่งกับพ่อครัวจากหอเทียนเซียงในรอบ ที่เร็วเกินไป ลุงใหญ่วางมือมานานแล้ว หากต้องแข่งกับเพื่อนร่วม งานในอดีต โอกาสชนะแทบไม่ต้องเอ่ยถึง
รถม้าเคลื่อนมาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ มาถึงถนนฉางอัน
ถนนคับคั่งไปด้วยผู้คน ทว่าด้านหน้าหอเทียนเซียงแออัดยิ่ง กว่า รถม้าไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ หลายคนต้องลงจากรถเดิน เข้าไป
ในที่สุด เมื่อมาถึงประตู อวี๋หวั่นก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคย “คุณ หนูไป๋?”
ไป๋ถังที่กำลังก้าวขาข้ามธรณีประตูหันกลับมาด้วยความ ประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียง คนด้านข้างนางก็หยุดเช่นกัน ทำให้อวี๋ หวั่นรู้ว่าผู้จัดการชุยก็อยู่ที่นั่นด้วย
อวี๋หวั่นเอ่ยทัก “ผู้จัดการชุย”
“แม่นางอวี๋” เมื่อผู้จัดการชุยเห็นเธอ ก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ ก่อนหน้าที่ถูกเยี่ยนจิ่วเฉาจับได้ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอาย
ไป๋ถังรู้สึกสนิทสนมอบอุ่นใจ เอื้อมไปจับมืออวี๋หวั่น “ใยเจ้าถึง มาที่นี่ได้ มาดูการแข่งขันหรือ? เจ้ามาคนเดียวรึ?”
สตรีตัวเล็กๆ ที่แสนเย็นชาในครั้งแรกที่พบกัน กลับกลายเป็น คนช่างจ้อเหมือนเถี่ยตั้นน้อยเมื่อสนิทคุ้นเคย
อวี๋หวั่นหัวเราะ “ข้ามากับครอบครัวและนายท่านฉินแห่งหอ จุ้ยเซียน”
ไป๋ถังชะเง้อมองด้านหลัง ทว่ากลับเห็นเพียงลุงใหญ่ นายท่าน ฉิน และอวี๋ซงเท่านั้นที่เดินเข้ามา ไม่รู้อวี๋เฟิงไปแอบหน้าแดงอยู่ที่ ใด
หอหยกขาวไม่มีคุณสมบัติในการมาเข้าชม ทว่าคุณหนูไป๋ทุ่ม เงินเหมาห้องชั้นสองอย่างเย่อหยิ่ง ห้องชั้นสามวิสัยทัศน์เหมาะสม กว่า ทว่าเสียดายที่ไม่เปิดให้คนทั่วไปอย่างนางได้จับจอง
ไป๋ถังกล่าวด้วยความตื่นเต้น “มิใช่ว่าหอเทียนเซียงถูกคุณ ชายเยี่ยนทำลายชื่อเสียงไปแล้วหรือ? ข้าได้ยินว่าขุนนางหลายคน ถูกรับเชิญให้มาร่วมงานนี้เพื่อกอบกู้ชื่อเสียง หากโชคดีก็อาจได้ พบเชื้อพระวงศ์ หากเป็นเช่นนั้นเงินที่ข้าจ่ายไปก็คงไม่เสียเปล่า! อ้อ เมื่อครู่ที่เจ้าบอกว่าอยู่กับคนของหอจุ้ยเซียน หอจุ้ยเซียนใด หรือ?”
อวี๋หวั่นกำลังจะเอ่ยปากตอบนาง ทันใดนั้นด้านนอกก็เกิด ความวุ่นวายขึ้น เด็กรับใช้ชายสองคนในโถงใหญ่ละทิ้งงานในมือ ทั้งหมด แล้วรีบวิ่งไปที่ประตู
สตรีในชุดกระโปรงสีขาว ผูกเอวด้วยแถบผ้าสีฟ้าอ่อน ท่าทาง อรชรอ้อนแอ้น แต่งกายวิจิตร เดินมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ท่ามกลางฝูงชนที่รายล้อม
นางสวมผ้าคลุมสีฟ้าอ่อน หน้าผากประดับไพลิน คิ้วเรียวโค้ง ดุจจันทร์เสี้ยว แววตาประกายสดใส
เอวเรียวบางผูกด้วยแถบผ้าสีฟ้าราวกับนํ้าแข็งโปร่งแสง ยาม ต้องลมกระโปรงและแถบผ้าพัดพลิ้วปลิวไสว ทำให้คนทั้งร่าง งดงามถึงขีดสุด
ทุกสายตาที่จับจ้องปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจ
นี่คงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ทว่าเป็นเทพธิดาที่ปรากฏกายออก มาจากภาพวาดกระมัง?
ขณะที่ทุกคนตกตะลึงในรูปลักษณ์ของนาง สตรีผู้นั้นก็ยื่นมือ เรียวงามออกไปจูงเด็กน้อยสองคน ซึ่งยังมีเด็กอีกหนึ่งคนที่ถูกจูง โดยหญิงรับใช้ด้านหลัง
ทั้งสามสวมเสื้อผ้าแบบเดียวกัน โตเท่ากันและหวีผมทรง เดียวกัน
ชั่วชีวิตนี้ฝาแฝดก็นับว่าหาได้ยากมากแล้ว นับประสาอันใด กับแฝดสาม
พวกเขาทั้งสามมิได้สวมผ้าคลุมหน้า ใบหน้าทั้งหมดจึงถูกเผย ให้เห็น
ทุกคนตกตะลึงตาค้าง นี่พวกเขากำลังฝันใช่รึไม่? เด็กน้อยที่ งดงามขนาดนี้จะมีที่ใดในใต้หล้า? เทพบุตรตัวน้อยในภาพวาดก็ ยังไม่น่ารักเท่านี้!
โดยเฉพาะยามพวกเขาก้มหัวเล็กๆ ลงอย่างหดหู่ มือเล็กๆ ถูก จูงให้เดินไปข้างหน้า คล้ายกับจะทำให้หัวใจของผู้คนละลายจน แหลกเหลว
เพียงเห็นแวบแรกอวี๋หวั่นก็จำพวกเขาได้
เด็กน้อยสามคนไม่ต้องบอกก็รู้ ผู้หญิงที่จูงพวกเขาอยู่…ก็คง เป็นเหยียนหรูอวี้ คุณหนูใหญ่ของจวนแม่ทัพ
หลังจากเยี่ยนจิ่วเฉาพาเด็กๆ กลับไป ก็ไม่ได้อยู่กับเขาแต่ส่ง ไปให้เหยียนหรูอวี้หรือ?
ทำไมกัน?
บุรุษวัยกลางคนในท่วงท่าสบายๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เดินแหวก ฝูงชนด้านหลังเข้ามาด้วยขาที่ก้าวยาวและรวดเร็ว พร้อมกับ โบกมือ ส่งยิ้มสดใส
มีคนจำได้ว่าเขาคือสวี่ส้าวเจ้าของใหญ่แห่งหอเทียนเซียง
สวี่ส้าวเป็นพี่ชายของสวี่เสียนเฟย สวี่เสียนเฟยได้ครองวัง หลัง คนจำนวนไม่น้อยจึงเรียกสวี่ส้าวว่ากั๋วจิ้วเย่น้อย ส่วนกั๋วจิ้วเย่ ใหญ่คือพี่ชายน้องชายของครอบครัวฮองเฮา
แม้แต่เขาก็ไปพบเหยียนหรูอวี้ด้วยตนเอง
“เอ นั่นมิใช่เหยียนหรูอวี้หรอกหรือ?” ไป๋ถังถาม
นางเคยเห็นเหยียนหรูอวี้มาก่อน แม้นางจะสวมผ้าคลุมหน้า ก็ตาม แต่ครั้งนี้นางไม่สวม ทำให้ยิ่งจดจำได้ง่าย อีกทั้งยังมีแม่ หลินกับเด็กน้อยน่ารักอีกสามคน ไป๋ถังไม่มีทางจำผิดเป็นแน่
ไป๋ถังพึมพำ “เหตุใดนางยังมาที่นี่? คู่หมั้นของนางทำลายชื่อ เสียงของคนอื่น ยังมีหน้ามาอีกหรือ?”
“คู่หมั้น?” อวี๋หวั่นไม่ได้แสดงอาการใดๆ
“ก็เยี่ยนจิ่วเฉาไง!” ไป๋ถังกระซิบ
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเฉยเมย “เขาไม่ได้บอกว่าจะแต่งงานกับ นาง”
ไป๋ถังเลิกคิ้วพลันกล่าวว่า “บุตรก็มีแล้ว จะทำอย่างไรได้หาก ไม่แต่งงาน? เจ้าไม่เห็นที่ฮ่องเต้ทรงยกย่องสกุลเหยียนหรือ? ทั้ง สั่งให้กลับคำตัดสินคดี ทั้งอวยยศ ขาดเพียงของขวัญหมั้นที่จะส่ง ไปคฤหาสน์ของนางก็เท่านั้น! อ้าว? นั่นเจ้าจะไปที่ใด? ข้ายังพูดไม่ จบเลย! เจ้าจะไปห้องปีกของข้ารึไม่?”
หลังจากผู้จัดการชุยเสวนากับลุงใหญ่และนายท่านฉิน เรียบร้อยก็เดินกลับมา “คุณหนู เราขึ้นไปข้างบนกันเถิด”
ไป๋ถังที่ถูกทิ้งให้ยืนอย่างเงียบเหงาอยู่เบื้องหลังอวี๋หวั่นเกาหัว “ข้าพูดสิ่งใดผิดรึ?”
“อ้า หาเป็นเช่นนั้นไม่” ผู้จัดการชุยคลี่ยิ้ม “สกุลอวี๋มาที่นี่เพื่อ ลงแข่งขัน การแข่งขันใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แม่นางอวี๋ต้องไป เตรียมตัว”
“ข้าก็คิดว่านางจะสนใจเรื่องการแต่งงานของเยี่ยนจิ่วเฉาด้วย เหตุใด?” ไป๋ถังโล่งใจ เดินขึ้นไปชั้นสองพลางสนทนากับผู้จัดการ ชุย
เหยียนหรูอวี้กับบุตรชายทั้งสามได้รับเชิญจากสวี่ส้าวให้ขึ้นไป ที่ชั้นสาม ซึ่งมีเพียงขุนนางเท่านั้นที่ขึ้นไปได้
มิได้มีเพียงอวี๋หวั่นกับไป๋ถังที่รู้จักเหยียนหรูอวี้
ไม่นานข่าวว่าคู่หมั้นของคุณชายเยี่ยนมาที่หอเทียนเซียงก็ แพร่ไปในฝูงชน ทุกคนเดาว่าหอเทียนเซียงกับคุณชายเยี่ยนได้ยุติ ความขัดแย้งกันแล้ว แม้จะไม่เคยมีตัวอย่างเหตุการณ์เช่นนี้มา ก่อน ทว่าคุณหนูเหยียนก็เป็นมารดาบุตรทั้งสามของเขา วาจาของ นางคงมีนํ้าหนักไม่มากก็น้อย
ขณะเดียวกัน ข่าวลือก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเหยียนหรูอวี้ที่มิได้รับ การเหลียวแลก็ถูกกลบไป นางปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนพร้อมทั้ง คุณชายน้อยทั้งสาม ผู้ใดจะกล้าบอกว่าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ต้องการนาง กลัวก็แต่จะมีข่าวดีในเร็ววัน อีกไม่นาน นางคงได้แต่งเข้าจวน คุณชาย
เหยียนหรูอวี้ยิ้มอย่างภาคภูมิ อวี๋หวั่นกลับไปหาลุงใหญ่และพี่ ชายทั้งสองของเธอ
การแข่งขันใหญ่ของวันนี้แบ่งออกเป็นสามรอบ โดยแต่ละ รอบจะได้รับวัตถุดิบที่กำหนด ส่วนจะทำอาหารอะไรอยู่ที่การ แสดงความสามารถ หนึ่งกลุ่มจะมีพ่อครัวสิบคน สุดท้ายแต่ละ กลุ่มจะเหลือพ่อครัวเพียงสามคนที่ผ่านเข้ารอบต่อไปในวันพรุ่งนี้
เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัย หอเทียนเซียงจึงเชิญพ่อครัวรุ่นใหญ่ผู้ มีคุณธรรมและชื่อเสียงที่ดีสิบกว่าท่านมาทำหน้าที่ตัดสิน
“เราอาจไม่โชคดีนัก” นายท่านฉินที่กลับมาจากการจับฉลาก มีสีหน้าหนักอึ้งเล็กน้อย
อวี๋หวั่นกะพริบตา “เกิดอันใดขึ้น? คู่แข่งของเราร้ายกาจมาก
เลยหรือ?”
นายท่านฉินหลั่งนํ้าตาด้วยความขมขื่น “ในสิบคนจะผ่านไป เพียงสามคนเท่านั้น และทั้งสามก็ล้วนเป็นคนของหอเทียนเซียง เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
โดยทั่วไปพ่อครัวของหอเทียนเซียงนั้นแข็งแกร่งที่สุด ไม่มีผู้ ใดอยากเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาในรอบแรกของการแข่งขัน ทว่าคน สกุลอวี๋ไม่เพียงต่อสู้เท่านั้น แต่ยังมีให้ต่อสู้ถึงสามคน!
อวี๋เฟิงและอวี๋ซงไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใด
“เป็นการจงใจหรือไม่?” อวี๋ซงพึมพำ
“หาใช่การจงใจไม่” นายท่านฉินตรวจสอบแม้กระทั่งภาชนะที่ ใช้สำหรับจับฉลาก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการใช้แผนใดๆ และเป็น เพียงโชคชะตาเท่านั้น ในรอบแรกพวกเขาก็ได้พบกับตำนานของ หอเทียนเซียงเสียแล้ว
……………………………………………….
[1] ถังข้าวสาร 饭桶 เมื่อใช้อธิบายคน แปลว่า คนคนนั้นกินจุแต่อย่าง
อื่นทำไม่ไหว
บทที่ 1.2 แข่งขันทำอาหารระดับเทพ
แม่ตัวจริงหรือตัวปลอม (2)
“ขอ ขอ…ขอให้พวกเจ้าโชคดี!” นายท่านฉินตบไหล่ลุงใหญ่ และเดินคอตกกลับไปที่ห้องรับรองด้วยท่าทางหดหู่
การจับฉลากในครั้งนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อครัวรุ่นใหญ่ หลังพวกเขาเจรจากับหอเทียนเซียง พ่อครัวแซ่ซุนจึงถูกย้ายออก ไป และเหลือแม่นางตู้กับพ่อครัวแซ่โหยวอีกท่านหนึ่ง
ในตอนที่ลุงใหญ่ทำงานที่หอเทียนเซียง เขาไม่เคยพบพ่อครัว โหยว แม่นางตู้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง แม้ทั้งสองจะเคยได้ยินเรื่องของลุง ใหญ่ ทว่าพวกเขาไม่เคยได้พบกับพ่อครัวขาเป๋ของหอจุ้ยเซียนมา ก่อน
ทั้งสามพาพ่อครัวมือฉมังไปหน้าเตาที่เปิดโล่งและเริ่มลงมือ ด้วยความรวดเร็ว
วัตถุดิบหลักที่ได้รับในรอบแรกคือแป้งรำข้าวหรือที่เรียกกัน ทั่วไปว่าแป้งสาลี
วัตถุดิบเสริมจะถูกวางไว้นอกเตา เช่น ไก่ เป็ด ปลา แตงโม ผล ไม้ ผัก และอื่นๆ
ตามกฎจะทำอย่างไรก็ได้ ขอเพียงใช้แป้งรำข้าวเป็นส่วนผสม
พ่อครัวโหยวแห่งหอเทียนเซียงเริ่มต้นเป็นคนแรก เขาทำ
เกี๊ยวนํ้า ซึ่งเป็นอาหารที่ทุกครัวเรือนต่างทำได้ หากคิดจะรังสรรค์ สิ่งใหม่เกรงว่าคงไม่ง่ายนัก เขาเลือกมันเทศสดมาล้างและหั่นเป็น ชิ้นๆ ใส่ลงในหม้อนึ่งจนนิ่มเป็นข้าวเหนียว จากนั้นนำมาปอก เปลือกและบดเนื้อจนเละ ใส่ลงในแป้ง เติมนํ้าตาลทรายแดงและ ไข่ นวดให้เข้ากัน ผิวของเกี๊ยวที่ทำจากแป้งชนิดนี้จะมีกลิ่นหอม พร้อมกับความหวานของมันเทศ
ไส้เกี๊ยวก็มีความพิเศษเช่นกัน เขาเลือกหมูสามชั้นที่มีปริมาณ เนื้อและไขมันที่พอดีกัน หากไขมันน้อยไปก็จะแข็ง มากไปก็จะ เลี่ยน ทั้งหมดถูกควบคุมอย่างดี หลังจากสับจนเป็นหมูบดแล้ว ก็ นำไปผสมกับหน่อไม้ฤดูวสันต์ เห็ดหอมและผักกาดเขียว ลงในนํ้า แกงข้นที่ทำจากกระดูก เพื่อทำเป็นไส้
“นํ้าแกงทำให้เกี๊ยวดูดซับนํ้า” ลุงใหญ่พยักหน้าชื่นชม
เดิมทีเนื้อหมูมีกลิ่นคาว ทว่าการใช้นํ้าแกงเข้มข้นที่ต้มจาก กระดูกใหญ่เทลงไปจะช่วยขจัดกลิ่นเนื้อไปได้มาก โดยที่ไม่ส่งผล ต่อรสชาติของตัวมันเอง กล่าวได้ว่าเป็นวิธีที่ชาญฉลาดยิ่งนัก
ความหวานของมันเทศกับความเค็มของไส้เข้ากันได้อย่าง ลงตัว นํ้าแกงกลิ่นหอมเข้มข้น เนื้อสดนุ่มเด้ง แป้งเกี๊ยวนุ่มหนึบ ความหวานเจืออยู่ในกลิ่นหอมเค็มชวนให้นํ้าลายสอ
ส่วนแม่นางตู้ทำเป็นขนม นำฟักทองมาปอกเปลือก หั่นเป็น ชิ้น นำไปนึ่งแล้วบดให้เละ เติมนํ้าตาลกับนมเล็กน้อยผสมกับแป้ง ให้เข้ากัน จากนั้นใส่พุทราจีนและพุทราแปรรูปเหลวเพื่อเพิ่ม
รสชาติ ขนมถ้วยฟูที่นึ่งออกมาไม่เพียงแต่นุ่มและหอมหวาน ยัง แฝงด้วยรสเปรี้ยว
ทว่ายังไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่ จนกระทั่ง… แม่นางตู้บดเนื้อ แพะและนำไปอบแห้งจนเป็นผง จากนั้นจึงโรยทั่วหน้าขนมถ้วยฟู รสชาติของขนมชนิดนี้จึงเปลี่ยนไปทันที
“ดี ดี ดี!”
หลังจากที่พ่อครัวรุ่นใหญ่ได้ลิ้มรส เขาก็กล่าวสามคำติดกัน แสดงถึงความชื่นชอบในขนมจานนี้
หลังจากกินขนมถ้วยฟูแล้ว อาหารอีกจานก็ถูกนำขึ้นมา มัน คือชามบะหมี่สีเหลืองส้มปริมาณไม่มาก มีเพียงก้อนเล็กๆ ราด ด้วยนํ้าปรุงรสสีแดงสดแวววาวเป็นชั้นๆ ประดับด้วยใบไม้สีเขียว สองใบ การจัดวางไม่นับว่าประณีต ทว่าก็สามารถทำให้ผู้ที่เห็นเกิด ประกายในแววตา จนผู้คนที่เฝ้ามองต่างนํ้าลายสอไปตามๆ กัน
พ่อครัวรุ่นใหญ่ลิ้มลองบะหมี่คำแรก เส้นไม่ถือว่านุ่ม แข็งนิดๆ เสียด้วยซํ้า เขาไม่เคยกินบะหมี่ที่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน ทว่าเป็นความแข็งกร้าวที่ทรงพลัง เมื่อชิมนํ้าแกง กลิ่นหอมของ เนื้อวัวกระจายไปทั่วริมฝีปากและฟัน พ่อครัวผู้นั้นถึงกับตกใจ
ราชวงศ์โจวห้ามฆ่าวัว ผู้ใดกล้านำเนื้อวัวมาทำอาหารเช่นนี้?
เขารีบเรียกเพื่อนพ่อครัวคนอื่นๆ หลังจากถามความ จึงได้รู้ว่า นํ้าแกงไม่ได้ทำจากเนื้อวัวทว่าทำจากเต้าหู้
“เต้าหู้รึ?” พ่อครัวรุ่นใหญ่ไม่เชื่อ
เพื่อนคนนั้นยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าดูพวกเขาทำด้วยตา ตนเอง เป็นเต้าหู้จริงๆ”
พ่อครัวรุ่นใหญ่อยู่มาครึ่งชีวิต เขาเพิ่งเคยลิ้มลองเต้าหู้ที่มี รสชาติเหมือนเนื้อวัวเป็นครั้งแรก แล้วยังมีเส้นบะหมี่ที่แปลก ประหลาดและทรงพลังอีก…จู่ๆ พ่อครัวรุ่นใหญ่ก็คิดว่า การ แข่งขันในครานี้เริ่มจะน่าสนใจมากขึ้นเสียแล้ว
“ใช่กลิ่นนี้รึ?” ลุงใหญ่เอ่ยถาม
ซู้ดด~ อวี๋หวั่นดูดเส้นบะหมี่ราดนํ้าแกงรสเนื้อวัวคำสุดท้าย เข้าปาก พร้อมกับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “กลิ่นนี้ล่ะ!”
เหมือนกับโลกก่อนทุกประการ
บะหมี่ที่อวี๋หวั่นทำจะไม่เติมนํ้าระหว่างการหมัก และใช้เฉพาะ ไข่เท่านั้น แป้งที่ได้ยิ่งนวดยิ่งแข็ง เหนียวแน่นและแยกเส้น ส่วน นํ้าแกงลุงใหญ่เป็นคนปรุง อวี๋หวั่นเพียงบอกคร่าวๆ ทว่าลุงใหญ่ก็ ปรุงได้รสชาติของเนื้อวัวจริงๆ
หลังจากรอบแรก พ่อครัวข้างๆ ถูกคัดออกไปถึงสี่คน
วัตถุดิบที่สองเป็นแพะครึ่งตัวที่เพิ่งเชือดสดๆ กับถั่วเหลืองแช่
พ่อครัวโหยวทำเนื้อแพะอบถั่วเหลือง ซึ่งตรงตามกฎ และเข้า รอบไปด้วยรสชาติอันยอดเยี่ยม
แม่นางตู้ทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อแพะกับขนมเปี๊ยะ แม้รสชาติเนื้อ
แพะจะไม่ดีเท่าของพ่อครัวโหยว ทว่าขนมเปี๊ยะกลับรสชาติเลิศลํ้า เหนือคำบรรยาย ทั้งกรอบและหวาน ทั้งยังไม่เละเกินไป หากไม่ใช่ ว่าต้องเผื่อท้องไว้ชิมอาหารจานอื่น พ่อครัวรุ่นใหญ่ก็อยากให้แม่ นางตู้ทำให้อีกสักสองสามจาน
สกุลอวี๋ทำเนื้อแพะนึ่งม้วน ถั่วเหลืองทำเป็นเต้าหู้อ่อนกับฟอง เต้าหู้ เนื้อแพะพันอยู่ด้านนอก ฟองเต้าหู้อยู่ด้านใน นำไปนึ่งก่อน แล้วจึงนำมาทอดเพื่อให้ไขมันที่ขาแพะซึมออกมาอย่างทั่วถึง จับคู่ กับเต้าหู้เย็นๆ หนึ่งช้อน ช่วยลดความเลี่ยนและเพิ่มความสดชื่น
รสชาตินับว่าอร่อย พ่อครัวรุ่นใหญ่นึกสงสัย “พวกเขาขายเต้า หู้รึ? เหตุใดอาหารทุกจานล้วนใช้เต้าหู้เป็นส่วนประกอบทั้งหมด?”
เพื่อนพ่อครัวตอบ “พวกเขาก็ขายเต้าหู้น่ะสิ!”
พ่อครัวรุ่นใหญ่ “…”
หลังจากรอบที่สอง เหลือเพียงพ่อครัวโหยว แม่นางตู้ ลุงใหญ่ และพ่อครัวเจียงจากหอหม่านเจียงเท่านั้น
รอบสุดท้ายของการแข่งขันจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วยาม ผู้คนส่วน หนึ่งเข้าไปพักในห้องด้านหลัง
ลุงใหญ่หมดแรงนั่งเหนื่อยหอบอยู่บนเก้าอี้
อวี๋หวั่นเปิดฝาหม้อ “นํ้าหมดแล้ว ข้าจะไปเอานํ้ามาเติม”
“ข้าไปเอง!” อวี๋เฟิงคว้ากานํ้าชา แล้วหันตัวเดินออกจากห้อง
อวี๋ซงนั่งกินหมั่นโถวอยู่ด้านข้าง เขาก็หมดแรงเช่นกัน ตอนที่
เขาทำอาหารในงานเลี้ยงของคฤหาสน์ไป๋ทั้งวัน ยังไม่เหนื่อยยาก เท่าครึ่งหนึ่งของวันนี้เลย สาเหตุหลักๆ คือความตึงเครียดและ ความหวาดกลัว
เขามองไปที่อวี๋หวั่นที่กำลังง่วนกับการเก็บถั่วงอก “เจ้าไม่ เหนื่อยรึ?”
อวี๋หวั่นส่ายหัว “ข้าไม่เหนื่อย”
และเก็บถั่วงอกต่อไป
อวี๋ซงที่แม้แต่การขยับนิ้วก็ยังยาก “…”
อวี๋หวั่นเลือกถั่วงอกและแกะข้าวโพด เมื่อยังไม่เห็นอวี๋เฟิงก ลับมา เธอจึงลุกขึ้นและเอ่ยว่า “ข้าจะไปตามพี่ใหญ่และไปเอานํ้า แข็งมา”
ลุงใหญ่เจ็บขาอีกครั้ง ต้องประคบเย็นสักหน่อย
อวี๋หวั่นเดินไปที่โถงใหญ่ของหอเทียนเซียง เดินไปได้เพียงครึ่ง ทางก็เห็นอวี๋เฟิงกำลังถูกผู้จัดการชุยลากเข้าไปในห้อง
ยากนักที่จะได้พบคุณหนูไป๋สักครั้ง อวี๋หวั่นจึงไม่เข้าไปรบกวน เธอถามเสี่ยวเอ้อร์ที่โถงใหญ่เพื่อขอชาร้อนสักหม้อ “เอ่อ ที่นี่มีนํ้า แข็งก้อนรึไม่?”
“มี อยู่ที่อุโมงค์เก็บนํ้าแข็ง” เสี่ยวเอ้อร์ยุ่งเกินกว่าไปนำมาให้ จึงชี้ทางให้อวี๋หวั่น “เดินตรงไปออกประตูหลัง เดินผ่านสวนเล็กๆ แล้วเลี้ยวขวา จากนั้นเดินไปตามทางเดินก็จะถึง”
“ขอบคุณมาก” อวี๋หวั่นกล่าวขอบคุณและเดินไปยังอุโมงค์ เก็บนํ้าแข็งพร้อมกับกานํ้าชา
อีกด้านหนึ่ง เหยียนหรูอวี้กำลังเดินลงมาเพื่อพักหายใจ นาง ถูกเด็กๆ รบกวนจนไม่อยากอยู่ในห้องต่อ
นางเดินเล่นในสวน พลันหันไปเห็นอวี๋หวั่นที่กำลังเดินไปประตู ด้านหลังห้องโถง
อวี๋หวั่นหันหลังเดินจากไป นางไม่แน่ใจว่าจำผิดคนหรือไม่ จึง เรียกเสี่ยวเอ้อร์ที่ถูกอวี๋หวั่นถามเมื่อครู่ “เจ้า มานี่หน่อย”
เมื่อเห็นว่านางแต่งตัวดี เสี่ยวเอ้อร์จึงไม่กล้าเมินเฉย รีบเดิน เข้าไปหา “แม่นางต้องการสิ่งใดหรือ?”
เหยียนหรูอวี้มองด้านหลังอวี๋หวั่นและกล่าวว่า “คนผู้นั้นเป็น ใคร?”
เสี่ยวเอ้อร์ตอบ “ผู้ติดตามมาแข่งขันขอรับ เป็นใครข้าน้อยไม่ ทราบ ให้ไปถามไหมขอรับ?”
เหยียนหรูอวี้ส่งเสียงอืมเบาๆ
เสี่ยวเอ้อร์วางงานทั้งหมดในมือ และไปสอบถามเพื่อนของเขา ได้ความว่า “เป็นสตรีแซ่อวี๋ นางเป็นผู้ช่วยจากหอจุ้ยเซียน”
แซ่อวี๋? ใยจึงเป็นนาง?
แววตาของเหยียนหรูอวี้ปรากฏร่องรอยความรังเกียจ “เสียที ที่พวกเจ้าได้ชื่อว่าการแข่งขันใหญ่ของพ่อครัวระดับเทพ กลับ
ปล่อยให้แมวสุนัขที่ใดเข้ามาเดินป้วนเปี้ยนนี่ที่”
“เอ่อ…” เสี่ยวเอ้อร์ตกตะลึง
ตอนแรกเหยียนหรูอวี้ลงมาชั้นล่างหมายจะพักผ่อน ทว่ากลับ ยิ่งอารมณ์เสียกว่าเดิม “เอาล่ะ เจ้าไปได้”
“…ขอรับ”
“คุณหนู” สาวใช้คนสนิทของนางเดินมาด้านหน้า “สตรีบ้าน นอกนั่นช่างไม่รู้ที่ตํ่าที่สูง กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่าน ใยท่านไม่ใช้โอกาสนี้ สั่งสอนนางให้รู้จักเข็ดหลาบเสียหน่อยเล่าเจ้า คะ!”
“สั่งสอนอันใด?” เหยียนหรูอวี้กล่าว
สาวใช้เอ่ยนํ้าเสียงเย็นชา “นางมิได้มาที่นี่เพื่อแข่งขันหรอก หรือ? หาใครสักคนที่ควบคุมวัตถุดิบของนางมาช่วยจัดการให้ เพียงเท่านี้ นางก็ไม่ได้ผ่านเข้ารอบแล้ว เรื่องนี้คุณหนูไม่จำเป็น ต้องออกหน้าเอง เถ้าแก่สวี่ต้องการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคุณหนู คิดดูแล้ว เขาคงเต็มใจช่วยคุณหนูกำจัดเสี้ยนหนามนะเจ้าคะ”
“ผู้ใดบอกว่านางเป็นเสี้ยนหนามของข้า?” เหยียนหรูอวี้มอง สาวใช้อย่างเยียบเย็น
หน้าผากของสาวใช้ผุดเหงื่อเย็น รีบก้มหน้าและกล่าวว่า “บ่าว พูดผิดไป คุณหนูจิตใจกว้างขวาง ไม่มีทางสนใจสตรีบ้านนอกผู้นั้น เป็นแน่!”
เหยียนหรูอวี้กำผ้าคลุมในมือแน่น “หากรู้แล้วก็ดี”
สาวใช้ไม่กล้าปริปากเอ่ยสิ่งใดอีก
เหยียนหรูอวี้รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจถี่ แค่มองเห็นผู้คนก็ยัง รู้สึกอารมณ์เสีย “ถอยไป ไม่ต้องตามมาแล้ว”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ถอยออกไปอย่างหวาดกลัว
เหยียนหรูอวี้มุ่งหน้าไปทางสวนด้วยความหงุดหงิด ทว่าเมื่อ เดินผ่านห้องห้องหนึ่งก็ได้ยินเสียงคนด้านในอย่างไม่ตั้งใจ
“ใช่พ่อครัวอวี๋อะไรนั่นรึไม่?”
อวี๋?
เท้าของเหยียนหรูอวี้ชะงัก
“ที่แท้ก็เป็นเขา เรื่องนี้โจษจันไปทั่วเมือง คนทั้งเมืองหลวงรู้ แล้วว่าอาหารจานเด่นของหอเทียนเซียงถูกพ่อครัวหยางขโมย สูตรมาจากเขา พวกเรามาถึงขั้นนี้แล้ว มีตาหามีแววไม่!”
“เช่นนี้ พวกเราหอหม่านเจียงก็กำลังตกอยู่ในอันตรายสินะ?”
“แม้ฝีมือพ่อครัวเจียงนับว่าดี ทว่าหากเทียบกับสามคนนั้น… ก็แทบไม่มีโอกาสชนะ!”
“จะทำเช่นไรดี? พ่ายแพ้ตั้งแต่วันแรก กลับไปคนจากร้านชิง เหอคงต้องหัวเราะเยาะพวกเราเป็นแน่!”
“ข้ามีวิธี พวกเจ้ามานี่สิ…”
แต่ก่อนหอหม่านเจียงเป็นบ่อนพนัน ต่อมาจึงเปลี่ยนมาทำสิ่ง สุจริต ทว่านิสัยชั่วร้ายที่ฝังรากลึกในกระดูกก็ยังไม่เปลี่ยนไป แผนการชั้นตํ่าจึงนับว่าเป็นเรื่องง่ายดาย
เหยียนหรูอวี้ลอบฟังอย่างเงียบๆ
คนพวกนี้มิได้โง่เขลา รู้จักเลือกลงมือกับลุงขาเป๋และสตรี ทว่า ลุงใหญ่กำลังพักผ่อนอยู่ในห้อง ซึ่งมีอวี๋ซงเฝ้าอยู่ ดังนั้น อวี๋หวั่นที่ อยู่คนเดียวจึงกลายเป็นเป้าหมายเดียวของพวกเขา
แม่นางอวี๋เอ๋ย แม่นางอวี๋ นี่หาใช่ความตั้งใจของข้าที่จะทำร้าย เจ้า ทว่าเจ้าแส่หาเรื่องเอง
เหยียนหรูอวี้เสียบปิ่นมุกบนมวยผมแล้วเดินขึ้นไปชั้นบน อย่างเงียบๆ
…
หอเทียนเซียงร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ห้องเก็บนํ้า แข็งก็ยังหรูหรามีระดับ ใช้ไข่มุกราตรีขนาดใหญ่สองสามเม็ดให้ แสงสว่าง
อวี๋หวั่นเดินลงบันไดไปพร้อมกับถังเหล็ก
อุโมงค์ที่เก็บนํ้าแข็งมืดมิดและหนาวเหน็บ
ก้อนนํ้าแข็งด้านในมีขนาดใหญ่ แต่ดีที่มีเครื่องมือพร้อมใช้ งาน
อวี๋หวั่นวางถังเหล็ก หยิบค้อนกับแท่งเจาะนํ้าแข็งขึ้นมาแล้ว
เริ่มเจาะนํ้าแข็ง
เจาะไปเพียงไม่ถึงสองครั้ง ประตูห้องเก็บนํ้าแข็งก็ปิดลง พร้อมกับเสียงกลอนดังลั่น!
แสงในอุโมงค์ที่เก็บนํ้าแข็งกลับมืดลง ความเย็นก็เพิ่มขึ้นใน ฉับพลัน
อวี๋หวั่นขมวดคิ้วประหลาดใจ เดินขึ้นไปตามบันไดที่มีแสง สว่างเลือนรางของไข่มุกราตรี เธอดึงประตูห้องเก็บนํ้าแข็งแต่พบ ว่าประตูถูกปิดกั้นไว้จากด้านนอก
ผู้ใดช่างไร้คุณธรรม?
เธอเจาะนํ้าแข็งเสียงดังขนาดนี้ ไม่ได้ยินหรืออย่างไร?
หรือว่า…จงใจ?
กริ๊ง!
มีวัตถุตกลงมาจากที่ใดสักแห่งในอุโมงค์เก็บนํ้าแข็ง ควันหนา ทึบเริ่มฟุ้งกระจายออกมา
ปิดประตูขังไม่พอ ยังวางยาเธออีกหรือ?
อวี๋หวั่นปิดจมูก เมื่อเห็นกลุ่มควันหนาแน่นคืบคลานเข้ามา เรื่อยๆ คิ้วเรียวพลันมุ่นขมวดเข้าหากัน
“คงไม่เกิดเรื่องขึ้นใช่หรือไม่?”
“จะเกิดเรื่องใดได้? รอให้การแข่งขันจบลงก็ค่อยปล่อยนาง
ออกมา นางโตแล้วมีมือมีเท้า จะปล่อยให้ตนเองหนาวตายในนี้ได้ รึ?”
“ถูกของเจ้า เช่นนั้นเรารีบไปกันเถิด การแข่งใกล้จะเริ่มแล้ว”
ชายจากหอหม่านเจียงค่อยๆ แอบออกไป
สารเลว!
กล้าขังเธอแล้วยังวางยาเธออีก!
อวี๋หวั่นกลั้นหายใจและเจาะประตูด้วยค้อนกับที่เจาะนํ้าแข็ง
…
ในที่สุดอวี๋เฟิงก็หลุดพ้นจาก ‘กรงเล็บปีศาจ’ ของผู้จัดการชุย เดินกลับไปที่ห้องพร้อมกับกานํ้าชาร้อน แต่กลับไม่พบอวี๋หวั่น
“อาหวั่นอยู่ที่ใด?” เขาเอ่ยถาม
อวี๋ซงถามอย่างประหลาดใจ “นางมิได้ไปหาท่านหรือ?”
อวี๋เฟิงขมวดคิ้ว “ข้าไม่ได้พบนาง”
อวี๋ซงหยัดตัวลุกขึ้น “ข้าจะไปตามหานาง!”
อวี๋เฟิงมองดูบิดาที่ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า “หาก ท่านพ่อตื่นขึ้นมาไม่เห็นพวกเราสามคนจะเป็นห่วง เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปตามหานางเอง”
อวี๋ซงไม่พอใจ “ใยท่านไม่อยู่ดูแลท่านพ่อแล้วให้ข้าไปเล่า?”
อวี๋เฟิงมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง
อวี๋ซงหันหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิด “ท่านจะไปก็ไป”
อวี๋เฟิงวางกานํ้าชาแล้วเดินออกไป
บทที่ 1.3 แข่งขันทำอาหารระดับเทพ
แม่ตัวจริงหรือตัวปลอม (3)
เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งในแปดชั่วยามก่อนการแข่งขันรอบที่ สามจะเริ่มขึ้น บรรดาพ่อครัวต่างเข้ามาประจำที่ อวี๋เฟิงถามผู้เข้า ร่วมสองสามคน ทว่าก็หาได้มีผู้ใดพบเห็นอวี๋หวั่น
ลางสังหรณ์ที่เป็นลางร้ายค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของอวี๋เฟิง เขา ออกมาเพราะกังวลว่าอาหวั่นตามหาตนไม่พบจึงไม่ได้เข้าไปในห้อง และยืนอยู่ตรงทางเดินส่วนใดส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เป็น ไปไม่ได้ที่อาหวั่นจะไม่เห็นเขา หากไม่ได้ไปตามเขาก็มีแต่จะเกิด เรื่องขึ้นเท่านั้น
“พี่ใหญ่!”
ขณะที่อวี๋เฟิงตกอยู่ในความสิ้นหวัง อวี๋ซงก็รีบตามออกมา
“ข้ามิได้บอกให้เจ้าเฝ้าท่านพ่อไว้รึ?” อวี๋เฟิงกล่าวอย่างเย็นชา
อวี๋ซงกล่าวอย่างเหนื่อยหอบ “ข้าลืมบอกว่าอาหวั่นจะไปเอา นํ้าแข็ง!”
นํ้าแข็ง…อุโมงค์เก็บนํ้าแข็ง?!
“องค์ชายรองเสด็จ…”
อวี๋เฟิงเดินไปได้เพียงหนึ่งก้าว ทันใดนั้นเสียงประกาศจาก
ชาววังก็ดังมาจากด้านนอกหอเทียนเซียง และในทันใดนั้นทุกคนก็ คุกเข่าลง
อวี๋เฟิงไม่มีทางเลือก ต้องดึงน้องชายให้ลงมาคุกเข่า
แม้เยี่ยนไหวจิ่งมักออกมาเดินเล่นท่ามกลางฝูงชน ทว่าส่วน ใหญ่มักเป็นมาแบบส่วนตัวในชุดธรรมดา วันนี้เพื่อให้หอเทียนเซี ยงได้อวดความรํ่ารวยจึงเปิดเผยตัวตนในฐานะองค์ชาย ทุกคนไม่ เคยเห็นลูกมังกรหรือ? ถึงได้รีบร้อนวิ่งถลาออกไป ทำให้สองพี่น้อง อวี๋ไม่อาจขยับตัวไปไหน
สวี่ส้าวเดินนำตระกูลของเข้าไปคำนับเยี่ยนไหวจิ่ง
ฝูงชนก็ติดตามไปกราบสามครั้ง คำนับเก้าครั้ง[1]
อวี๋ซงรีบร้อนแทบขาดใจ “องค์ชายอันใดนี่ เหตุใดไม่รีบเดิน ไป?”
พวกเขาต้องรีบไปตามหาน้องสาว!
ตอนนี้ เจ้าก้อนอ้วนกลมในกรงที่อยู่บนรถม้าด้านหลังเยี่ยน ไหวจิ่งเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศของหอเทียนเซียงอย่างระแวดระวัง พลางกัดกรงเหล็กดังแกร๊กสองครั้ง
และหนีออกไปอย่างรวดเร็ว!
“องค์ชายทรงเสด็จมาเยี่ยมชมหอเทียนเซียง ช่างเป็นเกียรติ แก่หอเทียนเซียงยิ่ง…” สวี่ส้าวกล่าวด้วยใบหน้าเบิกบาน
สายตาของเยี่ยนไหวจิ่งไล่ตามเจ้าก้อนอ้วนกลม พลันยกมือ
ไปทางสวี่ส้าว
สวี่ส้าวรีบหุบปากเงียบในฉับพลัน
เยี่ยนไหวจิ่งจ้องมองเขาและเดินเข้าไปในหอเทียนเซียงด้วย ท่าทางสง่าผ่าเผยทรงพลัง
ทุกคนมองเห็นแววตาอันเยือกเย็นดุจนํ้าแข็งของเขา ต่างรีบ หลีกทางให้ด้วยความหวาดหวั่น
………………
อวี๋หวั่นสูดควันมากเกินไปจนเกิดอาการเวียนหัว จนแทบไม่ อาจถือค้อนได้อีกต่อไป
“อีก…อีกนิดเดียว…”
อวี๋หวั่นกระแทกค้อนลงไปอีกครั้ง แม้แต่ที่เจาะนํ้าแข็งก็ร่วง หลุดมือ
อวี๋หวั่นล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
เธอพยายามเต็มที่แล้ว
แต่มันก็…ไม่มีทางจริงๆ
เธอไม่ไหวแล้ว…
เคร้ง!
ตัวกั้นทองเหลืองถูกกัดจนขาดออก
กรงเล็บเจ้าก้อนอ้วนกลมตะกุยประตูเหล็กด้วยความเร็ว
เมื่อเยี่ยนไหวจิ่งเดินมาถึงห้องเก็บนํ้าแข็ง สิ่งที่เขาเห็นคือเจ้า ก้อนอ้วนกลมกำลังข่วนและกระแทกประตู
“ฉางอัน” เยี่ยนไหวจิ่งส่งสายตา
จวินฉางอันอุ้มเจ้าก้อนอ้วนกลมขึ้นมาและดึงประตูเปิดออก
เจ้าก้อนอ้วนกลมโง่เขลาที่พยายามอยู่นาน “…”
ประตูเหล็กถูกดึงเปิดออก ร่างของอวี๋หวั่นที่พิงประตูอยู่ก็ล้ม ลงมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
จวินฉางอันรีบเข้าไปช่วยเธอ ทว่าเยี่ยนไหวจิ่งกลับรีบสืบเท้า ก้าวเข้าไปรับร่างอวี๋หวั่นที่เกือบสิ้นสติไว้ในอ้อมแขน
อวี๋หวั่นมองเขาอย่างมึนงง “เยี่ยน…”
อวี๋หวั่นอยากจะเรียกชื่อเขาให้จบ ทว่าด้วยฤทธิ์ยา ศีรษะของ เธอค่อยๆ เคลื่อนคล้อยและภาพทุกอย่างก็ดำมืด
เยี่ยนไหวจิ่งได้กลิ่นควันจางๆ ทว่าจวินฉางอันปิดประตูไว้ได้ ทัน เขาไม่ได้สูดเข้าไปมากนัก ทว่าไม่ใช่กับแม่นางอวี๋ นางอยู่ข้างใน เป็นเวลานาน เกรงจะเป็นอันตรายต่อชีวิต
“ฉางอัน ตามหมอหลวง!”
ทันทีที่เขาพูดจบ เสียงกรนเบาๆ ที่สมํ่าเสมอก็ออกมา ‘คร่อ ก~ คร่อก~’
“…”
มุมปากของจวินฉางอันกระตุก
ใบหน้าเยี่ยนไหวจิ่งมืดมน
…
เยี่ยนไหวจิ่งพาอวี๋หวั่นที่สลบหลับใหลขึ้นไปยังห้องพักรับรอง
องค์ชายรองรีบร้อนไปที่ห้องเก็บนํ้าแข็ง และเมื่อเขาออกมาก็ มีร่างของสตรีผู้หนึ่งอยู่ในอ้อมแขน ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ผลัก กันชะเง้อคอมอง อยากเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับสตรีในอ้อมแขนของ องค์ชายรอง ทว่าองค์ชายรองได้ห่อหุ้มตัวเธอด้วยเสื้อคลุมอย่าง แน่นหนา ทำให้พวกเขาไม่อาจเห็นแม้เพียงผมสักเส้น
แม้พวกเขาไม่เห็น ก็มิได้หมายความว่าเหยียนหรูอวี้จะเดาไม่ ออก
สตรีที่ออกมาจากอุโมงค์เก็บนํ้าแข็งจะมีผู้ใดอีกนอกจากสาว ชาวบ้านคนนั้น
เหยียนหรูอวี้มองลงไปพลางจิบนํ้าชา “โชคดีเสียจริง!”
ไม่แปลกที่เยี่ยนไหวจิ่งช่วยชีวิตผู้คน เขาเป็นองค์ชาย ย่อม ห่วงใยประชาชนและดูแลประเทศ หากพบเหตุการณ์เช่นนี้แล้วไม่ ช่วยเหลือคงเป็นเรื่องแปลก ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เหยียนหรูอวี้ไม่เข้าใจ เหตุใดองค์ชายรองต้องอุ้มสตรีชาวบ้านด้วยตัวเอง แทนที่จะเป็น องครักษ์?
เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในหอเทียนเซียง สวี่ส้าวจึงไม่อาจหลีกหนี ความรับผิดชอบ เขาพาพนักงานติดตามไปด้วยความกลัวและ กังวลใจ “ยังไม่รีบไปช่วยดูแลอีก?”
บรรดาสาวใช้แม่บ้านที่ดูดีหลายคนยื่นมือมารับอวี๋หวั่น
เยี่ยนไหวจิ่งตอบอย่างเย็นชา “ออกไป!”
พวกนางรีบเดินออกไปด้วยร่างกายสั่นระริก
เยี่ยนไหวจิ่งวางอวี๋หวั่นลงบนเตียงนุ่มและปิดประตู
“ฉางอัน”
“ขอรับ”
จวินฉางอันติดตามเยี่ยนไหวจิ่งมานาน บางเรื่องเยี่ยนไหวจิ่ง ไม่จำเป็นต้องสั่ง เพียงแค่มองตาครั้งเดียว จวินฉางอันก็เข้าใจได้ ว่าเขาหมายถึงอะไร
จวินฉางอันไปตรวจสอบห้องเก็บนํ้าแข็ง
และสืบพบว่าเป็นฝีมือคนของหอหม่านเจียงได้ไม่ยากนัก ทันทีที่องค์ชายรองช่วยคนออกมาจากห้องเก็บนํ้าแข็ง คนของหอ หม่านเจียงก็รู้ตัวว่ากำลังจะเจอปัญหาหนักแล้ว
ผู้ใดจะคิดเล่าว่าแม่ครัวตัวเล็กๆ จะโชคดีมีองค์ชายรองมา ช่วย?
หลายคนพยายามจะหลบหนี ทว่าก็ถูกจวินฉางอันจับตัวกลับ
มา
ทั้งสามสารภาพความผิดของพวกเขา แต่เหตุการณ์ยังไม่จบ
เมื่อจวินฉางอันเข้ามาในห้องอีกครั้ง เจ้าก้อนอ้วนกลมก็กำลัง ถูหน้าอกด้วยท่าทางแสนสบายในอ้อมแขนของอวี๋หวั่น
เยี่ยนไหวจิ่งยืนอยู่หน้าเตียง จ้องมองอวี๋หวั่นอยู่ครู่หนึ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยใบหน้าให้นางเห็น ก่อนหลับไปนาง เรียกว่า ‘เยี่ยน’ นางรู้ว่าเขาแซ่เยี่ยนได้อย่างไร?
“ฝ่าบาท” จวินฉางอันเอ่ยขัดจังหวะความคิดของเขา
“มีอันใด?” เยี่ยนไหวจิ่งที่เฝ้าอวี๋หวั่นอยู่หันมามอง
จวินฉางอันบอกเยี่ยนไหวจิ่งเรื่องการแข่งขันของสกุลอวี๋ พร้อมกับแบมือให้เห็นถังเหล็กขนาดเล็กที่มีสัญลักษณ์ประจำ ตระกูลแปลกประหลาด “…นี่ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งธรรมดา ข้าพบสิ่ง นี้ในห้องใต้ดิน มันคือสิ่งที่ปล่อยควันออกมา”
เยี่ยนไหวจิ่งหยิบถังเหล็กขนาดเล็กมาดูและเอ่ยอย่างครุ่นคิด “นี่คือ…”
“เผ่าปีศาจหนานเจียง” จวินฉางอันกล่าว
สายตาของเยี่ยนไหวจิ่งฉายแววประหลาดใจ เขาเคยได้ยิน เกี่ยวกับเผ่าปีศาจหนานเจียง ทว่ามันเป็นเพียงข่าวลือและไม่เคย มีผู้ใดพบเห็นพวกเขาจริงๆ “พ่อครัวพวกนั้น…”
“ไม่ใช่พวกเขา” จวินฉางอันกล่าวอย่างลังเล
เยี่ยนไหวจิ่งท่าทีเคร่งขรึม “มีอันใดก็ว่ามา”
จวินฉางอันตอบ “ข้าเห็นผู้ติดตามของคุณชายสวี่อยู่ใกล้ๆ ห้องเก็บนํ้าแข็ง”
“สวี่เฉิงเซวียน?” ดวงตาของเยี่ยนไหวจิ่งฉายแววเย็นชา
…
เมื่ออวี๋หวั่นตื่นขึ้น เยี่ยนไหวจิ่งก็จากไปแล้ว เจ้าก้อนอ้วนกลม ที่ถูหน้าอกของเธอทำให้จวินฉางอันรู้สึกอึดอัดที่จะอุ้มมันออก
เยี่ยนไหวจิ่งปิดข่าวไม่ให้เล็ดลอดออกไป จึงไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนที่ เขาช่วยไว้คือแม่ครัวผู้ช่วยของหอจุ้ยเซียน
คนสกุลอวี๋ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ก่อนที่เยี่ยนไหวจิ่งจะจาก ไป เขาให้คนมาส่งข่าวบอกคนสกุลอวี๋ว่าอย่าต้องกังวล
อวี๋หวั่นกลับไปที่ห้อง พร้อมกับทราบเรื่องจากปากของลุงใหญ่ และพี่ชายทั้งสอง ว่าเธอได้รับการช่วยเหลือจากองค์ชายรอง
ลุงใหญ่กล่าวอย่างจริงใจ “องค์ชายรองเป็นคนดียิ่งนัก”
อวี๋เฟิงพยักหน้า “ใช่”
อวี๋ซง “หึ!”
ด้านนอกมีเสียงบุรุษสองสามคนสนทนากัน
“เจ้าได้ยินรึไม่ คนจากหอหม่านเจียงเข้าไปหาองค์ชายรอง ถูก
โบยสามสิบครั้ง แล้วยังถูกเตะออกจากการแข่งขันด้วย”
“สมควรแล้ว ผู้ใดใช้ให้พวกเขาไม่ระวัง!”
คนสกุลอวี๋สบตากันไม่เอ่ยสิ่งใด ก่อนจะกระแอมและไป เตรียมตัวแข่งขัน
หอหม่านเจียง ‘ลบหลู่’ องค์ชายรอง ทำให้การแข่งขันในรอบที่ สามล่าช้า เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น อวี๋หวั่นก็ตื่นพอดี
คนสกุลอวี๋ทุ่มเทแรงกายแรงใจแข่งขันในรอบสุดท้ายของวัน นี้
ลุงใหญ่เคยเห็นพ่อครัวเจียงทำอาหารมาก่อน ฝีมือการทำ อาหารของเขาไม่ด้อยไปกว่าพ่อครัวโหยวและแม่นางตู้ เพียงแต่ ฝีมือก็ไม่คงที่เท่าทั้งสอง ทว่าหากใช้สมาธิจดจ่อกับการแข่งในรอบ ที่สาม ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเข้ารอบ หากแต่เหล่าผู้ช่วยกลับทำให้ เดือดร้อนจนถูกตัดสิทธิ์ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก
วัตถุดิบที่ได้รับในรอบที่สามคือถั่วแดง
พ่อครัวโหยวยังคงทำอาหารตามเกณฑ์ นั่นก็คือโจ๊กล่าปา
แม่นางตู้ถนัดของหวาน จึงทำขนมถั่วแดงมันแดงข้าว ม่วง[2]
ลุงใหญ่โขลกถั่วแดงครึ่งหนึ่งทำเป็นไส้ถั่วแดง แล้วส่งให้อวี๋ หวั่นปั้นหลงเปาหนึ่งลูก อีกครึ่งหนึ่งต้มกับเคียมซิก[3]และขาไก่ ทำนํ้าแกงเข้มข้น
ซาลาเปาไส้ถั่วแดงเนียนนุ่มหวานมันหนึ่งคำ กับนํ้าแกงไก่รส เค็มสดใหม่ร้อนๆ มีกลิ่นหอมเข้มข้นหนึ่งคำ พ่อครัวรุ่นใหญ่ลิ้มรส อย่างเอร็ดอร่อย
รอบที่สามผ่านไป หอจุ้ยเซียนได้ผ่านเข้ารอบไปอย่างไม่ต้อง สงสัยใดๆ
“คนพวกนั้นก็ผ่านรึ?” เหยียนหรูอวี้ขมวดคิ้วด้วยความ ประหลาดใจ “แม้หอหม่านเจียงจะไม่อยู่แล้ว ทว่ายังเหลือหอห มิงเยว่ ร้านชิงเฟิง และร้านวั่งชวน เหตุใดพวกเขาถึงพ่ายแพ้ให้กับ พ่อครัวจากชนบท?”
แววตาของสาวใช้เป็นประกาย “คุณหนู เป็นไปได้หรือไม่ว่า นางสุนัขจิ้งจอกจะใช้แผนการบางอย่าง?”
เหยียนหรูอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง พลันหัวเราะเยาะออกมา “เกือบ ลืมไป นางเป็นคนที่องค์ชายรองพาไปที่ห้อง”
ชายหนุ่มหญิงสาวอยู่ในห้องเดียวกัน บางทีองค์ชายรองอาจ ได้ครอบครองร่างกายของนางไปแล้วก็เป็นได้
เหยียนหรูอวี้เชื่อว่าที่คนสกุลอวี๋ผ่านเข้ารอบเป็นเพราะความ สัมพันธ์ลับกับองค์ชายรอง แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายรองถึง ตาตํ่าไปชอบสตรีบ้านนอกเยี่ยงนาง ทว่าก็ไม่มีเหตุผลใดนอกจาก นี้แล้ว ไม่มีทางที่คนสกุลอวี๋จะมีความสามารถแข่งกับแม่นางตู้ และพ่อครัวโหยวได้
“เอาล่ะ การแข่งขันจบแล้ว เราก็ควรจะกลับไปที่คฤหาสน์ เจ้า ไปตามแม่หลินกับคุณชายน้อยมา”
เด็กน้อยส่งเสียงดังโวยวายเท่ากับเหยียนหรูอวี้ถึงสองคน เห ยียนหรูอวี้จึงให้แม่หลินและแม่นมพาออกไป
สาวใช้รีบไปตามหา ทว่ากลับพบเพียงแม่หลินและแม่นมที่อยู่ ในสภาพยํ่าแย่
“คุณชายน้อยเล่า?” สาวใช้ถามด้วยความตกใจ
แม่หลินถือข้าวด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็จับพยุงเอวของ ตนเอง เอ่ยอย่างกระหืดกระหอบ “ไม่…ไม่รู้…”
ทันทีที่ทั้งสามออกมา ก็วิ่งราวกับม้าแหกคอกหายไปที่ใดแล้ว ก็ไม่รู้!
…
เด็กทั้งสามที่วิ่งหายไป ยามนี้กำลังเกาะขอบประตูห้อง โผล่ หัวออกไปเงียบๆ ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองอวี๋หวั่นที่กำลังยุ่งตา ไม่กะพริบ
ลุงใหญ่และพี่ชายไปเจรจาเรื่องการแข่งขันในวันพรุ่งนี้ ส่วนอ วี๋หวั่นอยู่เก็บข้าวของที่ห้อง
เธอรู้สึกราวกับมีบางอย่างแปลกๆ จึงหันไปมองอย่างรวดเร็ว หัวเล็กๆ ทั้งสามหลบออกไปไม่ทัน
ดวงตาของเธอเป็นประกายสดใส “พวกเจ้าเองหรือ?”
เด็กน้อยตัวอ้วนกลมที่ถูกจับได้ก้มหน้าด้วยความเขินอาย
อวี๋หวั่นพาทั้งสามเข้ามา
พวกเขาก่อเรื่องมาทั้งวัน เหงื่อซึมเปียกทั้งตัว ใบหน้าเล็กๆ สกปรกมอมแมม
อวี๋หวั่นหยิบนํ้ามาล้างหน้าล้างมือและเช็ดเหงื่อให้กับทั้งสาม “กินอะไรมาหรือยัง?”
ท้องของเด็กทั้งสามพร้อมใจร้องคำราม
อวี๋หวั่นเปิดกระเป๋า หยิบซาลาเปาหมูไส้ถั่วแดงออกมาสามชิ้น
ซาลาเปาไส้ถั่วแดงที่ทำในช่วงการแข่งขันรอบที่สาม เธอแอบ คีบมาสองสามชิ้นไว้ให้พวกเขา ทว่าเธอก็ไม่แน่ใจว่าจะได้พบพวก เขาหรือไม่
“ข้าโชคดียิ่งนัก ใช่หรือไม่?” อวี๋หวั่นเผยรอยยิ้มพลางลูบหัว เด็กทั้งสาม
เด็กๆ คว้าซาลาเปาหมูขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
ขณะที่ดูพวกเขากิน อวี๋หวั่นรู้สึกอิ่มเอมใจเกินบรรยาย
“คอแห้งรึไม่?” อวี๋หวั่นรินนํ้าให้พวกเขา
ทั้งสามดื่มนํ้าอย่างเชื่อฟังและเคี้ยวซาลาเปาหมูในมือต่อ
เมื่อเหยียนหรูอวี้มาถึง สิ่งที่เห็นคือเด็กน้อยสามคนกำลังกิน อาหารอย่างเชื่อฟัง และอวี๋หวั่นก็มองพวกเขาด้วยใบหน้าที่แสน
อ่อนโยน
ดวงตาของเหยียนหรูอวี้สัมผัสถึงความร้อนผ่าวอย่างรุนแรง
เด็กชายตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยสงบนิ่งยามที่อยู่ต่อหน้านางเมื่อครู่ กลับกลายเป็นทารกน้อยแสนเชื่อฟังในมือของสตรีผู้นี้…นางใช้ วิธีอันใดหลอกล่อให้พวกเขาลุ่มหลงได้ถึงเพียงนี้?
“โอ้ คุณชายน้อย พวกท่านอยู่ที่นี่เองหรือ?” แม่หลินตบหัวใจ ด้วยความโล่งอก พลันเดินเข้าไปในห้อง แต่ก็ต้องชะงันที่เห็นอวี๋ หวั่นอยู่ข้างๆ “แม่นางอวี๋?”
อวี๋หวั่นมองนางและเหยียนหรูอวี้ที่ยืนอยู่นอกประตู รอยยิ้ม ของเธอพลันจางหายและยืนขึ้นอย่างช้าๆ
เหยียนหรูอวี้เข้ามาในห้อง มองอวี๋หวั่นผ่านหางตาอย่างดูถูก และเอ่ยกับเด็กน้อยทั้งสาม “แม่มิได้บอกรึว่าอย่ากินของที่ผู้อื่น ให้? ยังไม่วางอีก?”
ทั้งสามไม่ยอมวาง
“อย่าต้องให้แม่กล่าวอีกเป็นครั้งที่สอง”
พวกเขาก็ยังไม่ปล่อย!
บุตรชายของตัวเองหักหน้านางต่อหน้าอวี๋หวั่น สิ่งนี้ทำให้เหยี ยนหรูอวี้เดือดดาลจนแทบคลั่ง
ทว่าอยู่ต่อหน้าผู้คนนางจำต้องอดทน “พวกเจ้า พาคุณชาย น้อยไปขึ้นรถม้า”
นางออกคำสั่ง องครักษ์ผู้มีวิทยายุทธ์สองสามคนเข้ามากวาด ต้อนเด็กน้อยที่พยายามขัดขืนออกไป
จากนั้นเหยียนหรูอวี้ก็เดินจากไป
ด้านในรถม้า เหยียนหรูอวี้แย่งซาลาเปาจากมือทั้งสาม และ โยนออกจากรถม้าอย่างไม่ใยดี “กลับบ้าน!”
…………………………………………………….
[1] กราบสามครั้ง คำนับเก้าครั้ง คือ การคำนับเจ้านาย หรือบูชา
เทพเจ้า โดยก้าวท้าวซ้ายไปข้างหน้า คุกเข่าขวาลง จากนั้นจึงคุกเข่าซ้าย
และโค้งคำนับศีรษะให้ครบสาม แล้วจึงยืนตรงขึ้นทำแบบเดิมจนครบสาม
ครั้ง
[2] ขนมถั่วแดงมันแดงข้าวม่วง เป็นเค้กทำจากถั่วแดง มันหวาน และ
ข้าวไรซ์เบอรี่
[3] เคียมซิก เป็นสมุนไพรจีนรสหวานอมฝาดที่มีสรรพคุณบำรุงไตและ
ม้าม