หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 2.1 ฉกเด็กจํ้ามํ่าคืน (1)
คํ่าคืนราตรีเย็นเยียบดุจวาริน
ณ คฤหาสน์สกุลสวี่ สวี่เฉิงเซวียนเอนกายนอนบนเก้าอี้หวาย ที่ปูด้วยฟูกและหนังเสือด้วยความเบื่อหน่ายหลังจากถูกองครักษ์ ของเยี่ยนจิ่วเฉาทำให้แขนและขาอย่างละข้างใช้การไม่ได้ นับ เป็นการเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งการพักรักษาบาดแผลที่เปล่า ประโยชน์
เขาเป็นบุตรชายของสวี่ส้าว มีพี่ชายอีกสองคน แต่น่าเศร้าที่ พวกเขาเกิดจากอนุภรรยา จึงมีสถานะตํ่าต้อยกว่า หลังจากทราบ ข่าวว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส พี่ชายทั้งสองก็รีบวิ่งไปหาผู้เป็นบิดา ราวกับตัวตลก
เพราะปี้หนูหายไป หากเขาอยู่ที่นั่น ต้องสั่งสอนพวกมันให้เข็ด หลาบเป็นแน่!
“นายน้อยสาม! นายน้อยสาม!” คนรับใช้หนุ่มวิ่งเหยาะๆ มา อย่างตื่นตระหนก
“มีอันใดรึ? พี่ชายสองคนของข้าก่อเรื่องอีกแล้วรึ?” หลังจาก สวี่เฉิงเซวียนได้รับบาดเจ็บก็กลายเป็นคนที่โมโหร้าย อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ
คนรับใช้หนุ่มกล่าวอย่างละอาย “หาใช่นายน้อยใหญ่กับนาย
น้อยสอง ทว่าเป็น…”
“เป็นอันใด!” สวี่เฉิงเซวียนเริ่มหมดความอดทน
คนรับใช้หนุ่มมองเขาอย่างไร้เรี่ยวแรงที่จะรายงาน พลางถอย ไปด้านข้างอย่างเศร้าสลด
“เจ้าเป็นใบ้หรือหูหนวกไปแล้วรึ? มีสิ่งใดจะเอ่ยก็เอ่ย” เมื่อสวี่ เฉิงเซวียนหันหน้ามาหมายจะก่นด่า กลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็น บุรุษผู้หนึ่งเดินก้าวเท้ายาวเข้ามาหา “ท่านพี่?”
ท่าทีของเยี่ยนไหวจิ่งเย็นชา รอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายอัน น่าสะพรึงกลัว
สวี่เฉิงเซวียนไม่เคยเห็นลูกพี่ลูกน้องเขามีท่าทีน่ากลัวเช่นนี้ มาก่อน จึงตกตะลึงจนไม่อาจเอ่ยสิ่งใด
เยี่ยนไหวจิ่งใช้สายตากวาดมอง “พวกเจ้าถอยไป!”
บรรดาคนรับใช้รีบถอยออกไปอย่างเป็นระเบียบ
“ใยเขายังไม่ถอย?” สวี่เฉิงเซวียนพึมพำเบาๆ พร้อมกับเหลือ บมองจวินฉางอันที่ยืนอยู่ข้างๆ
จวินฉางอันไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา
เยี่ยนไหวจิ่งเดินมาที่เก้าอี้หวาย มองไปที่สวี่เฉิงเซวียนที่ไม่ อาจลุกขึ้นมาคำนับได้ “ถูกตีจนพิการเช่นนี้ ยังกล้าเล่นไม่ซื่ออีกรึ! ใยเจ้าถึงทำเช่นนี้?”
“ทำเช่นนี้อันใด? ท่านพี่ไม่ได้มาเยี่ยมอาการข้าหรอกรึ? ใย ต้องเหมือนพ่อข้า ที่เห็นข้าเมื่อใดเป็นต้องดุเล่า?” สวี่เฉิงเซวียนก ล่าวด้วยความเสียใจ
สวี่เฉิงเซวียนเป็นบุตรชายจากภรรยาเอก รูปร่างหน้าตาดี และเป็นที่รักของสวี่เสียนเฟย เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเยี่ยน ไหวจิ่งมากกว่าคนอื่นๆ ทว่ากลับไม่มีมารยาทของชนชั้นสูงสัก เท่าไร
ในอดีตเมื่อเห็นน้องชายเป็นเช่นนี้ เยี่ยนไหวจิ่งก็มักเป็นพี่ ใหญ่ตามใจเขา ทว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น เขาไม่อาจปล่อยให้สวี่ เฉิงเซวียนทำตัวราวกับเด็กที่ไร้ความเมตตาได้อีกต่อไป
“เจ้ายังไม่ยอมรับรึ? ได้ เช่นนั้นเจ้าดูนี่ สิ่งนี้คืออะไร!” เยี่ยน ไหวจิ่งโยนถังเหล็กขนาดเล็กที่เขาถือมาตลอดทางลงบนเสื้อผ้า ของสวี่เฉิงเซวียน
เมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร สีหน้าของสวี่เฉิงเซวียนก็เปลี่ยนไป ทันที
“อย่างไร? ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยแล้วหรือ?” เยี่ยนไหวจิ่งถามอย่าง เย็นชา
สวี่เฉิงเซวียนกะพริบตา “สิ่งนี้คืออะไร? ท่านพี่เอามาจากที่ใด หรือ?”
เยี่ยนไหวจิ่งมองความดื้อรั้นของเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่
เห็นโลงศพไม่หลั่งนํ้าตา ฉางอัน!”
จวินฉางอันเดินออกจากประตูจันทราอย่างไม่เร่งรีบ จับผู้ ติดตามของสวี่เฉิงเซวียนที่อยู่ในหอเทียนเซียงบนถนนฉางอันมา จวินฉางอันผลักพวกเขาไปอยู่ต่อหน้าสวี่เฉิงเซวียนด้วยสีหน้า เรียบเฉย
ใบหน้าของเหล่าผู้ติดตามเละเทะปูดบวม พวกเขาเงยหน้า มองสวี่เฉิงเซวียนด้วยความตกใจ “นาย…นายน้อย…”
สวี่เฉิงเซวียนมองพวกเขาราวกับแผนการไม่สำเร็จแล้วยังล้ม เหลว ยังมีสิ่งใดไม่เข้าใจอีก? เกรงว่าเจ้าคนพวกนี้จะถูกจวินฉาง อันคั้นจนบอกทุกอย่างที่ไม่ควรออกไป!
“ไสหัวไป!”
สวี่เฉิงเซวียนตะคอก
ผู้ติดตามต่างกลิ้งกับพื้นแล้ววิ่งหนีไป
สวี่เฉิงเซวียนสะบัดหน้าอย่างมีโทสะ
เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ยอย่างเย็นชา “ตกลงแล้ว เจ้าทำเช่นนี้ด้วย เหตุผลใด? แม่นางอวี๋ทำให้เจ้าขุ่นเคืองรึ?”
“แม่นางอวี๋?” สวี่เฉิงเซวียนหันหน้ามาด้วยสีหน้าแปลกใจ “ใยต้องเรียกอย่างสนิทสนมเช่นนี้? ท่านพี่รู้จักนางรึ?”
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ตอนนี้ข้ากำลังถามเจ้าอยู่”
สวี่เฉิงเซวียนตะโกนอย่างเย็นชา “จะเพราะเหตุใดเล่า? นาง หักแขนหักขาข้า! ข้าก็แค่ให้บทเรียนนางเท่านั้น!”
เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้ว “แขนขาเจ้าถูกเยี่ยนจิ่วเฉาหัก เหตุใด จึงไปลงกับนาง?”
สวี่เฉิงเซวียนประชดประชัน “ข้าเพิ่งทราบเมื่อไม่กี่วันก่อน ว่า นางเป็นสตรีของเยี่ยนจิ่วเฉา!”
“เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอันใด!” ดวงตาของเยี่ยนไหวจิ่งกลับเย็น ชาลงทันที
สวี่เฉิงเซวียนกำลังโกรธจึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของ พี่ชาย “ข้าหาได้พูดเรื่องไร้สาระ! นางไปที่หอเทียนเซียงเมื่อวัน ก่อน และใส่ร้ายพ่อครัวหยางว่าขโมยความคิดลุงของนาง วันถัด มาเยี่ยนจิ่วเฉาก็มาทำลายชื่อเสียงหอเทียนเซียงของข้า ท่านพี่คิด ว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือ? คราแรกข้าก็ไม่ได้คิดอันใดเกี่ยวกับนาง วันนั้นองครักษ์ของข้าเข้าวังเพื่อนำขนมไปให้ท่านอา ทว่าเมื่อเห็น ขันทีวังไปรับเยี่ยนจิ่วเฉา เขาก็คิดขึ้นได้จึงตามไปดู ท่านพี่เดาสิว่า เป็นอย่างไร? เหยียนจิ่วเฉาย้ายไปที่หมู่บ้านของสตรีผู้นั้น หาก ท่านพี่ยังบอกข้าว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ ข้าก็จะยอมรับการสูญเสีย ของข้า!”
จู่ๆ เยี่ยนไหวจิ่งก็นึกถึงคำว่า ‘เยี่ยน’ ที่อวี๋หวั่นเรียกก่อนจะ หลับไป นางไม่รู้จักเขา คนที่นางเรียกก็ไม่ใช่เขา แต่เป็น…เยี่ยนจิ่ว เฉา?
นางคิดว่าเขาเป็นเยี่ยนจิ่วเฉา? หรือหวังว่าคนที่มาช่วยจะเป็น เยี่ยนจิ่วเฉา?
แต่ไม่ว่าแบบใด…ก็ทำให้ทราบว่านางรู้จักเยี่ยนจิ่วเฉาจริงๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาทำลายชื่อเสียงหอเทียนเซียงและเอาชนะสวี่เฉิง เซวียนเพราะนาง? สั่งสอนเด็กนิสัยเสียจากสกุลยิ่งใหญ่ของเมือง หลวงเพื่อไม่ให้นางต้องเดือดร้อน
ความคิดนี้ ความคิดนี้!
“ท่านพี่ เชื่อข้าเถิด สิ่งที่ข้ากล่าวไปเป็นความจริง ข้าโกรธมาก จนแทบคลั่ง ข้ารู้ว่านางมาแข่งขันจึงส่งคนไปสั่งสอนนางเสีย หน่อย” สวี่เฉิงเซวียนที่ใช้ไม้อ่อนไม่เป็นดึงแขนเสื้อของเยี่ยนไหว จิ่งด้วยท่าทางน่าสงสาร
หากไม่ใช่เพราะสิ่งที่พบในห้องเก็บนํ้าแข็ง เยี่ยนไหวจิ่งอาจจะ ปล่อยให้เขาโกหก “สั่งสอนเสียหน่อยหรือ? เจ้าสมรู้ร่วมคิดกับเผ่า ปีศาจหนานเจียง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ไม่รู้ว่าผู้ใดจะสั่ง สอนผู้ใดกันแน่!”
“เผ่าปีศาจที่ใดกัน?” สวี่เฉิงเซวียนสับสน
ท่าทีของเขาดูเหมือนคนโกหก เยี่ยนไหวจิ่งชี้ไปที่ถังเหล็กบน ร่างกายของเขา “สิ่งนี้ ผู้ใดให้เจ้ามา?”
สวี่เฉิงเซวียนถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยและตอบว่า “ปี้หนู แต่เขาจากไปและไม่กลับมาอีก ท่านพี่ หากท่านสะดวก สั่งให้จวิน
ฉางอันช่วยข้าตามหาเขาที เมื่อไม่มีเขาแล้ว ความกังวลของข้าก็ มากขึ้น”
“เจ้ารู้จักเขาได้อย่างไร?” เยี่ยนไหวจิ่งถาม
สวี่เฉิงเซวียนเล่าถึงตอนที่ได้รู้จักกับปี้หนูอย่างละเอียด เขา ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของปี้หนู จึงไม่คิดว่ามีสิ่งใดต้องปกปิด
เยี่ยนไหวจิ่งจ้องมองเขาครู่หนึ่ง “เขาให้สิ่งใดกับเจ้ามาอีก เอา ออกมาให้หมด”
สวี่เฉิงเซวียนตะโกน “อันใดกัน? เขาก็ไม่อยู่แล้ว ท่านยังไม่ อนุญาตให้ข้าเก็บของต่างหน้าเขาไว้อีกหรือ?”
เยี่ยนไหวจิ่งถามอย่างไม่แยแส “เช่นนั้นเจ้ายังอยากตามหา เขาอยู่หรือไม่?”
เทียบกับสิ่งของที่ปี้หนูทิ้งไว้ สวี่เฉิงเซวียนต้องการคนที่มีชีวิต มากกว่า เขากัดฟันและมอบ ‘ของที่ระลึก’ ของปี้หนูให้เยี่ยนไหวจิ่ง ด้วยความเจ็บปวด
“คราหน้าอย่าได้พาคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกลับมา และอย่าทำ เรื่องลับๆ อีก หากข้ารู้ว่าเจ้าทำผิดกฎอีกครั้ง ข้าจะส่งเจ้ากลับไปที่ สวี่โจว!”
หลังจากเยี่ยนไหวจิ่งตักเตือนสวี่เฉิงเซวียน เขาก็จากไปพร้อม กับจวินฉางอัน
สวี่เฉิงเซวียนมองด้านหลังของจวินฉางอัน ดวงตาแฝงร่อง
รอยความอิจฉาริษยา
…
นายท่านฉินส่งพวกอวี๋หวั่นกลับไปยังหมู่บ้านเหลียนฮวา
นายท่านฉินใช้เงินเปิดปากคนใน จนมั่นใจว่าการแข่งขันเป็น ไปอย่างยุติธรรม อาหารทุกจานถูกเสนอขึ้นไป โดยไม่บอกพ่อครัว รุ่นใหญ่ล่วงหน้าว่าผู้ใดเป็นคนทำ ดังนั้นคนสกุลอวี๋จึงหาได้เป็น เช่นเหยียนหรูอวี้สงสัยว่าสกุลอวี๋ผ่านเข้ารอบเพราะองค์ชายรอง
แน่นอนว่าพ่อครัวรุ่นใหญ่ค่อนข้างพอใจกับฝีมือของพ่อครัวที่ เหลืออีกสองคน โดยเฉพาะแม่นางตู้ ทักษะการทำอาหารของนาง พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางหาได้ไร้ฝีมือ เหมือนในข่าวลือเหล่านั้น
“วันพรุ่งยังมีศึกหนัก” นายท่านฉินถอนใจ
การแข่งขันใหญ่วันแรกเป็นเพียงการเรียกนํ้าย่อย ของจริงจะ ได้เห็นกันในวันพรุ่งนี้ ไม่อาจชะล่าใจ
ขณะที่รถม้าขับไปทางเข้าหมู่บ้าน ลุงใหญ่ก็เอ่ยขึ้น “ส่งตรงนี้ ก็พอ เย็นมากแล้ว ข้าขอไม่เชิญนายท่านฉินดื่มชาแล้วกัน โปรด เดินทางกลับปลอดภัย”
นายท่านฉินกล่าวลาด้วยรอยยิ้ม
บทที่ 2.2 ฉกเด็กจํ้ามํ่าคืน (2)
พวกเขาลงจากรถม้ากลับไปยังบ้านหลังเก่า
พวกเขากินอาหารเย็นมาแล้ว ทว่าป้าสะใภ้ใหญ่กับนางเจียง ยังไม่กิน เพราะรอให้พวกเขากลับมา พวกเขาจึงกินอาหารกับทั้ง สองอีกครั้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่ทำเต้าหู้ผัดหอมแดง หมูตุ๋นฟองเต้าหู้ ซุปหน่อไม้ หมูรมควัน และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง
“ท่านป้าสะใภ้นั่งลงเถิด ข้าไปเอง” อวี๋หวั่นเดินไปที่ห้องครัว หยิบชามและตะเกียบในมือของนาง
ป้าสะใภ้ใหญ่ผลักมือเธอออก “ไปนั่งเถิด เหนื่อยมาทั้งวัน แล้ว”
อวี๋หวั่นยิ้ม “ท่านเอ่ยราวกับท่านอยู่บ้านเฉยๆ อย่างนั้นล่ะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่ยุ่งกับงานบ้านและธุรกิจของโรงงานจนแทบไม่ ได้พัก
อวี๋หวั่นยืนกรานจะรับชาม
“เด็กคนนี้นี่!” ป้าสะใภ้ใหญ่ส่งสายตาดุ
“เจินเจินถือไว้” เด็กหญิงตัวน้อยยืนเขย่งเท้า
ป้าสะใภ้ใหญ่ยื่นชามให้ นางแบกไปที่ห้องโถงด้วยท่าทางน่า
ขบขัน
“เอ๋ เถี่ยตั้นน้อยล่ะ?” อวี๋หวั่นถาม เธอเข้าไปในห้อง ทว่ากลับ ไม่เห็นหนุ่มน้อยที่นับวันยิ่งติดเธอขึ้นเรื่อยๆ น่าแปลกยิ่งนัก
นางเจียงยิ้มไม่เอ่ยสิ่งใด
ป้าสะใภ้ใหญ่คีบหมูสามชั้นติดมันอย่างดีชิ้นหนึ่งให้นางเจียง “เขาโกรธเจ้าแล้ว!”
อวี๋หวั่นเลิกคิ้วแปลกใจ “โกรธ? เรื่องใดกัน?”
ว่ากันว่าชาวนามักกินจุ แม้พวกเขาจะกินมาจากในเมืองแล้ว ทว่าเมื่ออยู่บนโต๊ะอาหาร ผู้ชายทุกคนก็มาพร้อมกับข้าวชามโต อ วี๋ซงกินหมดสามชามในคราวเดียวแต่ก็ยังอยากกินมากกว่านี้ เมื่อ เหลือบไปเห็นอวี๋หวั่น จึงค่อยๆ วางชามและตะเกียบลง
อวี๋หวั่นไม่ค่อยหิว เธอกินนํ้าแกงเพียงเล็กน้อยและไปหา เถี่ยตั้น
เถี่ยตั้นน้อยนอนอยู่ข้างเตียงอวี๋เฟิง ก้นเล็กของเขาโด่งขึ้น ศีรษะมุดอยู่ในอ้อมแขนทำทีไม่สนใจ
อวี๋หวั่นเดินมาข้างหลังอย่างแผ่วเบา และเรียกเถี่ยตั้นน้อย
เถี่ยตั้นน้อยกลับยิ่งมุดแน่นกว่าเดิม
อวี๋หวั่นตบก้นเล็กๆ “เหตุใดหรือ? เจ้าโกรธพี่จริงๆ หรือ?”
เถี่ยตั้นน้อยมุดศีรษะลงกับมือข้างหนึ่ง อีกข้างยื่นไปปัดมือขอ
งอวี๋หวั่นที่ด้านหลัง
ไอ้หยา ไม่ยอมให้เธอแตะตัวด้วยซํ้า
อวี๋หวั่นไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ เธอดึงตัวเถี่ยตั้นน้อยที่กำลัง บูดบึ้งขึ้นมา เถี่ยตั้นน้อยดิ้นรนขัดขืน ทว่าไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ขอ งอวี๋หวั่นได้? ไม่นาน อวี๋หวั่นก็ดึงเขาขึ้นมาได้สำเร็จ
อวี๋หวั่นก้มลงมองเขา
เขาสะบัดหน้าด้วยความโกรธ!
อวี๋หวั่นทำเสียงจิ๊จ๊ะ บีบใบหน้าเล็กสีแทนเพราะแดดเผาของ เขา “ยังจะสะบัดหน้าใส่ข้าอีก รู้รึไม่ว่าเจ้าตีก้นของเจ้าเอง?”
เถี่ยตั้นน้อยโกรธเกรี้ยว “ท่านตีสิ ท่านตีสิ!”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มมองเขา “พูดได้แล้วรึ?”
เถี่ยตั้นน้อยกอดอกแน่นพร้อมหันหน้าหนี “หึ!”
“เจ้าโกรธพี่เรื่องใด? เจ้าต้องบอกพี่ ไม่เช่นนั้นคราหน้า หากพี่ ทำผิดซํ้า เจ้าก็จะโกรธอีกมิใช่หรือ?” อวี๋หวั่นพยายามโน้มน้าว
เถี่ยตั้นน้อยรู้สึกว่าพี่สาวมีเหตุผล จึงหันหน้ามาบอกกับอวี๋ หวั่นอย่างขมขื่น “ผู้ใดให้ท่านไปข้างนอกแล้วไม่พาข้าไปด้วย!”
“เรื่องนั้นสินะ…” อวี๋หวั่นลืมไปว่าหนุ่มน้อยผู้นี้หลงรักการ เดินทาง อวี๋หวั่นยิ้มในใจ พลันเอ่ยด้วยสีหน้าหมดหนทาง “เจ้าโทษ พี่ไม่ได้ ตอนจะเดินทางพี่เรียกเจ้าแล้ว ผู้ใดให้เจ้าหลับสนิทขนาด
นั้น พี่เรียกแล้วก็ไม่ตื่น”
“ข้า…ข้า…ข้าทำเช่นนั้นที่ไหนกันเล่า?” ใบหน้าเถี่ยตั้นน้อย เปลี่ยนเป็นสีแดง
พี่สาวผู้ชั่วร้ายยังคงกล่าวโทษเขา “ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเจ้าตื่น เองหรือ? ครานี้เจ้าไม่ตื่น พี่จึงคิดว่าเจ้าไม่อยากไป”
“โอ้ย ข้าอยากไป ข้าอยากไป!” เถี่ยตั้นน้อยกระทืบเท้าปึงปัง
ภายในใจอวี๋หวั่นกำลังหัวเราะอย่างสะใจ เหตุใดเด็กช่างหลอก ง่ายดาย?
น้องชายกำลังจะร้องไห้ ก็ยังแกล้งเขาด้วยความรู้สึกสนุก
ฉันเป็นพี่สาวที่ชั่วร้ายเสียจริง
อวี๋หวั่นล้อเล่นกับเขาพอสมควร จึงชี้ไปที่ห้องโถงแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นถามพี่รองของเจ้าว่าวันพรุ่งนี้เขาดูแลเจ้าได้หรือไม่ แล้วพี่ จะพาเจ้าไปด้วย”
“ใยต้องเป็นข้า?” อวี๋ซงเอ่ยด้วยความไม่พอใจ
“เพราะท่านช่วยแบ่งเบางานไม่ได้อย่างไรล่ะ” เถี่ยตั้นน้อยพูด จี้ใจดำ
อวี๋ซงที่ถูกน้องชายตนเองดูถูก “…”
อวี๋เฟิงได้ฝีมือการทำอาหารมาจากบิดาอยู่บ้าง ยามที่ทำก็ดูมี แวว ทว่าอวี๋ซงไม่เหมือนพี่ชายที่ต้มหรือผัดได้ ไม่เหมือนอวี๋หวั่นที่
ใช้มีดหั่นเนื้อได้ การมีอยู่ของเขาช่างไร้ประโยชน์ ไม่แปลกที่จะถูก ส่งไปดูแลเถี่ยตั้นน้อย ทว่าคนตัวโตเช่นเขา ใยจึงถูกเด็กน้อยดู หมิ่นดูแคลนได้?
อวี๋ซงไม่ยอมปล่อยเขา เถี่ยตั้นน้อยใช้ศิลปะการต่อสู้ทั้งหมดที่ มี ขาดเพียงไปนั่งตักฟ้องท่านพ่อ
อวี๋ซงถูกรัดจนหมดทางเลือก จึงเร่งคิด “ให้อาสะใภ้สามพา เจ้าไปสิ!”
อาสะใภ้สามเป็นคนในเมือง หากเข้าเมืองคงไม่มีทางพาเดิน หลง
“ท่านพี่ ให้ท่านแม่พาข้าไปได้ไหม?” เถี่ยตั้นน้อยถามอย่าง อ่อนแรง
อวี๋หวั่นมองนางเจียงที่อยู่ด้านข้าง
นางเจียงมองอวี๋หวั่นอย่างอ่อนโยนและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อา หวั่นอยากให้แม่ไปหรือไม่?”
อวี๋หวั่นอยู่ในหมู่บ้านเหลียนฮวามานานแล้ว ที่ที่ไกลที่สุดที่ ท่านแม่ของเธอเคยไป คือทางเข้าหมู่บ้าน ในวันปกติก็เดินไปมา แถวบ้านตัวเองกับบ้านหลังเก่า และไปเยี่ยมบ้านป้าจางเป็นครั้ง คราวทว่าก็ไม่บ่อยนัก
ด้วยความยุติธรรม อวี๋หวั่นคิดว่าควรให้ท่านแม่ได้ออกไปพัก ผ่อน
“อื้ม” อวี๋หวั่นพยักหน้า
นางเจียงยิ้มดีใจ “ตกลง”
อวี๋ซงโล่งใจที่ภาระน้อยๆ ถูกโยนทิ้งไปในที่สุด!
อวี๋หวั่นส่งสายตาให้เขาและเอ่ยว่า “พี่รอง วันพรุ่งนี้ท่านแม่ ของข้ากับเถี่ยตั้นฝากให้ท่านดูแลด้วย”
อวี๋ซง “…”
อวี๋ซง “?!”
“วะ…ว่าอย่างไรนะ?!” อวี๋ซงสับสนกระวนกระวาย…
…
ณ จวนสกุลเหยียน
เหยียนหรูอวี้กลับมาพร้อมเหล่าเด็กน้อย สีหน้าของพวกเขาดู ไม่จืด
เด็กน้อยที่กำลังโกรธและน้อยอกน้อยใจเพราะสูญเสีย ซาลาเปาหมู ทำทีไม่สนใจเหยียนหรูอวี้มาตลอดทาง
แค่ของจากสตรีคนเดียว ทิ้งก็ทิ้งไปแล้ว ยังกล้าเมินหน้าหนี นาง เหยียนหรูอวี้เดือดดาล หากไม่ใช่เพราะแม่หลินปรามนางอยู่ ด้านข้าง ก็คงจะลงไม้ลงมือไปแล้ว
“เด็กไม่เป็นอันใดหรอก แค่ตีสองทีก็เชื่อฟังแล้ว” สาวใช้ พึมพำ
แม่หลินใช้สายตาจ้องมองสาวใช้ นางผู้นี้ชื่อลี่จือ ได้รับการ แนะนำจากผู้ดูแลบ้าน ว่ากันว่านางเป็นญาติห่างๆ ทว่าในสายตา แม่หลิน นางไม่อาจมองการณ์ไกล ขาดการอบรมและไร้การศึกษา ไม่เหมาะเป็นคนรับใช้เคียงข้างคุณหนู
วาจาบางคำคุณหนูพูดได้ บางสิ่งคุณหนูทำได้ เพราะคุณหนู เป็นมารดาของคุณชายน้อย ทว่าคนรับใช้ก็ยังเป็นคนรับใช้อยู่วัน ยังคํ่า ไม่ควรแสดงกิริยาไม่เคารพผู้เป็นนายแม้เพียงน้อยนิด
รถม้าเคลื่อนมาถึงจวนสกุลเหยียน
แม่หลินและลี่จือประคองเหยียนหรูอวี้ลงจากรถม้า เหยียนหรู อวี้เอ่ยกับเด็กน้อยทั้งสาม “ลงมา!”
ทั้งสามกำมือแน่นไม่ขยับ
“จะลงหรือไม่ลง?” นํ้าเสียงเหยียนหรูอวี้เริ่มเย็นชา
ทั้งสามไม่ลง
เหยียนหรูอวี้นํ้าเสียงเย็นเยียบ “ยามนี้พวกเจ้าเริ่มดื้อด้านขึ้น เรื่อยๆ ลืมสิ่งที่แม่เคยสอนไปแล้วหรือ? ดี เช่นนั้นฟังแม่ให้ดี เจ้า จะลงมาตอนนี้และกลับไปกินมื้อเย็นที่เรือน หรือ…”
“คุณหนู” แม่หลินเอ่ยขัดเหยียนหรูอวี้ ที่นี่หาใช่สวี่โจว ผู้คน มากมายกำลังเฝ้าดู หากลงโทษเด็กแล้วข่าวแพร่ไปถึงหูของพระ ชายากับคุณชายเยี่ยน คงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
เหยียนหรูอวี้สูดหายใจ บีบนิ้วตนเองแน่น “พากลับไปที่เรือน”
องครักษ์เข้าไปโอบเด็กๆ ทว่าทั้งสามก็ถีบออกมา
เหยียนหรูอวี้ไม่อาจเก็บกลั้นอารมณ์ เดินเข้าไปในรถม้า พลัน คว้าแขนเล็กๆ และดึงออกมา
เด็กน้อยถูกกระชากแขนอย่างเจ็บปวด
“อวี้เอ๋อร์! พวกเจ้าลงไปจากรถให้หมด!” ฮูหยินเหยียนมาถึง ทันเวลา จึงขับไล่ผู้คนออกไป และเข้าสวมกอดเด็กคนเล็กที่รู้สึก เจ็บเพราะถูกเหยียนหรูอวี้กระชาก พลันเอ่ยดุนาง “เจ้าจะทำอัน ใด!”
สาวชาวบ้านทำให้นางโกรธ เจ้าสามตัวนี้ก็ทำให้โกรธ แล้ว มารดาของนางยังมาทำให้โกรธอีก เหยียนหรูอวี้รู้สึกราวกับมีเพลิง แผดเผาอยู่กลางอก ละทิ้งเด็กๆ ไปอย่างเย็นชา พลางสะบัดแขน เสื้อเดินกลับเรือน!
“เด็กคนนี้ แม้ผ่านไปหลายปี อารมณ์ก็ยังไม่เปลี่ยนไป…เจ้า เป็นแม่คนแล้ว ใยเอาแต่ใจตนเองถึงเพียงนี้?” ฮูหยินเหยียนพึม พำ พลางลูบแขนเด็กคนสุดท้อง “เอาล่ะ ไม่ต้องโกรธแล้ว คืนนี้ไป อยู่กับยายนะ ยายเตรียมของอร่อยเอาไว้”
ฮูหยินเหยียนเดินเข้าเรือนไปพร้อมกับเด็กน้อยทั้งสาม
ขณะนั้น มีรถม้าคันหนึ่งมาจอดที่เรือนฝั่งตรงข้ามจวนสกุลเห ยียน
เด็กน้อยทั้งสามหันไปเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังลงจากรถม้า จาก
นั้นนางก็ยิ้มและอุ้มบุตรชายวัยสามขวบของนางลงจากรถ
สีหน้าท่าทางของนางเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อบุตรชาย
เด็กน้อยทั้งสามก้มหน้าลงด้วยความเศร้าสร้อย
เหตุใดมีแต่ท่านแม่ของพวกเขาที่ไม่ชอบพวกเขา?