หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 148 พี่จิ่วรู้ความจริง
สุภาพบุรุษน้อยสามคน
ทุกคนไม่ได้คาดหวังว่าจะมีฉากละครเช่นนี้ ตอนที่แม่ทัพเวย หย่วนแห่งหนานจ้าวพูดจาดูถูกเหยียดหยามเซียวเจิ้นถิง ทุกคนก็ คิดว่าทูตต่างชาติที่น่าสงสารผู้นี้คงต้องโดนแม่ทัพใหญ่เซียวตบ หน้าเป็นแน่ แต่ใครจะคิดละว่า เซียวเจิ้นถิงกลับโดนตบหน้าในที่ สาธารณะก่อนที่คันธนูจะถูกดึงเสียอีก?
เสียงกระซิบของบรรดาแขกก็ดังขึ้น
“นั่น…นั่นเป็นชุดเกราะของแม่ทัพใหญ่เซียวจริงๆ หรือ? เป็น ไปได้ว่าจำผิดหรือไม่?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? ทุกครั้งที่แม่ทัพใหญ่เซียวออกเดินทาง สู่สนามรบ ข้าจะเฝ้ามองเขาจากข้างทาง ชุดเกราะนั่นข้าไม่รู้ว่า เห็นเขาสวมไปกี่ครั้งแล้ว ไม่มีทางจำผิดแน่!” แขกคนแรกที่อุทาน ออกมาเมื่อครู่ ชี้ไปที่ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นั้น “เห็นรอยบุ๋มที่ไหล่ขวา หรือไม่ นั่นคือรอยที่แม่ทัพใหญ่เซียวถูกศัตรูแทงจากการออกรบ ครั้งแรก ยังมีที่ท้องน้อยด้านขวาอีก…”
เขาชี้ให้เห็นที่มาของ ‘รอยแผลเป็น’ ทุกจุดบนชุดเกราะได้ อย่างคล่องแคล่ว ราวกับรู้เห็นทุกอย่าง แต่ทุกคนก็ยังไม่อยากเชื่อ
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าทำเลียนแบบ?” แขกคนหนึ่งกล่าว
“ผู้ใดจะเลียนแบบได้เหมือนเพียงนี้?”
ข้อสงสัยนี้เกรงว่าคงมีเพียงเซียวเจิ้นถิงเท่านั้นที่ตอบได้ เขา ไม่มีวันจำชุดเกราะของตนเองไม่ได้
ทุกคนมองไปที่เซียวเจิ้นถิง หวังว่าสีหน้าของเขาจะบอกว่านั่น เป็นของปลอม แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อดวงตาของเซียว เจิ้นถิงเย็นเยียบพอที่จะฆ่าคนได้ นี่ไม่น่าจะเป็นของปลอมแล้ว…
แต่นี่มันแปลกมากมิใช่หรือ? ชุดเกราะของแม่ทัพใหญ่เซียว จะมาปรากฏอยู่บนร่างของทูตหนานจ้าวได้อย่างไร?
“โอ้! ไยพวกท่านแต่ละคนมีสีหน้าเช่นนี้เล่า? มีสิ่งใดผิดปกติ กับผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ของข้าหรือ?” แม่ทัพเวยหย่วนถามด้วย ท่าทีไร้เดียงสา
ไหนเลยทุกคนจะกล้าตอบ?
อวี๋หวั่นมองเซียวเจิ้นถิงที่อยู่ห่างไปไม่ไกล และหันมองเยี่ยน จิ่วเฉาที่อยู่ข้างๆ เธอรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ แม้เธอจะไม่รู้ว่าชุดเกราะ ของเซียวเจิ้นถิงตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายได้อย่างไร แต่ก็เห็นได้ ชัดว่านี่ไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของเซียวเจิ้นถิง ตัวเขาเองยังไม่รู้เรื่อง เลย เยี่ยนจิ่วเฉาก็คงจะยิ่งไม่รู้ ส่วนแม่ทัพเวยหย่วนผู้นี้…อวี๋หวั่น รู้สึกว่าเขาน่าจะแกล้งทำเป็นโง่ และจงใจท้าให้เซียวเจิ้นถิงเผชิญ หน้ากับเขา แต่จุดประสงค์คือทำให้เซียวเจิ้นถิงอับอายด้วยชุด เกราะ
ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนี้ เพราะเกลียดเซียวเจิ้นถิง หรือ
อ้างเหตุเพื่อตบหน้าราชวงศ์ต้าโจวทั้งหมด?
“เฉิงอ๋อง ไยพวกท่านเอาแต่จ้องมองผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า เล่า?” แม่ทัพเวยหย่วนเห็นทุกคนไม่ตอบสนอง จึงชี้นิ้วไปที่เฉิงอ๋ อง
เฉิงอ๋องกระวนกระวาย เอ่ยในใจว่าวันนี้จบเห่แล้ว เกิดเรื่องไม่ หยุดหย่อน อีกทั้งยังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะให้คนแต่งงานดีๆ ไม่ได้หรือ?
เซียวเจิ้นถิงเอ่ยปากถามอย่างเคร่งขรึม “ชุดเกราะบนร่างกาย ของเขามาจากที่ใด?”
แม่ทัพเวยหย่วนกล่าว “ท่านหมายถึงอันนี้รึ ข้าซื้อมาจาก พ่อค้าคนหนึ่งในต้าโจวของพวกท่าน เหอะ พ่อค้าผู้นั้นคุยโวอย่าง ดี ข้าจึงหลงซื้อมันมา แล้วก็พบว่ามันเป็นแค่ของที่พังแล้วเช่นนี้ ข้าจึงให้เป็นรางวัลแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า!”
ชุดเกราะเหล็กของเทพเจ้าสงครามผู้สง่างามกลายเป็น ‘ของ ที่พังแล้ว’ ในปากของเขา…ชายเขลาผู้นี้รู้หรือไม่ว่าหนึ่งร่องรอย บนเกราะเหล็กหมายถึงหนึ่งชัยชนะแห่งสมรภูมิ มันไม่เพียงแต่ เป็นเกียรติยศของเซียวเจิ้นถิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงราชวงศ์ต้าโจว ทั้งหมดด้วย!
ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังจะโกรธจนบ้าคลั่ง
หากจะบอกว่าจงใจ ก็ไม่มีหลักฐาน แต่จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ก็ บัดซบยิ่งนัก!
องค์ชายรองแห่งซยงหนูไม่เกี่ยวข้อง แต่แม้กระทั่งเขาก็ยัง
สังเกตเห็นความไม่ถูกต้อง คนหนานจ้าวโอหังเกินไปแล้วกระมัง ทำให้แม่ทัพใหญ่เซียวอับอายต่อหน้าผู้คนเช่นนี้?
สีหน้าของเซียวเจิ้นถิงเริ่มเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ แม่ทัพเวย หย่วน เห้อเหลียนฉีทำทีไม่ยอมถอยโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ระหว่างที่ ทั้งสองฝ่ายสถานการณ์เริ่มตึงเครียด หัวหน้าผู้ดูแลจวนอ๋องก็ ออกมาเร่ง
“ท่านอ๋อง! เหล้าและอาหารพร้อมแล้ว ได้เวลาเข้างานเลี้ยง!” หัวหน้าขันทีกล่าว
เฉิงอ๋องถอนหายใจอย่างโล่งอกและเอ่ยเสียงดัง “หากให้ อาหารเย็นก็คงจะไม่ดี แม่ทัพใหญ่เซียวกับแม่ทัพเวยหย่วนวัน หน้าค่อยเรียนรู้ฝีมือกันเถิด!”
วันนี้เป็นวันมงคลของเฉิงอ๋อง เมื่อเขาพูด ทุกคนก็ยังต้องฟัง ฝูงชนค่อยๆ แยกย้ายกันไปสองทาง เซียวเจิ้นถิงยังคงยืนอยู่ตรง นั้น ดวงตาร้อนผ่าวประดุจคบเพลิงที่แผดเผา จ้องมองแม่ทัพเวย หย่วนแห่งหนานจ้าวไม่กะพริบตา
เห้อเหลียนฉียิ้มอย่างเบิกบาน “อ้า ได้เวลากินอาหารแล้ว ข้าก็ หิวอยู่พอดี หากแม่ทัพใหญ่เซียวไม่รังเกียจ เราค่อยนัดกันใหม่ แล้วกัน”
เอ่ยจบ เขาก็โยนธนูที่เขาเพิ่งหยิบมากลับใส่มือลูกน้องแล้ว เดินจากไป
ทันทีที่เขาเดินออกจากสนามหญ้า อวี๋หวั่นเห็นรอยยิ้มพึงใจที่
มุมปากของเขาอย่างชัดเจน
เขาจงใจทำจริงๆ!
ทุกคนเข้าสู่งานเลี้ยงแล้ว อวี๋หวั่นก็กลับไปที่เรือนฉงอัน เรื่อง ในสนามยังไม่แพร่มาถึงฝั่งนี้ บรรดาฝ่ายหญิงของตระกูลกำลัง พูดคุยว่าละครที่เพิ่งเล่นไปเป็นอย่างไร และพระชายาเฉิงอ๋องเป็น อย่างไร เกรงว่าผ่านคํ่าคืนนี้ไป พวกนางจะได้ยินข่าวที่เซียวเจิ้นถิง ถูกทูตหนานจ้าวทำให้อับอายอย่างร้ายแรงจากปากของสามีและ บุตรชายของพวกนาง
ข่าวแพร่กระจายเร็วกว่าที่คาดไว้ งานเลี้ยงดำเนินไปได้เพียง ครึ่งหนึ่ง วังหลวงก็ส่งคนมา ให้พาเซียวเจิ้นถิงเข้าวังด้วยเหตุหารือ ทางราชการ
ฮ่องเต้ถูกอวี๋เซ่าชิงทำให้กริ้วเจียนขาดใจ ยังไม่ทันพักหายใจ ก็มีเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ฮ่องเต้รู้สึกว่าผมของพระองค์ จะร่วงจนหัวแทบล้าน
“ฝ่าบาท” เซียวเจิ้นถิงก้าวเข้ามาในห้องทรงอักษรของฮ่องเต้ และทำความเคารพคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
ฮ่องเต้โบกมือ “ไม่ต้องพิธีรีตอง วันนี้ที่จวนอ๋องมันเรื่องอันใด กัน? ชุดเกราะนั้นเป็นของเจ้าจริงๆ หรือ?”
เซียวเจิ้นถิงไม่แปลกใจที่ข่าวแพร่มาถึงหูของฮ่องเต้รวดเร็ว เพียงนี้ ฮ่องเต้หูตากว้างไกล แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ก็มีคน เป็นหูเป็นตาให้เขาทุกความเคลื่อนไหว
“พ่ะย่ะค่ะ เป็นของกระหม่อม” เซียวเจิ้นถิงกล่าวตามความ เป็นจริง
แม้จะพอเดาได้ แต่เมื่อได้ยินเขาสารภาพด้วยตัวเอง ก็ยังไม่ วายทำให้ฮ่องเต้ประหลาดใจ “ชุดเกราะของเจ้าไปอยู่ที่คนหนาน จ้าวได้อย่างไร?”
หากไม่ใช่เซียวเจิ้นถิงถูกชายเขลาผู้นั้นทำให้ได้รับความ อับอาย ฮ่องเต้ก็เกือบจะสงสัยว่าเซียวเจิ้นถิงมีแผนชั่วที่ไม่อาจ บอกใครกับพวกหนานจ้าวลับหลังเขาหรือไม่ แล้วยังมอบชุดเกราะ ของตัวเองเพื่อเอาใจอีกฝ่าย!
เซียวเจิ้นถิงไม่เอ่ยสิ่งใด
ฮ่องเต้ระเบิดโทสะที่สั่งสมมานาน “อะไรกัน? เจ้าเป็นใบ้ไป แล้วรึ? ข้ากำลังถามเจ้า! ชุดเกราะของเจ้ามันเรื่องอะไรกัน? เจ้า ขายมันไปจริงๆ หรือ!”
เห้อเหลียนฉีประกาศว่าตนซื้อมาจากพ่อค้าคนหนึ่งในต้าโจว แค่ถามเห้อเหลียนฉีกับพ่อค้าคนนั้นก็รู้แล้วว่าจริงหรือเท็จ เขาไม่ อาจปิดบังเรื่องนี้กับฮ่องเต้ได้ เซียวเจิ้นถิงจึงยอมรับแต่โดยดี “พ่ะ ย่ะค่ะ กระหม่อมขายชุดเกราะไปแล้ว”
“เจ้า!” ฮ่องเต้สำลัก “ชุดเกราะนั้นเป็นสิ่งที่ขายได้รึ!”
ฮ่องเต้ไม่รู้ว่าจะแปลกใจที่เขาขายมันไปจริงๆ หรือแปลกใจที่ เขายอมรับออกมาอย่างง่ายดาย
ตอนนั้นไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไรที่ต้องการชุดเกราะของเขา
เขาไม่ให้สักคน ครั้งหนึ่งขุนนางชั้นสูงของแคว้นเว่ยเสนอซื้อชุด เกราะของเขาในราคาสูงเสียดฟ้า หนึ่งแสนตำลึงทอง เขาปฏิเสธ อย่างไม่ใยดี แม้กระทั่งเซียวเหยี่ยนหลานชายของเขาก็อยากได้มัน มาตลอด แต่ก็ไม่เห็นเขาให้
ฮ่องเต้สูดหายใจ “ขายราคาเท่าใด?”
เซียวเจิ้นถิงกล่าวว่า “ห้าหมื่นตำลึงทองพ่ะย่ะค่ะ”
ยังถูกกว่าอีก! ! !
ฮ่องเต้กริ้วจนแทบจะระเบิด “สิบปีก่อน ขุนนางชั้นสูงแคว้น เว่ยเสนอราคาให้เจ้าหนึ่งแสนตำลึงทอง แต่เจ้าก็ไม่หวั่นไหว ไย ตอนนี้แค่ราคาเพียงห้าหมื่นตำลึงทองเจ้าก็ยอมขาย? เซียวเจิ้นถิง เจ้าทำให้ข้าโกรธ! บอกสิ! บอกข้ามา! ไยเจ้าจึงขายมัน?!”
“เพราะคุณชาย”
………………………
ณ จวนคุณชาย อิ่งลิ่วรายงานเยี่ยนจิ่วเฉาถึงสิ่งที่เขาถามจาก ซั่งกวนเยี่ยน
“ปรมาจารย์พิษผู้นั้นเสนอราคาแรกหนึ่งแสนตำลึงทอง แม่ทัพใหญ่เซียวไม่อาจหยิบออกมาได้ จำใจต้องขายชุดเกราะ พ่อค้าผู้นั้นรู้ว่าเขาต้องการเร่งด่วน จึงตั้งใจกดราคาเขา”
ขุนนางชั้นสูงของแคว้นเว่ยยังเคยยกย่องศรัทธาชุดเกราะ ของเซียวเจิ้นถิง เขาเสนอราคาหนึ่งแสนตำลึงทอง เป็นที่รู้กันดี
เซียวเจิ้นถิงอาจเป็นมือดีในสนามรบ ทว่าการต่อรองราคา ไม่ใช่จุดแข็งของเขา หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นเขามีส่วนต่างถึงห้า หมื่นตำลึงทอง แม้พูดอย่างไรก็ไม่อาจตํ่าไปกว่านี้ ก็เกรงว่าพ่อค้า ผู้นั้นจะกดราคาไปเรื่อยๆ
“สารเลว!” เยี่ยนจิ่วเฉากำหมัดแน่น
“พ่อค้ากับทูตหนานจ้าวสมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่?” อิ่งสือซัน ถาม หากเป็นเช่นนั้นก็คงเป็นหลุมพราง
อิ่งลิ่วส่ายศีรษะ “ไม่ใช่ เห้อเหลียนฉีพบกับพ่อค้าคนนั้นที่ กำลังอวดชุดเกราะอยู่ในร้านอาหารโดยบังเอิญ พวกขี้เมากลุ่มนั้น ไม่เชื่อว่าเขาซื้อชุดเกราะมาจริงๆ แต่เห้อเหลียนฉีเชื่อ เขาจึงทุ่ม เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้มา”
อิ่งสือซันขมวดคิ้ว “เขาจ่ายน้อยได้มาก!”
อิ่งลิ่วกล่าวอีกครั้ง “แม่ทัพใหญ่เซียวถูกฝ่าบาทเรียกเข้าวัง คิดว่าฝ่าบาทก็คงทราบเรื่องแล้ว และกำลังกริ้วอย่างหนัก”
ฮ่องเต้ไม่ได้สนใจชุดเกราะ เพราะชุดเกราะเป็นของเซียว เจิ้นถิง เขาจะทำอย่างไรกับมันก็ไม่มีผลใดๆ กับฮ่องเต้ ทว่าหากมี ใครยืมชุดเกราะมาตบหน้าราชวงศ์ต้าโจว ฮ่องเต้ก็คงไม่อาจนิ่ง เฉยได้อีก
อิ่งลิ่วถอนหายใจ “เกรงว่าฝ่าบาทจะโกรธแม่ทัพใหญ่เซียว”
ภายใต้เงาของโคมไฟ สายตาของเยี่ยนจิ่วเฉาดูน่ากลัวเล็ก น้อย
วันรุ่งขึ้น ข่าวที่น่าตกใจแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง แม่ทัพ ใหญ่เซียวผู้ไม่ยอมสยบให้อำนาจอิทธิพล แม้มียศทรัพย์อำนาจก็ ไม่เหลวไหล ยอมขายชุดเกราะของเขาให้กับชาวเมืองหนานจ้าว เพื่อทองเพียงไม่กี่หมื่นตำลึง ข่าวลือน่าตื่นเต้นกว่าความจริงเสมอ ตัวละครพ่อค้าหายไปอย่างไร้ร่องรอยในข่าวลือ และเรื่องทั้งหมดก็ กลายเป็นการเจรจาการค้าระหว่างเซียวเจิ้นถิงกับหนานจ้าวเพียง สองฝ่าย ตอนที่ขุนนางชั้นสูงของแคว้นเว่ยเสนอราคาหนึ่งแสน ตำลึงทอง เขายังไม่สนใจ ทว่าคนหนานจ้าวเสนอเงินให้เพียงห้า หมื่นตำลึงทอง เขากลับยอมยกชุดเกราะให้เสียอย่างนั้น พฤติกรรมประจบประแจงเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังเสียจริง!
มีเสียงก่นด่าจากผู้คนมากมาย ในวังหลวงก็กล่าวขานกันไม่ หยุดหย่อน
ดูเหมือนทุกคนจะลืมไปแล้วว่า ชายผู้นี้เคยบุกนํ้าลุยไฟช่วย เหลือผู้คนให้รอดพ้นจากภัยร้ายในแต่ละครั้งมาอย่างไร แค่ข่าวลือ ที่มีมูลเพียงน้อยนิดเรื่องเดียว กลับทำให้เขาตกจากแท่นบูชาได้ อย่างง่ายดาย
อวี๋หวั่นเดาออกว่าหลังจากเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้ เยี่ยนจิ่วเฉา คงไม่มีอารมณ์จะสนุกสนาน เมื่อคืนพาเด็กน้อยทั้งสามมาไว้ใน ห้อง พอเธอตื่นขึ้นมา เยี่ยนจิ่วเฉาก็ออกไปแล้ว ที่มาที่ไปเกี่ยวกับ เรื่องชุดเกราะ อิ่วลิ่วรายงานเยี่ยนจิ่วเฉาตามความจริง ซึ่งก็ไม่อาจ รอดพ้นสายตาของเธอไปได้แม้แต่น้อย เธอรู้ว่าเซียวเจิ้นถิงยอม ทำสิ่งที่ตนเองไม่ปรารถนาเพื่อรวบรวมเงินมารักษาเยี่ยนจิ่วเฉา
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำให้เกิดเรื่องกับทูตหนานจ้าว เยี่ยนจิ่ว เฉาดูเหมือนไร้หัวใจ แต่ใครจะรับประกันว่าหลังจากได้ฟังความ จริง เขาจะรู้สึกดีไปกว่าเธอ?
“สองสามวันนี้ พวกเจ้าต้องทำตัวดีๆ หน่อยรู้หรือไม่?” อวี๋ หวั่นบีบแก้มอ้วนกลมเล็กๆ ของเด็กน้อยทั้งสาม
ทั้งสามมองมารดาของพวกเขาด้วยความงุนงง
หลังจากอวี๋หวั่นสวมเสื้อผ้าให้พวกเขาแล้ว ก็ให้เถาเอ๋อร์กับ หลีเอ๋อร์พาพวกเขาลงไปล้างหน้าล้างตา
แกงข้นนมแพะที่ตุ๋นไว้ในครัวเย็นพอดี ทั้งสามหันมองนํ้าลาย ไหล
แกงข้นนมแพะเป็นสูตรอาหารใหม่ที่พ่อครัวคิดขึ้น โดยนำนม แพะสดมาต้ม แล้วรอให้เย็น จากนั้นนำหน้านมที่แข็งตัว มาใส่ลง ในข้าวเจ้าที่สุกแล้ว และใช้เกลือเกล็ดหิมะเล็กน้อย กับเนื้อแพะ ตากแห้งหั่นเต๋าต้มเป็นโจ๊กข้นๆ และตัดหน้านมแห้งเป็นเส้นๆ แล้วใส่เข้าไป จะได้โจ๊กรสชาติเข้มข้น และมีกลิ่นหอมของนํ้านม
อวี๋หวั่นไม่ค่อยชอบรสชาติแบบนี้ แต่มีเด็กน้อยที่หากไม่ใส่นม จะไม่ชอบโปรดปรานมันมาก เด็กอ้วนเจ้าเนื้อถือช้อนในมือและอ้า ปากกว้าง ท่าทีราวกับเด็กโง่ไร้เดียงสา
อวี๋หวั่นหัวเราะ กินโจ๊กไปได้เพียงครึ่งชามเล็กๆ ไม่รู้เพราะ อากาศร้อนหรือไม่ ความอยากอาหารของเธอไม่ดีเท่าสองสามวัน ก่อน ขณะที่เธอกำลังจะสั่งให้คนรับใช้มาเก็บชามและตะเกียบลง
ไป ก็ได้ยินคนรับใช้มารายงานว่าไป๋ถังมาหา
ไป๋ถังไม่ได้มาที่นี่สักพักแล้ว อวี๋หวั่นก็คิดถึงนางอยู่เช่นกัน รีบ ให้คนพานางเข้ามาที่เรือนชิงเฟิง
เมื่อเข้ามาในบ้าน เด็กน้อยทั้งสามยังคงก้มหน้าก้มตาจัดการ กับแกงข้นนมแพะ ทั้งสามคนอ้วนขึ้นกว่าก่อนที่อวี๋หวั่นจะ แต่งงาน แก้มที่กลมป่อง ไขมันที่เด้งดึ๋งๆ ทำให้ไป๋ถังตะลึงตาค้าง
“เอ๋? เหตุใดกลายเป็นเด็กอ้วนตัวน้อยไปแล้วละ?” ไป๋ถังยื่น มือออกมาด้วยความตกตะลึง และถูแก้มอ้วนป่องของทั้งสาม “อ้า รู้สึกดียิ่งนัก”
ทั้งสามยอมให้บีบแก้มอย่างเชื่อฟัง ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ ทว่า ยังพยักหน้าทักทายอย่างกับสุภาพบุรุษตัวน้อย เขายื่นแก้มขวาไป ข้างๆ ราวกับจะถามไป๋ถังว่า นางยังต้องการบีบข้างนี้ด้วยหรือไม่
“ไอ้หยา!”
หัวใจของไป๋ถังละลายเพราะความน่ารัก มีเด็กที่น่ารักเช่นนี้ได้ อย่างไร? อยากจะห่อใส่ถุงกลับไปต้องทำอย่างไร…
ไป๋ถังเกิดความต้องการอย่างรุนแรง
เด็กน้อยทั้งสามกินแกงข้นนมแพะเสร็จแล้วก็เอานํ้าที่เถาเอ๋ อร์เทให้มาล้างฟัน และกระโดดลงจากเก้าอี้ไป พลางมองไปที่อวี๋ หวั่นด้วยท่าทางน่ารัก
อวี๋หวั่นลูบหัวของพวกเขาเบาๆ และยิ้ม
“ไปเล่นกันเถิด”
ทั้งสามคนโค้งคำนับและอำลาไป๋ถังกับอวี๋หวั่นอย่างสุภาพ ราวกับสุภาพบุรุษตัวน้อยสามคน พวกเขาเดินออกจากบ้านไป อย่างเป็นระเบียบ
ไป๋ถังลุ่มหลงจนแทบจะร้องไห้
เด็กดีแบบนี้ นางอยากได้! อยากได้! อยากได้!
แต่กลับไม่รู้เลยว่า หลังออกจากเรือนชิงเฟิงและแน่ใจว่าท่าน แม่ของพวกเขามองไม่เห็น
สุภาพบุรุษน้อยทั้งสามก็กลายร่างเป็นปีศาจน้อยในทันที ซุกซนจนขึ้นไปรื้อกระเบื้องหลังคา!