หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 147.1 เสี่ยวเป่าหน้าจ๋อย ตบหน้า
เรือนเฟยเหยียนเป็นจุดที่จวนเฉิงอ๋องใช้รับรองบุรุษที่มาร่วม งาน ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนฉงอันเพียงสวนเดียว เมื่อเทียบกับความ สง่างามเงียบสงบของเรือนฉงอันแล้ว เรือนเฟยเหยียนเสียงดัง อึกทึกกว่ามาก อวี๋หวั่นได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นของชายกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังสังสรรค์ดื่มเหล้ามาแต่ไกล
ระหว่างทางไปเรือนเฟยเหยียน อวี๋หวั่นได้ถามถึงสถานการณ์ ของผู้บาดเจ็บกับต้ามามา
“เป็นชายหนุ่ม” ต้ามามากล่าว “เขาล้มลงระหว่างทางกลับ จากห้องนํ้า ทำให้มือกระแทกกับหินประดับ ถูกบาดเป็นแผลยาว เช่นนี้”
ต้ามามาเอ่ยอย่างอกสั่นขวัญแขวนจบ ก็ทำท่าทางเสียใหญ่โต
อวี๋หวั่นคิดในใจ เกรงว่าแขนของชายผู้นั้นคงไม่ยาวถึงเพียงนี้ หรอกกระมัง
ทันทีที่ชายผู้นั้นได้รับบาดเจ็บ ก็ถูกชายรับใช้ของจวนเฉิงอ๋อง หามไปที่ห้องปีก เพราะเหตุการณ์ฉุกเฉิน ต้ามามาจึงพาอวี๋หวั่น เข้าทางประตูด้านหลังของเรือนเฟยเหยียน เลี้ยวซ้ายไปตามทาง เดิน ผ่านลานกว้าง ก่อนจะมาถึงห้องปีกที่ผู้บาดเจ็บพักอยู่
เฉิงอ๋องรอที่หน้าประตูอยู่ก่อนนานแล้ว เห็นต้ามามาพาสตรี
ในชุดมงคลพระชายาท่านหนึ่งเข้ามา อันที่จริงตอนที่เขาเข้าจวน ก็เห็นครอบครัวทั้งห้าคนแล้ว ทว่าไม่มีเวลาพอจะได้สนทนากับอวี๋ หวั่น
“พี่สะใภ้” เฉิงอ๋องสาวเท้ายาวก้าวไปข้างหน้า พลางยกมือ คำนับทักทายอย่างสุภาพ
อวี๋หวั่นยังไม่ได้รับการอภิเษกแต่งตั้ง สถานะของเธอจึงตํ่า กว่าเขา เธอน้อมกายคำนับ “เฉิงอ๋อง”
เฉิงอ๋องไม่รับการคำนับ เพียงยกมือและเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ มิ ต้องมากพิธี”
เขาไม่อาจถือสาภรรยาของเยี่ยนจิ่วเฉาได้ เมื่อกล่าวจบ คล้าย กับสงสัยในความพยายามเป็นมิตร ที่แสดงออกในคำพูดของตน เขาจึงเอ่ยอย่างรีบร้อนว่า “เราคนกันเอง ไม่จำเป็นต้องทำเยี่ยง คนนอกเช่นนี้”
หลังจากเอ่ยจบ รู้สึกว่าความสงสัยในความพยายามเป็นมิตร ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เฉิงอ๋องเกาศีรษะอย่างอึดอัดใจ
อวี๋หวั่นรู้สึกขบขันกับท่าทางของเขา เมื่อได้มององค์ชายผู้นี้ อย่างจริงจัง เขาเป็นองค์ชายที่ไม่โดดเด่นที่สุดในบรรดาองค์ชายที่ โตแล้ว แม้องค์ชายใหญ่จะถูกทอดทิ้ง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยัง ครองตำแหน่งบุตรคนโตจากภรรยาหลวง เฉิงอ๋องไม่สูงไม่ตํ่า เขา มีพี่ชายที่โดดเด่นกว่า และมีน้องชายที่น่ารักกว่า มารดาอวี้ผินผู้ให้ กำเนิดไม่ได้สูงส่ง และไม่อาจเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ในครั้งนี้
เขาได้สร้างสันติภาพกับซยงหนู เพื่อเป็นการยกย่องเขา จึงแต่งตั้ง อวี้ผินเป็นอวี้เฟย เป็นสนมอันดับสองในสนมกุ้ย ซู่ เสียน เต๋อ ทั้งสี่
เพียงแต่ไร้อำนาจไร้ความโปรดโปราน สุดท้ายก็เป็นเพียงคน ที่น่าสงสารในวังลึกคนหนึ่งเท่านั้น
ในฐานะบุตรชายของนาง เฉิงอ๋องสืบทอดลักษณะของอวี้เฟ ยมาได้เป็นอย่างดี ไม่สร้างปัญหา และไม่เป็นที่โปรดปรานของ ฮ่องเต้
จู่ๆ อวี๋หวั่นก็นึกถึงเยี่ยนไหวจิ่ง เขาเพียงพอที่จะทำให้ฮ่องเต้ พอพระทัยแล้ว ทว่าอย่างไรก็ตามอวี๋หวั่นก็ไม่ชอบเขา อวี๋หวั่นรู้สึก โชคดีที่เขาถูกเยี่ยนจิ่วเฉาทารุณและเลี้ยงไว้ที่บ้าน ไม่เช่นนั้นหาก พบเขาในงานเลี้ยงแต่งงานก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
เฉิงอ๋องที่อ่อนน้อมถ่อมตนมองแล้วยังสบายตาเสียกว่า
ราวกับได้ยีนที่ดีจากบรรพบุรุษ บุตรในสกุลเยี่ยนล้วนไม่มีผู้ใด หน้าตาขี้เหร่ แน่นอนว่าผู้ที่หล่อเหลาที่สุดคือสามีและบุตรอ้วน กลมทั้งสามของเธอ ทว่าเฉิงอ๋องผู้นี้ใสสะอาดดูดีราวกับหยกอย่าง หาได้ยากยิ่ง องค์หญิงแห่งซยงหนูได้แต่งงานกับเขาก็ไม่นับว่าน่า อดสูเลยจริงๆ
“พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วง ข้าไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปหมดแล้ว ส่วนท่านพี่ข้าก็ให้คนไปส่งข่าวแล้ว”
……ทว่ายังหาใครไม่พบ
คุณชายคนหนึ่งไม่อาจหยุดอวดบุตรได้ ข้าราชบริพานบู๊บุ๋นใน
ต้าโจวไม่อาจตอบสนองความต้องการที่บ้าคลั่งของเขาได้อีกต่อไป เขาจึงไปลงกับทูตของหนานจ้าวและซยงหนู
ทูตทั้งสองประเทศมีควันออกจากหัว : พวกเราชาวทูตทำสิ่ง ใดให้ใครไม่พอใจ!!!
“พี่สะใภ้ เชิญ” เฉิงอ๋องกล่าว
อวี๋หวั่นเข้าไปในห้องพร้อมกับเฉิงอ๋อง
จื่อซูเดินตามอวี๋หวั่นพร้อมกับถือล่วมยา ส่วนฝูหลิงกับต้ามา มายืนเฝ้าหน้าประตู
ภายในห้องคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดรุนแรง ร่างของ คุณชายในชุดสีขาวนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงที่มีผ้าม่าน กลิ่น เหล้าบนร่างกลบกลิ่นของคาวเลือด เมื่อเข้าใกล้ อวี๋หวั่นจึงพบว่า ชายผู้นี้ยังเด็กมาก เขาดูอายุเพียงสิบแปดหรือสิบเก้าปี หน้าตาไม่ ได้นับว่าน่าทึ่ง แต่ชนะที่ความบอบบางและน่ารัก รูปร่างค่อนข้าง ผอม แขนข้างหนึ่งห้อยลงมาอยู่ข้างเตียง ชายรับใช้ของจวนคน หนึ่งคุกเข่าอยู่หน้าเตียง และใช้ผ้าขนหนูสะอาดกดลงบนบาดแผล ของเขาไว้แน่น แต่เลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุด
“ถอยไป” เฉิงอ๋องกล่าว
ชายรับใช้ค้อมกาย และเดินออกไปพร้อมกับผ้าขนหนูชุ่มเลือด
“ลำบากพี่สะใภ้แล้ว” เฉิงอ๋องคำนับมืออีกครั้ง
แม้จะบอกว่าแขกผู้นี้ไม่ระวังตนเอง แต่ไม่ว่าอย่างไรเรื่องก็
เกิดในจวนของเขา ไม่อาจปัดความรับผิดชอบ
อวี๋หวั่นพยักหน้า และก้าวขาเดินข้ามรอยเลือดที่น่าสยดสยอง ไปอย่างใจเย็น
เฉิงอ๋องแอบรู้สึกประหลาดใจ เลือดบนพื้น อย่าว่าแต่สตรีเลย บุรุษร่างใหญ่เช่นเขายังตกใจคราแรกที่เห็น ไยพี่สะใภ้จึงไม่กะพริบ ตาแม้แต่น้อย?
อวี๋หวั่นนั่งลงข้างเตียงและเริ่มทำความสะอาดบาดแผล
จื่อซูเปิดล่วมยาอย่างเงียบขรึม
นางไม่สงบเหมือนอวี๋หวั่น อากาศที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาว เลือดทำให้นางหายใจไม่ออก แต่นางก็ยังคงนึกถึงสถานะของตน อยู่เสมอ และไม่อาจทำให้ฮูหยินน้อยต้องขายหน้า
เฉิงอ๋องเห็นว่าไม่เพียงแต่พี่สะใภ้ของเขาที่ไร้ซึ่งสีหน้าตื่น ตระหนก ทว่าแม้แต่สาวใช้ที่อยู่ข้างกายก็ยังใจเย็น เขาอดไม่ได้ที่ จะยิ่งรู้สึกชื่นชมอีกฝ่าย
“ทำให้พี่สะใภ้หัวเราะเยาะเสียแล้ว” ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยออกมา
เริ่มแรกเซียวจื่อเยว่ถูกแมงมุมพิษกัด จากนั้นทูตหนานจ้าว ก็ได้รับบาดเจ็บในสวน ไม่ว่าจะดูอย่างไร ก็เหมือนว่าเขาละเลยใน การควบคุมดูแล ถึงได้มีสิ่งอันตรายซ่อนอยู่มากมาย
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างสุภาพ “ทั้งหมดเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น ฝ่าบาทอย่าได้โทษตัวเองเลยเพคะ”
ทูตได้รับบาดเจ็บจะกล่าวโทษเฉิงอ๋องหรือไม่อวี๋หวั่นไม่ทราบ แต่เรื่องเซียวจื่อเยว่ไม่ใช่ความผิดของเฉิงอ๋องแน่แท้ แต่เพื่อชื่อ เสียงของหญิงสาว ทำได้เพียงโยนความผิดเล็กๆ นี้ให้เขาไปก่อน
อวี๋หวั่นทำความสะอาดบาดแผลของอีกฝ่ายด้วยยานํ้าที่เธอ ทำขึ้นเอง บาดแผลที่ปลายแขนมีขนาดใหญ่ แต่ไม่ลึก เลือดที่ออก มาเกิดจากแผลเล็กๆ ที่ถูกก้อนหินแทง หลังจากใช้ผงห้ามเลือด แล้วก็ไม่มีเลือดไหลออกมาอีก
“มิจำเป็นต้องเย็บแผล” อวี๋หวั่นเอ่ยกับจื่อซู
จื่อซูเก็บเครื่องมือเย็บแผลเข้าไปเหมือนเดิม
เฉิงอ๋องเห็นว่าอวี๋หวั่นหยุดเลือดได้อย่างรวดเร็ว อดไม่ได้ที่จะ ประหลาดใจ จากนั้นเขาก็มองทูตที่อยู่ด้านข้าง พลันถามด้วย ความกังวล “เขาเอาแต่หลับเช่นนี้ คงมิได้เป็นอันใดกระมัง”
อวี๋หวั่นจับชีพจรของเขาและส่ายศีรษะ “ชีพจรพ้นขีด อันตรายแล้วเพคะ น่าจะแค่หลับไป”
เฉิงอ๋องรู้สึกโล่งใจ พลันโค้งกายยกมือคำนับอวี๋หวั่น “ขอบคุณพี่สะใภ้มาก”
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก “ฝ่าบาทเกรงใจเกินไปแล้ว”
“มิใช่เพียงเรื่องนี้ แต่ยังมีเรื่องของคุณหนูเซียวด้วย ขอบคุณ สำหรับความช่วยเหลือของพี่สะใภ้” เฉิงอ๋องเข้าใจว่าตนเป็นองค์ ชายที่ไม่ได้รับความโปรดปราน ไม่พอใจใครก็ไม่อาจทำอะไรได้ ไม่ เช่นนั้นเขาก็คงไม่ต้องแต่งงานกับองค์หญิงแห่งซยงหนู เพื่อแบก
รับปัญหาเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณหนูเซียว หรือทูตหนานจ้าว ไม่ว่าผู้ ใดประสบอุบัติเหตุในจวนของเขา เขาล้วนต้องถูกฮ่องเต้ลงโทษ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อวี๋หวั่นยิ้มและกล่าวว่า “เป็นหน้าที่เพคะ”
เฉิงอ๋องตกตะลึง ไม่รู้ว่าอวี๋หวั่นหมายถึงเซียวจื่อเยว่เป็นน้อง สะใภ้ จึงบอกว่าเป็นหน้าที่ หรือเพราะตนเป็นน้องสามี จึงนับว่า เป็นหน้าที่กันแน่
อวี๋หวั่นกล่าว “ถ้าไม่มีเรื่องใดแล้ว หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ อีกสักครู่หมอหลวงมา ค่อยให้หมอหลวงวินิจฉัยและรักษาอีก ครั้ง”
เฉิงอ๋องรีบเอ่ย “ข้าจะไปส่งพี่สะใภ้”
เฉิงอ๋องส่งอวี๋หวั่นออกจากเรือนเฟยเหยียน เรื่องนี้มิได้ แพร่งพรายออกไป และยังคงเดินออกทางประตูหลัง ขณะที่ก้าว ออกจากประตู ก็พบกับเยี่ยนจิ่วเฉาที่เดินมาพอดี
เยี่ยนจิ่วเฉาแน่ใจแล้วว่า ทูตทุกคนทราบว่าเขามีเด็กชายตัว น้อยสุดน่ารักไม่มีใครเทียบเทียมสามคน แต่ได้ยินมาว่ามีปลาตัว หนึ่งเล็ดลอดตาข่ายไปได้ เพราะได้รับบาดเจ็บและถูกหามมาที่นี่ เขาจึงมาตามหาปลาที่เล็ดลอดไปตัวนั้น!
คิดไม่ถึงว่าจะได้พบอวี๋หวั่นกับเฉิงอ๋อง
สายตาของเขาปราดมองล่วมยาในมือจื่อซู ก็พอเดาได้ว่าเกิด เรื่องใดขึ้น ทว่าเฉิงอ๋องกลัวว่าคุณชายอาจเข้าใจผิด จึงรีบอธิบาย
อย่างตื่นตระหนก “มีทูตจากหนานจ้าวท่านหนึ่งเมาเหล้าและได้ รับบาดเจ็บสาหัส จนรอหมอหลวงไม่ไหว ข้าจึงรีบตัดสินใจให้เชิญ พี่สะใภ้มาช่วยทำการรักษา”
กล่าวจบ ราวกับเพื่อจะบอกว่า เหตุใดตนถึงรู้ว่าพี่สะใภ้มีความ รู้ด้านการแพทย์ เขาจึงรีบอธิบายต่ออย่างไม่กล้าพักหายใจ “เมื่อ ครู่คุณหนูเซียวถูกแมงมุมพิษกัด และได้พี่สะใภ้ช่วยรักษาให้”
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งเสียงอืมด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน และถามเฉิงอ๋อง “คนผู้นั้นอาการเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฉิงอ๋องกล่าวอย่างรีบร้อน “พี่สะใภ้เชี่ยวชาญทักษะการ แพทย์ แขกปลอดภัยแล้ว ตอนนี้รอให้เขาตื่นขึ้นมา”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายนอนแน่นิ่งไปแล้ว คุณชายจึงหมดความ สนใจที่จะอวดบุตร จึงพาเด็กน้อยตัวอ้วนกลมและอวี๋หวั่นเดิน ทางออกจากเรือนเฟยเหยียน
แต่เดิมเด็กน้อยทั้งสามเข้ากับผู้อื่นไม่ค่อยได้นัก ทว่าตั้งแต่ อาศัยอยู่ในชนบทมายี่สิบวัน พวกเขาไม่เพียงแต่มีร่างกายที่อ้วน ขึ้น ความกล้าหาญยังมากขึ้นอีกด้วย ไม่ขวยเขินไม่วางตัวห่างเหิน พวกเขาเล่นกันสนุกสุดเหวี่ยง จึงเหนื่อยล้ากันแล้ว
ทั้งสามเริ่มถูตัวกับอวี๋หวั่น และผลัดกันหาวทีละคน
อวี๋หวั่นลูบหัวน้อยๆ ของพวกเขาอย่างรักใคร่เอ็นดู และช่วย กันพาเด็กทั้งสามไปที่เรือนเล็กใกล้ๆ พร้อมกับเยี่ยนจิ่วเฉา ซึ่งมีไว้ เป็นที่พำนักของราชวงศ์โดยเฉพาะ พวกเขาเข้าไปในห้องปีก และ
วางเด็กน้อยที่สะลึมสะลือง่วงนอนทั้งสามลงบนเตียงที่อ่อนนุ่ม
จื่อซูนำล่วมยากลับไปไว้บนรถม้า ส่วนฝูหลิงก็ยืนเฝ้าอยู่ที่ ประตู
พวกเขาทั้งสามปฏิเสธที่จะนอนบนเตียงอย่างเชื่อฟัง แต่กลับ ไปนอนในอ้อมแขนของอวี๋หวั่นแทน อวี๋หวั่นเอนกายพิงหัวเตียง และใช้มือทั้งสองโอบกอดพวกเขา ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่ลิงน้อยที่ ผ่ายผอมดังเช่นในอดีตอีกแล้ว สองแขนของเธอโอบกอดพวกเขา ไม่หมดอีกต่อไป
เยี่ยนจิ่วเฉาคว้าตัวเสี่ยวเป่ามาอย่างลวกๆ
เสี่ยวเปาอ้าปากและกำลังจะร้องไห้
“หุบปาก!” เยี่ยนจิ่วเฉาดุเสียงเบา
เสี่ยวเป่าหุบปากลงด้วยสีหน้าจ๋อย
อวี๋หวั่นเอ็นดูในท่าทีของเด็กน้อย เมื่อครู่นี้ไม่รู้ใครอยากจะ ตามท่านพ่อไปใจจะขาด พอมาตอนนี้กลับรู้สึกรังเกียจขึ้นมา
ไม่นานทั้งสามก็ปิดตาลง
อวี๋หวั่นถามถึงทูตหนานจ้าวด้วยเสียงแผ่วเบา “คราวนี้มีใคร มาจากหนานจ้าวบ้างหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาบีบแก้มบุตรชายคนเล็ก พลางตอบว่า “มีแม่ทัพ เวยหย่วน เสนาบดีคนสำคัญสองสามท่านและราชครูหนึ่งท่าน”
อวี๋หวั่นพึมพำ
“แม่ทัพ เสนาบดี ราชครู…ไม่มีราชนิกุลเลยหรือ?”
ไม่ควรเป็นเช่นนั้นสิ มิใช่มาเพื่อขโมยของศักดิ์สิทธิ์หรอก หรือ? จะไม่มีราชนิกุลเลยได้อย่างไร? หรือการนำของศักดิ์สิทธิ์ กลับคืนสามารถมอบหมายให้ข้าราชบริพารเพียงไม่กี่คนจัดการ ได้?
เยี่ยนจิ่วเฉาเดาความสงสัยในใจของอวี๋หวั่น พลันหัวเราะเยาะ
“ข้อมูลเรื่องการขโมยของศักดิ์สิทธิ์ถูกประมุขหญิงของหนาน จ้าวระงับไปแล้ว แม้แต่ประมุขของหนานจ้าวก็ไม่รู้เรื่องนี้ ยิ่งเป็น เช่นนี้ นางก็ยิ่งไม่สามารถเข้ามาอย่างโจ่งแจ้งได้ ที่นี่น่าจะมีพวก พ้องของนางอยู่ ซึ่งจะช่วยนางตามหาของศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกขโมยไป แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนที่นางส่งมา เช่นนั้นจะทำให้คนมอง ออกง่ายเกินไป”
บทที่ 147.2 เสี่ยวเป่าหน้าจ๋อย ตบหน้า (2)
อวี๋หวั่นเคยได้ยินมาว่า ตี้จีองค์เล็กของหนานจ้าวได้เป็น ประมุขหญิงอย่างในปัจจุบันเพราะของศักดิ์สิทธิ์ หากผู้คนรู้ว่าของ ศักดิ์สิทธิ์ของนางหายไปแล้ว เกรงว่าตำแหน่งจะสั่นคลอน
“จริงสิ เมื่อครู่ที่ข้าช่วยไว้คือคนจากฝ่ายใดหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “ไม่ใช่ฝ่ายใดเลย เป็นเพียง ศิษย์คนหนึ่งของราชครู”
อวี๋หวั่นไม่รู้เกี่ยวกับราชสำนักหนานจ้าวมากนัก จึงไม่เข้าใจ สถานะของราชครูในหนานจ้าว แท้จริงแล้วราชครูเป็นเสนาบดีที่ ใกล้ชิดประมุข ได้รับความไว้วางพระทัยจากประมุขหนานจ้าวเป็น อย่างมาก ดังนั้นสถานะศิษย์ของเขาก็สูงส่งมากเช่นกัน
“เยี่ยนจิ่วเฉา” อวี๋หวั่นให้ความสนใจกับอีกเรื่องหนึ่ง
“มีอันใดหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉามองเธอขณะอุ้มบุตรชายคนเล็ก ที่กำลังหลับ
อวี๋หวั่นครุ่นคิด “พิษในตัวท่านถูกถอนไปแล้ว ดังนั้นราชัน สัตว์พิษก็ไม่มีประโยชน์กับเราแล้ว เราควรจะมอบราชันสัตว์พิษให้ พวกเขาหรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉาถาม “เจ้ารู้วิธีเอาราชันสัตว์พิษออกมาหรือ?”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า
เธอไม่รู้ศาสตร์ของสัตว์พิษ ไม่อาจควบคุมหนอนพิษตัวนี้ได้
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอีกครั้ง “เช่นนั้นเจ้าก็ตัดสินใจเอา ว่าจะไป บอกคนของหนานจ้าวให้เอาราชันสัตว์พิษออกให้เจ้าหรือไม่?”
อวี๋หวั่นส่ายหน้าอีกครั้ง
เรื่องที่ประมุขหญิงแห่งหนานจ้าวสูญเสียราชันสัตว์พิษเป็น ความลับที่ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ หากประมุขหญิงรู้ว่า ราชันสัตว์พิษตกอยู่ในมือของพวกเขา ใครจะรู้ว่าประมุขหญิงจะ ฆ่าพวกเขาหรือไม่?
เยี่ยนจิ่วเฉามองเด็กชายอ้วนกลมทั้งสามที่หลับอยู่ พลางเอ่ย พึมพำ “เก็บไว้เถิด มันอาจจะมีประโยชน์ในอนาคต”
จริงสิ สิ่งนี้หนานจ้าวมองว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นมันต้องมี ประโยชน์เป็นแน่ บางทีนอกจากการถอนพิษแล้ว มันอาจมีวิธีใช้ อื่นๆ อีกก็เป็นได้ อีกอย่างเธอก็ไม่ได้ขโมยเสียหน่อย เธอได้มาโดย บังเอิญ และไม่ใช่ว่าเธอปฏิเสธที่จะมอบมันให้พวกเขา ทว่า สถานการณ์บีบบังคับให้ไม่อาจมอบให้ได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น อวี๋หวั่นก็พลันรู้สึกโล่งใจ
“พวกเขาหลับไปแล้ว” อวี๋หวั่นมองดูบุตรชายในอ้อมแขน และเอ่ยด้วยดวงตาที่สดใส
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งเสียงอืมเบาๆ และวางบุตรชายคนเล็กลงกับ เตียง อวี๋หวั่นก็วางต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าลง และถอดเสื้อผ้ากับ รองเท้าของทั้งสามคนออก จากนั้นจึงดึงผ้านวมบางๆ คลุมท้อง
พวกเขา
ยามนี้อากาศร้อน เด็กมักจะเหงื่อออก หากคลุมมากไปอาจ ทำให้รู้สึกอึดอัด
อวี๋หวั่นให้จื่อซูและฝูหลิงเฝ้าไว้ เยี่ยนจิ่วเฉาก็เรียกอิ่งสือซัน มาเช่นกัน จากนั้นทั้งคู่จึงออกจากเรือนไปอย่างวางใจ
ทั้งสองวางแผนจะไปที่เรือนเฟยเหยียนและเรือนฉงอันตาม ลำดับ เดินไปตามทางเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวชอุ่ม มีเสียง หัวเราะดังขึ้นเป็นครั้งคราว คณะแสดงที่ฮองเฮาเลือกมาได้เริ่ม แสดงแล้ว เรือนฉงอันก็มีชีวิตชีวาขึ้นมา
ได้ยินว่าตอนที่องค์ชายใหญ่กับองค์ชายสามจัดงานอภิเษก สมรสเงียบเหงากว่าที่นี่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีกฎระเบียบ มากกว่าที่นี่ องค์ชายห้ามักถูกรังแก คนกลุ่มนั้นจึงก่อความ วุ่นวายได้โดยไม่เกรงกลัว แน่นอนว่าบางส่วนเกิดจากการแต่งงาน ระหว่างสองประเทศ จึงมีแขกมากกว่างานเลี้ยงแต่งงานครั้ง ก่อนๆ
“ฮ่าๆ! ข้ายิงโดนแล้ว!”
“องค์ชายสี่ปรีชาการยิงธนูยิ่งนัก!”
เสียงหัวเราะดังมาจากทุ่งหญ้าที่อยู่ห่างไปไม่ไกล อวี๋หวั่นหัน มองไปตามเสียง และเห็นว่าสนามหญ้าที่เดิมทีเคยว่างเปล่ากลับ เต็มไปด้วยผู้คน องครักษ์จวนอ๋องตั้งเป้ายิงธนู บรรดาแขกบุรุษก็ กำลังแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการยิงธนู
“อยากดูหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามขณะที่หันมองเธอ
“ได้หรือไม่?” อวี๋หวั่นกะพริบตามองเขา
เธอไม่เคยเห็นคนสมัยก่อนยิงธนูเลย ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ
“ตามมา” เยี่ยนจิ่วเฉาเดินก้าวยาวเข้าไปทางทุ่งหญ้า
อวี๋หวั่นขบเม้มริมฝีปาก ในช่วงเวลาเช่นนี้ควรจะจับมือหญิง สาวมิใช่หรือ?
อวี๋หวั่นยกกระโปรงขึ้นและเดินตามไปติดๆ
เยี่ยนจิ่วเฉามองร่างเล็กที่กำลังเดินตามเขามาทุกฝีก้าว จาก นั้นมุมปากของเขาก็ยกให้เห็นเป็นเส้นโค้งจางๆ
เฉิงอ๋องก็อยู่ที่นี่ด้วย แน่นอนว่าเขาไม่ได้มาเพื่อมายิงธนู ทว่า กังวลว่าจะเกิดปัญหาใดขึ้นอีก ดังนั้นเมื่อแน่ใจว่าทูตหนานจ้าว ปลอดภัยแล้วจึงรีบมาที่นี่
เขาเห็นอวี๋หวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉาที่กำลังมาทางนี้ จึงเดินไปกล่าว ทักทาย “ท่านพี่ พี่สะใภ้”
เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้าเบาๆ และมองฝูงชนดำทะมึนที่อยู่บน สนามหญ้า “ผู้ใดกำลังยิงธนู?”
เฉิงอ๋องตอบ “พี่ใหญ่ พี่สาม พี่สี่ กับองค์ชายรองแห่งซยงหนู และโอรสชินอ๋องรวมถึงคุณชายจากตระกูลขุนนางอีกหลายท่าน แม่ทัพใหญ่เซียวกับแม่ทัพเวยหย่วนแห่งหนานจ้าวก็อยู่เช่นกัน”
เรือนเฟยเหยียนก็จัดกลุ่มแสดงไว้เช่นกัน ทว่านายท่านเหล่า
นี้ไม่ชอบฟังการแสดง ในตอนแรกพวกเขาเล่นปาลูกดอกลงเป้า จากนั้นไม่รู้ว่าอย่างไรจึงเปลี่ยนมาเป็นการยิงธนูได้ โชคดีที่แม้ว่า จวนเฉิงอ๋องจะไม่หรูหรา แต่ก็กว้างใหญ่พอ เฉิงอ๋องให้คนตั้งเป้า ยิงธนูบนสนามหญ้า บรรดาแขกต่างพนันกันว่าผู้ใดจะมีทักษะการ ยิงธนูที่แม่นยำที่สุด และเชิญเซียวเจิ้นถิงกับแม่ทัพเวยหย่วนแห่ง หนานจ้าวมานั่ง เพื่อกันไม่ให้ผู้ใดเล่นตุกติก
“ผู้ใดยิงได้ดีหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
เฉิงอ๋องยิ้มอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า “องค์ชายรองแห่งซ ยงหนูมีทักษะการยิงธนูที่ดีที่สุด ทุกดอกล้วนไม่พลาด ยิงเข้ากลาง เป้าทั้งหมด พี่สามกับพี่สี่ก็ไม่เลวนัก ตามมาติดๆ”
มีเพียงองค์ชายใหญ่ที่ยิงสิบดอก พลาดเป้าไปเจ็ดหรือแปด ดอก
เรื่องนี้ยากจะเอ่ยให้ใครฟัง
ทว่าไม่จำเป็นต้องให้เขาเอ่ย แค่อวี๋หวั่นมองเห็นสภาพเละเทะ ขององค์ชายใหญ่ ก็รู้ได้ว่าเขาแพ้อย่างยับเยิน
เฉิงอ๋องไม่แน่ใจว่าลูกพี่ลูกน้องของเขากับพี่สะใภ้มาที่นี่เพื่อ รับชม หรืออยากมายิงธนูกันแน่ ลูกพี่ลูกน้องของเขาไม่มีความรู้ ความสามารถ ดูไม่เหมือนคนที่ยิงธนูได้ พี่สะใภ้ยิ่งไม่น่าใช่…
ในขณะที่ความคิดเฉิงอ๋องกำลังโบยบิน เยี่ยนจิ่วเฉาก็พาอวี๋ หวั่นไปที่สนามหญ้าแล้ว
ผลสุดท้ายของการแข่งขันรอบแรก องค์ชายรองแห่งซยงหนู
ยิงเข้าเป้าทั้งหมดสิบดอก จึงได้ครองอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ชนเผ่าบนหลังม้าไม่ได้เป็นเพียงลมปาก องค์ชายสามเข้าเป้าแปด ดอกตามมาติดๆ ส่วนองค์ชายสี่และคุณชายจากตระกูลขุนนาง คนหนึ่งเข้าเป้าห้าดอกจึงได้อันดับสาม
คนที่เดิมพันองค์ชายรองแห่งซยงหนูได้รับเงินมากมาย แม้ กระทั่งการเริ่มต้นในรอบที่สอง ทุกคนต่างก็วางเดิมพันกับองค์ ชายรองแห่งซยงหนู
“เฮ้! ยังเป็นพี่น้องกันอยู่หรือไม่? ไยพวกเจ้าเดิมพันกับเขาไม่ เดิมพันกับข้า?” องค์ชายสี่มองคุณชายตระกูลขุนนางสองสามคน ผู้ซึ่งเป็นมิตรที่ดีกับตนในวันปกติอย่างโกรธเคือง
พวกเขากระแอมในลำคอด้วยความลำบากใจ ความแตกต่าง ระหว่างห้าดอกกับสิบดอก คนโง่เท่านั้นที่จะเดิมพันว่าเจ้าชนะ!
องค์ชายสี่โกรธจนเขวี้ยงลูกดอกทิ้ง “ไม่เล่นแล้ว!”
“เฮ้ น้องสี่!” องค์ชายสามแสร้งทำเป็นเรียกเขา แต่องค์ชายสี่ กลับเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
พระมารดาขององค์ชายสามคือสนมเต๋อเฟยซึ่งเป็นสนมชั้น หนึ่ง สถานะของเขาสูงพอๆ กับเยี่ยนไหวจิ่ง ทว่าสนมเต๋อเฟยไม่ได้ ฉลาดและมีความสามารถเท่าสวี่เสียนเฟย และในทุกๆ ด้านตัว เขาเองก็ไม่อาจเทียบกับเยี่ยนไหวจิ่งได้ เขาจึงตกเป็นเบี้ยล่างใน สายตาพระบิดา ในที่สุดวันนี้เยี่ยนไหวจิ่งก็ไม่ได้ร่วมงานเลี้ยง เขา เข้าใจว่าช่วงเวลาที่จะได้แสดงความสามารถมาถึงแล้ว
ห่างกับองค์ชายรองแห่งซยงหนูเพียงสองเป้า ตราบใดที่เขา เสมอหรือมีแต้มนำได้ เสด็จพ่อต้องมองเขาใหม่เป็นแน่
ขณะที่องค์ชายสามกำลังถูหมัดเช็ดมือเตรียมความพร้อม และสร้างความฮึกเหิมอยู่นั้น ชายร่างสูงไว้หนวดเคราอายุราวๆ สามสิบสี่สิบก็กล่าวด้วยนํ้าเสียงกระด้าง “ข้าได้ยินมานานแล้ว ว่า แม่ทัพใหญ่เซียวไม่เพียงแต่บังคับบัญชาการกองทัพได้ดีราวกับ เทพเจ้าผู้ทรงอิทธิฤทธิ์เท่านั้น แต่ยังมีทักษะการยิงธนูที่แม่น เสมือนจับวางที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ทราบว่าวันนี้เห้อเหลียนจะได้มี โอกาส เรียนรู้การยิงธนูของแม่ทัพใหญ่เซียวหรือไม่!”
อวี๋หวั่นหันไปมองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ คนผู้นี้ดูเหมือน กำลังยิ้ม แต่ในนํ้าเสียงกลับมีแววของความดูถูกเหยียดหยาม ใน ราชวงศ์ต้าโจวมีใครบ้างที่กล้าใช้วาจาเช่นนี้กับเซียวเจิ้นถิง?
ราวกับคาดเดาความคิดของเธอออก เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมอง ชายผู้นั้นพลางเอ่ยว่า “แม่ทัพเวยหย่วนแห่งหนานจ้าว เห้อเหลี ยนฉี”
ที่แท้ก็เป็นคนจากหนานจ้าว อวี๋หวั่นถาม “แม่ทัพเวยหย่วน อันใดนี่ เก่งกาจมากเลยหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว “ตระกูลเห้อเหลียนนับว่าเก่งกาจ มีแม่ทัพ ที่รู้จักกันในนามเทพเจ้าสงครามเป่ยหมิง ส่วนเห้อเหลียนฉีก็พอ จะไปวัดไปวาได้”
“เหตุใดคนหนานจ้าวจึงเรียกว่าเทพเจ้าสงครามเป่ยหมิง
เล่า?” อวี๋หวั่นสงสัย
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว “เขาชื่อเห้อเหลียนเป่ยหมิง เห้อเหลียนฉี เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา”
อวี๋หวั่นพยักหน้าในทันที “หากเป็นเช่นนี้ แม่ทัพเวยหย่วนผู้นี้ ก็เทียบไม่ได้กับแม่ทัพใหญ่เซียวโดยสิ้นเชิงใช่หรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉาฮึดฮัดเบาๆ “แค่ถือรองเท้าก็ยังไม่คู่ควร”
อวี๋หวั่นมองเขาอย่างประหลาดใจ “น้อยนักที่ท่านจะเอ่ยแทน แม่ทัพใหญ่เซียว”
เยี่ยนจิ่วเฉาไพล่มือไว้ข้างหลัง พลางเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ “แค่ว่าไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น”
อวี๋หวั่นถามด้วยความแปลกใจ “เช่นนั้นเขาก็ยังหยิ่งผยอง ไม่ กลัวว่าแม่ทัพใหญ่เซียวจะตบหน้าเขาหรือ?”
ในมุมมองของอวี๋หวั่น เซียวเจิ้นถิงเก่งกาจถึงเพียงนี้ แม่ทัพ เวยหย่วนผู้นี้ศึกษาการยิงธนูจากเขาเป็นเพียงการดูถูกตัวเอง
“อะไรกัน? แม่ทัพใหญ่เซียวไม่อยากเป็นเกียรติแก่เห้อเหลียน คนนี้หน่อยรึ?” แม่ทัพเวยหย่วนพยายามกดดัน
ถึงตอนนี้ เซียวเจิ้นถิงไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว เซียวเจิ้นถิงจึงลุก ขึ้นจากที่นั่ง
เมื่อทุกคนเห็นว่าเขากำลังจะลงสนาม พวกเขาตื่นเต้นยิ่งกว่า ดูองค์ชายแข่งขันกัน แม้แต่องค์ชายสี่ที่จากไปก็รีบกลับมาอย่าง
ตั้งหน้าตั้งตารอคอย
นี่คือเทพเจ้าสงครามแห่งต้าโจวของพวกเขา มีชัยทุกสนาม ชนะทุกการต่อสู้ กล้าท้าทายเขารึ? รอถูกตบหน้าได้เลย!
ทุกคนลืมกระทั่งวางเดิมพัน จับตามองชายร่างสูงใหญ่กำยำ ราวกับภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่กลางสนามหญ้า พวกเขาไม่อาจกะพริบ ตาได้แม้แต่ครั้งเดียว
เห้อเหลียนฉีก็ลงสนามเช่นกัน เขาเดินขึ้นมาด้านข้างเซียว เจิ้นถิง
ทหารองครักษ์ของจวนเฉิงอ๋องมอบคันธนูและลูกศรให้คนทั้ง สอง
เซียวเจิ้นถิงคุ้นเคยกับการใช้คันธนูหนัก แต่คันธนูที่เบาเช่นนี้ เขาก็ใช้ได้เช่นกัน
เขาหยิบคันธนูและลูกศรขึ้น “แม่ทัพเวยหย่วน เชิญก่อน”
“ช้าก่อน” เห้อเหลียนฉียกมือขึ้น “ข้าจะใช้ธนูของข้าเอง”
ทหารองครักษ์ของจวนเฉิงอ๋องมองไปยังเซียวเจิ้นถิง เซียว เจิ้นถิงพยักหน้า ทหารองครักษ์จึงนำคันธนูและลูกศรถอยกลับไป
เห้อเหลียนฉีกล่าว “ทหาร! นำคันธนูและลูกศรของข้าขึ้นมา!”
ทุกคนต่างก็เดาว่าทูตหนานจ้าวจะใช้คันธนูที่ไม่เหมือนผู้ใด และในไม่ช้าหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็มาพร้อมกับคันธนู และลูกศร
ธนูไม่ได้มีสิ่งใดแปลกประหลาด ทว่าคนผู้นั้น…
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ร่างของผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ หากจะกล่าวให้ชัดเจน คือจับจ้องชุดเกราะสีเงินที่เขาสวมใส่อยู่
ดู…ดูคุ้นๆ นะ…
มีเสียงอุทานของใครคนหนึ่งดังออกมาท่ามกลางฝูงชน “เอ๊ะ นั่นไม่ใช่ชุดเกราะของแม่ทัพใหญ่เซียวหรอกหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียง ก็เห็นว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่สวมชุดเกราะซึ่งถือ เป็นเกียรติยศตลอดครึ่งชีวิตของเซียวเจิ้นถิง คุกเข่าข้างหนึ่งลง แทบเท้าเห้อเหลียนฉี
นี่เป็นการตบหน้าเซียวเจิ้นถิงและตบหน้าแผ่นดินต้าโจว
สีหน้าของเซียวเจิ้นถิงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เยี่ยนจิ่วเฉากำหมัดแน่น ดวงตาค่อยๆ เย็นชา