หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 152.1 ออกจากสนาม สิ้นสุด (1)
หลังจากเหล่าบุรุษมุ่งหน้าเข้าสู่สวนล่าสัตว์ สตรีญาติก็ออก เดินทางสู่สวนชมสัตว์ ภายใต้การนำของฮองเฮา สตรีในวังหลัง แทบไม่มีโอกาสได้ออกมาจากวังหลัง อย่าว่าแต่การเยี่ยมชมสัตว์ หายาก แม้แต่การได้เห็นดอกไม้ป่าและวัชพืชเพียงเล็กน้อยก็ เพียงพอที่จะทำให้พวกนางเพลิดเพลิน เจินเฟยและอวี้เฟยมี ความสุขมาก ทว่าสีหน้าของสวี่เสียนเฟยกลับดูยํ่าแย่เล็กน้อย
คิดๆ ดูแล้วก็ไม่น่าแปลกใจ การแต่งงานระหว่างเฉิงอ๋องกับ องค์หญิงแห่งซยงหนูดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้จะมีปัญหาเล็ก น้อยเกิดขึ้นในพิธีเฉลิมฉลองก็ตาม ทว่าจุดด่างพร้อยเพียงเล็ก น้อยก็ไม่อาจปิดบังจุดเด่นได้ ตำแหน่งของฮองเฮามั่นคงขึ้น เดิมที สวี่เสียนเฟยสามารถพึ่งพาบุตรของตนเพื่อบดขยี้ฮองเฮา ทว่า เยี่ยนไหวจิ่งบุตรของนางกลับเกิดเรื่องขึ้น แม้กระทั่งงานแต่งงาน ของเฉิงอ๋องก็ไม่อาจมาร่วมได้ ตำหนักเสียนฝูของนางเริ่มจะ เงียบเหงาไร้เงาผู้คน สิ่งเดียวที่ทำให้นางพึงพอใจคือ จวนอัครมหา เสนาบดียังคงยึดมั่นในการแต่งงานระหว่างหานจิ้งซูกับเยี่ยนไหว จิ่ง
นางรอคอยอย่างอดทน ยังมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์กลับ มาอีกครั้ง
เพียงแต่ก่อนจะถึงเวลานั้น นางจำต้องอดทนมองดูฮองเฮา
สยายปีกพญาหงส์ต่อหน้านาง ซึ่งมิใช่ความรู้สึกที่ดีนัก
“น้องเสียนเฟยรู้สึกไม่สบายหรือ?” ฮองเฮาจูงมือองค์หญิงจิ่ว ส่งยิ้มให้สวี่เสียนเฟยที่อยู่หลังนางเพียงครึ่งก้าว
สนมเฟยขั้นหนึ่งทั้งสี่ ล่วงลับไปสามคนแล้ว ยามนี้เหลือเพียง สวี่เสียนเฟย นางอยู่หลังฮองเฮาเท่านั้น อยู่ใกล้กับฮองเฮามาก ที่สุด ไม่เหมือนกับอวี้เฟย เจินเฟยและคนอื่นๆ ที่อยู่หลังกว่าสอง หรือสามก้าว
ทว่าพระสุรเสียงของฮองเฮา พวกนางก็ยังคงได้ยินชัดเจน
หากจะบอกว่าผู้ใดรู้สึกขัดหูขัดตาที่ฮองเฮากลับมาเป็นที่ โปรดปรานมากที่สุด นั่นก็คือสวี่เสียนเฟย เพราะไม่ว่ามองจากมุม ใด บุตรของเจินเฟยและอวี้เฟยก็ไม่มีโอกาสได้เป็นรัชทายาท พวก นางจึงไม่ต้องคิดเรื่องช่วงชิงตำแหน่งหลักในวังหลัง ทว่าต่างจาก สวี่เสียนเฟย นางพยายามวิ่งไล่ตามตำแหน่งฮองเฮาเสมอ ยามนี้ ฮองเฮาออกจากตำหนักเฟิ่งชีแล้ว เส้นทางสู่ฮองเฮาของสวี่เสีย นเฟยอาจยากลำบากขึ้นกว่าเดิม
ฝั่งฮองเฮา ผู้ที่น่าหวาดกลัวที่สุดก็ต้องเป็นสวี่เสียนเฟยเช่น กัน แม้ต่อหน้าฮองเฮาจะดูเป็นห่วงเป็นใยนาง ทว่าผู้ใดสามรถ บอกได้ว่ามิได้กำลังฉีกหน้านาง?
ทั้งสองแอบคาดเดาว่าสวี่เสียนเฟยจะตอบอย่างไร และก็ได้ ยินสวี่เสียนเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มเริงร่า “ท่านพี่กังวลเกินไปแล้ว น้องรู้สึกสบายยิ่งนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจตอบรับฝ่าบาทว่าจะมา
เยี่ยมชมสวนได้”
อวี้เฟยและเจินเฟยมองหน้ากัน สวี่เสียนเฟยมาเพราะฮ่องเต้ เป็นคนเชิญ? ฮองเฮาคงไม่อาจสบายใจได้อีก
เป็นดังคาด ดวงตาของฮองเฮาเย็นชา ทุกคนที่เดินตามหลัง นางไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีแปลกประหลาด ทว่าองค์หญิงจิ่วที่ถูกจูง สัมผัสถึงความเจ็บปวดที่มือน้อยๆ ได้อย่างชัดเจน ฮองเฮาบีบมือ นางแน่นเกินไป
ไฟโทสะของฮองเฮาสงบลงอย่างรวดเร็วมาก นางคลายมือที่ จับองค์หญิงจิ่วอย่างอ่อนโยน และลูบหัวองค์หญิงจิ่ว “ไปเล่นกับพี่ สะใภ้เจ้าเถิด”
ครั้งนี้องค์หญิงจิ่วไม่เขินอาย นางเดินไปหาอวี๋หวั่นอย่างเชื่อ ฟัง
อวี๋หวั่น จื่อซูกับฝูหลิงจูงเด็กชายอวบอ้วนทั้งสาม ส่วนเธอเอง ก็จูงมือองค์หญิงจิ่ว
องค์หญิงจิ่วตกตะลึง
มือของพี่สะใภ้สากด้าน ไม่นุ่มอย่างพระหัตถ์ของฮองเฮา ทว่า มือของพี่สะใภ้กลับเหมือนมือมารดาแท้ๆ ของนางมากกว่า
ฮองเฮาแย้มยิ้ม “ได้ยินว่าองค์หญิงสือป่วยไข้ พี่คิดว่าน้องจะ อยู่ดูแลนางอยู่ที่ตำหนักเสียนฝูเสียอีก”
องค์หญิงสือเป็นธิดาของสวี่เสียนเฟย เกิดปีเดียวกับกับองค์
หญิงจิ่ว ทว่าคนหนึ่งต้นปี คนหนึ่งปลายปี ทั้งสองคนอายุเท่ากัน แต่ชะตาชีวิตต่างกัน องค์หญิงจิ่วเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวในหวง จื่อเตี้ยน ทว่าองค์หญิงสือได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจากสวี่เสีย นเฟย
องค์หญิงจิ่วจำน้องสือได้ นางมักอยู่กับมารดาสนมเฟยเสมอ องค์หญิงจิ่วอิจฉาที่นางมีมารดาสนมเฟยของตนเองยิ่งนัก ทว่า แม่นมบอกว่ายามนี้นางไม่ต้องอิจฉาอีกแล้ว เพราะนางมีมารดา ซึ่งเป็นฮองเฮา และมารดาฮองเฮาก็จะดีกับนางเช่นเดียวกับองค์ หญิงสือ
องค์หญิงสือหายจากอาการป่วยแล้ว ทว่าสวี่เสียนเฟยขี้เกียจ ไปถวายบังคมฮองเฮา จึงใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง
สวี่เสียนเฟยปั้นหน้ายิ้ม “ขอบพระทัยฮองเฮา องค์หญิงสือดี ขึ้นมากแล้ว”
ฮองเฮาคลี่ยิ้มและกล่าวกับแม่นางชุยที่อยู่ด้านข้าง “ข้าจำได้ ว่าทูตหนานจ้าวส่งบัวหิมะเทียนซานมาให้สองดอก ดอกหนึ่งส่งให้ องค์หญิงสือ อีกดอกหนึ่งส่งไปที่ตำหนักของพระสนมเจาเฟย”
“เพคะ” แม่นางชุยรับคำ
ทุกคนต่างประหลาดใจ ของดีเช่นนี้ปูนบำเหน็จให้องค์หญิงสือ อาจกล่าวได้ว่าช่วยฟื้นฟูร่างกายของนาง ทว่าปูนบำเหน็จให้สนม เจาด้วยเหตุใดเล่า? แม้จะทราบว่าสนมเจาเฟยอยู่ในค่ายของ ฮองเฮา ทว่ามิได้มีความสำคัญเป็นการส่วนตัว คนอื่นๆ ต่างได้รับ
ทุกอย่างเท่าเทียม ฮองเฮาปูนบำเหน็จให้นางอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ คงต้องมีเหตุผลที่ให้รางวัลนางกระมัง
“พระสนมเจากำลังตั้งครรภ์” ฮองเฮากล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนตกตะลึง สวี่เสียนเฟยตัวแข็งทื่อ
ฮองเฮาแก่ชราแล้ว นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจมีราตรีที่เร่าร้อนได้อีก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการตั้งครรภ์ ทว่าสวี่เสียนเฟยกลับไม่ยอมรับ ชะตากรรม นางรอคอยที่จะให้บุตรอีกคนแก่ฮ่องเต้มาโดยตลอด ทว่าน่าเสียดายที่โชคชะตากลั่นแกล้ง ท้องของนางยังคงสงบนิ่ง ทว่าเจาเฟยกลับได้ไป
ต้องบอกว่าเจาเฟยยังโชคดี เพราะเมื่อเจาเฟยได้เห็นสภาพที่ ฮ่องเต้หัวโล้น นางตกใจจนเสียกิริยา ตามหลักแล้วชั่วชีวิตนี้นาง คงมิได้พบฮ่องเต้อีก ทว่าไม่นานนางกลับได้รับการตรวจว่ามีชีวิ ตน้อยๆ เกิดขึ้นแล้ว
แน่นอนว่าฮองเฮาไม่ทราบเรื่องสนมเจาเฟยเกือบจะสูญเสีย ความโปรดปราน และยังคงคิดว่าสนมเจาเฟยเป็นที่เชิดหน้าชูตา ให้แก่นาง
ในวัยนี้ยังทำให้สตรีตั้งครรภ์ได้ ฮ่องเต้รู้สึกว่าตนเองเป็นมีด เก่าที่ยังคมกริบ อดไม่ได้ที่จะชื่นชมยินดี เขาปูนบำเหน็จแก่สนม เจาเฟยและฮองเฮา ชื่นชมสนมเจาเฟยที่สามารถตั้งครรภ์ และ ยกย่องฮองเฮาที่ปกครองวังอย่างมีคุณธรรม
วาจาเหล่านี้ฮองเฮาไม่อาจกล่าว แม่นางชุยเล่าเองอย่าง
สมจริงสมจัง หลังจากฟังประโยคสุดท้าย ใบหน้าของสวี่เสียนเฟ ยก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคลํ้า
คำที่ดีอย่างปกครองวังอย่างมีคุณธรรม ราวกับไม่กี่ปีที่ผ่าน มา วังหลังไม่สุขสงบเพราะนางแอบทำเรื่องไม่ดีอย่างนั้นละ!
ฝ่าบาทก็ไม่คิดเสียหน่อยเล่าว่า หากนางมีแผนร้ายจริง จะยัง มีองค์ชายองค์หญิงที่เกิดมาหลังจากจิ่งเอ๋อร์หรือ?!
แน่นอนว่า ก่อนที่เยี่ยนไหวจิ่งจะถือกำเนิด นางคิดไม่ซื่อต่อ บุตรหลาน ทว่านั่นก็เป็นอดีตไปหมดแล้ว ฮ่องเต้จะผลักความผิด ทั้งหมดมาให้นางได้อย่างไร? การยอมรับว่าตนเองอายุมากเกิน กว่าจะทำให้สนมนางในตั้งครรภ์ได้อีกยากมากเลยหรือ?
สวี่เสียนเฟยทราบดีว่าลึกๆ ในใจของนางคือวาจาเกรี้ยวกราด และหยาบคายที่ไม่อาจเอ่ยออกจากปากได้ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ต่าง กับการฆ่าตัวตาย
นางลอบถอนหายใจ แผนการของฮองเฮาลํ้าหน้าขึ้นเรื่อยๆ เมื่อครู่หากไม่ควบคุมสติ นางก็เกือบจะเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมา แล้ว โชคดีที่นางกลับตัวทัน
เมื่อฮองเฮาเห็นว่าสวี่เสียนเฟยระงับอารมณ์ในช่วงหน้าสิ่ว หน้าขวานไว้ได้ ก็พลันหัวเราะเยาะ และจับข้อมือของแม่นางชุย เดินมุ่งหน้าไปยังสวนชมสัตว์เยี่ยงพญาหงส์
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น อวี๋หวั่นไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่จับ มือองค์หญิงจิ่วอยู่เงียบๆ ขณะเดียวกันก็มองดูเด็กอ้วนทั้งสามที่
กำลังทอดสายตามองไปด้านข้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอ รับรู้การเผชิญหน้าระหว่างฮองเฮากับสวี่เสียนเฟย ทว่านี่หาใช่ เวลาที่ควรขัดจังหวะ
หานจิ้งซูที่เดินอยู่ข้างเธอก็ยังคงนิ่งเฉยอย่างเชื่อฟัง ในที่สุด สตรีผู้นี้ก็เลือกที่จะให้อภัยเยี่ยนไหวจิ่ง อวี๋หวั่นหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เยี่ยนไหวจิ่งจะเห็นความดีของหานจิ้งซู และเลิกคิดถึงเธอตั้งแต่นี้ ไป
ในส่วนลึกของป่าเม่า ฮ่องเต้ล่าเหยื่อตัวแรกต่อหน้าทุกคนได้ สำเร็จ ซึ่งก็คือกวางตัวผู้ที่โตเต็มวัย ทุกคนปรบมือยินดี ฮ่องเต้ก็มี ความสุขยิ่ง เขาสั่งให้ทหารองครักษ์นำกวางไปเคี่ยวเป็นมื้อเย็น เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับทุกคน
เมื่อฮ่องเต้ล่าสัตว์ตัวแรกสำเร็จแล้ว การล่าสัตว์ก็เริ่มต้นขึ้น อย่างเป็นทางการ เยี่ยนไหวจิ่งมิได้มา องค์ชายสามจึงกลายเป็น รัชทายาทที่น่าจับตามองที่สุดในยามนี้ ไม่นานเขาก็ล่ากวางได้เช่น กัน ทว่าตัวเล็กกว่าของฮ่องเต้หนึ่งวงรอบ
เหล่าขุนนางต่างชื่นชมว่าปรีชาสามารถเชื้อไม่ทิ้งแถว ฮ่องเต้ ทรงปลื้มปีติยิ่ง มองบุตรชายคนที่สามที่ถูกเยี่ยนไหวจิ่งกลบความ โดดเด่นมาตลอดใหม่อีกครา แม้ว่าบุตรชายคนที่สามจะไม่เก่งทั้ง บู๊และบุ๋นเยี่ยงบุตรชายคนที่สอง ทว่าก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน หลายปีแล้วที่ละเลยบุตรผู้นี้
“วันนี้ครอบครัวองค์ชายสามมาเข้าวังหรือไม่?” ฮ่องเต้ตรัส
ถามขันทีวังที่อยู่ด้านข้าง
ขันทีวังกล่าวว่า “มารดาของพระชายาองค์ชายสามไม่สบาย นางจึงเดินทางไปเยี่ยมแล้ว”
แท้จริงแล้วพระสนมขององค์ชายสามแท้งเป็นอาจิณ องค์ ชายสามจึงสงสัยว่าพระชายาของตนเป็นคนทำ นางจึงทะเลาะกับ เขาครั้งใหญ่ และวิ่งกลับไปหาครอบครัวของนาง ครอบครัวของ นางเกรงว่าหากแพร่งพรายออกไปคงไม่ดีนัก จึงประกาศว่ามารดา ของพระชายาองค์ชายสามเจ็บป่วยแทน
ขันทีวังไม่ได้บอก เพราะคิดว่าสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงอยากฟังไม่ใช่ เรื่องนี้เป็นแน่
ฮ่องเต้ตรัสว่า “ส่งโสมสองต้นไปให้ฮูหยินสวี”
พระชายาองค์ชายสามแซ่สวี
“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีวังรับคำสั่ง แล้วรีบเรียกตัวขันทีน้อยที่มี ความสามารถให้ไปเลือกโสมจากคลังเก็บของ
องค์ชายสามใช้ธนูได้ดีดั่งเทพเจ้า หลังจากล่ากวางได้แล้ว ก็ ยังมีแพะป่าหนึ่งตัว อีแร้งหนึ่งตัว และกระต่ายอีกสามตัว เรียกว่า ได้เป็นกอบเป็นกำ องค์ชายสี่ไม่เชี่ยวชาญเท่าเขา ทว่าเขาก็ล่าตัว นิ่มได้หนึ่งตัว มีเพียงองค์ชายใหญ่และเฉิงอ๋องที่สองมือว่างเปล่า
ทั้งสองขี่ม้า ควบไปควบมาก็ชนกัน
ใต้ดวงตาขององค์ชายใหญ่เป็นสีเขียวคลํ้า เฉิงอ๋องก็เช่นกัน
เฉิงอ๋องเสียขวัญกับใบหน้าปูดบวมฟกชํ้าของพระชายา ทำให้ ฝันร้ายมาหลายคืน ส่วนองค์ชายใหญ่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงนอนหลับไม่ สนิท
เฉิงอ๋องกำลังจะกล่าวทักทายพี่ชาย ทว่าจู่ๆ เขาก็เห็นกระต่าย ตัวอวบอ้วนตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังพงหญ้า กระต่ายสีเทา สีสันไม่ สะดุดตา ทว่าเขาเดินเข้าไปใกล้จึงสังเกตเห็น
ไม่นานองค์ชายใหญ่ก็สังเกตเห็นเช่นกัน
ทั้งสองมองไปที่กระต่ายโดยมิได้นัดหมาย จากนั้นก็สบตากัน
เฉิงอ๋องกระซิบ “เหตุใดท่านพี่ไม่จัดการเล่า?”
องค์ชายใหญ่กล่าวว่า “น้องห้าพบมันก่อน มันก็ควรจะเป็น ของน้องห้า”
เฉิงอ๋องกล่าวว่า “ไม่ๆๆ เป็นของท่านพี่นั่นแหละ”
ทั้งสองเกี่ยงกันไปมาอยู่สักพัก ในที่สุดองค์ชายใหญ่ก็ทนไม่ ไหว พลันจ้องมองอย่างมีโทสะ “ข้ายิงไม่แม่น เจ้าไม่รู้รึ! อยากเห็น ข้าอับอายรึ!”
เฉิงอ๋อง “…”
“เช่น…เช่นนั้นข้าจะยิงเอง” เฉิงอ๋องง้างธนู
องค์ชายใหญ่จ้องมองเขาอย่างเย็นชา กล้ายิงก็ลองดู! ! !
เฉิงอ๋อง “…”
…
“ผู้ใดยังล่าไม่ได้?” ฮ่องเต้ลงจากหลังม้า พักผ่อนในกระท่อม ไม้เล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกล
ในป่ามีทหารองครักษ์คอยสอดส่องอยู่ หากผู้ใดล่าอะไรได้ พวกเขาจะนำข่าวมารายงานทันที
ขันทีวังหัวเราะเยาะ “นอกจากองค์ชายใหญ่และเฉิงอ๋อง ก็ยัง มีคุณชายเยี่ยน”
เมื่อนึกถึงม้าผอมแห้งตัวนั้นที่เยี่ยนจิ่วเฉาเลือกมา พระขนง ของฮ่องเต้ก็พลันมุ่นเข้าหากัน เลือกม้าตัวนั้นมา จะไล่ทันเหยื่อรึ? ขนาดไก่ยังวิ่งเร็วกว่าด้วยซํ้า!
เยี่ยนจิ่วเฉาขี่ม้าที่ซูบผอมจนเห็นกระดูกเป็นซี่ มือข้างหนึ่งจับ ธนู อีกข้างหนึ่งจับบังเหียน ควบไปในป่าอย่างไร้จุดหมาย
ทันใดนั้น กวางเผาจื่อ[1]โตเต็มวัยตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวอยู่ข้าง ต้นฉัตรจีนที่อยู่ห่างไปไม่ไกล มันก้มลงกินหญ้าที่พื้นโดยไม่ทัน สังเกตว่ามีผู้ใดเข้ามาใกล้
เยี่ยนจิ่วเฉาหยิบลูกธนูและง้างคันธนูอย่างแผ่วเบา เล็งไปที่ มัน ทว่าก่อนที่ลูกธนูจะถูกยิงออกไป เสียงแหวกอากาศก็ดังมา จากระยะไกล ลูกธนูเจาะเข้ากลางลำตัวกวางตัวนั้นอย่างแม่นยำ
“ฮ่าๆ!”
เห้อเหลียนฉีวางท่าเย่อหยิ่งควบม้าเข้ามา
เขาควบมาหยุดตรงหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา และลงไปเก็บเหยื่อที่เขา
ยิงได้ จากนั้นก็มองเยี่ยนจิ่วเฉา ริมฝีปากพลันโค้งขึ้นเผยยิ้มหยาม เหยียด “โอ้ ที่แท้คุณชายเยี่ยนก็อยู่ที่นี่ด้วย ข้าคิดว่าเหยื่อตัวนั้น ไม่มีเจ้าของเสียอีก เจ้าโทษข้าไม่ได้นะ หากจะโทษก็ต้องโทษที่เจ้า ลงมือช้าไป”
……………………………….
[1] กวางเผาจื่อ คือ กวางโรเดียร์ เป็นกวางพันธุ์เล็กชนิดหนึ่ง
บทที่ 152.2 ออกจากสนาม สิ้นสุด (2)
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้สนใจ เขาดึงบังเหียนหันตัวไปด้านซ้าย
เห้อเหลียนฉีทำตัวดั่งพิษร้ายใกล้กระดูก[1] เยี่ยนจิ่วเฉาอยู่ที่ ใด เขาก็จะตามไปที่นั่น เยี่ยนจิ่วเฉาหมายจะยิงสิ่งใด เขาก็จะยิงสิ่ง นั้นเช่นกัน และจะแย่งมาได้ทุกครั้ง
เห้อเหลียนฉีควบม้าเคียงข้างเยี่ยนจิ่วเฉา “คุณชายเยี่ยน ลูก ธนูของเจ้าไม่ดีนะ!”
“ย่ะ!” เยี่ยนจิ่วเฉาเร่งฝีเท้า
เห้อเหลียนฉีเอ่ยด้วยท่าทีจองหอง “ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าไป ข้างหน้าจะดีกว่า ด้านหน้ามันอันตราย”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเมินเฉย “หากกลัวก็ไม่ต้องตามมา”
เห้อเหลียนฉีหัวเราะขำขัน “ทำไมรึ? จงใจนำข้าไป…ที่นั่น และวางกำลังซุ่มสังหารแม่ทัพผู้นี้อย่างนั้นรึ?”
เยี่ยนจิ่วเฉามองด้วยสายตาลึกซึ้ง “เจ้ากลัวแล้วหรือยัง?”
“ฮ่าๆๆ!” เห้อเหลียนฉีหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ “แม้ ที่นี่จะเป็นดินแดนต้าโจวของพวกเจ้า ทว่าเจ้าก็เป็นเพียงเด็กน้อย ที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นนํ้านม จะเอาอันใดมาทำให้แม่ทัพผู้นี้หวาด กลัวได้?”
เห้อเหลียนฉีรู้ว่าคนผู้นี้กำลังใช้กลยุทธ์ปลุกปั่นเขา ที่ไม่สนใจ
ก็เพราะต้องการกำจัดเขาเช่นกัน สถานที่ซึ่งห้อมล้อมไปด้วยสัตว์ ร้าย หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก็ไม่มีที่ใดสมเหตุสมผลมากไปกว่า นี้แล้ว แม้จะมีผู้คนสงสัย เขาก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ทำอย่างแนบ เนียนพอ ก็ไม่มีผู้ใดหาหลักฐานเอาผิดได้
ในส่วนลึกของพื้นที่ล่าสัตว์มีสัตว์ร้ายอยู่นับสิบตัว ในช่วงสอง สามปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดล่าพวกมันได้ หากไม่มีอุบัติเหตุใดพวกมัน ก็น่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทหารองครักษ์ได้เตือนพวกเขาก่อนที่จะเข้ามา ในพื้นที่ล่าสัตว์ ว่าอย่าเข้าไปลึก
เยี่ยนจิ่วเฉาควบม้าราวกับรอบกายไม่มีผู้ใด
“สุนัขรับใช้สองตัวของเจ้าเล่า? หายไปแล้วรึว่ารออยู่ด้านใน?” เห้อเหลียนฉีเอ่ยด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
เยี่ยนจิ่วเฉาหยุดชะงักและเอ่ยว่า “ผู้คนกล่าวกันว่า คนใกล้ ตายมักเอ่ยแต่เรื่องดี ข้าคิดว่าคำเอ่ยเหล่านี้ไม่จำเป็น”
เห้อเหลียนฉีฟังแล้วไม่เข้าใจในตอนแรก ทว่าหลังจากขบคิด อยู่นาน ก็รู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉากำลังสาปแช่งให้เขาตายอย่างอ้อมๆ เจ้า สารเลว กล้าสาปแช่งเขา! ผู้ใดจะอยู่ผู้ใดจะตายก็ยังหารู้ไม่!
เยี่ยนจิ่วเฉากับเห้อเหลียนฉีและผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา เข้าไปในป่าลึกที่เงียบสงบ และปกคลุมไปด้วยร่มเงา เสียงร้องของ นกดังออกมาเป็นระยะ ฟังแล้วชวนให้รู้สึกขนพองสยองเกล้า
เห้อเหลียนฉีคลี่ยิ้ม “เจ้าหนู เจ้าคุกเข่าขอร้องข้ายามนี้ยังทัน นะ”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างไม่แยแส “แต่เจ้าขอร้องข้าไม่ทันแล้ว”
เห้อเหลียนฉีตกใจ
ทันใดนั้นเอง หน่วยกล้าตายสีเงินหกคนก็กระโดดลงมาจาก ท้องฟ้า ล้อมรอบเห้อเหลียนฉีและผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาไว้ในชั่ว พริบตา
ม้าทั้งสองตัวสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่รุนแรง พลันแผดเสียง หวีดร้องด้วยความตกใจ
เห้อเหลียนฉีรีบร้อนทรงตัวบนอานม้า มองหน่วยกล้าตายด้วย สายตาเยียบเย็น พลันหรี่ตาอย่างระแวดระวัง “มิน่าละเจ้าถึงได้ มั่นใจนัก…ทว่าแค่คนพวกนี้ก็คิดว่าจะฆ่าแม่ทัพผู้นี้ได้รึ อย่าไร้ เดียงสาไปหน่อยเลย!”
เห้อเหลียนฉีไม่ได้เอ่ยเกินจริง แม้เขาจะสูญเสียกำลังภายใน ไปเกือบครึ่งหนึ่ง ทว่าวิทยายุทธ์ยังคงแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้ง สองฝ่ายฟาดฟันกันอย่างรุนแรง ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาถูก หน่วยกล้าตายสีเงินฟันไหล่จนสลบไป เห้อเหลียนฉีอาศัยวิทยา ยุทธ์ที่ลํ้าลึก ต่อกรกับหน่วยกล้าตายทั้งหกคนได้อย่างสูสี
หน่วยกล้าตายสองคนประกบข้าง เห้อเหลียนฉีจับข้อมือของ พวกเขาด้วยมือเปล่า ทันใดนั้นอิ่งสือซันก็ถือดาบเข้ามาหมายฟาด ฟัน เขาผลักหน่วยกล้าตายไปรับดาบแทน ทว่าอิ่งสือซันก็ขว้าง กริชไปทางต้นไม้ด้านหลังเขา มีดกริชชนกับต้นไม้ กระเด็นกลับมา แทงเข้าด้านหลังอย่างรวดเร็ว
เห้อเหลียนฉีคาดไม่ถึงว่าอิ่งสือซันจะมีอุบายร้ายกาจถึงเพียง นี้ กริชนั่นอาบยาพิษ ทันทีที่โดนความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงก็แล่น เข้ามาในทันที
เห้อเหลียนฉีจ้องมองเยี่ยนจิ่วเฉาอย่างดุร้าย เจ้าเด็กนี่กล้า วางยาเขา? ไม่กลัวว่าจะมีผู้ใดล่วงรู้รึ?!
เขากดจุดตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้พิษไหลเข้าสู่ร่างกาย หลัง จากนั้นก็เขย่งปลายเท้าเล็กน้อย พลันหายวับไปจากสายตาของ ทุกคน
“คุณชาย เขาหนีไปแล้ว” อิ่งสือซันกล่าว
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “เช่นนั้นก็ตามไปสิ”
อิ่งสือซันไล่ตามไป
เห้อเหลียนฉีรู้สึกได้ว่ามีผู้ใดบางคนกำลังตามมา เขาพยายาม สลัดให้หลุดอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้น อิ่งสือซันไล่ประชิดเข้ามา เรื่อยๆ และกำลังจะตามทัน ทันใดนั้นเห้อเหลียนฉีก็มองเห็น กระท่อมร้างเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่ด้านหน้า
ดวงตาของเห้อเหลียนฉีทอประกาย พลันแวบกายเข้าไปใน กระท่อม
ที่นี่เป็นสถานที่แวะพักสำหรับผู้มาล่าสัตว์ เนื่องจากมี ภยันตรายมากมายอยู่รอบด้าน จึงไม่มีผู้ใดสามารถมาทำความ สะอาดที่นี่ และยามนี้มันก็ถูกทิ้งร้างไปแล้ว
เห้อเหลียนฉีรีบปิดหน้าต่างอย่างแน่นหนา ยืนแอบอยู่ด้าน หลังแผงประตูที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม รอให้อิ่งสือซันเข้ามาและฆ่า เขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทว่าอิ่งสือซันคล้ายจะไม่เข้ามา และวิ่งตรงผ่านไปข้างหน้า
เห้อเหลียนฉีลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นั่งพิงกายแนบ กับกำแพง
เขาเคลื่อนย้ายลมปราณขับพิษออกจากร่างกาย กล่าวได้ว่า เขามีวิทยายุทธ์ที่แข็งแกร่งลึกลํ้าไม่ธรรมดา ยอดฝีมือทั่วไปคง ตายอย่างอเนจอนาถตั้งแต่ถูกพิษนี้ในช่วงแรก ทว่าเขาไม่เพียงยื้อ ไว้ได้ถึงยามนี้ ทว่ายังสามารถขับออกไปได้ทั้งหมด
ในท้ายที่สุดการบาดเจ็บครั้งใหม่และครั้งเก่าก็ทำให้เขาอ่อน กำลังลงเล็กน้อย ขณะนั้นอิ่งสือซันก็พบกระท่อม พลันวิ่งเข้ามา ด้วยไอสังหารอันโหดเหี้ยม
เห้อเหลียนฉีรู้ว่าไม่อาจหลบซ่อนตัว เขาคว้าดาบเล่มยาวบน พื้น และแทงออกไปในจังหวะที่อิ่งสือซันพังประตูเข้ามา อิ่งสือซัน หลบได้อย่างชาญฉลาด พลันสวนดาบแทงทะลุหัวใจอีกฝ่าย ซึ่ง ควรจะทำให้สิ้นใจตายในทันที ทว่าเห้อเหลียนฉีกลับแสยะยิ้มเย็น ชาออกมา
เห้อเหลียนฉียื่นมือออกมา และใช้ฝ่ามือกระทุ้งหน้าอกขอ งอิ่งสือซัน
อิ่งสือซันถูกฝ่ามือพลังภายในที่แข็งแกร่งผลักกระเด็นออกไป
หัวใจของคนธรรมดาอยู่ฝั่งซ้าย ทว่าของเห้อเหลียนฉีอยู่ฝั่ง ขวา มันคือความลับในหลายปีมานี้ที่ทำให้เขารอดพ้นจากการลอบ สังหารมานับครั้งไม่ถ้วน
เขารู้ดีว่าการบาดเจ็บที่ได้รับนี้ มิใช่เพราะอิ่งสือซันเป็นคู่ปรับที่ เก่งกาจ ทว่าเพราะเขาจงใจปล่อยให้อิ่งสือซันแทงเข้าที่หัวใจ ซึ่งจะ ทำให้อิ่งสือซันไม่ทันระวังตัว เผยช่องโหว่ให้เขาโจมตีประชิดร่าง
ผลเป็นดังคาด เขาทำสำเร็จ
ไม่ใช่อิ่งสือซันอ่อนแอเกินไป ทว่าเห้อเหลียนฉีแข็งแกร่งเกิน ไป
อิ่งสือซันลอยไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่นอกประตู และร่วงลง กับพื้นอย่างรุนแรง เลือดกระอักออกจากปาก
ฝ่ามือของเห้อเหลียนฉีกระแทกเข้าที่หัวใจของอิ่งสือซันอย่าง เต็มแรง ตามหลักแล้วอิ่งสือซันไม่อาจรอดไปได้ ทว่าแล้วเขาก็ต้อง ตกตะลึงตาค้างไม่ต่างกับอิ่งสือซัน
เมื่อเห็นอิ่งสือซันปาดเลือดที่มุมปากด้วยท่าทีเย็นชาและลุก ขึ้นจากพื้นอีกครั้ง!
เป็นไปได้อย่างไร?!
ฝ่ามือเมื่อครู่ควรจะเป็นท่าไม้ตายที่แม้แต่หน่วยกล้าตายก็ไม่ อาจทนได้สิ…
เหมือนว่าบุรุษครึ่งหน่วยกล้าตายผู้นี้จะแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิด
ไว้มาก
เห้อเหลียนฉีกระแทกฝ่ามือไปที่อิ่งสือซันอีกครั้ง ครานี้เขาคิด ว่าต้องตายอย่างแน่นอน ทว่าไหนเลยจะรู้ว่าอิ่งสือซันกลับยังลุก ขึ้นยืนด้วยร่างกายที่สั่นเทาอีกครั้ง และเร็วกว่าครั้งแรก…หรือว่า บุรุษผู้นี้ยิ่งพ่ายแพ้ก็ยิ่งกล้าหาญ? เห้อเหลียนฉีเคยได้ยินเรื่อง วิทยายุทธ์ที่ไม่ปกติประเภทหนึ่งมาก่อน ทุกครั้งที่ผ่านความเป็น ความตายจะยิ่งทำให้เขาผู้นั้นแข็งแกร่งขึ้น ทว่ากระบวนการ ฝึกฝนนั้นเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แม้กระทั่งหน่วยกล้าตายก็แทบ ไม่มีชีวิตรอด
“เจ้าเด็กนี่…” หลังของเห้อเหลียนฉีรู้สึกเย็นวาบในฉับพลัน
จากนั้นทั้งสองก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่วิทยายุทธ์ของเห้อเหลียนฉีเหนือกว่าอิ่งสือ ซัน เขาฝึกฝนวิทยายุทธ์มานานกว่าอิ่งสือซันถึงยี่สิบปี สกุลเห้อ เหลียนยังเป็นตระกูลที่มีวิทยายุทธ์ที่รู้จักกันดีในหนานจ้าว ใน ฐานะบุตรคนโตของบ้านหลังที่สอง สกุลเห้อเหลียนได้สอนการ เป็นนักรบและเคล็ดลับวิทยายุทธ์มาให้เขามากมาย และกระทั่งผู้ อาวุโสก็ยังถ่ายทอดกำลังภายในของชีวิตมาให้เขาอีกด้วย เช่นนี้ หากยังไม่อาจเอาชนะคนครึ่งหน่วยกล้าตายได้ก็ไร้เหตุผลเกินไป
อย่างไรก็ตามอาการของเห้อเหลียนฉีก็ไม่ดีนัก หลังจากได้รับ บาดเจ็บ หยวนชี่ และกำลังภายในของเขาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ ยามนี้เขายังรับมือไหว ทว่าหากเคลื่อนไหวต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจจะยิ่ง
อ่อนกำลังลง เห้อเหลียนฉีตัดสินใจใช้ฝ่ามือกับอิ่งสือซันอีกครั้ง จากนั้นก็ใช้วิชาตัวเบาเหาะหลบหนีไป
ในที่สุดเห้อเหลียนฉีก็รู้แล้วว่าตนเองประเมินศัตรูตํ่าเกินไป เขาคิดว่าวิทยายุทธุ์ของตนเองเพียงพอที่จะก้าวข้ามต้าโจวได้… แท้จริงแล้ว หากไม่ใช่เพราะเยี่ยนจิ่วเฉาแอบใช้พิษกู่ เขาก็คงจะ จัดการกับบุรุษครึ่งหน่วยกล้าตายผู้นั้นได้ไม่ยาก
แต่ไหนเลยใต้หล้านี้จะมีคำว่าหาก? มีเพียงผลที่ตามมากับ ผลลัพธ์เท่านั้นแหละ
เห้อเหลียนฉีใช้วิชาตัวเบาหลบหนีไปได้ระยะหนึ่งก็หมดพลัง เขานั่งลงพิงต้นหยาง[2]ต้นหนึ่ง
ในยามนี้เขาอ่อนแอมาก แม้แต่ทหารองครักษ์ธรรมดาก็ยัง ปลิดชีวิตเขาได้ โชคดีที่เขามีวิชาถ่ายลมปราณพิเศษ ใช้เวลาเพียง หนึ่งในแปดชั่วยามก็สามารถฟื้นฟูพลังได้ถึงสามในสิบส่วน
หากดีขึ้นเมื่อไร เขาจะไปฆ่าเยี่ยนจิ่วเฉาให้ตาย!
เห้อเหลียนฉีเริ่มต้นเคลื่อนย้ายลมปราณรักษาบาดแผล
หลังจากองค์ชายใหญ่และเฉิงอ๋องบังเอิญพบกัน ทั้งสองก็ ร่วมเดินทางต่อไปด้วยกัน ทักษะการใช้ธนูของทั้งคู่ช่างเลวร้าย ตลอดทางที่ล่ามากระทั่งขนไก่สักเส้นก็ยังไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อ ไปพวกเขาต้องถูกพระบิดาเอ็ดเป็นแน่
“ท่านพี่…” เฉิงอ๋องมององค์ชายใหญ่อย่างหดหู่
องค์ชายใหญ่เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “จะมองข้าไปไย? มองข้า แล้วจะมีเหยื่อออกมารึ?”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเรามาผิดทาง?” เฉิงอ๋องกล่าวอย่าง ระแวดระวัง
องค์ชายใหญ่ก็หาได้ยอมรับว่าตนไม่อาจจำทางได้ พลัน กระแอมกลบเกลื่อน “มิใช่ว่าข้าก็ตามเจ้ามารึ?”
เห้อเหลียนฉีได้ยินเสียงขององค์ชายใหญ่และเฉิงอ๋อง เขาอยู่ ในช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นฟูพลัง ต้องไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวน เขาอำพรางร่างกาย พยายามไม่ให้พวกเขาสังเกตเห็น
โชคดีที่วิทยายุทธ์ของทั้งสองอ่อนด้อย ไม่อาจสัมผัสถึงลม หายใจของเห้อเหลียนฉี
เฉิงอ๋องอึดอัดใจ ไฉนจึงมาโทษเขาอีก? เขาอยากไปทางใต้ พี่ ใหญ่กลับเอาแต่ไปทางทิศตะวันตก ยามนี้เป็นอย่างไรเล่า ไม่รู้แล้ว ว่าไปทิศใด
ทันใดนั้นองค์ชายใหญ่ก็เอ่ยขึ้น “ดูนั่นสิ จิ้งจอก!”
เฉิงอ๋องมองไปตามทิศที่พี่ใหญ่ของเขาชี้ ก็เห็นว่าใต้ต้นไม้ ใหญ่มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังงีบหลับ เขาดีอกดีใจรีบหยิบศรง้าง คันธนู
จิ้งจอกตัวนี้นับว่าตัวค่อนข้างใหญ่ ด้านหน้าไร้กิ่งก้านใบไม้ บดบัง โผล่เกือบเต็มกายให้เห็นต่อหน้าต่อตาพวกเขา เฉิงอ๋อง มั่นใจว่าเขาต้องยิงโดนแน่
เฉิงอ๋องคลายนิ้วมือ เกิดเสียงแหวกอากาศ ลูกธนูพลันพุ่ง หายไปลับตา
“ใกล้ถึงเพียงนี้เจ้ายังยิงไม่โดนอีก! งี่เง่าสิ้นดี! “องค์ชายใหญ่ ก็ง้างคันธนูเช่นกัน เหยื่อที่เคลื่อนไหวเขาอาจไม่ลงมือ ทว่านอน หลับนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงนั้นจะไม่ให้เขายิงได้อย่างไร?
องค์ชายใหญ่ยิงธนูออกไปดอกหนึ่ง ทว่าก็ยังไม่โดนเช่นกัน
เฉิงอ๋อง : ผู้ใดงี่เง่ากันแน่?
หลังต้นไม้ใหญ่ เห้อเหลียนฉีมองลูกธนูที่ปักโดนขาซ้ายและ ขาขวาด้วยสีหน้างุนงง
“…”
องค์ชายกระแอมในลำคอ “อีกสักครา”
เห้อเหลียนฉีดึงลูกธนูออกจากขาซ้าย ทว่าแล้วเสียงแหวก อากาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง ลูกธนูดอกใหม่พุ่งเข้าปักกลางแผลเดิม
“…”
เห้อเหลียนฉีดึงลูกธนูออกจากขาขวา ลูกธนูดอกใหม่ก็พุ่งมา ปักกลางแผลเช่นเดิม
“…”
เห้อเหลียนฉีระเบิดอารมณ์ มารดามันสิ! พวกเจ้าสองคนจะ ไม่ยิงจุดอื่นเลยรึ?! เลิกยิงแต่ขาข้าเสียทีได้หรือไม่? หากคิดว่าแน่ ก็ยิงมาที่หน้าอกนี่!
ฉึก!
ลูกธนูปักเข้ากลางอก
เห้อเหลียนฉี “…”
…………………………………………………….
[1] พิษร้ายใกล้กระดูก อุปมาถึง ศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามที่มารุกราน
และยากที่จะกำจัดออกไป
[2] ต้นหยาง คือ ต้นป็อปลาร์