หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 163.1 ข้ารักท่าน (1)
เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉากลับมาถึงบ้าน อวี๋หวั่นก็อาบนํ้าล้างเนื้อตัว เสร็จแล้ว
“ท่านคงเจอฝนตกหนักกลางทางกระมัง?” อวี๋หวั่นมอง เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของเขา จากนั้นก็ดึงข้อมือของเขาเข้ามา และ ลากเข้าไปในห้อง หยิบร่มในมือของเขาใส่ลงในตะกร้า “ร่มคันใหญ่ ยิ่งนัก”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่พูดอะไร และก็ไม่มองไปที่ร่ม
เขามักจะทำตัวเงียบเชียบ แต่อวี๋หวั่นก็ไม่ได้สนใจ
“เจ้าก็เจอฝนตกหนักหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามพลางมองผมที่ เปียกบนหน้าผากของเธอ
อวี๋หวั่นมองตามสายตาของเขา จึงลูบผมหน้าม้าของตนเอง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มิใช่ ข้ามาถึงบ้านก่อนที่ฝนจะตก แต่เหงื่อ ออกทั้งตัว เมื่อครู่ก็เพิ่งอาบนํ้าเสร็จ คนเตรียมนํ้าไว้พร้อมแล้ว ท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวเถิด เนื้อตัวคงอึดอัดแย่แล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้าและเดินไป
หลังจากอาบนํ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็ทานอาหารเย็นด้วย กัน
อวี๋หวั่นไม่ค่อยถามเรื่องงานของเขา ถามแค่อาหารกลางวัน
เขาทานอะไร งีบหลับสบายดีหรือไม่ จากนั้นก็เล่าเหตุการณ์ที่พบ เจอในจวนสกุลเซียว อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาได้พบกับเซียว เจิ้นถิง จึงเอ่ยอย่างเฉพาะเจาะจง “ข้าไปพบท่านแม่กับแม่ทัพ ใหญ่เซียวมา ทั้งสองดูสบายดี”
ก่อนที่เธอจะจากมาก็คิดจะไปบอกลาเซียวเจิ้นถิงกับซั่งกวน เยี่ยน ทว่าซิ่งจู๋บอกว่าตอนนั้นทั้งสองไม่สะดวก อวี๋หวั่นก็ไม่ได้ถาม ว่าเหตุใดจึงไม่สะดวก
“ระหว่างทางกลับ ข้าบังเอิญพบกับฮูหยินเหยา”
ในที่สุดก็เข้าประเด็น อวี๋หวั่นรู้สึกว่าไม่ได้พูดยากอย่างที่คิด ระหว่างเดินทางกลับเธอคิดว่าจะบอกกับเยี่ยนจิ่วเฉาอย่างไร เธอ ไม่เคยคิดที่จะปิดบังเขาตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้
“เกิดอันใดขึ้นกับฮูหยินเหยา?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถาม
เมื่อเอ่ยถึงฮูหยินเหยา นํ้าเสียงของเธอดูแตกต่างไปจากก่อน หน้านี้อย่างเห็นได้ชัด เขาจึงถามเช่นนี้
ด้วยความห่วงใยที่มีต่อเธอ จึงไม่อาจเพิกเฉยต่อความแปลก ประหลาดที่เกี่ยวกับเธอแม้แต่อย่างเดียว
อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เธอเพียงรู้สึกว่าสามีผู้นี้ดียิ่งนัก ใน สิบครั้งจะมีเจ็ดหรือแปดครั้งที่เขาทำให้เธอโกรธ ทว่าเขาก็ห่วงใย เธอ เธอรู้สึกได้
อวี๋หวั่นบอกเยี่ยนจิ่วเฉาเรื่องที่ฮูหยินเหยาเห็นเด็กคนหนึ่งที่ มีหน้าตาคล้ายคลึงกับเขา และเด็กคนนั้นก็เรียกเยี่ยนอ๋องว่าท่าน
พ่อ “…เด็กผู้นั้นอายุน้อยกว่าท่านไม่กี่ปี อาจจะอายุประมาณพี่ ใหญ่ของข้า”
เดิมทีเธอคิดว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะแปลกใจ ทว่าใบหน้าของเขา กลับดูสงบนิ่ง
“ท่านรู้อยู่แล้วหรือ?” อวี๋หวั่นประหลาดใจเสียยิ่งกว่าเขา
“ก็ไม่นับว่ารู้” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย
รู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ แต่ ‘ก็ไม่นับว่ารู้’ คืออะไร?
ตั้งแต่ไป๋เสี่ยวเซิงทราบข่าวมาในนาทีนั้น เขาก็พอเดาความ สัมพันธ์ระหว่างท่านพ่อกับตี้จีองค์เล็กแห่งหนานจ้าวได้ จากคำ กล่าวอ้างของฮูหยินเหยา ยิ่งทำให้แน่ใจว่าเด็กที่ตี้จีองค์เล็กพาก ลับมาที่หนานจ้าวเป็นน้องชายต่างมารดาของเขา
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือสตรีผู้นั้นเคยไปที่เมืองเยี่ยน ดูเหมือนที่เรียก ว่าการหลบหนีนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการซ่อนตัวอยู่ในเมืองเยี่ยน ซ่อนตัวใต้เปลือกตาของเขากับซั่งกวนเยี่ยน
อวี๋หวั่นกลัวว่าเขาจะเสียใจ เธอจึงไม่รั้นให้เขาพูดถึงเรื่องนี้ มากเกินไป เธอให้คนรับใช้มาเก็บอาหาร จากนั้นก็ไปเดินเล่นที่ สวนกับเขาสักพักก่อนจะกลับห้องไปพักผ่อน
สามวัน
อีกแค่สามวันก็จะสามารถร่วมรักกันได้แล้ว
ครานี้ เธอเป็นคนนับวัน
เมื่อได้รู้ความจริงอันโหดร้ายเช่นนี้ จิตใจของเขาคงรู้สึกเหลือ ที่จะทน หากถึงเวลานั้นเธอจะชดเชยให้เขาเป็นอย่างดี ให้เขาได้ กินอย่างอิ่มหนำสำราญและมีความสุข!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ อวี๋หวั่นก็หอมแก้มเขาอย่างรวดเร็ว แต่ยัง ไม่ทันที่เขาจะตอบสนอง เธอก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้เขา และดึง ผ้าห่มขึ้นคลุมกาย
เป็นสามีภรรยากันมานานแล้ว แต่เหตุใดการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ยังทำให้ใจสั่นด้วยความตื่นเต้น?
“อวี๋อาหวั่น”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง
ในความมืด อวี๋หวั่นเปิดเปลือกตาขึ้นพร้อมกับเงี่ยหูฟัง
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาชวนวาบหวิว ไม่จำเป็นต้องรู้สึก ขอบคุณ พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน เธอเอาอกเอาใจเขาเป็นเรื่อง ที่ควรทำอยู่แล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉา “เจ้าทับมือข้า”
อวี๋หวั่น “…”
…
สองวันต่อมาเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้แสดงอารมณ์มากนัก หลังจาก อยู่ด้วยกันมานานเช่นนี้ อวี๋หวั่นก็เข้าใจนิสัยใจคอของเขาได้ระดับ หนึ่งแล้ว เขาเป็นคนพูดน้อย ไม่ว่าเรื่องใดก็จะเก็บซ่อนไว้ในใจ
ด้านหนึ่งอวี๋หวั่นก็เป็นห่วงเขา แต่ในขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ดูมีผลก ระทบต่อเขาไม่มากนัก หากจะกล่าวให้ถูกต้อง เขาทำใจยอมรับได้ เร็วกว่าที่คาดไว้ อวี๋หวั่นไม่รู้เลยว่าเยี่ยนจิ่วเฉาได้ประหลาดใจ เพราะไป๋เสี่ยวเซิงไปนานแล้ว คิดเพียงว่าเยี่ยนอ๋องล่วงลับไปแล้ว จึงปล่อยวางจิตใจลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อถึงวันที่สามารถมีสัมพันธ์อันเร่าร้อน อวี๋หวั่นก็เลิกเรียกวิ ชาของวั่นมามาแต่เช้าตรู่ ลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง เธอรู้ว่าเยี่ยน จิ่วเฉาชอบรสเปรี้ยวรสเผ็ด เธอจึงทำปลาเปรี้ยวเผ็ดเป็นพิเศษ ปลาที่เอามาปรุงคือเฉ่าอวี๋ นำปลาเฉ่าอวี๋มาล้างให้สะอาด จากนั้น ก็หั่นเป็นชิ้นๆ และนำไปพักไว้ ใส่นํ้ามันพืชลงในกระทะ ตั้งไฟให้ ร้อนเจ็ดนาที ใส่ขิงหั่นแว่น ใส่พริกไทย ถั่วฝักยาวดอง และพริก แห้งลงผัดจนเหลืองทั้งสองด้าน หลังจากนำขึ้นมาก็ใส่ปลาเฉ่าอวี๋ ลงไปในกระทะ ทอดจนเหลืองทั้งสองด้าน จากนั้นจึงใส่นํ้าเครื่อง ปรุงรสต้มจนเป็นนํ้าแกงเข้มข้น เนื้อปลาเปื่อย ใส่ต้นกระเทียมผัด ด้วยไฟแรงเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ และปลาเปรี้ยวเผ็ดเลิศรสนี้ ก็พร้อมนำขึ้นจานแล้ว
เพื่อรสชาติที่ถูกปากของเยี่ยนจิ่วเฉา เธอจึงใส่นํ้าส้มสายชู หมักเก่าแก่ลงไปเป็นพิเศษอีกสองช้อน
หลังจากเธอยกอาหารออกไป พ่อครัวก็มองนํ้าแกงที่เหลืออยู่ ก้นกระทะ พลันหยิบช้อนขึ้นมาตักชิมคำหนึ่ง และร่างทั้งร่างก็ถึง กับสั่นสะท้าน
นี่จะใช้นํ้าส้มสายชูฆ่าให้ตายเลยเรอะ?!!
นอกจากปลาเปรี้ยวเผ็ด อวี๋หวั่นยังได้ผัดผักไหมรากบัว ซึ่งก็ คือรากบัวในโลกก่อน อาหารชนิดนี้ไม่อร่อยหากไม่ใส่นํ้าส้มสายชู ตรงกับรสชาติที่เยี่ยนจิ่วเฉาชื่นชอบพอดี
เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉากลับมา ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าเรือน กลิ่นหอมของ อาหารก็ลอยมาปะทะหน้า มันเป็นกลิ่นของนํ้าส้มสายชูหมักเก่าแก่ ที่คลุกเคล้ากับพริกทอด ชวนให้นํ้าลายสอยิ่งนัก
ความรู้สึกรับรสของเขายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ดี และบางทีก็อาจจะ ไม่ฟื้นตัวอีกแล้ว แต่การรับรสได้สองรส ก็ยังนับว่าโชคดีกว่าเมื่อ ก่อนมาก
เยี่ยนจิ่วเฉาเข้ามาในห้อง เปลี่ยนชุดข้าราชการที่แสนหนักอึ้ง เป็นเสื้อผ้าที่เบาสบาย จากนั้นจึงไปทานอาหารเย็นกับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นกะพริบตามองเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย รอให้เขา ชิมอาหารสองจานนั้นที่เธอทำ อาหารที่อร่อยที่สุดต้องเป็นฝีมือ ของเธออย่างแน่นอน เยี่ยนจิ่วเฉากินปลาเปรี้ยวเผ็ดกับผัดผักราก บัวเปรี้ยวเผ็ดไปไม่น้อย
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มหวาน
เธออิ่มเอิบใจยิ่งนัก
ความรู้สึกเช่นนี้มักเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่ดูเหล่าเด็กอ้วนกิน อาหาร ทว่าไม่นานมานี้ไม่ทราบเพราะเหตุใด เวลาที่มองดูเขากลับ รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน
นี่เป็นเพราะเห็นเขาเป็นเด็กอ้วนไปแล้ว หรือ…เพราะนับวัน ยิ่งรู้สึกสนใจในตัวเขามากขึ้นกันนะ?
“อร่อยหรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
“รสชาติแย่มาก!” เยี่ยนจิ่วเฉาทำสีหน้ารังเกียจ
“โอ้” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว หากแน่จริงก็อย่ากินอาหารสองจานนี้ให้ หมดแล้วกัน
แน่นอนว่าเยี่ยนจิ่วเฉากินหมดแล้ว แม้แต่พริกแห้งสักชิ้นก็ ยังไม่เหลือ
อวี๋หวั่นรู้แล้วว่าเขาปากไม่ตรงกับใจ
อวี๋หวั่นรู้ดีแต่ไม่พูดออกมา สำหรับบุรุษ อย่างไรการไว้หน้าก็ ยังเป็นสิ่งสำคัญ
หลังมื้ออาหาร ทั้งคู่ก็ออกไปเดินเล่น ปั้นซย่าเข้ามาเก็บโต๊ะ และเห็นว่าบนโต๊ะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาหาร มีเพียงอาหาร สองจานที่พระชายาซื่อจื่อเป็นคนทำถูกกินจนหมดเกลี้ยง ปั้นซย่า อดสงสัยไม่ได้ว่า ที่พ่อครัวกล่าวว่าพระชายาซื่อจื่อมีฝีมือการทำ อาหารไม่ดี เป็นเรื่องจริงหรือไม่
นางอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ จุ่มนิ้วกับนํ้าแกงที่เหลือใน จานขึ้นมาชิม
ผลที่ได้ แทบทำให้นางมึนหัวตาลายกับรสชาติ!
เมื่อกลางวันเริ่มยาวนาน กลางคืนก็เริ่มช้าลง ท้องฟ้าสีนํ้าเงิน
เทา คู่หนุ่มสาวเดินเล่นริมนํ้าที่สายลมพัดโชยอ่อนๆ
อวี๋หวั่นจูงมือเขา
คิ้วเรียวหล่อเหลาของเยี่ยนจิ่วเฉาขมวดมุ่น
อวี๋หวั่นไม่ยอมปล่อย พละกำลังของเธอแข็งแกร่งกว่าเขา!
อวี๋หวั่นจูงมือของบุรุษราวกับรอบกายไร้ผู้คน ฮัมเป็นทำนอง เพลงอย่างภาคภูมิใจยิ่ง ท่าทางเช่นนี้ทำให้เธอดูเหมือนจิ๊กโก๋ที่ กำลังจูงหมาน้อยขี้อ้อน[1]แสนเชื่อฟัง
สีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉายู่ยี่เล็กน้อย
“เยี่ยนจิ่วเฉา”
แล้วจู่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้น
“หืม?”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยรับคำ
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มหันมองเขาด้วยท่าทีเงียบสงบไม่ยินดียินร้าย “ถึงไม่มีท่านพ่อแล้วก็ไม่เป็นไร ข้ารักท่าน”
จู่ๆ หัวใจของเยี่ยนจิ่วเฉาก็เหมือนกับมีบางสิ่งพุ่งเข้าชนไม่ หยุด
……………………………………………
[1] หมาน้อยขี้อ้อน ⼩奶狗 หมายถึง แฟนหนุ่มที่อ่อนโยน
บทที่ 163.2 ข้ารักท่าน (2)
อาจเพราะ…ไม่เคยมีสตรีคนใดกล่าวเช่นนี้กับเขา แม้แต่คน ที่อยากแต่งงานกับเขา หรืออยากจะมอบร่างกายให้เขา ล้วนคาด หวังว่าพวกนางจะได้รับความรักจากเขา แต่ไม่เคยมีใครคิดว่าเขาก็ ต้องการความรัก แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ตาม
ข้ารักท่าน
เธอเอ่ย
เยี่ยนจิ่วเฉาหันมาด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน ใบหูแดงระเรื่อ “ผู้ใดอยากให้เจ้ารักกัน!”
อวี๋หวั่นใช้การกระทำอธิบายว่าเธอรักเขาอย่างไร
ที่เรือนชิงเฟิงมีอ่างนํ้าขนาดใหญ่ หลังจากเดินเล่น เยี่ยนจิ่ว เฉาก็ไปแช่นํ้าชำระล้างร่างกาย แช่ไปแช่มาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งผิด ปกติ ร่างเพรียวบางว่ายขึ้นจากใต้นํ้าช้าๆ กลีบดอกไม้ที่ลอยอยู่ เหนือผิวนํ้าเป็นชั้นๆ ถูกแหวกออก เผยให้เห็นร่างตรงหน้าที่ราวกับ เงือกสาวผู้แสนงดงาม
ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
… … …
ที่ผ่านมาซื่อจื่อแช่นํ้าเพียงหนึ่งเค่อก็ออกมาแล้ว ทว่าวันนี้ กลับนานถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม คนรับใช้ต่างมองหน้ากันไม่รู้ว่าด้าน ในเกิดอะไรขึ้น ได้ยินเพียง…เสียงของ…ซื่อจื่อ
เมื่อกลับมาที่ห้อง สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น นั่นคือทันทีที่อวี๋ หวั่นปิดม่านมุ้งคลุมเตียงลงก็ได้ยินเสียงเปาะแปะ ราวกับมีบาง อย่างหยดลงมา
ตะเกียงในห้องดับหมดแล้ว
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
“เยี่ยนจิ่วเฉา!” อวี๋หวั่นรีบยกม่านขึ้นและจุดตะเกียงนํ้ามัน ภายใต้แสงสลัวเธอเห็นเลือดหยดที่ไหลออกจากจมูกของเขา และ มัน…เป็นสีดำ!
ช่วงที่ผ่านมาอวี๋หวั่นไม่ได้จับชีพจรของเยี่ยนจิ่วเฉา เพราะ อย่างไรเสียพิษตู๋โจ้วก็ถูกถอนแล้ว ยาล้างพิษก็ดื่มไปไม่น้อย แล้ว ผู้ใดจะมาจับชีพจรคนปกติตลอดทั้งวัน?
อวี๋หวั่นจับชีพจรของเยี่ยนจิ่วเฉาอีกครั้ง และแน่นอนว่าเขา ถูกวางยา!
ความคิดแรกของอวี๋หวั่นคือพิษตู๋โจ้วยังไม่ได้ถูกถอนออกไป อย่างสมบูรณ์ อย่างที่สองคือหากความสมดุลกลมกลืนของหยิน และหยางสามารถล้างพิษได้ เช่นนั้นอย่างไรตอนนี้ก็ไม่ควรออก อาการ หากไม่ใช่พิษตู๋โจ้ว ก็คงมีแต่พิษอื่น?
ทว่ามันก็น่าแปลกมิใช่หรือ? พวกเขาระมัดระวังอย่างดี ผู้ใด
จะยังมีโอกาสใส่ยาพิษลงในอาหารของเขา? นอกจากนั้น เธอกับ เขาก็กินด้วยกัน อยู่ด้วยกัน เหตุใดเธอถึงไม่ติดพิษไปด้วย?
อวี๋หวั่นใช้เข็มทองคำจิ้มสะกดจุดเยี่ยนจิ่วเฉา ป้องกันไม่ให้ พิษแล่นเข้าสู่หัวใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาผล็อยหลับสนิท
อวี๋หวั่นเรียกอิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วไปที่ห้องตำรา
ทั้งสองประหลาดใจยิ่งกว่าอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเคร่งเครียด “ข้าคิดเรื่องนี้แล้ว ในบ้านไม่มี ผู้ใดมีโอกาสวางยาเขา ในช่วงหลายวันนี้ที่เขาไปว่าราชการ ไปทำ กิจทางการที่เนย์เก๋อ เขาได้ติดต่อกับคนที่ดูน่าสงสัยหรือไม่?”
อิ่งสือซันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและส่ายศีรษะอย่างเคร่งขรึม “อิ่ง ลิ่วกับข้า อย่างน้อยต้องมีคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายคุณชาย ไม่พบผู้ใด ที่น่าสงสัยเลย”
อวี๋หวั่นเกลียดที่ตนเองมีทักษะทางการแพทย์ที่ตํ่าต้อย ไม่ อาจวินิจฉัยพิษในร่างกายของเยี่ยนจิ่วเฉาได้ “สือซัน เจ้าไปที่จวน สกุลเซียวที”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยาแก้พิษของเยี่ยนจิ่วเฉาถูกจัดเตรียม โดยหมอที่เซียวเจิ้นถิงเชิญมา เขาอาจเข้าใจอาการป่วยของเยี่ยน จิ่วเฉาได้ดีกว่า
อิ่งสือซันรีบเดินทางไปอย่างไม่หยุดพัก ซั่งกวนเยี่ยนพักผ่อน
ไปแล้ว เรื่องนี้จึงไม่ได้รบกวนนาง เซียวเจิ้นถิงไปที่จวนเก่าในเมือง หลวงและเชิญหมอชรามา
หมอชราจ่ายยาให้เยี่ยนจิ่วเฉามาหลายปี เขารู้อาการป่วยของ เยี่ยนจิ่วเฉาดีกว่าคนทั่วไป ทว่าก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉา ติดพิษอะไร จากการตรวจชีพจร ดูเหมือนไม่ใช่พิษที่เพิ่งติดเร็วๆ นี้
“หมายความว่าอย่างไร?” อิ่งลิ่วหน้ามุ่ย
อวี๋หวั่น เซียวเจิ้นถิงและอิ่งสือซันต่างมองไปที่หมอชรา ชาย ชราก็ลูบเคราพลางกล่าวว่า “ข้าไม่แน่ใจว่าตนเองวินิจฉัยผิดหรือ ไม่ แม่ทัพใหญ่เซียวกับพระชายาซื่อจื่อเชิญหมอท่านอื่นๆ มาดู อาการของซื่อจื่ออีกทีเถิด”
เชิญหมอท่านอื่นๆ มา? เป็นไปไม่ได้ มีใครบางคนต้องการชีวิต ของเยี่ยนจิ่วเฉา ก่อนที่จะจับตัวคนผู้นั้นได้ อาการป่วยของเยี่ยน จิ่วเฉายังต้องเก็บเป็นความลับ
เพียงเสี้ยววินาที อวี๋หวั่นก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
“ผู้ใดกัน? ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน? เคาะอะไรนักหนา!”
ชุยเฒ่าพลิกตัวคลุมผ้าห่มแล้วหลับไป
เสียงโครมครามดังขึ้น ประตูถูกคนเตะจนเปิดออก สายลม เย็นยะเยือกพัดเข้ามา ชุยเฒ่าตกใจ รีบหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง “เจ้าคน สมควรตาย——”
ก่อนที่เสียงจะหยุดลง ดาบยาวเย็นเยียบก็พาดอยู่บนคอของ เขาเสียแล้ว
ชุยเฒ่าถูกอิ่งสือซันจับตัวไปยังจวนคุณชาย
อิ่งสือซันเหวี่ยงบุรุษผู้นั้นลงบนพื้นอย่างเย็นชา ชุยเฒ่าล้มลง กับพื้น ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย!”
หลังจากนั้นก็มองเห็นอวี๋หวั่นกับเซียวเจิ้นถิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
ดวงตาของเขาก็เกิดประกายวาบผ่าน
สายตาของเซียวเจิ้นถิงที่ตกกระทบใบหน้าของเขา ราวกับมีด คมเล่มหนึ่ง เขารีบหันหลังกลับอย่างหวาดหวั่นราวกับกินปูนร้อน ท้อง แต่เซียวเจิ้นถิงก็จำเขาได้ “เจ้าเองรึ?”
อวี๋หวั่นถาม “แม่ทัพใหญ่เซียวรู้จักเขาหรือเจ้าคะ?”
เสียงกำหมัดของเซียวเจิ้นถิงดังสนั่น “หมอหลวงชุย ไม่พบกัน นานนะ”
อวี๋หวั่นถึงกับผงะ ตาเฒ่าไร้ประโยชน์ผู้นี้น่ะหรือเป็นหมอ หลวง?
อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วต่างก็ประหลาดใจพอๆ กับอวี๋หวั่น หมู่บ้าน เหลียนฮวาคือสถานที่ใดกันแน่? แค่ตนเองเสือหมอบซ่อน มังกร[1]ก็มากพอแล้ว เหตุใดข้างบ้านยังเป็นรังของหมอหลวง อีก?
หากกล่าวให้ชัดเจน คืออดีตหมอหลวง
เซียวเจิ้นถิงแววตาดุดันราวกับกองเพลิง “เจ้าทำให้หวั่นเจาอี๋ ต้องแท้งลูก บัญชีนี้เจ้าคงยังจำได้กระมัง?”
หวั่นเจาอี๋ เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนายท่านเซียวอู่
ร่างของชุยเฒ่าค่อยๆ ขดลง
นั่นเป็นบัญชีเก่าที่เกิดขึ้นนานแล้ว ยามนั้นชุยเฒ่าเป็นหมอ หลวงอยู่ในวัง และเป็นคนของสวี่เสียนเฟย สวี่เสียนเฟยเป็นสนม ที่มีอำนาจและมีความสำคัญ เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ผู้คน ล้วนอยากเติบโตอยู่ใต้ปีกของนาง ยามนั้นพี่สาวของนายท่าน เซียวอู่ได้เข้าวัง และต่อมาได้ถูกแต่งตั้งเป็นไฉเหริน[2]
รูปลักษณ์ของเซียวไฉเหรินโดดเด่นกว่าใคร ทั้งอ่อนโยนและมี นํ้าใจ เขียนลายอักษรสละสลวยงดงามจนได้รับความชื่นชมจาก ฮ่องเต้ ยังไม่ถึงครึ่งเดือน ฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งให้นางเป็นกุ้ยเหริน และผ่านไปอีกครึ่งเดือน ก็แต่งตั้งเป็นเหลียงตี้[3] และจากนั้นก็ เป็นผิน หวั่นอี๋ หรงหวา…ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งสูงอย่างรวดเร็ว แม้ในขณะที่ท้องของนางยังเงียบสงบก็ได้นั่งตำแหน่งเจี๋ยอ วี๋[4]ขั้นสามชั้นเอกแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ตำแหน่งเฟยคง อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ในที่สุดวันแห่งความยินดีก็เกิดขึ้นกับเซียวเจี๋ยอวี๋ แม้ฮ่องเต้ ยังไม่ทราบว่าเด็กในครรภ์เป็นบุรุษหรือสตรี ก็แต่งตั้งให้นางเป็น กุ้ยผินสนมขั้นสามเสียแล้ว
แน่นอนว่าสวี่เสียนเฟยไม่ยอมให้นางสนมคนโปรดถือกำเนิด
โอรสของฮ่องเต้
เซียวกุ้ยผินหกล้มด้วย ‘อุบัติเหตุ’ ชุยเฒ่าไปตรวจวินิจฉัยหวั่น เจาอี๋ อ้างว่าทารกเสียชีวิตในครรภ์ หากไม่รีบเอาออกจะเป็น อันตรายต่อชีวิตของมารดา ฮ่องเต้จึงให้ชุยเฒ่าจ่ายยาให้นาง
ยามที่ทารกออกจากครรภ์ เซียวกุ้ยผินได้ยินเสียงร้องอัน อ่อนแอของทารกอย่างชัดเจน บุตรของนางมิได้เสียชีวิตในครรภ์ แต่เพราะฤทธิ์ยา จึงทำให้บุตรของนางไม่อาจรอด
ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่มีหลักฐาน ท้ายที่สุดเซียวกุ้ยผินก็โศกเศร้า ตรอมตรม จิตวิปลาสและเห็นภาพหลอน
ฮ่องเต้พยายามเอาอกเอาใจ ปลอบโยนเซียวกุ้ยผินด้วยการ เลื่อนขั้นให้เป็นเจาอี๋ขั้นสอง และแต่งตั้งให้เป็นหวั่นเจาอี๋
ทว่าจิตใจที่รับรู้ความผิดชอบชั่วดีของชุยเฒ่าก็ไม่ได้ดำมืด จนถึงที่สุด เขารู้ดีว่าตนเองไม่สามารถเป็นมีดในมือของสวี่เสีย นเฟยได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหมอหลวง ด้วย ข้ออ้างว่ามารดาไม่สบายหนัก สวี่เสียนเฟยจะปล่อยเขาไปได้ อย่างไร? แต่ชุยเฒ่ามีไพ่สำคัญอยู่ในมือ หากนางไม่ปล่อยเขาไป เขาก็มีวิธีที่จะส่งหลักฐานทั้งหมดไปให้หวั่นเจาอี๋ ทว่าตราบใดที่สวี่ เสียนเฟยปล่อยเขาไป เขาก็จะเก็บความลับนี้ให้ตายไปกับเขา
โดยปกติแล้วสวี่เสียนเฟยไม่มีทางหวั่นไหวกับคำขู่ของเขา แต่ เป็นเยี่ยนไหวจิ่งที่ปล่อยเขาไป เยี่ยนไหวจิ่งให้เขาสาบานว่านับจาก นี้เป็นต้นไปเขาจะไม่ใช้ทักษะการแพทย์ของสกุลชุยอีก
อวี๋หวั่นกล่าว “มิน่าล่ะรักษาคนในหมู่บ้าน ก็ไม่เคยรักษาหาย แม้แต่คนเดียว”
ชุยเฒ่าเห็นความตายดั่งคืนสู่มาตุภูมิ “จะฆ่าจะแกงอย่างไรก็ แล้วแต่พวกเจ้า มันคือบาปของข้า ข้ายอมรับแล้ว”
อวี๋หวั่นมองไปที่เขา “ท่านคิดว่าเราจับท่านมาเพื่อชำระแค้น หรือ?”
ชุยเฒ่าผงะ “…ไม่ ไม่ใช่รึ?”
เช่นนั้นเหตุใดเซียวเจิ้นถิงถึงมาที่นี่!
เซียวเจิ้นถิงเป็นพี่ใหญ่ร่วมสาบานของนายท่านเซียวอู่ไม่ใช่ หรือ?
หากเขาจำไม่ผิด ในยามนั้นก่อนที่หวั่นเจาอี๋จะเข้าวังได้ไปมา หาสู่กับสกุลเซียวอยู่ไม่น้อย ฮูหยินใหญ่เซียวถูกอกถูกใจหวั่นเจาอี๋ มาก ในเวลานั้นหลายคนต่างคาดเดาว่าหวั่นเจาอี๋คงจะแต่งงาน กับเซียวเจิ้นถิง แต่เมื่อได้รู้ว่านางเข้าวังทุกคนต่างประหลาดใจ
ไม่ต้องกล่าวถึงการละทิ้งความสัมพันธ์นี้ เซียวเจิ้นถิงกับนาย ท่านเซียวอู่เปรียบเสมือนพี่น้อง เช่นนั้นในความรู้สึกของเซียว เจิ้นถิงก็คงเห็นหวั่นเจาอี๋เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขาเช่นกัน
เขาทำร้ายน้องสาวแท้ๆ ของเซียวเจิ้นถิง เซียวเจิ้นถิงอาจจะ ฆ่าเขาเพื่อล้างแค้นให้หวั่นเจาอี๋ก็เป็นได้…
เมื่อชุยเฒ่าคิดเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าตนเองคงใกล้ถึงที่ตายแล้ว
…………………………………………………….
[1] เสือหมอบซ่อนมังกร อุปมาถึงผู้มีความสามารถที่ซ่อนคมเอาไว้
[2] ไฉเหริน คือ ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้น 5 ชั้นเอก
[3] เหลียงตี้ คือ ตำแหน่งพระสนมในองค์รัชทายาทขั้น 3 ชั้นเอก
[4] เจี๋ยอวี๋ ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้น 3 ชั้นเอก เป็น
ตำแหน่งสูงสุดของพระสนม แต่ยังไม่เทียบเท่าพระสนมเอก