หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 164.1 ช่วยกันด้วยแรงอันน้อยนิด (1)
เซียวเจิ้นถิงกัดฟันเอ่ย “หากเจ้าสามารถรักษาอาการติดพิษ ของซื่อจื่อได้ ข้าจะยอมไว้ชีวิตไร้ค่าของเจ้าสักครา!”
ชุยเฒ่าตกตะลึงก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ‘ซื่อจื่อ’ ในความหมาย ของเขาคือบุตรบุญธรรมของเขา เยี่ยนจิ่วเฉา ใช่แล้ว ในที่สุดเจ้า สวะนั่นก็ยอมรับตำแหน่งซื่อจื่อเยี่ยนอ๋อง เขาคงยังรักบุตร บุญธรรมผู้นี้มาก กระทั่งการแก้แค้นให้หวั่นเจาอี๋ก็ยอมแลกเพื่อ บุตรบุญธรรม…
เพียงครู่หนึ่ง ชุยเฒ่าก็รวบรวมความคิด “ครั้งหนึ่งข้าเคย สาบานด้วยชีวิตว่าจะไม่ใช้ทักษะการแพทย์ของสกุลชุยรักษาอีก”
อิ่งสือซันตวัดดาบลงมา “เช่นนั้นเจ้าคงอยากตาย!”
ใบมีดดาบแนบอยู่ที่คอของชุยเฒ่า ชุยเฒ่าตกใจขวัญหนีดีฝ่อ “แต่…แต่ แต่…ข้ายังเอ่ยไม่จบ!”
ปลายดาบของอิ่งสือซันหยุดนิ่ง
เหงื่อเย็นของชุยเฒ่าพลันผุดออกมา “ข้าบอกเพียงจะไม่ใช้ ทักษะการแพทย์รักษา แต่ไม่ได้บอกว่าไม่สามารถสอนคนอื่นได้”
ทุกคนมองเขาด้วยความแปลกใจ
เขามองอวี๋หวั่นที่อยู่ด้านข้าง “เจ้าไปตรวจชีพจร และบอก ชีพจรให้ข้าทราบ”
นี่จะไม่ทำให้มันซับซ้อนเกินไปหรือ?
ทุกคนจับจ้องไปที่เขา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บีบบังคับเขา และให้ เป็นการตัดสินใจของอวี๋หวั่น
แค่วุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น แต่ขอเพียงช่วยเยี่ยนจิ่วเฉา ได้ อวี๋หวั่นก็ไม่รังเกียจ
ระหว่างทางกลับไปที่ห้อง อวี๋หวั่นบอกชุยเฒ่าเรื่องที่เยี่ยนจิ่ว เฉาเคยติดพิษตู๋โจ้วของหนานเจียง หากจะให้เขารักษา ก็จำต้อง บอกอาการของเยี่ยนจิ่วเฉาตามความเป็นจริง
“ดูท่านไม่ตกใจ ทำไมรึ? ท่านรู้เรื่องพิษตู๋โจ้วของเยี่ยนจิ่วเฉา มาก่อนหรือ?” อวี๋หวั่นมองสีหน้าท่าทางของเขา
ตอนแรกก็ไม่รู้ แต่หลังจากเยี่ยนไหวจิ่งให้เขา ‘ขาย’ ตำราการ แพทย์ของสกุลชุยให้กับอวี๋หวั่นถึงได้รู้
ชุยเฒ่ากระแอมในลำคอ “อย่างไรข้าก็เคยอยู่กับพระสนมเสีย นเฟย ข้าจะไม่รู้ความลับนี้เลยหรือ?”
อวี๋หวั่นเหลือบมอง ไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่อวี๋หวั่นก็ไม่ได้ ถามต่อ อย่างไรเสียมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น
เมื่ออวี๋หวั่นกลับไปถึงห้อง ก็ตรวจสอบชีพจรของเยี่ยนจิ่วเฉา อีกครั้ง ตามคำบอกของชุยเฒ่า สภาพชีพจรบางส่วนไม่ได้ถูก บันทึกไว้ในตำราการแพทย์ เธอจึงไม่อาจบอกได้ว่าเป็นชีพจรแบบ ใด จึงทำได้เพียงอธิบายอย่างละเอียดให้ชุยเฒ่าฟัง
“ปลายนิ้วของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีม่วง?”
“สีม่วง”
“จุดอิ้งถังละ?”
“เป็นสีม่วงเช่นกัน”
คนที่ถูกวางยาจุดอิ้งถังมักเป็นสีดำ เล็บก็เป็นสีดำ เห็นได้ชัด ว่าพิษที่เยี่ยนจิ่วเฉาโดนไม่ใช่พิษธรรมดา
หน้าเตียงของเยี่ยนจิ่วเฉามีฉากกั้น ชุยเฒ่ายืนอยู่หลังฉากกั้น นั้น เขาถามอวี๋หวั่นตอบ เขาให้อวี๋หวั่นตรวจอย่างไร อวี๋หวั่นก็ตรวจ อย่างนั้น เมื่อมีขั้นตอนมากขึ้น การวินิจฉัยก็ไม่ได้สะดวกเหมือน ทำเอง
กลุ่มเซียวเจิ้นถิงทั้งสามยืนอยู่นอกประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
อิ่งลิ่วเกาศีรษะพลางบ่นพึมพำ “คนแซ่ชุยนี่ไม่น่ารำคาญเกิน ไปหรือ? นี่มันต่างอย่างไรกับการลงมือตรวจเอง? ไม่ใช่แค่มีมือ เพิ่มมาอีกหนึ่งมือรึ? อย่างไรเสียคนจ่ายยารักษาก็ต้องเป็นเขา! จะ ไม่ใช่การหลอกตนเองหรอกรึ?”
“สาบานด้วยชีวิตไปแล้ว ย่อมมีความรักตัวกลัวตายไม่มากก็ น้อย” อิ่งสือซันกล่าวด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยนและความอดทนที่หา ได้ยาก
“ทว่าเช่นนี้ไม่กลัววินิจฉัยผิดหรือ?” อิ่งลิ่วที่เคยรู้สึกว่าแค่มี ขั้นตอนมากขึ้นหนึ่งขั้นตอนก่อนหน้านี้ กลับเริ่มสงสัยในความเป็น
ไปได้ของวิธีนี้ขึ้นมา
อิ่งสือซันกล่าว “ฮองเฮาและสนมเอกทุกพระองค์ในราชสำนัก ตั้งแต่อดีตล้วนต้องตรวจรักษาด้วยวิธีนี้”
ในอดีตเพื่อป้องกันการใกล้ชิดระหว่างบุรุษกับสตรี หมอหลวง ไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจรักษาฮองเฮาและสนมเอกโดยตรง แต่จะ มีหมอหญิงคอยจับชีพจรแล้วรายงานให้หมอหลวงวินิจฉัย แน่นอนว่าเกิดการวินิจฉัยที่ผิดพลาดบ่อยครั้ง แต่เมื่อทักษะการ แพทย์ของหมอหญิงดีขึ้น โอกาสในการวินิจฉัยผิดก็ยิ่งน้อยลง
“เจ้าลองกดใต้สะดือของเขาหนึ่งนิ้ว เขามีอาการเจ็บปวดหรือ ไม่?”
ชุยเฒ่ากล่าว
เมื่ออวี๋หวั่นกด คิ้วของเยี่ยนจิ่วเฉาพลันขมวดแน่นอย่างทนไม่ ไหวแม้ว่าเขาจะหลับอยู่ก็ตาม
“มี” อวี๋หวั่นกล่าว
ชุยเฒ่าทอดถอนใจ “ข้าคิดว่าข้ารู้แล้วว่าเป็นพิษใด”
“พิษอันใดรึ? “เซียวเจิ้นถิงถาม
ชุยเฒ่าถอนหายใจ “ไป๋หลี่เซียง”
เมื่อได้ฟัง แววตาของบุรุษหลายคนก็พลันหม่นแสง
ตอนที่อิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วอยู่ในยุทธจักร พวกเขาก็เคยได้ยิน เกี่ยวกับยาพิษมาไม่น้อย ไป๋หลี่เซียงได้ชื่อว่าเป็นพิษประหลาด
หนึ่งในสามของโลก ว่ากันว่าเมื่อพิษนี้ออกมา กลิ่นหอมจะลอยไป ไกลถึงร้อยหลี่จึงได้ชื่อว่าไป๋หลี่เซียง ในความเป็นจริงไป๋หลี่เซียงมี กลิ่นหอม ทว่าก็ยังห่างไกลจากคำกล่าวที่เกินจริงในข่าวลือ แต่ไม่ ทราบเพราะเหตุใดจึงถูกคนเล่าขานกันไปเช่นนี้
ชุยเฒ่ากล่าว “ไป๋หลี่เซียงทำมาจากพิษดอกไม้หายากกว่าสิบ ชนิด ข้าก็ไม่รู้แน่ชัดว่าดอกไม้ใด และผสมอย่างไร รู้เพียงพิษนี้ร้าย แรงมาก และแก้ยากกว่าพิษตู๋โจ้วของหนานเจียง”
เมื่อได้ยินว่าแก้ยากกว่าพิษตู๋โจ้วของหนานเจียง สีหน้าของ ทุกคนก็เริ่มดูไม่สู้ดีนัก
ชุยเฒ่าเอ่ยต่อ “ดูตามชีพจรของเขา คงจะได้รับพิษมาหลายปี แล้ว ตามหลักแล้วพิษนี้จะฆ่าเขาได้อย่างรวดเร็ว ทว่าคนที่วางยา คงไม่รู้ว่าเขามีพิษตู๋โจ้วของหนานเจียงอยู่ในร่างกาย พิษทั้งสองจึง ต่อสู้ยับยั้งกันและกัน จึงดูเหมือนร่างกายปกติ”
แน่นอนว่าที่เหมือนร่างกายปกตินี้บอกได้เพียงเยี่ยนจิ่วเฉาจะ ยังไม่ตายในทันที ทว่าพิษก็ยังคงอยู่ในร่างกาย ดังนั้นร่างกายของ เยี่ยนจิ่วเฉาจึงไม่ค่อยแข็งแรง เขายังต้องกินยาล้างพิษทุกปี
ยามนี้พิษตู๋โจ้วแห่งหนานเจียงถูกถอนแล้ว ไป๋หลี่เซียงจึงหลุด พ้นจากการต่อต้านและค่อยๆ ปะทุออกมา
“เหตุใดคราแรกข้าถึงจับชีพจรไม่พบอาการ?” อวี๋หวั่นถาม อย่างงวยงง
ชุยเฒ่าอธิบายด้วยความอดทน “หนึ่งเป็นเพราะยังมีพิษหลง
เหลือในร่างกาย ซึ่งช่วยยับยั้งความเป็นพิษของไป๋หลี่เซียง สองไป๋ หลี่เซียงใช้เวลาสิบวันถึงครึ่งเดือนในการแผลงฤทธิ์”
อวี๋หวั่นบอกเพียงว่าเยี่ยนจิ่วเฉาถูกพิษตู๋โจ้วของหนานเจียง แต่ไม่ได้บอกว่าผู้ใดเป็นคนวางยา ชุยเฒ่ารู้ดีว่าความอยากรู้เป็น ภัยแก่ตัวเอง อวี๋หวั่นไม่บอก เขาก็ไม่ถาม เซียวเจิ้นถิง อิ่งสือซัน และอิ่งลิ่วเป็นคนที่รู้เรื่องราวภายในดี
พิษตู๋โจ้วของหนานเจียง ฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นคนให้เยี่ยนจิ่ว เฉา เช่นนั้นไป๋หลี่เซียงละ?
เป็นไปไม่ได้ที่ฮ่องเต้องค์ก่อนจะให้ยาพิษร้ายแรงถึงสองตัว แก่เขา ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อจัดการกับเด็กอายุสามหรือสี่ขวบ
“พิษของไป๋หลี่เซียงมาจากที่ใด? ผู้ใดเป็นคนสร้าง?” อวี๋หวั่น ถาม
ชุยเฒ่าส่ายหัว “ไป๋หลี่เซียงเป็นยาพิษจากนอกอาณาเขต ผู้ใด เป็นคนสร้างไม่อาจรู้ แต่ว่ากันว่าถอนยากยิ่ง”
“พิษตู๋โจ้วที่ว่ากันว่าไม่สามารถถอนได้ เราก็ถอนได้แล้ว นี่ บอกว่าถอนยาก…” ความหมายของอวี๋หวั่นชัดเจน
ชุยเฒ่าส่ายหน้าอีกครั้ง “เจ้าไม่เข้าใจ พิษตู๋โจ้วไม่สามารถ ถอนได้เป็นคำกล่าวของคนจงหยวน ตราบใดที่พบราชันสัตว์พิษ และปรมาจารย์พิษที่แข็งแกร่งพอ ก็ย่อมมีวิธีแก้ ตามสิ่งที่ข้ารู้ ของศักดิ์สิทธิ์แห่งหนานจ้าวสามารถถอนพิษตู๋โจ้วได้อย่าง แน่นอน แต่สำหรับไป๋หลี่เซียงนี้…”
ตอนที่เขาเอ่ยประโยคก่อนหน้านี้ อวี๋หวั่นเกือบคิดว่า เขาเดา ได้ว่าของศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือของเธอ ทว่ายามนี้ชีวิตของเขาตกอยู่ ในกำมือของพวกเขาแล้ว หากเขาเดาได้จริงๆ แล้วอย่างไร? ยังมี โอกาสทำอะไรได้อีกหรือ?
อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจประเด็นนี้ “ท่านตอบข้ามาแค่ว่า ท่านมีวิธี แก้หรือไม่?”
ชุยเฒ่าถอนหายใจ “บรรพบุรุษของข้าเคยกล่าวถึง แต่สูตร นั้นไม่มีผู้ใดเคยลอง ข้าไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่”
“สูตรอันใด?” เซียวเจิ้นถิงกับอวี๋หวั่นถามขึ้นพร้อมกัน
ชุยเฒ่ากล่าวอย่างครุ่นคิด “เลือดนักบุญ นํ้าตาพ่อมด เห็ด หลินจือเพลิง คางคกหิมะ”
นี่มันอะไร? อวี๋หวั่นไม่เคยได้ยินมาก่อน
“พวกท่านเคยได้ยินหรือไม่?” อวี๋หวั่นมองไปที่กลุ่มเซียว เจิ้นถิงทั้งสาม
ทั้งสามเงียบกริบ เห็ดหลินจือเพลิงกับคางคกหิมะเคยได้ยิน มันคือเห็นหลินจือสีแดงเพลิง และคางคกที่เติบโตในภูเขาที่ ปกคลุมไปด้วยหิมะ ทว่าสองอย่างแรกพวกเขาโง่เขลาไม่มีความรู้ ตอนแรกที่หนานเจียงล่มสลาย ก็ยังไม่มีนักบุญกับพ่อมดเลย จะ ไปเอาเลือดและนํ้าตาได้จากที่ใด? สูตรนี้น่าจะเป็นเพียงข่าวลือพื้น บ้านไม่ค่อยน่าเชื่อถือ
“เจ้าได้ยินมาจากที่ใด?” อิ่งสือซันถาม
ชุยเฒ่า “โรงนํ้าชา”
อิ่งสือซัน “…”
ทุกคน “…”
ชุยเฒ่าลูบเคราของเขาและกล่าวว่า “ไม่ได้รักษาผู้คนมานาน แล้ว ทักษะการแพทย์ก็ส่งคืนบรรพบุรุษไปหมดแล้ว รบกวนองค รักษ์อิ่งกลับไปที่หมู่บ้าน นำหนังสือในห้องใต้ดินมาให้ข้า ข้าจะดูว่า มีวิธีใดบ้างที่พอจะช่วยยับยั้งอาการพิษในร่างกายซื่อจื่อไว้ได้ ชั่วคราว”
เรื่องที่เกี่ยวกับซื่อจื่อ อิ่งสือซันทำโดยไม่ลังเล
“ข้า…ไปพักผ่อนก่อนได้หรือไม่?” ชุยเฒ่าถามอย่างระแวด ระวัง
“จื่อซู” อวี๋หวั่นตะโกนเรียกคนนอกประตู
จื่อซู่เดินเข้ามาข้างในและพาชุยเฒ่าไปที่ห้องปีกฝั่งตะวันตก เขาเป็นบุรุษ แน่นอนว่าคงไม่สะดวกอยู่ที่เรือนชิงเฟิง ทว่า เนื่องจากเขาต้องเฝ้าอาการซื่อจื่อ จึงไม่อาจอยู่ห่างจากซื่อจื่อมา กนัก
ฝูหลิงก็ไปต้มนํ้าที่ห้องครัว
บทที่ 164.2 ช่วยกันด้วยแรงอันน้อยนิด (2)
แม้คนรับใช้ในจวนคุณชายจะสงบปากสงบคำ ทว่าไม่ใช่ทุก คนจะสามารถล่วงรู้ความลับของเยี่ยนจิ่วเฉาได้ ยกเว้นจื่อซูกับฝู หลิง คนรับใช้อื่นๆ ถูกอวี๋หวั่นสั่งให้ออกไปทั้งหมด
เซียวเจิ้นถิงเดินมาที่หน้าเตียง
แสงตะเกียงไฟสลัว
บุรุษร่างสูงใหญ่ดั่งภูผา ดูคล้ายกับหลังงุ้มลงชั่วขณะ
อวี๋หวั่นอ้าปาก หมายจะเอ่ยบางอย่าง
เซียวเจิ้นถิงไม่ได้หันกลับมา ทว่าเขาได้ยินเสียงหายใจของเธอ “ข้าขอดูเขาสักหน่อย แล้วจะจากไปในไม่ช้า”
อวี๋หวั่นไม่ได้คิดจะผลักไสเขาออกไปแต่อย่างใด “เช่นนั้นข้า คงต้องรบกวนท่านดูแลเยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว ข้าจะไปห้องตำราสัก ประเดี๋ยว”
อวี๋หวั่นหาได้ไปห้องตำราเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สร้าง ความสัมพันธ์ฉันท์บิดากับบุตรชาย ทว่าเธอมีบางอย่างจะถามอิ่ง ลิ่ว
“เรื่องที่ซื่อจื่อถูกพิษ เจ้าคิดอย่างไร?”
อิ่งลิ่วลำบากใจ
หากจะกล่าวว่าผู้ใดเป็นคนทำ…มีคนมากมายที่ต้องการทำ เช่นนี้ ที่ไกลๆ ไม่ต้องเอ่ย แค่บุตรตระกูลรํ่ารวยในเมืองหลวงที่เคย ถูกคุณชายจัดการจนอ่วม ไม่มีใครสักคนที่ไม่ต้องการให้เยี่ยนจิ่ว เฉาตายไวๆ พวกเขามีจิตอันชั่วร้ายทว่าไม่มีใจที่กล้า
สวี่เสียนเฟยมีทั้งจิตชั่วร้ายและใจที่กล้า…สวี่เสียนเฟยนับว่า เป็นผู้เดียว ทว่าสวี่เสียนเฟยรู้ดีว่าเยี่ยนจิ่วเฉาถูกพิษตู๋โจ้วแห่ง หนานเจียงอยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงไม่จำเป็นต้องใช้ไป๋หลี่เซียงเพื่อ จัดการอีก
หรือจะเป็นบ้านเล็กของเยี่ยนอ๋อง? อวี๋หวั่นคิด
หรือจะเป็นตี้จีองค์เล็กแห่งหนานจ้าว? อิ่งลิ่วคิดในใจ
ในใจของทั้งสองเดาไปต่างๆ นานา ทว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
อิ่งลิ่วครุ่นคิด “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณชายถูกวางยา แต่ นอกจากครั้งนั้นที่ถูกฮ่องเต้องค์ก่อนวางยา เราทุกคนก็คิดว่าไม่มี ผู้ใดจะทำได้อีก ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่าไป๋หลี่เซียงนี้มาอยู่ในร่างกาย ของคุณชายได้อย่างไร?”
อวี๋หวั่นครุ่นคิด “หรือจะเป็นที่จวนเยี่ยนอ๋อง…”
อิ่งลิ่วส่ายศีรษะ “ถึงแม้ตอนนั้นข้าจะยังไม่ได้อยู่ข้างกาย คุณชาย ทว่าข้าก็ได้ยินลุงวั่นเล่า ตอนที่เยี่ยนอ๋องย้ายไปเมือง เยี่ยน คุณชายได้รับพิษตู๋โจ้วจากฮ่องเต้องค์ก่อนแล้ว เยี่ยนอ๋อง กับพระชายาก็ระมัดระวังการกินและการใช้ชีวิตประจำวันของ คุณชายมากขึ้น ข้าคิดว่าคนร้ายในเมืองเยี่ยนมีโอกาสกระทำ
สำเร็จน้อยนัก”
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนที่วางยา เป็นคนที่อยู่ในเมืองหลวง”
อิ่งลิ่วพยักหน้า “อาจเป็นก่อนที่จะย้ายไปเมืองเยี่ยน หรืออาจ เป็นช่วงที่มาเยี่ยมญาติที่เมืองหลวงในทุกๆ ปี”
อวี๋หวั่นก็รู้สึกว่าโอกาสที่จะทำสำเร็จในเมืองหลวงมีมากกว่า แม้จะไม่มีหลักฐาน ทว่าสัญชาตญาณของเธอบอกเช่นนี้ “ชุยเฒ่า กล่าวว่าต้องใช้เวลาสิบวันถึงครึ่งเดือนที่พิษนี้จะออกอาการ หาก รอถึงตอนที่ออกอาการ ก็ไม่รู้ว่าทานสิ่งใดไปบ้าง หรือผ่านมือผู้ใด ไปบ้าง จะไปตามหาว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำก็คงหาไม่พบเสียแล้ว แต่ ไม่ว่าอย่างไร คนที่สามารถเกลี้ยกล่อมให้เยี่ยนจิ่วเฉากินลงไปได้ ย่อมต้องเป็นคนที่สามารถใกล้ชิดกับเยี่ยนจิ่วเฉาได้เช่นกัน และ ต้องไม่ถูกผู้ใดสงสัย”
อิ่งลิ่วตกใจ “ความหมายของพระชายาคือบุคคลใกล้ชิด หรือ?”
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “ซื่อจื่อของพวกเจ้าอารมณ์ร้ายถึงเพียง นั้น จะยอมกินอาหารจากคนแปลกหน้าหรือ?”
นี่ก็เป็นความจริง อย่างเช่นพิษตู๋โจ้ว หากฮ่องเต้องค์ก่อนไม่ ป้อนด้วยตนเอง คุณชายจะกินได้อย่างไร? เมื่อคิดเช่นนี้ อิ่งลิ่วก็ พลันรู้สึกเกินทน ศัตรูทำร้ายไม่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือมีดของคน ใกล้ชิด และสิ่งที่บาดหาใช่เนื้อเลือด แต่เป็นหัวใจ
ชุยเฒ่านึกถึงสูตรยาได้สูตรหนึ่ง จึงสอนให้อวี๋หวั่น และอวี๋ หวั่นก็ให้อิ่งลิ่วไปซื้อมาจากร้านขายยาทันที ยาที่ปรุงด้วยตนเอง เสร็จแล้วถูกยกเข้ามาในห้อง
เยี่ยนจิ่วเฉาเริ่มมีไข้สูงเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ใบหน้าของเขา แดงกํ่า คิ้วขมวดอย่างเหลือทน ราวกับหนุ่มน้อยที่กำลังเจ็บปวด
เมื่อเซียวเจิ้นถิงมองไปที่เขา คิ้วก็พลันมุ่นขมวดเล็กน้อย ใบหน้าของเซียวเจิ้นถิงเริ่มซีดเซียว ราวกับสัตว์ร้ายที่ตื่นตระหนก ตกใจกับอาการป่วยของเด็กน้อยจนทำอะไรไม่ถูก
แต่อย่างไรก็เป็นสัตว์ร้ายมิใช่หรือ?
ยามที่อวี๋หวั่นเห็นซั่งกวนเยี่ยนยืนคู่กับเขาครั้งแรก ความคิด ของเธอคือ หญิงงามกับเจ้าชายอสูร ความแตกต่างเพียงอย่าง เดียวคือเซียวเจิ้นถิงไม่ได้อัปลักษณ์ ในทางกลับกันเขาหล่อเหลาดู ดี ทว่าท่าทางดูดุดันเกินไป
“แม่ทัพใหญ่เซียว” อวี๋หวั่นเดินเข้าไปเบาๆ ถึงได้เห็นว่าเขา เปียกโชกไปทั้งตัว ไม่รู้เพราะร้อนหรือเพราะกลัวกันแน่
“ข้า ให้ข้าทำหรือ?” เซียวเจิ้นถิงมองชามยาในมือของเธอ เมื่อ กล่าวจบก็นึกเสียใจ ฉงเอ๋อร์เกลียดเขามากถึงเพียงนี้ เรื่องแบบนี้ เขาจะมีโอกาสทำได้อย่างไร…
“รบกวนท่านแล้ว” อวี๋หวั่นยื่นชามยาให้เขา
“เอ่อ…” เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบชามยามาด้วยความ งุนงง ด้วยความตื่นเต้นกังวลใจทำให้มือของเขาสั่น จนช้อนใน
ชามเกือบตกลงมา
เขาเป็นคนร่างใหญ่ มือจึงใหญ่ไปด้วย ถ้วยนี้อวี๋หวั่นต้องถือ ด้วยสองมือเท่านั้น ทว่าเมื่อมันอยู่ในอุ้งเท้าหมีของเขากลับกลาย เป็นสิ่งที่เล็กกระจิดริด
เขาหยิบช้อนขึ้นมาอย่างงกๆ เงิ่นๆ และเอ่ยถามอย่างประหม่า ปนกระอักกระอ่วน “ใช่ ใช่แบบนี้หรือไม่?”
เขาไม่เคยป้อนเด็ก
ยามที่รับเซียวเหยี่ยนมา เขาก็โตมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องป้อน อีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เซียวเหยี่ยนก็ติดซั่งกวนเยี่ยนยิ่งนัก ซั่งกวน เยี่ยนดูแลเซียวเหยี่ยนทุกอย่าง ทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่และการ เดินทางอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
อวี๋หวั่นส่งสายตาให้กำลังใจเขา
เซียวเจิ้นถิงกลั้นใจป้อนจนเสร็จ เขายังเป็นมือใหม่ จึงป้อน อย่างทุลักทุเล เยี่ยนจิ่วเฉาที่กำลังมึนงงถูกช้อนคำใหญ่ป้อนจน ตาเหลือกเป็นสีขาว
“นั่น…นั่น…ข้า…” เซียวเจิ้นถิงเกาหัวอย่างลำบากใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องมองเขาด้วยสายตาคับแค้น พลันหันหน้าหนี อย่างโกรธเกรี้ยว และผล็อยหลับไป
เซียวเจิ้นถิงลำบากใจทำอะไรไม่ถูก
อาการป่วยของสามีเป็นแบบนี้ อวี๋หวั่นไม่ควรหัวเราะ ทว่า
ท่าทางของเซียวเจิ้นถิงก็น่าขำขันยิ่งนัก ดวงตาสีขาวของสามีก็ ช่างดูน่ารัก เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าแม่ทัพใหญ่เซียวที่สั่งการทหาร ทั้งกองพัน จะมีท่าทีทึ่มๆ เช่นนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าสามีของเธอได้ และ ยิ่งไม่รู้เลยว่าสามีดูเป็นเด็กถึงเพียงนี้เมื่อยู่ต่อหน้าแม่ทัพใหญ่ เซียว
อวี๋หวั่นอมยิ้มและรับชามยามา “ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สามี”
เซียวเจิ้นถิงกำลังจะบอกว่าเขาทำเอง ทว่าเมื่อนึกถึงพละ กำลังและมืออันแข็งแกร่งก็จำต้องละเว้นไป
อวี๋หวั่นเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เยี่ยนจิ่วเฉา
เซียวเจิ้นถิงก็รออยู่ที่ประตู
อวี๋หวั่นกระซิบ “ยามนี้ดึกแล้ว ท่านไปพักที่ห้องปีกข้างก่อน เถิด”
เซียวเจิ้นถิงกล่าวว่า “ไม่ละ ท่านแม่เจ้าไม่รู้ว่าข้ามา ประเดี๋ยว หากนางตื่นมาไม่เห็นข้าจะสงสัยได้ ข้าคิดว่าจะปิดเรื่องอาการป่วย ของฉงเอ๋อร์ไว้ก่อน”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ”
เซียวเจิ้นถิงหยุดชะงักและเอ่ยว่า “ข้าจะหายามารักษาฉงเอ๋ อร์ให้ได้”
วันที่โลกสิ้นสุด ขอเพียงเขายังมีชีวิตอยู่ จะไม่มีทางยอมแพ้ จะหายาถอนพิษมาให้ได้
หลังจากค่อนคืนฝนก็เริ่มตกปรอยๆ อวี๋หวั่นก็พลันคิดถึงบุตร ชายที่อยู่หมู่บ้านเหลียนฮวาขึ้นมาเล็กน้อย แต่มีบิดามารดาของ เธอคอยดูแล ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล ทว่าสามีของเธอ ทั้งที่อายุยังน้อย กลับถูกคนลอบทำร้ายมากมายถึงเพียงนี้ เธอเคยรู้สึกว่าชีวิตของ เธอยากลำบาก แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ความทุกข์ทรมานที่เธอได้ รับเหล่านั้นยังไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึงด้วยซํ้า
เยี่ยนจิ่วเฉาเหงื่อออกอีกครั้ง
อวี๋หวั่นเปลี่ยนให้เขาเป็นเสื้อบางๆ เธอมองดูเขาเงียบๆ สักพัก แล้วกระซิบข้างหูว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ต้องถอนพิษได้อย่างแน่นอน หลังจากถอนพิษแล้ว ข้าจะมีบุตรสาวให้ท่านอีกคน”
ในขณะหลับ คิ้วของเยี่ยนจิ่วเฉาก็ขยับเล็กน้อย
อวี๋หวั่นยิ้มมุมปากพลางโน้มตัวไปจูบหน้าผากของเขา และ กางแขนเขาออก นอนโอบกอดเอวแกร่งของเขาจนหลับไป
ยามที่แสงแรกมาเยือน อวี๋หวั่นก็ตื่นขึ้น เธอยังคงนอนอยู่ใน อ้อมแขนของเขาและกอดเอวเขาไว้แน่น
ทั้งสองแต่งงานกันมานานแล้ว แม้จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งใกล้ชิด ทว่าเขาเป็นคนที่รู้จักวางตัว และรักษากิริยาอยู่เสมอ แม้กระทั่ง ยามหลับก็ยังเหมือนสุภาพบุรุษ การจับมือก็นับว่ามากที่สุดแล้ว แต่เพราะเขาไม่สบายจึงยอมให้เธอฉวยโอกาสสักครั้งหนึ่ง
อวี๋หวั่นแตะหน้าผากของเขา ไข้ลดลงไปมากแล้ว
จากนั้นเธอก็บีบหน้าที่ซีดขาวราวกับนํ้าเต้าหู้ของเขา
อื้ม สัมผัสนี้รู้สึกดียิ่งนัก
“พระชายาซื่อจื่อ”
จื่อซูได้ยินการเคลื่อนไหว จึงเอ่ยเรียกเบาๆ จากด้านนอกประตู
“เข้ามา” อวี๋หวั่นเอ่ย
จื่อซูเข้ามาในห้องพร้อมกับนํ้าร้อน
อวี๋หวั่นค่อยๆ เดินลงจากเตียงเบาๆ หลังจากใส่เสื้อผ้า เรียบร้อย ก็เดินไปที่เอ่อร์ฝาง “ซื่อจื่อยังไม่ตื่น อีกประเดี๋ยว…”
“ตื่นแล้วเจ้าค่ะ” จื่อซูเอ่ย
อวี๋หวั่นพลันประหลาดใจ
จื่อซูเกรงว่าจะปลุกเยี่ยนจิ่วเฉา จึงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ซื่อจื่อตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง ข้าจึงเข้าไปในห้อง และถามว่าต้องการอันใดหรือไม่ ซื่อจื่อก็ส่ายหน้าและหลับไปอีก ครั้ง”
ขณะนั้น พระชายาซื่อจื่อกำลังนอนอยู่ในอ้อมแขนของเขา ราวกับหมูน้อย ซื่อจื่อคงกลัวจะทำให้พระชายาซื่อจื่อตื่นกระมัง ดัง นั้นถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่าเขาคอแห้งกระหายนํ้าแต่ก็ยังอดทนไว้