หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 167.1 ล่องูออกจากรู (1)
กลุ่มคนมิได้หยุดลงด้วยปัญหาเล็กๆ ในจุดนี้ และยังคงเดิน หน้าต่อไป
ฮ่องเต้จิตใจกตัญญูรู้คุณ เดินแบกความร้อนแห่งคิมหันตฤดู ไปอย่างไม่ย่อท้อ ทว่าเขาแบกรับความร้อนแรงไว้ ฮองเฮาไม่ยอม แสดงความอ่อนแอ และยังคงฮึดสู้ต่อไป
อวี๋หวั่นทำงานหนักมาตลอดทั้งปี การปีนเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่ เธอเป็นคนที่เดินด้วยสีหน้าปรกติที่สุดในบรรดาสมาชิกครอบครัว ที่เป็นสตรี
ทว่าคนส่วนใหญ่มิได้มีใจหรือร่างกายเช่นพวกเขา จำนวนคน ที่เป็นลมแดดมีมากขึ้นเรื่อยๆ ยาของหมอหลวงก็เริ่มไม่เพียงพอ ขณะที่ฮ่องเต้กำลังคิดว่าจะหยุดพักก่อนดีหรือไม่ ข้าราชบริพารที่ ทนไม่ไหวเหล่านั้นก็ยืนขึ้นอย่างเข้มแข็ง
ดูท่าทางไม่มีปัญหาอะไร
ฮ่องเต้ก็มิได้ตรัสถามสิ่งใดต่อ แรงของเขาก็เริ่มมีไม่มากแล้ว สนใจการปีนต่อไปเถิด
ในที่สุดก็มาถึงวัดต้าเจว๋ ฮ่องเต้รู้สึกว่าวิญญาณครึ่งหนึ่งหลุด ออกจากร่าง หากมิใช่เพราะอยู่ต่อหน้านางสนมและขุนนาง มากมาย เขาก็คงเป็นอัมพาตอยู่ตรงนี้แล้ว
ที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจคือองค์หญิงจิ่ว เด็กคนนี้เดินขึ้นเขา มาถึงครึ่งทางแรก ส่วนครึ่งทางหลังฝูหลิงเป็นคนแบกนางขึ้นมา
ฮองเฮาเหนื่อยล้ายิ่งนัก ทว่านางเป็นมารดาแผ่นดิน มิอาจมีผู้ ใดมาแบกขึ้นหลังได้ แน่นอนว่านางโชคดีที่กฎถูกเปลี่ยนแปลงไป ในราชวงศ์นี้ ว่ากันว่าในราชวงศ์ก่อน การขึ้นเขาเดินทางไปวัดต้า เจว๋ต้องคุกเข่าลงทุกหนึ่งก้าว เพื่อเป็นการแสดงถึงความจริงใจ
เหล่านางสนมและขุนนางทยอยมาถึงทีละคน
“ขอบพระทัยเฉิงอ๋อง”
“ขอบพระทัยเฉิงอ๋องยิ่งนัก”
“ใช่ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงสลบไปตั้งแต่ครึ่งทางเสียแล้ว ยาดี กว่าของหมอหลวงมากนัก”
ห่างไปไม่ไกล เฉิงอ๋องถูกห้อมล้อมไปด้วยขุนนางมากมาย
เฉิงอ๋องยิ้มอย่างสุภาพ “ไม่ต้องขอบคุณข้า ยามิได้มาจาก จวนของข้า ข้าแค่ยืมดอกไม้ถวายพระ[1]เท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนก็ตกตะลึง พวกเขาเดินมาครึ่งทาง เป็น ลมแดดจนแทบสลบ คนรับใช้ของเฉิงอ๋องก็นำยาเม็ดมาให้พวก เขา ยานั้นก็ไม่รู้ว่าทำจากสิ่งใด เพียงกินไปเม็ดหนึ่ง ก็รู้สึกว่า ร่างกายเย็นลง แม้ครึ่งทางหลังจะปีนขึ้นมาตลอดไม่หยุดพัก ทว่า กลับไม่มีอาการเป็นลมแดดเลยแม้แต่น้อย
เฉิงอ๋องยิ้มและเอ่ยว่า “เป็นยาที่ข้านำมาจากท่านพี่สะใภ้ ข้าก็
กินไปเม็ดหนึ่ง และรู้สึกดีขึ้น ดังนั้นข้าจึงนำมาให้ใต้เท้า”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ ก็หน้าแดงไปตามๆ กัน ในคราแรกที่ เริ่มขึ้นเขา พระชายาซื่อจื่อก็นำยามาให้พวกเขา ทว่าพวกเขา รังเกียจไม่ยอมรับ แล้วยามนี้กลับเอ่ยชมยาของพระชายาซื่อจื่อ มิใช่การตบปากตนเองหรอกหรือ?
หากไม่ใช่เพราะความซื่อสัตย์เสมอต้นเสมอปลายของเฉิงอ๋อง พวกเขาก็เกือบคิดว่าเฉิงอ๋องจงใจออกหน้าแทนพระชายาซื่อจื่อ
“หากพวกท่านอยากขอบคุณ ก็ไปขอบคุณพระชายาซื่อจื่อ เถิด” เฉิงอ๋องคลี่ยิ้มกล่าวอย่างไร้พิษสง
กินก็กินแล้ว ชื่นชมก็ชื่นชมแล้ว หากมิได้ไปกล่าวขอบคุณต่อ หน้าด้วยตนเองก็ดูไม่สมเหตุสมผลเกินไป
อวี๋หวั่นที่กำลังถักเปียให้องค์หญิงจิ่วมองเห็นกลุ่มคน มากมายที่ไม่ต้องการยาของตนเดินเข้ามา และกลํ้ากลืนกล่าวคำ ขอบคุณเธอ
เดิมทีคิดว่าอวี๋หวั่นจะใช้โอกาสนี้เยาะเย้ยพวกเขากลับ ทว่าอวี๋ หวั่นเพียงพยักหน้าเบาๆ เท่านั้น “ใต้เท้าทั้งหลายไม่เป็นไรก็นับว่า ดีแล้ว”
ทุกคนมองหน้ากัน ยามโดนดูถูกดูแคลนไม่โกรธเคือง ยามได้ เชิดหน้าชูตาไม่หยิ่งผยอง อารมณ์สงบเยือกเย็นเช่นนี้ ช่างไม่ เหมือนกับสตรีในชนบท วีรบุรุษไม่ถามหาที่มา เกิดเป็นสตรีมิได้ เป็นรองบุรุษ
นาทีนี้ทุกคนต่างมองอวี๋หวั่นด้วยสายตาแห่งความชื่นชม
มิใช่เพราะยาที่ดีของเธอ หากแต่เป็นเพราะบุคลิกลักษณะ นิสัยที่แท้จริงของเธอมากกว่า
อย่าบอกว่าเธอเป็นเพียงสตรีอายุสิบแปดที่แต่งงานแล้ว แม้แต่คนชราที่คลุกคลีอยู่กับวงชนชั้นราชการมานานหลายปีก็ยัง ไม่อาจมีจิตใจไม่ยินดีในวัตถุ ไม่ทุกข์ในเรื่องของตนเองได้เช่นเธอ
ครานี้แม้กระทั่งข้าราชการบุ๋นบู๊ก็ต่างออกไปเคลื่อนไหว โดย ปกติไม่เพียงเพื่อถวายตะเกียงสว่างนิรันดร์กาลแด่ไทเฮาเท่านั้น เจ้าอาวาสวัดต้าเจว๋ก็ได้เริ่มพิธี ฮ่องเต้พร้อมกับเหล่าขุนนางก็ขึ้น มาด้านหน้าเพื่อฟังกถามรรคเทศนา
เจ้าอาวาสเข้ามาอยู่ที่วัดต้าเจว๋ตั้งแต่อายุสี่ขวบ กระทั่งถึง ตอนนี้ก็เป็นเวลาหกสิบปี เขาได้บำเพ็ญตบะสำเร็จมานานแล้ว ชื่อ เสียงโด่งดังไปทั่วหล้า แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องปฏิบัติต่อเขาด้วยความ เคารพเป็นอย่างสูง
เจ้าอาวาสในชุดจีวรนำกลุ่มภิกษุไปต้อนรับฮ่องเต้ ใบหน้าของ ฮ่องเต้หาได้มีความเย่อหยิ่งทระนงตน กลับยังนมัสการเจ้าอาวาส เยี่ยงผู้เคร่งศาสนา
ฮ่องเต้ให้บุตรชายที่โตแล้วเข้าเยี่ยมนมัสการเจ้าอาวาส เป็นที่ น่าสังเกตว่าเยี่ยนไหวจิ่งยังคงไม่มาเข้าร่วมงาน ว่ากันว่าเขายัง รักษาตัวอยู่ที่จวน เขากำลังรักษาตัวจริงๆ หรือว่ารู้สึกหดหู่ใจ ก็ไม่ อาจทราบได้
หลังจากเข้าเยี่ยมนมัสการ ภิกษุรูปหนึ่งก็พาฝูงชนไปที่ห้อง พักรับรอง
ห้องพักรับรองของฮ่องเต้และภรรยาน้อยใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ แยกออกมาต่างหาก บรรดาขุนนางบุ๋นบู๊และองค์ชายกระจายกัน อยู่ในลานที่เหลือ การเดินทางครั้งนี้ เหล่าองค์ชายและขุนนางมิได้ นำสตรีมาด้วย ส่วนอวี๋หวั่น เธอเป็นตัวแทนความกตัญญูของ เยี่ยนจิ่วเฉา
อวี๋หวั่นถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกับองค์หญิงจิ่ว
ตรงกับความต้องการของอวี๋หวั่นพอดิบพอดี
องค์หญิงจิ่วลงจากหลังของฝูหลิงนานแล้ว นางจับมืออวี๋หวั่น และเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ฮองเฮาบอกว่าเราต้องอดอาหารก่อน หนึ่งวัน และฟังเจ้าอาวาสที่เป็นประธานในคืนนี้ พรุ่งนี้จะ ประดิษฐานองค์ฮ่องเต้ด้วยโคมไฟ”
“ใช่แล้ว” อวี๋หวั่นบีบหน้าเล็กๆ ของนาง “ไม่อาจกินมากดื่ม มากได้เหมือนอยู่ที่ตำหนัก องค์หญิงจิ่วทำได้หรือไม่?”
องค์หญิงจิ่วพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “อื้ม!”
“องค์หญิงจิ่วชอบออกจากตำหนักหรือ?”
“อื้ม!”
ชอบมาก ดังนั้นถึงไม่อาจกินมากดื่มมากก็ไม่เป็นไร
อย่างไรก็เป็นเด็กที่เคยลำบากมาก่อน ไม่เหมือนองค์หญิงคน
อื่นที่ถูกประคบประหงมมาอย่างดี
เสื้อผ้าขององค์หญิงจิ่วเปียกชื้น นางข้าหลวงยกนํ้ามาให้นาง อาบ หลังจากอาบนํ้าเสร็จแล้ว นางไม่ยอมให้นางข้าหลวงสวม เสื้อผ้าให้ นางหอบชุดไปอยู่ด้านหน้าอวี๋หวั่นและให้อวี๋หวั่นสวม เสื้อผ้าให้
อวี๋หวั่นก็สวมเสื้อผ้าให้นาง
เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่วที่แสนน่ารักน่าชังเดินหอบกระโปรงตัว เล็กๆ เข้ามาในห้อง อวี๋หวั่นก็รู้สึกอยากได้บุตรสาวขึ้นมา
“พระชายาซื่อจื่อ” ฝูหลิงถือถังนํ้าเข้าไปในห้อง
อวี๋หวั่นเข้าใจความหมาย พลันหันไปยิ้มให้องค์หญิงจิ่ว “ท่าน ไปทานอันใดที่ห้องของฮองเฮาก่อน ข้าอาบนํ้าเรียบร้อยแล้วจะ ตามไปหา”
“ท่านต้องมาให้ได้นะ!” องค์หญิงจิ่วจากไปด้วยความสุข นาง ข้าหลวงก็เดินตามไป
ในห้องเหลือเพียงนายบ่าวสองคน อวี๋หวั่นให้ฝูหลิงปิดประตู “เห็นแล้วหรือ?”
ฝูหลิงกล่าวว่า “ข้าเห็นแล้วเจ้าค่ะ หวั่นเจาอี๋อยู่ในห้องพุทธริม สุดด้านตะวันออก ถัดจากห้องของสวี่เสียนเฟย”
ทิศตะวันออกหาง่ายที่สุด ทว่าหากต้องผ่านห้องของสวี่เสีย นเฟย เกรงว่าคงไม่สะดวกเท่าใดนัก เดิมทีสวี่เสียนเฟยจะไม่
จัดการเธอ ทว่าหากเห็นเธอมาด้อมๆ มองๆ อยู่ที่ห้องของหวั่นเจาอี๋ ก็เกรงว่าจะเกิดความคิดที่จะจัดการเธอขึ้นมาอีก
ในเมื่อไปอย่างมืดไม่ได้ ก็ได้แต่ไปอย่างสว่างเท่านั้น เธอ เตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว
“เอาผลหลี่จื่อที่นำมาไปล้าง และใช้นํ้าสะอาดเย็นๆ มาแช่”
“เจ้าค่ะ”
หลี่จื่อของจวนคุณชายมีขนาดใหญ่ รสหวาน ผิวบางฉํ่านํ้า การใช้นํ้าเย็นจากบ่อนํ้ามาแช่จะยิ่งทำให้รสชาติอร่อยอย่างน่า เหลือเชื่อ
ฮ่องเต้ไปที่ห้องของเจ้าอาวาส อวี๋หวั่นมอบชุดหนึ่งให้ฮองเฮา กับองค์หญิงจิ่วก่อน ตามด้วยสนมอวี้เฟย สนมเจินเฟย และส่งให้ ห้องสวี่เสียนเฟยชุดหนึ่งเช่นกัน สวี่เสียนเฟยกำลังอาบนํ้า ผู้มารับ ผลหลี่จื่อคือมามาผู้ดูแล และจากนั้นอวี๋หวั่นก็หยิบผลหลี่จื่อชุด สุดท้ายเดินเข้าห้องของหวั่นเจาอี๋อย่างเปิดเผย
หวั่นเจาอี๋อาบนํ้าเสร็จและสวมชุดสะอาดเรียบร้อยแล้ว
อีกไม่นานก็จะมีอาหารที่ภิกษุบิณฑบาตมาได้ หลังจากทาน เสร็จแล้ว ก็ได้เวลาไปฟังกถามรรคเทศนาที่หอสวดมนต์จากเจ้า อาวาส
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
หวั่นเจาอี๋พยักหน้าให้หญิงรับใช้คนสนิท
หญิงรับใช้ก้าวไปเปิดประตูและพบว่าเป็นอวี๋หวั่น หญิงรับใช้ โค้งคำนับ “พระชายาซื่อจื่อ”
อวี๋หวั่นเผยยิ้มตามมารยาท
“ข้ามาส่งผลหลี่จื่อให้พระสนมหวั่นเจาอี๋ แต่ข้ามารบกวนการ พักผ่อนของพระสนมหรือ?”
หญิงรับใช้มองกลับไปที่หวั่นเจาอี๋ครั้งหนึ่ง
เมื่อเห็นหวั่นเจาอี๋พยักหน้าให้ตน จึงเอ่ยกับอวี๋หวั่นอย่าง สุภาพ
“หาได้เป็นเช่นนั้น พระชายาซื่อจื่อโปรดเข้ามา”
หญิงรับใช้เปิดทางและทำมือเชื้อเชิญ อวี๋หวั่นก้าวเข้าไปข้าง ใน พร้อมกับฝูหลิงที่ถือตะกร้าผลไม้มาด้วย
………………………………….
[1] ยืมดอกไม้ถวายพระ ใช้เปรียบเปรยว่านำของที่ผู้อื่นให้มามอบให้
กับอีกคนหนึ่งเป็นนํ้าใจ
บทที่ 167.2 ล่องูออกจากรู (2)
หวั่นเจาอี๋นั่งอยู่บนเตียงด้วยเสื้อผ้าเรียบๆ ทว่ายากจะซ่อน ความงดงามของเรือนร่างและหน้าตาของนางได้ หญิงงามในวัง หลังมีมากมายราวกับเมฆบนท้องฟ้า ทว่าผ่านไปหลายปี หวั่นเจาอี๋ ก็ไม่เคยถูกฮ่องเต้ลืมเลือน นางไม่ได้มีอำนาจจัดการวังหลังเหมือน สวี่เสียนเฟย ไม่มีแม้กระทั่งบุตรของตนเอง
หากในใจซ่อนไว้ด้วยบทกวี แม้นผ่านไปหลายปีความงดงาม ไม่เสื่อมคลาย บังเอิญที่พระสนมหวั่นเจาอี๋ผู้นี้เป็นสตรีที่เต็มไป ด้วยพรสวรรค์
อวี๋หวั่นพาฝูหลิงเข้ามาคารวะ “พระสนม”
หวั่นเจาอี๋เคยพบอวี๋หวั่นครั้งหนึ่งที่ด้านนอกห้องทรงพระ อักษร นางไม่ได้ตกตะลึงกับรูปลักษณ์งดงามของเธอ ทว่ากลับเป็น ฝูหลิงผู้ห้าใหญ่สามหนา[1]ที่ยืนอยู่ด้านข้างแทน
อวี๋หวั่นมองฝูหลิงที่อยู่อีกด้านหนึ่ง “ฝูหลิง”
ฝูหลิงเข้าใจดี จึงส่งตะกร้าผลไม้ไปให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นรับตะกร้าผลไม้และเดินเข้าไปข้างหน้า “พระสนมเจาอี๋ ผลไม้เหล่านี้ปลูกจากจวนคุณชาย หม่อมฉันล้างและใช้นํ้าสะอาด ในบ่อแช่ให้เย็น ยามนี้กำลังเย็นพอดี พระสนมลองชิมดูสิเพคะ”
ปลายนิ้วเรียวยาวของหวั่นเจาอี๋ยื่นหยิบลูกหลี่จื่อสีแดงกํ่ามา
กัดเบาๆ คำหนึ่ง
ลูกหลี่จื่อที่สุกงอม มีนํ้าฉํ่าของผลไม้พุ่งออกมาในทันทีที่ผิว ผลปริ หวั่นเจาอี๋ทำหกลงสองหยดโดยไม่ทันคาดคิด นางรีบใช้ ผ้าเช็ดหน้าจับไว้อย่างสง่างาม
กลิ่นหอมหวานละลายแทรกในริมฝีปากและซี่ฟัน พร้อมกับ ความเย็นของนํ้า ทำให้ความร้อนในช่วงเวลานี้สลายหายไปโดย พลัน
หวั่นเจาอี๋กล่าวด้วยนํ้าเสียงอบอุ่น “หวานกว่าของในวังเสีย อีก”
อวี๋หวั่นยิ้มและเอ่ยว่า “หากพระสนมโปรดปราน คราหน้า หม่อมฉันจะเก็บมาให้พระสนมอีกนะเพคะ”
“ไยต้องทำให้เจ้าลำบากด้วยเล่า?” หวั่นเจาอี๋กล่าวอย่าง สุภาพ
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “หาได้ลำบากเพคะ ได้มอบผลไม้ให้พระสนม นับว่าเป็นเกียรติของหม่อมฉัน อีกอย่าง…หม่อมฉันกับนายท่าน เซียวอู่ก็มีมิตรภาพต่อกัน”
“โอ้?” ความประหลาดใจฉายชัดในดวงตาของหวั่นเจาอี๋
แม้จะเป็นพี่น้องแท้ๆ ทว่าหวั่นเจาอี๋อยู่ในวังมานาน นางไม่ได้ พบน้องชายของนางบ่อยนัก แม้จะพบนายท่านเซียวอู่แต่ก็ไม่อาจ พูดคุยเรื่องธุระกันได้ ดังนั้นที่หวั่นเจาอี๋ไม่ทราบว่านางมีความ สัมพันธ์กับนายท่านเซียวอู่ก็สมเหตุสมผล
“เดิมทีผู้จัดการชุยของหอหยกขาว…” อวี๋หวั่นเล่าเรื่องที่ผู้จัด การชุยแนะนำนายท่านเซียวอู่ที่มาทำการค้า และเรื่องที่สกุลอวี๋ เข้าไปจัดงานเลี้ยงให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยที่จวนสกุลเว่ยให้นางฟัง
นกตัวอื่นเมื่อบินถึงกิ่งไม้สูงก็กลายเป็นหงส์ รีบสลัดคราบทิ้ง อดีตวางตัวสูงส่ง ทว่าอวี๋หวั่นกลับมิได้อับอายที่จะกล่าวถึงอดีต และมอบประสบการณ์ในอดีตให้กับผู้คนด้วยความใจกว้างเยือก เย็น ความกระดากอายและลำบากใจไม่เคยมีแม้แต่น้อย
กิริยาของหวั่นเจาอี๋ที่กำลังทานผลหลี่จื่อผ่อนช้าลง สายตา ของนางตกกระทบกับใบหน้าขาวของอวี๋หวั่น ใบหน้าของสตรีอายุ สิบแปดค่อยๆ เติบโตงดงามไร้ที่ติ ขนคิ้วทุกเส้นราวกับเต็มไปด้วย กลิ่นอายแห่งความอ่อนเยาว์
หวั่นเจาอี๋ก็เคยอยู่ในวัยนี้มาก่อน ทว่านางไม่สามารถย้อนกลับ ไปได้อีกแล้ว
“แท้จริงแล้วหม่อมฉันก็เคยได้ยินสามีเอ่ยถึงพระสนมมา ก่อน” อวี๋หวั่นแย้มยิ้มไปทั้งหน้าราวกับว่าไม่ได้สังเกตเห็นหวั่นเจา อี๋ที่กำลังจ้องมองตน
หวั่นเจาอี๋คลี่ยิ้ม “ซื่อจื่อเขา…เอ่ยถึงข้าว่าอย่างไรหรือ?”
อวี๋หวั่นยิ้มและเอ่ยว่า “ซื่อจื่อบอกว่าเคยพบพระสนมตอนที่ เขายังเด็ก พระสนมยังเคยป้อนอาหารเขาด้วย”
เมื่ออวี๋หวั่นเอ่ยเช่นนี้แล้ว ก็มองดูสีหน้าของหวั่นเจาอี๋ เธอไม่ ได้บอกว่าเป็นปีใด ทว่าตราบใดที่หวั่นเจาอี๋เป็นคนวางยาเยี่ยนจิ่ว
เฉา ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกผิดหลังจากได้ยินเรื่องนี้
สิ่งเดียวที่ทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกประหลาดใจ คือสีหน้าของหวั่นเจา อี๋ไม่มีความผิดปกติใดๆ นางเพียงนึกด้วยความสับสนและกล่าว พึมพำ “จริงรึ? เรื่องเมื่อคราใด ข้าจำไม่ได้แล้ว”
อวี๋หวั่นหลุบสายตาลง หรือว่าเธอคิดมากเกินไปจริงๆ หวั่นเจา อี๋เป็นผู้บริสุทธิ์? คนร้ายเป็นคนอื่นอย่างนั้นหรือ?
“เจ้าก็กินสิ” หวั่นเจาอี๋หยิบผลหลี่จื่อยื่นให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นรับมา แววตาพลันสั่นไหว และกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันไปที่จวนแม่ทัพใหญ่เซียวเมื่อสองสามวันก่อน ได้ยิน คนในจวนคุยกันว่าพระสนมหวั่นเจาอี๋เคยอยู่ที่จวนมาก่อน”
เธอไม่ได้ฟังคนรับใช้กล่าวมา ทว่าเป็นคำพูดของชุยเฒ่า แต่ หวั่นเจาอี๋ก็คงเดาไม่ออก อย่างไรนางก็ไม่ได้อยู่ที่จวนสกุลเซียวมา หลายปีแล้ว ย่อมไม่รู้ว่าสถานการณ์ของจวนสกุลเซียวในยามนี้ เป็นอย่างไร
หวั่นเจาอี๋ชะงัก วางผลหลี่จื่อลงพลางเอ่ยว่า “อา มันเป็นเรื่อง ก่อนที่ข้าจะมาเข้าวัง ฮูหยินผู้เฒ่าแค่รู้สึกเหงา จึงให้ข้าอยู่เป็น เพื่อนในจวนไม่กี่วันเท่านั้น”
“ฮูหยินผู้เฒ่าชื่นชอบพระสนมยิ่งนัก หากไม่ใช่มารดาแท้ๆ เกรงว่าพระสนมคงจะได้แต่งงานกับแม่ทัพใหญ่เซียวแล้วกระมัง” อวี๋หวั่นทำตัวราวกับเด็กที่ชอบซุบซิบนินทา
คนบ้านนอกไม่รู้ประสา ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรเอ่ยไม่ควรเอ่ย อีกทั้ง
ยังอยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็น ไม่มีสิ่งใดมาหยุดปากได้ก็หาใช่เรื่อง แปลก หากคนอื่นรู้อย่างมากก็แค่ถูกเอ็ดสองสามคำ แต่…ก็ไม่ แน่ว่าจะมีใครรู้
ขนตาของหวั่นเจาอี๋สั่นไหว พลางเอ่ยอย่างขบขัน “ข่าวลือ เหล่านี้เจ้าฟังจากผู้ใดมา? ถึงข้าจะเคยอยู่ที่จวนสกุลเซียวมาระยะ หนึ่ง ทว่าก็อยู่แต่ห้องของฮูหยินผู้เฒ่า หาได้สนิทชิดเชื้อกับแม่ทัพ ใหญ่เซียว เจ้าอย่าได้ไปฟังข่าวลือ ชื่อเสียงข้าเสียหายก็ไม่เท่าใด ทว่าหากเสียหายไปถึงแม่ทัพใหญ่เซียวกับฮูหยินเซียว ในเรือนคง ไม่สุขสงบเป็นแน่”
วาจานี้นํ้าไม่รั่วสักหยด[2] ทั้งยังแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องการแต่งงานเป็นเพียงความต้อง การของฮูหยินผู้เฒ่าฝ่ายเดียว เซียวเจิ้นถิงกันหวั่นเจาอี๋หาได้มีใจ ให้กัน
หากหวั่นเจาอี๋ไม่มีใจให้เซียวเจิ้นถิง ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำร้าย เยี่ยนจิ่วเฉา
ขณะที่ด้านนี้กำลังสนทนา องค์หญิงจิ่วก็วิ่งเข้ามาอย่างมี ความสุข และบอกว่ามีคนกำลังตามหาอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นเดินออกไปดู ก็เห็นซั่งกวนเยี่ยนที่รีบมาด้วยความ เหนื่อยหอบ
“ไม่ใช่เพราะฉงเอ๋อร์บุตรผู้นั้นหรอกหรือ? เขาไม่วางใจภรรยา เกรงจะไม่สบายกลับมา หม่อมฉันก็กังวลว่าระหว่างทางมาที่นี่เขา
จะเผชิญกับอากาศร้อน จึงบอกเขาว่าหม่อมฉันจะมาเอง และจะ ดูแลอาหวั่นเป็นอย่างดี ไม่ให้นางต้องเสียผมสักเส้น!”
ในห้องของฮองเฮา ซั่งกวนเยี่ยนอธิบายเหตุผลที่นางมาที่นี่ ด้วยความละอายใจ
ไม่มีผู้ใดกล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้ หากไม่กล่าวถึงความรักหนุ่ม สาว ซั่งกวนเยี่ยนเคยเป็นอดีตสะใภ้ของฮองเฮา หากนางจะมาที่นี่ แล้วเป็นอย่างไร? ในเมื่อมาถึงแล้ว อย่างไรก็ไม่อาจไล่ลงจากภูเขา เมื่อนึกถึงนิสัยของเยี่ยนจิ่วเฉาที่สามารถแจกไข่แดงที่ตำหนักจิน หลวน ฮองเฮาและฮ่องเต้ก็คิดว่าเรื่องน่าขายหน้าเช่นนี้ เขาก็ทำได้ เช่นกัน
ห้องรับรองเต็มหมดแล้ว ขณะที่ฮองเฮากำลังคิดว่าจะให้นาง ไปอยู่ห้องผู้ใด สวี่เสียนเฟยก็กล่าวอย่างไม่เห็นแก่ตัว “ไม่เช่นนั้น หม่อมฉันย้ายไปพักที่ห้องพระสนมเจิน แล้วยกห้องนั้นให้ฮูหยิน เซียวเถิดเพคะ”
ในบรรดาสมาชิกสตรีในครอบครัว มีเพียงอวี๋หวั่นที่อยู่ในห้อง เดียวกันกับองค์หญิงจิ่วอายุหกขวบ ที่เหลือพักหนึ่งห้องต่อหนึ่ง คน ให้สวี่เสียนเฟยเบียดเสียดกับคนอื่นคงไม่ดี สนมอวี้เฟยกับ สนมเจินเฟยจึงเสนอว่าจะอยู่ห้องเดียวกัน และให้ห้องว่างกับซั่งก วนเยี่ยน
ในวังหลวงทั้งสองรักกันดุจพี่น้อง ฮองเฮาพยักหน้าเห็นด้วย
ซั่งกวนเยี่ยนจึงพักอยู่ที่ห้องของสนมอวี้เฟย ซึ่งบังเอิญเป็น
ห้องที่อยู่ติดกับอวี๋หวั่นพอดี
ฮ่องเต้กับเจ้าอาวาสสนทนากันจนดึก ให้ขันทีวังมาส่งข่าว คืน นี้เจ้าอาวาสจะเทศนาให้ฮ่องเต้ตามลำพัง วันพรุ่งจึงเทศนาแก่ทุก คน นี่เป็นเรื่องคำสัญที่ทุกคนต้องร่วมกันถก แต่ไม่ว่าเรื่องจะ สำคัญเพียงใด ทราบเพียงพวกเขาเหนื่อยอ่อนจากการปีนขึ้นเขา มาตลอดช่วงบ่าย เมื่อได้เข้าห้องพัก ก็กราบพระในใจสามที แล้ว แผ่กายหลับไปบนเตียงอย่างมีความสุข
แน่นอนว่ามีบางคนที่นอนไม่หลับ เช่นองค์หญิงจิ่วที่หลับมา ตลอดทางบนหลังของฝูหลิง และอวี๋หวั่นที่ไม่กล้าจะถอนหายใจ
องค์หญิงจิ่วนั่งไม่สุข ใครให้นางโตถึงเพียงนี้ แล้วยังออกจาก ตำหนักเป็นครั้งแรก ท้องฟ้าข้างนอกดูเป็นสีฟ้ากว่าที่ตำหนัก
“ด้านหลังวัดมีสวนผลไม้ ภายในมีผลแตงป่าอยู่ หากท่านไม่ รังเกียจ กระหม่อมจะไปเก็บมาให้” ภิกษุอายุสิบเจ็ด สิบแปดเอ่ย
องค์หญิงจิ่วกะพริบตามองอวี๋หวั่น
นางต้องการไปเก็บด้วยตนเอง
อวี๋หวั่นก็อยากไปเดินเล่น จึงจูงมือองค์หญิงจิ่วออกไป
องค์หญิงจิ่วกระโดดไปมาด้วยความตื่นเต้น!
อวี๋หวั่นยิ้มและกล่าวว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อน หม่อมฉันจะไปถามฮู หยินเซียวว่าจะไปหรือไม่”
องค์หญิงจิ่วอดดีใจไม่ไหวที่จะได้ไปสวน รออวี๋หวั่นเคาะประตู
ห้องข้างๆ อย่างเชื่อฟัง
“มีอันใดหรือ?” ซั่งกวนเยี่ยนถามขณะที่เปิดประตูออก
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ข้าจะไปเก็บผลไม้กับองค์หญิงจิ่ว ท่านอยาก จะไปด้วยกันหรือไม่?”
ซั่งกวนเยี่ยนนั่งเกี้ยวขึ้นมาโดยมิได้ออกแรง
ในยามนี้ยังมีพลังเหลือ จึงตอบตกลงในทันที เธอจึงให้ซิ่งจู๋ที่ หายใจแผ่วๆ เฝ้าอยู่ที่ห้อง และเดินไปที่ประตูลานพร้อมกับอวี๋หวั่น
ขณะนั้นบังเอิญที่หวั่นเจาอี๋พาหญิงรับใช้มาเดินเล่นเช่นกัน
ดวงตาของอวี๋หวั่นสั่นไหว และเอ่ยด้วยเสียงดังว่า
“ฝูหลิง เจ้าไปที่ห้องของแม่ทัพใหญ่เซียว บอกว่าท่านแม่กับ ข้าจะไปเก็บผลไม้ เขาจะไปด้วยกันหรือไม่”
……………………………………………
[1] ห้าใหญ่สามหนา 五⼤三粗 ห้าใหญ่หมายถึงสองมือ สองเท้า
และหนึ่งศีรษะท่ีมีขนาดใหญ่ สามหนา หมายถึงขา เอวและคอท่ีหนา
[2] นํ้าไม่รั่วแม้สักหยดเดียว 滴⽔不漏 อุปมาว่ามิดชิดไม่มีช่องโหว่