หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 166.1 หวั่นหวั่นผู้ไร้ยางอาย (1)
หวั่นเจาอี๋ก็ผงะไปเช่นกัน
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างละอายใจ “ข้ามากะทันหันเกินไปใช่หรือไม่? คงมิได้ขัดจังหวะการย้อนรำลึกความหลังของท่านพ่อกับพระสนม หวั่นเจาอี๋กระมัง?”
หวั่นเจาอี๋กำลังจะเอื้อนเอ่ย ทว่าวาจายังไม่ทันออกจากปาก เซียวเจิ้นถิงก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ไม่เลย ข้าแค่บังเอิญพบกับพระ สนมหวั่นเจาอี๋ จึงกล่าวทักทายกันเท่านั้น เจ้าจะกลับจวนแล้ว หรือ?”
“อื้ม” อวี๋หวั่นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
เซียวเจิ้นถิงรีบเอ่ยต่อ “ข้าจะไปส่ง”
เอ่ยจบ ก็หันกลับมายกมือคำนับหวั่นเจาอี๋ “พระสนมโปรด รักษาพระวรกายด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอทูลลา”
“ท่านพ่อ ข้าอยากกินหลี่จื่อ”
“กลับไปจะเก็บให้เจ้า”
“แล้วก็แตงหวานด้วย”
“ได้สิ จะเก็บให้เจ้าด้วยเช่นกัน”
เสียงสนทนาของทั้งสองค่อยๆ ไกลออกไป ภาพตรงหน้าไม่ว่า
ผู้ใดก็คงไม่อาจบอกว่าทั้งสองไม่ใช่บิดากับบุตรสาว แน่นอน อวี๋ หวั่นเป็นสะใภ้ของเซียวเจิ้นถิง หากไม่ใช่เพราะรักจริงๆ ก็คงไม่ แสดงออกถึงความรักเช่นนี้
หวั่นเจาอี๋ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น กระทั่งมองไม่เห็นชายเสื้อของคน ทั้งสองอีกต่อไป จึงได้ถือถ้วยสมุนไพรบำรุงร่างกายที่ต้มเสร็จแล้ว เข้าไปยังห้องทรงพระอักษร
เซียวเจิ้นถิงที่ถูกอวี๋หวั่นเรียกท่านพ่ออยู่หลายหน เกิดปีติดีใจ จนไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ ยามก้าวขาเข้ารถม้าก็หลงลืมที่จะย่อตัวก้ม หัว ทำให้ศีรษะชนกับหลังคารถม้าจนพังยับ
หลังคารถม้า : นี่ข้าผิดอันใด…
เซียวเจิ้นถิงเข้าวังมิได้มีเรื่องใหญ่โตอันใด เพียงแต่ทางด้าน ตะวันออกมีชนกลุ่มน้อยหมานอี๋ไม่ซื่อสัตย์ เดินอยู่รอบๆ ชายแดน คอยสร้างความโกลาหล ฮ่องเต้ให้เซียวเจิ้นถิงคิดแผนการรับมือ กับศัตรู เซียวเจิ้นถิงก็ให้คำแนะนำในการตัดสินใจอย่างมี คุณธรรม แม้ว่าการต่อสู้กับซยงหนูจะจบลงด้วยชัยชนะของต้า โจว ทว่าขวัญกำลังใจของทหารหน่วยพิทักษ์ชายแดนสูญเสียไป มาก ทั้งหมดนี้กล่าวผิดหรือไม่? เป็นเพราะต้าโจวไม่มีผู้ใดให้ใช้ได้ หรือเพราะฮ่องเต้ไม่กล้าใช้? ฮ่องเต้ยังถามตนเองมากกว่าหนึ่ง ครั้งว่าหากเขาส่งเซียวเจิ้นถิงไปทางเหนือให้เร็วกว่านี้ สิ่งที่ต้อง แลกก็อาจจะไม่มากมายถึงเพียงนี้หรือไม่?
ฮ่องเต้ไม่กล้าเอ่ยเรื่องนี้กับคนอื่น มีหรือจะกล้าเอ่ยกับเซียว
เจิ้นถิง
“เจ้าตั้งใจจะนำกองทหารไปหรือ?” ฮ่องเต้ถามหยั่งเชิง
“หากฝ่าบาทมีรับสั่ง กระหม่อมก็พร้อมทำตามพ่ะย่ะค่ะ”
นี่แปลว่ามิได้ตั้งใจเช่นนั้น
ฮ่องเต้ประหลาดใจเล็กน้อย เซียวเจิ้นถิงผู้คุ้นเคยกับการทำ สงครามมาตลอด ยอมอ่อนข้อไม่รบรา เขาคิดจะกระทำการใดกัน แน่?
ต้องการหายาถอนพิษให้เยี่ยนจิ่วเฉา แน่นอนว่าเซียวเจิ้นถิง ไม่อาจเอ่ยความจริงกับฮ่องเต้
แม้ว่าความรักของทั้งสองคนที่มีต่อเยี่ยนจิ่วเฉาจะเหมือนกัน ทว่าตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้ทำลายการแต่งงานระหว่างเซียวเจิ้นถิ งกับซั่งกวนเยี่ยน ความสัมพันธ์ฉันท์ราชากับสามัญชนของทั้ง สองก็หยุดลงตรงนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ชนเผ่าหมานอี๋เล็กๆ ทางตะวันออกก็มิได้น่ากลัว แม่ทัพตะวันออกไกล ผังฮุยไหน่ ลุงของผังเหริน ก็เป็นขุนพลผู้กล้า หาญในด้านหนึ่ง สามารถทำให้พรมแดนด้านตะวันออกแข็งแกร่ง ไม่สามารถตีให้แตกได้อย่างแน่นอน
หลังจากเซียวเจิ้นถิงมาส่งอวี๋หวั่นที่จวนคุณชาย ก็แวะไปดูอา การเยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉาตื่นขึ้นมาได้สองชั่วยามแล้ว หลังจาก ทานมื้อกลางวันก็กลับไปพักผ่อนอีกครั้ง เซียวเจิ้นถิงไม่ได้ปลุกเขา ให้ตื่น เพียงนั่งดูสักพัก แล้วจึงไปเก็บผลไม้ที่อวี๋หวั่นอยากกินมา
จากสวน และเดินทางกลับบ้าน
อวี๋หวั่นมองตะกร้าใหญ่ที่เต็มไปด้วยผลไม้สองใบด้านหน้า ก็ รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เธอเพียงตั้งใจจะยึดเซียวเจิ้นถิงมา ต่อหน้าหวั่นเจาอี๋เท่านั้น ผู้ใดต้องการให้เขาเก็บผลไม้ท่ามกลาง อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้จริงๆ กัน?
อวี๋หวั่นหยิบชิมผลหลี่จื่อ
อื้ม หวาน
อิ่งสือซันไม่รู้ว่าไปทำสิ่งใด ส่วนอิ่งลิ่วยังอยู่ในห้อง
อวี๋หวั่นให้จื่อซูตามอิ่งลิ่วไปที่ห้องตำรา
“พระชายาซื่อจื่อ” อิ่งลิ่วยกมือคำนับ
อวี๋หวั่นปิดประตู “ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้า”
“พระชายาเชิญเอ่ย” ประตูทั้งหมดถูกปิดสนิท เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเล็ก
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้า…รู้จักหวั่นเจาอี๋หรือไม่?”
อิ่งลิ่วขมวดคิ้วและกล่าวว่า “ข้าน้อยรู้จักนาง ทว่านางไม่รู้จัก ข้า เหตุใดจู่ๆ พระชายาจึงถามถึงนาง?”
มิใช่เพราะพบนางกับเซียวเจิ้นถิงคุยกันอยู่ด้านนอกห้องทรง พระอักษรหรือ?
อวี๋หวั่นหวังว่าตนเองจะคิดมากเกินไป นางไม่เอ่ยถึงเซียว เจิ้นถิง และนายท่านเซียวอู่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเธอ หากไม่
จำเป็นจริง เธอก็ไม่อยากสงสัยพี่สาวแท้ๆ ของเขา ทว่าหลังจาก เกิดเรื่องซูมู่ขึ้น เมื่อเธอมองสตรีภายนอกเหล่านั้นอีกครั้งก็ยิ่งมี ความรู้สึกบางอย่าง
สายตาของหวั่นเจาอี๋ที่จ้องมองเซียวเจิ้นถิงเมื่อครู่ทำให้เธอ เกิดความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้
เธอรู้สึกไม่ค่อยชอบนัก
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าพบนางที่ด้านนอกห้องตำรา นาง คุ้นเคยกับแม่ทัพใหญ่เซียวมากเลยหรือ?”
อิ่งลิ่วตอบ “อา แม่ทัพใหญ่เซียวเป็นพี่ใหญ่ร่วมสาบานของ นายท่านเซียวอู่ พวกเขามีแซ่เซียวเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายไปมา หาสู่กันตลอด”
“มีเท่านี้หรือ?” อวี๋หวั่นถาม
อิ่งลิ่วขมวดคิ้ว “ว่ากันว่า…”
“ว่ากันว่าหวั่นเจาอี๋กับแม่ทัพใหญ่เซียวเคยคุยเรื่องการ แต่งงานมาก่อน!”
ชุยเฒ่าปรากฏตัวขึ้นที่ประตูโดยที่ไม่อาจทราบได้ว่ามาเมื่อไร เขาถือขาแพะย่างชิ้นอ้วนเนื้อนุ่ม พลางผลักประตูให้เปิดออก และ ยืนพิงกรอบประตูเคี้ยวขาแพะด้วยท่าทีสบายๆ
ดวงตาของอิ่งลิ่วจ้องถมึง “เจ้าแก่นี่ ยังกินลงอีก!”
ชุยเฒ่าฮึดฮัด “หากข้าไม่กิน จะเอาเรี่ยวแรงที่ใดไปรักษาซื่อ
จื่อของพวกเจ้าเล่า…อ้อไม่ใช่ ไปสอนทักษะการแพทย์ให้พระชา ยาซื่อจื่อ? เป็นอาจารย์นี่ก็เหนื่อยมากเหมือนกันนะ!”
อิ่งลิ่วกลอกตารอบใหญ่
ชุยเฒ่ามองไปที่อวี๋หวั่น “แล้วก็เจ้า ยายเด็กนี่ เหตุใดถึงพาห มอหลวงมาที่จวน? ข้าเกือบมีพิรุธทำความลับแตกแล้วเจ้ารู้หรือ ไม่?!”
ฮองเฮาเป็นคนส่งมา อวี๋หวั่นเพียงแค่ไม่ได้เตือนเขาล่วงหน้า “ผู้ใดให้ท่านไม่ทำตัวเป็นข้าราชการดีๆ เสียตั้งแต่ทีแรก กลับมา ช่วยคนเลวสร้างกรรมชั่ว”
“แค่ก” การถูกพลิกบัญชีเก่า ทำให้ชุยเฒ่าหมดความมั่นใจ
ฮองเฮาส่งหมอหลวงเหลียงมา ด้านหนึ่งเพื่อรักษาเยี่ยนจิ่ว เฉา และอีกด้านหนึ่งเพื่อต้องการรู้ว่าร่างกายของเยี่ยนจิ่วเฉายัง สามารถหนุนให้ชิ่งอ๋องเป็นว่าที่กษัตริย์ได้อยู่หรือไม่ อวี๋หวั่นไม่ได้ ถามเกี่ยวกับผลการจับชีพจรว่าเป็นอย่างไร หากแค่หมอหลวงยัง ไม่สามารถหลอกล่อได้ เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าเขาจะสามารถถอนพิษ ให้เยี่ยนจิ่วเฉาได้เลย
ชุยเฒ่ากัดขาแพะแล้วเอ่ยว่า “โชคดีที่ข้าเฉลียวฉลาด ทำให้ เป็นเรื่องง่ายดาย และยังกดชีพจรของซื่อจื่อไว้ได้ คนแซ่เหลียงนั่น รู้มากสุดก็แค่ชีพจรไม่ปกติ ทว่าเหตุใดถึงไม่ปกติ? คงต้องคิดจน หัวแทบระเบิด!”
เป็นเช่นนี้ ฮองเฮาคงไม่อาจบอกได้ว่าร่างกายของเยี่ยนจิ่วเฉา
ดีหรือไม่ดี ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
อวี๋หวั่นกลับเข้าประเด็นหลัก “เมื่อครู่ท่านบอกว่าหวั่นเจาอี๋กับ แม่ทัพใหญ่เซียวเคยคุยเรื่องการแต่งงานมาก่อน เป็นเรื่องอันใด กัน?”
“นั่นสิ เรื่องอันใดกัน?” อิ่งลิ่วถาม นี่เป็นบุญคุณความแค้น ของคนรุ่นก่อน แม้อิ่งลิ่วจะเป็นหน่วยสอดแนม ทว่าหากไม่มีเรื่อง ใด เขาก็ไม่มีทางไปตรวจสอบเรื่องของหวั่นเจาอี๋โดยไม่มีเหตุผล
ที่ชุยเฒ่ารู้ ก็ต้องขอบคุณสวี่เสียนเฟย ในวังหลังแทบไม่มีสิ่ง ใดที่สวี่เสียนเฟยไม่รู้ อย่างที่กล่าวว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อย ครั้ง สวี่เสียนเฟยมิได้มีวันนี้ด้วยโชคชะตา
ชุยเฒ่าเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับแทะขาแพะและเอ่ยว่า “สกุลเซียวทั้งสองมิได้มีความสัมพันธ์อันดีหรอกรึ? นายท่านเซียว อู่มักพาพี่สาวไปเยี่ยมจวนแม่ทัพใหญ่อยู่เสมอ ไปมาหาสู่บ่อยครั้ง ทั้งสองครอบครัวก็ยิ่งคุ้นเคยกันมากขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวชื่นชม หวั่นเจาอี๋ยิ่งนัก ตั้งใจจะให้หวั่นเจาอี๋เป็นสะใภ้ของนาง ทว่าเซียว เจิ้นถิงมิได้ตกหลุมรักพระชายาเยี่ยนอ๋องหรือ? การแต่งงานครั้งนี้ จึงล้มพับไป!”
สวี่เสียนเฟยเคยคิดที่จะใช้สัญญาการแต่งงานของทั้งสองคน มาทำลายหวั่นเจาอี๋ ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐาน มีเพียงการ ตกลงด้วยปากเปล่าเท่านั้น ตราบใดที่ตระกูลเซียวปฏิเสธ หวั่นเจา อี๋ปฏิเสธ สวี่เสียนเฟยก็กลายเป็นคนที่ปั้นนํ้าเป็นตัวเพื่อใส่ร้าย
นาง!
อวี๋หวั่นยังจำสายตาที่หวั่นเจาอี๋มองเซียวเจิ้นถิงได้ ยิ่งนึกถึงก็ ยิ่งรู้ว่าหวั่นเจาอี๋ยังมีใจให้พ่อสามีของเธอ!
อวี๋หวั่นขบคิดคำพูดของชุยเฒ่าอีกครั้ง “ท่านหมายความ ว่าการเจรจาตกลงแต่งงานผ่านไปถึงครึ่งทาง แล้วจู่ๆ แม่ทัพใหญ่ เซียวก็กลับลำเสียอย่างนั้นหรือ?”
ชุยเฒ่าพึมพำ “สวี่เสียนเฟยกล่าวเช่นนั้น”
สตรีผู้นั้นจะมีคำพูดดีๆ อย่างไรได้!
อวี๋หวั่นไม่เชื่อว่าเซียวเจิ้นถิงเป็นบุรุษที่ชอบล้อเล่นกับความ รู้สึกของสตรีเช่นนั้น
โดยมากคงเป็นฮูหยินผู้เฒ่าที่ดึงดันจะทำตามใจ ส่วนหวั่นเจา อี๋ นางก็ควรจะตัดใจจากเซียวเจิ้นถิง ทว่าจนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ ได้เปลี่ยนความตั้งใจไปจากเดิม
หากเป็นเช่นนั้น ความคับแค้นของหวั่นเจาอี๋ที่มีต่อซั่งกวน เยี่ยนและบุตรก็คงมีมากมายนัก
ยามที่เยี่ยนจิ่วเฉาถูกวางยาพิษ ซั่งกวนเยี่ยนกับเซียวเจิ้นถิง ยังไม่ได้แต่งงานกัน หากเยี่ยนจิ่วเฉาตายไป ซั่งกวนเยี่ยนก็จะสูญ เสียทั้งสามีและบุตรชาย
ด้วยความโศกเศร้าเสียใจนี้อาจทำให้นางตรอมใจตามไปก็ เป็นได้ นี่ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถใช้ทำลายซั่งกวนเยี่ยน
ได้
แต่ทว่าหวั่นเจาอี๋ได้เข้าวังแล้วในเวลานั้น แม้เซียวเจิ้นถิงจะ ไม่ได้แต่งงานกับซั่งกวนเยี่ยน แต่นางก็ไม่มีวันได้อยู่กับเซียวเจิ้นถิ งอยู่ดี
นางจะทำเช่นนี้ไปเพื่อเหตุใด?
หรือว่าเธอคิดมากเกินไป แท้จริงแล้วหวั่นเจาอี๋ไม่ได้ เกี่ยวข้อง?
อวี๋หวั่นคิดว่า เธอต้องหยั่งตื้นลึกของเจาอี๋ผู้นี้สักหน่อย
หากนางไม่ได้ทำนับว่าดีที่สุด ทว่าหากนางทำจริงๆ…บางที เธออาจได้ยาถอนพิษโดยผ่านนางก็เป็นได้
บทที่ 166.2 หวั่นหวั่นผู้ไร้ยางอาย (2)
ด้านหนึ่งอวี๋หวั่นก็หวังว่าจะได้ยาถอนพิษ แต่อีกด้านหนึ่งอวี๋ หวั่นก็หวังว่าพี่สาวของนายท่านเซียวอู่จะเป็นผู้บริสุทธิ์ ความรู้สึก ที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ทำให้จิตใจอวี๋หวั่นเต็มไปด้วยความสับสนตลอด ทั้งบ่าย กระทั่งจื่อซูมารายงานว่าเยี่ยนจิ่วเฉาตื่นแล้ว
อวี๋หวั่นเดินไปที่ห้อง เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่ที่หัวเตียง ใบหน้าซีด ขาว ผมยุ่งเหยิง ช่างเป็นบุรุษงดงามผู้ป่วยไข้ที่โดดเด่นไม่เหมือนผู้ ใดยิ่งนัก
ห้วงเวลานั้น อวี๋หวั่นพลันเกิดความคิดวิปริต สามีที่มีสภาพ เช่นนี้ เธออยากจะเอาไปซ่อนไว้ทุกวัน ไม่ให้ผู้ใดได้เห็น
“มองอันใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามอย่างเย็นชา ทว่าด้วยความ อ่อนแอ นํ้าเสียงจึงไม่เหมือนข่มขู่ กลับเป็นความหยิ่งยโสเล็กน้อย
อวี๋หวั่นยิ่งรู้สึกหลงใหล
เธอเดินเข้าไปและใช้หน้าผากของตนเองสัมผัสกับหน้าผาก ของเขา
เยี่ยนจิ่วเฉารีบเอนหลังหนี ทว่าอวี๋หวั่นจับด้านหลังศีรษะของ เขาไว้ทัน
หน้าผากของทั้งสองแนบชิดกัน
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องมองด้วยความโกรธเคือง ทรวงอกสูดหายใจ
กระเพื่อมขึ้นลง “อวี๋อาหวั่น!”
“ว่าอย่างไร” อวี๋หวั่นเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล พลางผละหน้าผา กออกจากเขา “ดีขึ้นมากแล้ว ตัวไม่ร้อนแล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉาฮึดฮัดด้วยสีหน้าเย็นชา
ห้องครัวทำข้าวฟ่างต้ม อวี๋หวั่นยกชามเข้ามา
“ข้ากินเอง” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย
“ท่านไม่มีแรง”
“ข้ามี”
“ข้าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี!”
ไม่พูดจากันด้วยเหตุผลยิ่งนัก!
ข้าวฟ่างต้มเพิ่งนำออกจากหม้อ ยังร้อนอยู่เล็กน้อย อวี๋หวั่น โรยลูกเกดและเถาจื่ออบแห้งสองสามลูกลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ รอ จนหายร้อนจึงป้อนเขาทีละคำ
เหมือนตอนแรกที่เธอป้อนเหล่าเด็กน้อย ยามที่ดูเขาอ้าปาก รับช้อนที่เธอป้อน ทำให้เธอรู้สึกชื่นใจ
หลังพิษไป๋หลี่เซียงออกอาการ ความอยากอาหารของเยี่ยนจิ่ว เฉาก็แย่ลง ข้าวฟ่างต้มถ้วยนี้ หากเขากินเอง มากที่สุดก็ไม่เกิน สามสี่คำ ทว่าอวี๋หวั่นกลับป้อนทั้งชามลงในท้องของเขาได้
“ให้ข้าพยุงท่านไปเดินเล่นสักหน่อยหรือไม่?” อวี๋หวั่นวางชาม ลงแล้วยื่นมือไปหาเขา
เยี่ยนจิ่วเฉากัดฟันกรอด สูดหายใจ “อวี๋อาหวั่น ข้าถูกวางยา พิษ หาใช่โรคหลอดเลือดสมอง!”
“โอ้” อวี๋หวั่นถอนมือกลับ
เยี่ยนจิ่วเฉาเปิดผ้านวมและลุกขึ้นจากเตียง
อวี๋หวั่นนำผ้าคาดผมมามัดผมให้เขา จากนั้นก็สวมเสื้อคลุม ตัวนอกให้เขา และรัดเข็มขัดติดกระดุมให้เขาอย่างระมัดระวัง
เยี่ยนจิ่วเฉามองอวี๋หวั่นที่กำลังจะเดินออกจากห้องไปอย่าง แปลกประหลาด “เจ้าไม่กินหรือ?”
อวี๋หวั่นลูบท้องที่ค่อนข้างอิ่มของเธอ “เมื่อครู่ข้ากินของว่างไป เยอะแล้ว ข้าไม่หิว”
ในขณะที่เดินเล่น อวี๋หวั่นก็เล่าเหตุการณ์ในช่วงสองวันที่ผ่าน มา “…ท่านถูกพิษไป๋หลี่เซียง ฮองเฮากล่าวว่าอาจเป็นปีที่ท่าน กลับมาที่เมืองหลวงในอายุแปดขวบ ท่านถูกคนวางยาพิษในงาน เลี้ยงวันเกิด ท่านจำได้หรือไม่ว่ามีผู้ใดป้อนอาหารแก่ท่าน?”
เยี่ยนจิ่วเฉาส่ายศีรษะ
ตอนนั้นบิดาของเขาเพิ่งจากไป เขาจิตใจล่องลอยตลอดทั้งวัน จนจดจำเรื่องราวมากมายไม่ได้แล้ว
“เช่นนั้นท่านยังจำหวั่นเจาอี๋ได้หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม หากคืน นั้นเขาได้พบหวั่นเจาอี๋ หวั่นเจาอี๋ก็จะยิ่งเป็นคนที่น่าสงสัย
เยี่ยนจิ่วเฉาครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะส่ายศีรษะอีกครั้ง “ข้าจำ
ไม่ได้”
อวี๋หวั่นไม่แปลกใจกับคำตอบนี้ คนฉลาดเยี่ยงเขา หากจะ จดจำเรื่องใดเรื่องหนึ่งจริงๆ ก็สามารถจำได้ไปชั่วชีวิต ทว่านั่นเป็น ปีแรกที่เขาสูญเสียบิดา และในปีเดียวกันมารดาก็ไปแต่งงานใหม่ โลกทั้งใบของเขาแตกสลาย ดังนั้นมันจึงเป็นปีที่เขาไม่อยากนึกถึง มากที่สุด หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปีนั้นจึงถูกเขาบังคับให้ ลบเลือนออกไปจากความทรงจำ
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ “ไม่เป็นไร ข้าต้องรู้ได้แน่”
ยาถอนพิษของท่านก็ต้องหาพบได้แน่นอนเช่นกัน!
เมื่อทั้งสองกลับไปที่เรือนชิงเฟิง ยาก็ต้มเสร็จแล้ว ยานั้นเต็ม ไปด้วยซวนจ่าวเหริน[1]ที่มีฤทธิ์สงบจิตใจ ช่วยให้นอนหลับ หลัง จากเยี่ยนจิ่วเฉาดื่มเข้าไปไม่นานก็เริ่มรู้สึกง่วงนอน
อวี๋หวั่นอาบนํ้าและมานอนลงข้างๆ เขา เมื่อเห็นว่าเปลือกตา ของเขายังเปิดอยู่ จึงเอ่ยถามเบาๆ “ขอนอนกอดได้หรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยเสียงดุ “ไม่ได้!”
อวี๋หวั่นเหยียดแขนกอดเขาอย่างไร้ยางอาย
…
อวี๋หวั่นกำลังคิดว่าจะทดสอบคนร้ายที่วางยาพิษในปีนั้นได้ อย่างไร ผู้ใดจะรู้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว
วันสิ้นพระชนม์ของพระพันปีใกล้เข้ามา ฮ่องเต้ได้นำเหล่า
ขุนนางหลายร้อยคน ฮองเฮา นางสนมและรัชทายาทไปที่วัดต้า เจว๋เพื่อถวายตะเกียงสว่างนิรันดร์กาลแด่ไทเฮา หวั่นเจาอี๋ก็อยู่ใน แถวที่ติดตามมาด้วย
หลังจากเยี่ยนจิ่วเฉา ‘ป่วยไข้’ ขันทีวังก็มาเยี่ยมเขาทุกวัน
ตามที่ฮ่องเต้กล่าว เยี่ยนจิ่วเฉากำลังเจ็บป่วย อย่าได้คิด ตัดพ้อถึงอดีต คนที่ไทเฮาไม่อาจวางใจได้มากที่สุดก็คือเขา หาก ทำให้ตนเองยํ่าแย่ลงเพื่อถวายตะเกียงสว่างนิรันดร์กาลแด่ไทเฮา วิญญาณของไทเฮาในปรโลกจะกลับยิ่งไม่เป็นสุข
ส่วนอวี๋หวั่นอยู่ดูแลเยี่ยนจิ่วเฉาที่จวน
อวี๋หวั่นกล่าวกับขันทีวังว่า “ความเมตตาของฝ่าบาท ซื่อจื่อ เข้าใจดี ทว่าซื่อจื่อก็คิดถึงองค์ไทเฮายิ่งนัก ต้องการให้ข้าไปทำ หน้าที่แทน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อหน้าเสด็จย่าของเขา”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็ไม่อาจปฏิเสธ และอนุญาตให้อวี๋ หวั่นไปกับเขา
วัดต้าเจว๋ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวง เป็นวัด เก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานถึงสามร้อยปี การจุดธูปไหว้บิดามารดา มีความเจริญเฟื่องฟูมาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อน แม้เขาเจียงซานจะถูก เปลี่ยนมือแต่ก็ยังตั้งตระหง่านสูงใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ต้าโจวจะนำตะเกียงสว่างนิรันดร์กาลของบรรพบุรุษ มาไว้ที่นี่
ขบวนเสด็จของฮ่องเต้เดินมาอยู่ด้านหน้าสุด ตามมาด้วย
ฮองเฮา
ด้วยความเมตตาของฮองเฮาที่มีให้กับเธอ อวี๋หวั่นจึงถูกเรียก ให้ขึ้นรถม้าของฮองเฮา
องค์หญิงจิ่วก็อยู่เช่นกัน เด็กหญิงตัวน้อยอยู่ดีกินดีที่ตำหนัก เจาหยาง ไม่เจอกันเพียงครึ่งเดือนก็โตขึ้นมากแล้ว
องค์หญิงจิ่วไม่เคอะเขินอีกต่อไป นางจูงมืออวี๋หวั่นไปตลอด ทาง ก่อนออกเดินทางฮองเฮาได้สอนนางว่าอย่าส่งเสียงดัง ภายในรถม้าจึงค่อนข้างเงียบสงบ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของนางดู มีความสุขที่ได้ออกจากตำหนัก
จู่ๆ อวี๋หวั่นก็นึกถึงเด็กอ้วนทั้งสาม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเธอ ยุ่งอยู่กับการดูแลเยี่ยนจิ่วเฉา ไปหมู่บ้านเหลียนฮวาน้อยลง รอให้ เรื่องวุ่นๆ นี้จบลง เธอจะไปรับพวกเขากลับมาจากหมู่บ้าน
เนื่องจากมีฮ่องเต้และเหล่านางสนมชั้นสูง รถม้าจึงเคลื่อนไป อย่างช้าๆ ตลอดทาง ทำให้มาถึงเชิงเขาวัดต้าเจว๋ในเวลาเย็น วัด ต้าเจว๋ได้รับข่าวแจ้งล่วงหน้า จึงหยุดรับผู้แสวงบุญเมื่อสามวัน ก่อน
ที่นี่ไม่มีพระสงฆ์ออกมาต้อนรับฮ่องเต้ที่เชิงเขา บุคคลสูงส่ง เยี่ยงโอรสสวรรค์ก็ยังต้องเดินเท้าขึ้นเขาถึงหนึ่งพันก้าว ไม่เพียง แต่เป็นการเคารพองค์พระพุทธเจ้าเท่านั้น ทว่ายังเป็นการแสดง ความกตัญญูต่อไทเฮาด้วย
เมื่อฮ่องเต้ยังเดินขึ้นเขา บรรดานางสนมและขุนนางก็ต้องปีน
ขึ้นเขาเช่นกัน เหล่าแม่ทัพเดินเท้าขึ้นไปอย่างสลายๆ ทว่าที่ยาก ลำบากคือกลุ่มนางสนมและขุนนางฝ่ายบุ๋น ที่ปีนกันจนหน้าดำ หน้าแดง หอบเฮือกๆ
ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ยังต้องสวมเสื้อผ้าชาววังและ ข้าราชการที่ทั้งหนักและหนา ทำให้ผ่านไปไม่นานก็มีข้าราชบริพาร ที่ทนไม่ไหวและต้องเผชิญกับโรคลมแดด
ก่อนที่อวี๋หวั่นจะออกมา เธอนำยาคลายร้อนติดมาด้วย ไม่ใช่ เธอนำมาด้วยตนเอง ทว่าสามีบังคับยัดใส่กระเป๋าเงินของเธอ ปาก ก็กล่าวว่าไม่สนใจใยดี ทว่าในใจกลับเป็นห่วงเธอมากเลยมิใช่หรือ?
อวี๋หวั่นโค้งมุมปาก และหยิบยาคลายร้อนออกจากกระเป๋าเงิน เพื่อแบ่งให้กับข้าราชบริพารที่ประสบกับโรคลมแดด
ยาคลายร้อนเป็นสูตรของชุยเฒ่า ซึ่งมีส่วนผสมหลักคือใบโป้ เห้อ(มินต์) และดอกสายนํ้าผึ้ง มีฤทธิ์ช่วยคลายความร้อนที่ยอด เยี่ยม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เต็มใจใช้ยาของเธอ แม้ว่าเธอจะแต่งงา นกับเยี่ยนจิ่วเฉา และมีท่านพ่อที่เป็นท่านโหว ทว่าชาติกำเนิดของ เธอมาจากชนบท คนส่วนใหญ่ยังแอบคิดดูถูกเธอ ว่ายาที่เธอให้ จะมีผลดีอย่างไรได้?
“ไม่จำเป็น หมอหลวงมียา ยาของพระชายาซื่อจื่อสูงส่ง ข้าไม่ กล้ารับ”
คนที่เอ่ยคือคนรับใช้ของรองเจ้ากรมอาญาท่านหนึ่งที่มีแซ่ว่า ฉิน
วาจาสวยหรู ทว่าผู้ใดจะฟังไม่ออกว่าเขารังเกียจยาของอวี๋ หวั่น คิดว่ามันช่วยอะไรไม่ได้?
อวี๋หวั่นแค่มีนํ้าใจเอายาให้เท่านั้น มิได้พยายามเอาอกเอาใจผู้ ใด หากไม่ชอบก็มิได้ว่า อยากทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น
หมอหลวงหนุ่มสองคนเดินตามมา ทั้งคู่มีร่างกายแข็งแรงดี
ไม่นานก็นำกล่องยาด้านหลังมาฉีดให้กับข้าราชบริพารที่เป็น โรคลมแดด
“พระชายาซื่อจื่อ”
ขันทีเฉลียวฉลาดผู้หนึ่งเดินเข้ามาและคำนับเธอด้วยเสียง แผ่วเบา
อวี๋หวั่นรู้สึกคุ้นหน้าเขาเล็กน้อย
เขาเอ่ยแนะนำตัว
“ข้าฝูอัน เป็นคนรับใช้ของตำหนักเฉิงอ๋องขอรับ”
มิน่าถึงได้ดูคุ้นๆ
ที่แท้ก็เป็นขันทีของตำหนักเฉิงอ๋อง
“เจ้านายของเจ้ามีเรื่องอันใดกับข้าหรือ?”
อวี๋หวั่นถาม
ฝูอันกล่าวว่า
“ท่านอ๋องเห็นพระชายาซื่อจื่อแจกจ่ายยา จึงใคร่ถามว่ามีอยู่
หรือไม่ พระองค์ใกล้จะเป็นลมแดดแล้ว”
เฉิงอ๋องเคยเห็นทักษะการแพทย์ของอวี๋หวั่น จึงรู้ดีว่ายาของ เธอไม่มีทางไม่ได้ผล
อวี๋หวั่นยื่นขวดยาให้เขาด้วยความใจกว้าง
ฝูอันรับไว้ด้วยสองมือ
“ขอบคุณพระชายาซื่อจื่อยิ่งนัก”
…………………………………………………….
[1] ซวนจ่าวเหริน เป็นผลไม้ที่อยู่ในวงศ์พุทรา นำมาเป็นยาที่อยู่ใน
กลุ่มสงบจิตใจ ช่วยให้นอนหลับ