หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 171.1 เด็กอ้วนมาแล้ว
สาวกของอาเว่ย (1)
หลังจากเข้าเรียนได้เพียงสองเดือนก็ได้อันดับที่หนึ่งของชั้น นอกจากจ้าวเหิง เขาคือบัณฑิตคนที่สองที่ทำให้สำนักบัณฑิตเกิด คลื่นลมได้ แม้ว่าก่วงเยี่ยถังห้องสองจะเป็นชั้นเรียนที่แย่ที่สุดใน กั๋วจื่อเจียน แต่ก็ไม่สามารถต้านทานการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ของอวี๋ซงได้ เบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับอวี๋ซงจึงถูกผู้คนขุดคุ้ยขึ้นมา อย่างรวดเร็ว
ชาวนาจากหมู่บ้านเหลียนฮวา!
พี่ภรรยาของเยี่ยนจิ่วเฉา!
และอดีตพี่ภรรยาจ้าวเหิง!
เอ่อ…
ทันใดนั้นทุกคนก็หันเหความสนใจ จากเรื่องที่อวี๋ซงเพิ่งเข้ามา เรียนได้เพียงไม่กี่วันก็ได้อันดับหนึ่ง กลายมาเป็นเรื่องของน้องสา วอวี๋ซงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่หมั้นของจ้าวซิ่วไฉ
“จริงรึ? จ้าวซิ่วไฉกับพระชายาซื่อจื่อ?”
“จะมิใช่เรื่องจริงได้อย่างไร? หากเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองไปถามคน อื่นดู ว่าพระชายาซื่อจื่อมาจากหมู่บ้านเหลียนฮวาหรือไม่? แล้ว จ้าวเหิงเคยมาจากหมู่บ้านเหลียนฮวาหรือไม่?”
“แม้จะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน…ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขา เคยกำหนดแต่งงานกันนี่นา?”
“เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วกั๋วจื่อเจียน มีเพียงเจ้าที่ยังเอาแต่ สงสัย!”
ขณะที่อวี๋ซงกำลังไปทานอาหารที่โรงอาหาร ก็ได้ยินเสียงคน กลุ่มหนึ่งสนทนากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนเหล่านั้นยังกล่าวต่อ ไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว กระทั่งมีคนหนึ่งในกลุ่มที่เห็นว่าอวี๋ซงกำ ลังจ้องมาที่พวกเขา คนทั้งกลุ่มจึงได้เงียบลง ทำทีราวกับไม่รู้ไม่ชี้
หวังต้าไฉเพื่อนร่วมห้องของอวี๋ซงกล่าว “อย่าไปสนใจพวกเขา เลย คนพวกนี้แค่มีเวลาว่างไม่มีสิ่งใดให้ทำ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าน้อง สาวของเจ้าเคยมีสัญญาการแต่งงานกับจ้าวเหิง”
“เคยมี” อวี๋ซงกล่าว
หวังต้าไฉสะดุ้ง “เอ่อ…”
อวี๋ซงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ทว่าจ้าวเหิงนั่นไม่คู่ควรกับ น้องสาวข้า เราจึงยกเลิกการแต่งงาน”
“ทว่าพวกเขาบอกว่า…” หวังต้าไฉเอ่ยไปได้เพียงครึ่งหนึ่ง หลี่ หยวนเป่าเพื่อนร่วมห้องอีกคนก็ส่งสายตาขัด
หลี่หยวนเป่าส่งสายตาให้เขา เจ้าโง่! วาจาเช่นนี้ก็ยังกล่าวได้ หรือ?
หวังต้าไฉหุบปากลงอย่างขุ่นเคือง
อวี๋ซงกล่าวอย่างเย็นชา “พวกเขาบอกว่าน้องสาวของข้า บกพร่องในคุณธรรม จ้าวซิ่วไฉจึงยกเลิกการแต่งงานกับน้องสาว ของข้าใช่หรือไม่?”
หวังต้าไฉเกาหัว “ไอ้หยา เจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย…”
ว่ากันว่าคุณค่าสิ่งใดก็ไม่อาจเทียบการเรียนได้ เมื่ออวี๋ซงมาที่ กั๋วจื่อเจียนก็เพิ่งได้รู้ว่าผู้รํ่าเรียนเหล่านั้นส่วนมากคิดว่าตนเอง บริสุทธิ์และสูงส่ง ทำตัวไม่กลัวฟ้า ไม่กลัวดิน ไม่รักเงินทองไม่หลง อำนาจ และมีความรู้เท่านั้น เริ่มแรกอวี๋ซงชื่นชมพวกเขาจากก้น บึ้งของหัวใจ แต่หลังจากอยู่ด้วยกันมานานก็เริ่มเห็นวิธีบางอย่าง แค่กินองุ่นไม่ได้ ก็เลยบอกว่าองุ่นเปรี้ยวเท่านั้น ยกย่องจ้าวเหิงก็ เพราะจ้าวเหิงเรียนจากตำรา และพวกเขาก็กำลังเรียนอยู่เช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนี้ การตามจ้าวเหิงให้ทันเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ให้พวกเขา ไปยกย่องอวี๋ซงที่มีสายสัมพันธ์เช่นนั้น พวกเขาเปลี่ยนแปลงชาติ กำเนิดได้หรือ? พวกเขาสามารถเปลี่ยนให้มีน้องสาวแบบอวี๋หวั่น ได้หรือ? สามารถมีอาแบบอวี๋เซ่าชิงได้อีกหรือ? และสามารถให้ ฮ่องเต้ประทานรางวัลให้ด้วยพระองค์เองได้หรือ?!
“อวี๋ซง เจ้าอย่าโกรธอีกเลย” หลี่หยวนเป่าพยายามโน้มน้าว
“ข้าทำไม่ได้” อวี๋ซงกล่าว
ตั้งแต่เห็นน้องสาวขอโทษท่านอาจารย์อย่างนอบน้อม เขาก็ แอบสาบานว่าจะไม่ทำให้เธอเดือดร้อนอีก
ทุกคนต่างโน้มไปหาจ้าวเหิง มิใช่เพราะจ้าวเหิงเป็นอันดับหนึ่ง
ในสำนักบัณฑิตกั๋วจื่อเจียนหรอกหรือ?
รอดูวันใดที่เขาไม่ใช่ จะยังมีสักกี่คนที่โน้มไปหาเขา!
อวี๋ซงถือชามข้าวเดินจากไป
“เด็กผู้นี้นี่อย่างไร?” หลี่หยวนเป่าถามด้วยความงงงวย
หวังต้าไฉเกาหัว “ข้าก็ไม่รู้ แต่รู้สึกว่ารัศมีที่ออกจากตัวเขาดู แข็งแกร่งขึ้นมาก…”
อวี๋ซงกำหมัดแน่น เขาต้องการเหนือกว่าจ้าวเหิง หากหนึ่งวัน ไม่ได้ก็หนึ่งเดือน หนึ่งเดือนไม่ได้ก็หนึ่งปี ปีแล้วปีเล่า เขาจะสอบไป เรื่อยๆ ต้องมีวันหนึ่ง ที่จะได้เหยียบเจ้าสารเลวจ้าวเหิงลงไปใน โคลน!
………………
วันที่ห้าเดือนเจ็ด สำนักบัณฑิตหยุดเรียนสองวันเนื่องจาก อากาศร้อน
อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาพาเขากลับไปที่หมู่บ้านเหลียนฮวา
ทันทีที่คะแนนของอวี๋ซงประกาศในวันแรก อวี๋หวั่นก็ให้เจียง ไห่กลับไปส่งข่าวดีที่หมู่บ้านแล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่ตื่นเต้นจนนอนไม่ หลับทั้งคืน นางซึ่งเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว กลับลุกขึ้นมาฆ่าเป็ดไก่ มากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อนำมาเลี้ยงคนงานในโรงงาน และคนงานเหมือง
“อ้าว อาเซียงก็มาซักผ้าด้วยรึ” รุ่งอรุณ ป้าจางนั่งยองๆ ใช้ไม้
ตีผ้าอยู่ข้างบ่อนํ้าโบราณ พลางเอ่ยทักทายป้าสะใภ้ใหญ่ที่เดินมา พร้อมกะละมังไม้
อันที่จริงยามนี้ก็ไม่เช้านัก ตำแหน่งดีๆ ถูกคนจับจองไปหมด แล้ว วันอื่นๆ ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ได้มาสายเช่นวันนี้
“มา ตรงนี้” ป้าจางนำกะละมังเล็กใส่ลงในกะละมังใหญ่ และ ให้ป้าสะใภ้ใหญ่นั่งที่ของนาง
ป้าสะใภ้ใหญ่นั่งยองๆ ลงมา
ป้าจางถามนางว่า “ไยวันนี้มาสายป่านนี้?”
“นอนไม่ค่อยหลับ เลยตื่นสายน่ะ” ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ย
ป้าจางหยอกล้อนาง “มีอันใดน้า?”
ป้าสะใภ้ใหญ่กลอกตา “อวี๋ซงสอบ”
“สอบได้อันดับใด?” มีคนถาม
ป้าสะใภ้ใหญ่ชูนิ้วขึ้นอย่างมีความนัย
“อันดับหนึ่งเรอะ!” ป้าจางอุทานด้วยความตกใจ
ทุกคนดูออกแล้วว่าสตรีตัวเหม็นผู้นี้หาได้มาที่นี่เพื่อซักผ้า ทว่ามาเพื่ออวดบุตรชายเสียมากกว่า
แต่ก็สมควรอวด ตอนเด็กๆ อวี๋ซงเกเรเกตุง ไม่มีบ้านใดที่ไม่ เคยด่าเขา เพียงพริบตาเดียว บอกว่าจะไปเรียนหนังสือก็ไปเรียน หนังสือ แล้วยังเรียนได้ดีถึงเพียงนี้ เป็นหน้าเป็นตาแก่สกุลอวี๋ยิ่ง นัก
แต่หากจะกล่าวตามความจริง คนสกุลอวี๋เป็นคนโชคดียิ่งนัก ได้ยินว่าลูกเขยของบ้านสามสกุลอวี๋เป็นผู้ที่ส่งอวี๋ซงไปเรียน
ในตอนแรกที่ผู้เฒ่าอวี๋พาทารกที่ถูกทิ้งกลับมา คนในหมู่บ้าน ต่างโน้มน้าวเขา ชีวิตตนเองยังเลี้ยงไม่ได้ อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย ผู้ เฒ่าอวี๋มิได้หวั่นไหว เก็บทารกน้อยไว้ ยามทารกเติบโตขึ้น ผู้เฒ่าอ วี๋ไม่ได้ส่งบุตรชายคนโตเข้าเรียนหนังสือ แต่กลับส่งบุตรคนที่สาม ไปแทน ชาวบ้านต่างก่นด่าว่าเขาเสียสติ แต่ผู้เฒ่าอวี๋บอกว่าบุตร คนโตไม่ชอบเรียน บุตรคนที่สามฉลาดหลักแหลม เรียนได้ดีกว่า แต่ด้วยครอบครัวมีชีวิตที่ลำบาก เข้าเรียนไปเพียงไม่กี่ปีก็ต้องกลับ มาเพาะปลูกที่บ้านเกิด
ยามนั้นบุตรคนโตเสียสละให้บุตรคนที่สาม ทว่ายามนี้บ้าน สามได้ตอบแทนบุตรคนโตมากกว่าเป็นเท่าตัว
หลังจากหลี่เจิ้งได้ยินเรื่องผลสอบของอวี๋ซง ก็เอ่ยออกมา อย่างยากจะเก็บอารมณ์ “เจ้าเด็กอวี๋ซงผู้นี้ คงเรียนหนังสือที่พ่อ เขาเคยเรียนหมดแล้ว”
ขณะที่กำลังเอ่ยถึงอวี๋ซงกับคู่สามีภรรยาเยี่ยนจิ่วเฉา รถม้า สองคันของจวนคุณชายก็มาถึงแล้ว
เจียงไห่และเจียงเสี่ยวอู่เป็นคนบังคับม้า เจียงไห่ถือเป็นคน ที่มาเยี่ยมหมู่บ้านเหลียนฮวาอยู่บ่อยครั้ง บรรดาป้าต่างจำเขาได้
“โอ้ นั่นเสี่ยวเจียงไม่ใช่หรือ?”
ชุ่ยฮวาส่งเสียงเรียก
ป้าสะใภ้ใหญ่ก็เงยหน้าขึ้นมอง เป็นเจียงไห่จริงๆ!
เจียงไห่เพิ่งมาเมื่อสองวันก่อนมิใช่หรือ? เหตุใดจึงกลับมาไว นัก? แล้วยังมีรถม้าสองคัน…
หัวใจของป้าสะใภ้ใหญ่พลันเต้นตุบๆๆ
ไม่ช้า นางก็รู้ว่าเหตุใดหัวใจของนางถึงเต้นแรง มองเห็นบุตร ชายคนเล็กของนางที่ไม่ได้พบหน้ามาสองเดือนเดินลงมาจากรถ ม้าคันที่สอง
อวี๋ซงเติบโตเต็มวัยแล้ว เขาไม่ต้องทำงานอยู่บนดิน ร่างกายก็ เปลี่ยนเป็นขาวผ่อง ทว่ากลับผอมกว่าตอนที่ทำงานเสียอีก
เขาสวมชุดยาวสีฟ้า ดูสุภาพอ่อนโยน หน้าตาหล่อเหลาสง่า งาม หากไม่ใช่ความรู้สึกจากสายสัมพันธ์แม่ลูก ป้าสะใภ้ใหญ่ก็คง ไม่กล้าคิดว่าบัณฑิตหล่อเหลาผู้นี้เป็นกระต่ายน้อยที่ขุดรังนกจุด ไฟป่าของนาง!
“เสี่ยว เสี่ยว…” วันนี้ป้าสะใภ้ใหญ่ออกมาอวดบุตรชาย แต่ บุตรชายของนางกลับปรากฏตัวขึ้นมาจริงๆ นางก็เริ่มรู้สึกตัวเล็ก อีกครั้ง นางดึงชายเสื้อ นึกเสียใจที่ตนเองสวมเสื้อผ้าธรรมดาเพื่อ ไม่ให้ดูห่างเหินกับชาวบ้าน หากรู้ก่อนนางคงสวมชุดสีเขียวถั่วที่ เพิ่งซื้อมาใหม่ ให้ดูเหมือนสตรีชั้นสูง…
ขณะที่ความคิดของนางกำลังโบยบิน อวี๋ซงก็เดินมาอยู่ตรง หน้านางแล้ว มือของป้าสะใภ้ใหญ่ที่เคยใช้แต่ตีเขา ในยามนี้ไม่รู้ว่า ควรจะวางไว้ที่ใดดี
“ท่านแม่” อวี๋ซงเรียกนาง
ป้าสะใภ้ใหญ่อ้าปากค้าง
ท่าทางโง่เขลาปากอ้าตาค้างนี้ทำให้บรรดาแม่บ้านสตรีน้อย ใหญ่ต่างหัวเราะขำขันยกใหญ่ โอ้อวดสิ!
อวี๋ซงไม่ได้มีความรู้สึกที่อ่อนไหวขนาดนั้น เขาแค่ไปเรียน หนังสือไม่กี่วัน ไม่ถึงขนาดกลับมาก็วางมาดที่หมู่บ้าน เมื่อเห็น กะละมังซักผ้าของมารดาอยู่ที่พื้น เขาก็ก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา
ป้าสะใภ้ใหญ่เพิ่งตื่นจากฝัน รีบหยุดมือของเขา “ออกไป ออก ไป! จะให้เจ้าทำได้อย่างไร!”
“เมื่อก่อนไม่ใช่ข้าทำหรือ?” อวี๋ซงไม่สนใจการขัดขวางของ มารดาและยกกะละมังใส่นํ้าหนักๆ ขึ้นมา
บรรดาป้าก็เริ่มเกิดความสนใจ
“อย่างไรก็ยังเป็นลูกชายคนเล็กที่มีความรักให้แม่ ตอนนั้นผู้ ใดกันบอกว่าลูกชายคนเล็กไม่มีประโยชน์ อยากส่งมาเลี้ยงที่บ้าน ข้า?”
“มิใช่ส่งมาบ้านข้าหรอกหรือ? บอกว่าส่งไปบ้านเจ้า? อาเซียง หาใช่ของเจ้า จะให้สองบ้านได้อย่างไร?”
ทุกคนหัวเราะขำขันอีกครั้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่เกลียดสตรีลิ้นยาวกลุ่มนี้ พลันมองจ้องพวกนาง ด้วยสายตาดุดัน ทุกคนก็ยิ่งขำกันจนตัวโยน ป้าสะใภ้ใหญ่จับมือ
บุตรชายคนเล็กแล้วเดินจากไปด้วยความอับอายปนความโกรธ
บทที่ 171.2 เด็กอ้วนมาแล้ว
สาวกของอาเว่ย (2)
อีกด้านหนึ่ง อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาก็ลงจากรถม้าเช่นกัน
ทันใดนั้นความสนใจของบรรดาป้าก็ถูกคู่สามีภรรยาดึงดูดไป คนชนบทไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่สามารถเอ่ยบทกวีอันไพเราะ สำหรับพวกนางแล้ว แค่รู้สึกว่าสองสามีภรรยานั้น ดูราวกับเทพ เซียนในภาพวาด ทำให้หมู่บ้านของพวกเขากลับเต็มไปด้วยกลิ่น อายของเทพเซียน
“อาหวั่น! เขยเยี่ยน!” ป้าไป๋โบกมือให้ทั้งสอง ชาวบ้านรู้แล้วว่า คุณชายวั่นเป็นเพียงนามแฝง เขามีแซ่ว่าเยี่ยน ว่ากันว่าเป็นซื่อจื่อ ซื่อจื่อคือสิ่งใดพวกเขาไม่เข้าใจ แต่สูงกว่าเจ้าหน้าที่ทางการใน เมืองหลวง ช่างยิ่งใหญ่นัก!
คนในหมู่บ้านไม่ชอบเรียกว่าซื่อจื่อหรือคุณชาย พวกเขาจึง เปลี่ยนไปเรียกบุตรเขยที่ฟังดูสนิทสนมคุ้นเคยมากกว่า ไม่ใช่บุตร เขยของสกุลอวี๋ ทว่าเป็นบุตรเขยของหมู่บ้านเหลียนฮวา!
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบรับด้วยความสุภาพ พร้อมกับเผยยิ้มที่หาได้ ยากบนใบหน้าที่เย็นชาของเขา
รอยยิ้มนี้ ทำให้หัวใจของบรรดาป้าแทบละลาย
“ป้าๆ ทั้งหลาย…”
บิดาของซวนจื่อกับชาวนาถือจอบสองสามคนเดินมา
บรรดาป้าเอ่ยเสียงเดียวกัน “ไสหัวไป! “
บุรุษที่ถูกรังเกียจอย่างงุนงง “…”
หมู่บ้านเหลียนฮวาเปลี่ยนไปมาก แม้แต่อวี๋หวั่นที่กลับบ้าน เป็นครั้งคราวยังรู้สึกได้ เยี่ยนจิ่วเฉาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงการ เปลี่ยนแปลงในแต่ละวันที่ผ่านไปของหมู่บ้าน โรงฝึกงานในยามนี้ ไม่เพียงแต่ค้าขายเต้าหู้เหม็น ยังมีไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้า ผักดองและ อื่นๆ ที่เหมาะแก่การถนอมเพื่อส่งไปขายในพื้นที่ไกลๆ ไข่เยี่ยวม้า เป็นสูตรของอวี๋หวั่น และเป็นธุรกิจเจ้าเดียว ซึ่งตอนนี้กำลังขาด ตลาด
เหมืองก็เข้าสู่ขั้นตอนการขุดแล้ว ทุกวันจะได้ยินเสียงต่อกๆๆ แรงงานของหมู่บ้านมีไม่เพียงพอ จึงหาแรงงานมาหาจากนอก หมู่บ้านร้อยสองร้อยคน เมื่อคนมากขึ้น โรงครัวก็ต้องมีมากขึ้น ตามไปด้วย คนสกุลอวี๋ยุ่งจนไม่อาจปลีกตัว อวี๋เฟิงคิดหาวิธีนำ อาหารบรรจุใส่ถุงเพื่อส่งออกไป
แน่นอนว่านํ้าดีไม่ไหลออกนอกนา ใส่ถุงก็ใส่ถุงให้คนใน หมู่บ้านเช่นกัน
บ้านของหลี่เจิ้งหยุดทำงานแล้ว อาศัยเงินจากการขายอาหาร ในทุกๆ วัน ได้มากกว่ารายได้ต่อปีของเขาเสียอีก!
ผู้สูงอายุบางคนที่ว่างอยู่บ้านก็มองเห็นโอกาสทางธุรกิจเช่น กัน พวกเขาไม่อาจทำงานหนักและไม่ต้องดูแลหลานๆ (บุตรหลาน
ต่างไปเรียนหนังสือที่บ้านของอาเว่ย) จึงอยู่ที่บ้านชงชาสมุนไพร หั่นมะระนำมาขายที่ทางเข้าหมู่บ้าน แม้จะราคาไม่แพง หากำไรได้ น้อย ทว่ามีคนมาซื้อมากมาย ทุกๆ วันจะมีคนงานจากโรงฝึกงาน และคนงานเหมืองที่ลงมาจากเขากวาดของไปจนหมดเกลี้ยง
กล่าวให้ชัดคือ พวกเขาได้ค่าจ้างที่สูง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้อง ตระหนี่กับแผ่นทองแดงแค่สองแผ่นนี้
ไปๆ มาๆ หมู่บ้านเหลียนฮวาก็เกือบจะกลายเป็นหมู่บ้านที่มี รายได้เฉลี่ยต่อคนสูงที่สุดในพื้นที่แถบนี้!
“เขยเยี่ยน!”
“อาหวั่น!”
บนทางที่เดินไป ชาวบ้านต่างเรียกพวกเขาเช่นนี้
เขยเยี่ยน…อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก ช่างฟังดูไพเราะอย่างน่า ประหลาด
เด็กชายตัวน้อยอายุสามขวบคนหนึ่งกำลังวิ่งไล่ตามสุนัขสี เหลืองตัวใหญ่ และล้มลงด้านหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา มือเล็กๆ สองข้างที่ สกปรกจับชายเสื้อของเยี่ยนจิ่วเฉาโดยไม่รู้ตัว ทำให้บนเสื้อผ้า สะอาดปราศจากฝุ่นมีรอยฝ่ามือเล็กสีดำคู่หนึ่งเพิ่มขึ้นมา
อวี๋หวั่นกลัวว่าสามีผู้รักความสะอาดของเธอจะโกรธมาก ทว่า เยี่ยนจิ่วเฉากลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแค่เอื้อมมือไปพยุงเด็กน้อย ให้ลุกขึ้น
ว่ากันว่าบุรุษที่จริงจังน่าดึงดูดที่สุด แต่เธอคิดว่าท่าทีที่เขา ก้าวเข้ามาในโลกนั้นทำให้ผู้คนหลงใหลตราตรึงใจ
เด็กน้อยคนนี้เป็นหลานชายของป้าจาง ชื่อโก่ววา
โก่ววาจ้องมองเยี่ยนจิ่วเฉาด้วยความงุนงง มองไปนํ้าลายก็ ไหลไปพลาง
อวี๋หวั่นใบหน้าดำมืนโดยพลัน ไม่อนุญาตให้นํ้าลายไหลใส่สามี ของเธอ!
ไม่นาน มารดาของโก่ววาก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นรอยมือสีดำบน เสื้อผ้าของเยี่ยนจิ่วเฉา ก็อุ้มเด็กน้อยขึ้นมาเพื่อขอโทษ
“ไม่เป็นไร” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
สามีของเธอดีจริงๆ!
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้ม เอ่ยทักทายมารดาของโก่ววาสองสามประโยค ก่อนจะเดินจูงสามีกลับไปที่บ้าน
อวี๋ซงถูกซวนจื่อกับเอ้อร์หนิวเรียกตัวไป นานๆ จะได้กลับมาที่ หมู่บ้านครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ต้องไปดื่มกันสักสองถ้วย บอกกับฉวนซี และเอ้อร์หนิวไปแล้ว และบอกว่ายากที่จะกลับมา เขาต้องดื่มสอง ถ้วย ในตอนแรกป้าสะใภ้ใหญ่ก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย กังวลว่าพวก เขาจะทำให้บุตรชายที่กำลังเรียนหนังสือของนางเมามายไม่เป็นผู้ เป็นคน
ลุงใหญ่ฮึดฮัด “เจ้าวางใจเถิด! การดื่มของอวี๋ซง มีครั้งใดที่ไม่
ทำให้พวกเขาหลับบ้าง? แค่ไปเรียนไม่กี่วัน ก็ลืมว่าลูกชายของเจ้า เป็นคนหนึ่งที่มีคุณธรรมแล้วรึ!”
นี่คือเรื่องจริง อวี๋ซงขโมยสุราของผู้เฒ่าอวี๋ไปดื่มแต่เด็ก เขา คอแข็งมากจนเป็นที่รู้กันในหมู่บ้านว่า พันถ้วยไม่เมา หมื่นถ้วยไม่ ล้ม
ลุงใหญ่เอ่ยอีกครั้ง “เจ้าควรกังวลพวกซวนจื่อมากกว่า อย่าให้ ดื่มจนเสียสติ”
ป้าสะใภ้ใหญ่ตบขาและลุกขึ้นเดินไปที่บ้านของซวนจื่อ
บ้านสามถูกสร้างเสร็จแล้ว และสร้างทางเชื่อมกับบ้านใหม่ สกุลติงกับสร้างประตูเหล็กแล้วเช่นกัน จากนี้ก็จะกลายเป็นบ้าน หลังใหญ่
อวี๋เซ่าชิงที่กำกับดูแลการขุดเจาะอยู่บนภูเขา เมื่อได้ยินว่า บุตรสาวของเขากลับมาแล้ว ก็รีบเดินลงจากภูเขาราวกับบินโดยไม่ เอ่ยสิ่งใดสักคำ
หลังจากไม่ได้พบเธอมาระยะหนึ่ง อวี๋หวั่นมีการเปลี่ยนแปลง ไปบ้าง ใบหน้าของเธอเริ่มโตเต็มวัย ยิ่งเหมือนกับมารดาของเธอ แน่นอนว่าสวยขึ้น ความอ่อนเยาว์ของบุตรสาวลดลงเล็กน้อย แต่ ความเป็นสตรีมีมากขึ้น ทว่านั่นเป็นสิ่งที่คนอื่นเห็น ในใจของอวี๋ เซ่าชิง บุตรสาวของเขายังคงเป็นสาวน้อยที่มีเสน่ห์เสมอ
“อาหวั่น!”
“ท่านพ่อ”
กลับเป็นเสียงของเยี่ยนจิ่วเฉา
อวี๋เซ่าชิงใบหน้าดำมืด
เจ้าเด็กคนนี้ก็มาด้วยหรือ? !
นางเจียงที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงของเยี่ยนจิ่วเฉาก็รีบเดินออก มา มิได้ไม่มีความสุขเหมือนกับอวี๋เซ่าชิง แต่นางชอบมากๆ เลย ต่างหาก!
“อาหวั่น มาคุยกับพ่อ”
“โอ้”
นางเจียงยิ้มอย่างเบิกบาน บุตรเขยเป็นของนางแล้ว! ! !
เถี่ยตั้นน้อยไปเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้าน (บ้านของอาเว่ย) ยามบ่ายถึงกลับมา เด็กอ้วนสามคนก็ไปที่บ้านของอาเว่ยเช่นกัน ทว่าทั้งสามคนไม่ได้ไปเรียน แต่ไปฝึกฝนกังฟู
โยนเด็กอ้วนลงจากหลังคาก็โดนคนจนสลบ โยนลงจากยอด ไม้ก็โดนหมาจนสลบ อาเว่ยไม่มีภาพลวงตาใดๆ เกี่ยวกับวิชาตัว เบาของทั้งสามอีกต่อไป
อาเว่ยยอมรับความจริงแล้วว่าศิษย์ของเขาไม่ได้เรื่องยิ่งนัก หากเป็นเช่นนี้ ถนนสายกังฟูพวกเขาคงไม่อาจไปต่อ โชคดีที่เขา เป็นวายร้ายอันดับหนึ่งของเผ่าปีศาจ นอกจากกังฟูแล้วเขาก็ยังมี ความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย
เช่น เขาเป็นปรมาจารย์พิษที่อายุน้อยที่สุดในตระกูล!
การเป็นปรมาจารย์พิษไม่จำเป็นต้องมีวิทยายุทธ์
เขาตัดสินใจฝึกฝนศิษย์ที่ใช้การไม่ได้ทั้งสามของเขาให้กลาย เป็นปรมาจารย์พิษกลุ่มแรกของคนรุ่นใหม่
เขาต้องการสอนศาสตร์กู่ที่ทรงพลังที่สุดให้พวกเขา ขั้นตอน แรกคือการตามหาหนอนพิษ
หนอนพิษกู่ไม่ได้เกิดมาเองตามธรรมชาติ ทว่ามาจากการ เลี้ยง ยิ่งร่างกายแข็งแรงมาเพียงใด หนอนพิษกู่ก็จะยิ่งมีพลังมาก เท่านั้น
อาเว่ยพาศิษย์ทั้งสามขึ้นไปบนภูเขา
“เจ้าเห็นหรือไม่ นี่คือแมลงพิษ มันมีพิษพอที่จะทำให้แขน ของผู้ใหญ่เป็นอัมพาตได้ในสองเค่อ”
“นี่คือแมงมุมหลากสี การกัดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้สลบไป ถึงสามวันสามคืน”
“และนี่…”
อาเว่ยสอนในสิ่งที่เขารู้มาตลอดชีวิต “…พวกเจ้าไม่เก่งกังฟู ไม่ได้วิชาตัวเบา ศาสตร์กู่พวกเจ้าต้องตั้งใจเล่าเรียน รู้หรือไม่?”
เด็กชายตัวอ้วนทั้งสามพยักหน้าอย่างน่ารัก
อาเว่ยจึงเริ่มสอนพวกเขาจับแมลง โชคดีที่แม้ทักษะของพวก เขาไม่ดี แต่มีความกล้าหาญยิ่งใหญ่ ทำให้พวกเขาสามารถจับ แมลงพิษได้ในพริบตาเดียว
ขั้นตอนต่อไปคือการเลี้ยงกู่ วิธีการไม่ยาก ใส่แมลงมีพิษเหล่า นี้ในโหลใบใหญ่ แล้วปล่อยให้พวกมันกินกันเอง สัตว์พิษตัว สุดท้ายที่รอดก็คือหนอนพิษกู่
แต่สิ่งที่ทำให้อาเว่ยต้องพังทลายก็คือ แมลงพิษของคนอื่น ล้วนต่อสู้กัน ทว่าแมลงพิษของเด็กน้อยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และตัวหนึ่งก็อ้วนกว่าอีกตัวหนึ่ง!
ปากของอาเว่ยกระตุก
เลี้ยง เลี้ยงกู่ไม่ได้…เช่นนั้นก็ใช้กู่แล้วกัน
สิ่งนี้ต้องเรียนรู้แน่
“ทำแบบนี้” อาเว่ยสวมถุงมือสีเงินและโยนมันไปบนตัวชิงเห ยียน
ชิงเหยียนขนพองในทันที “ไอ้เด็กนี่ เจ้าใช้กู่กับข้าอีกแล้ว!”
“เป็นแล้วหรือไม่?” อาเว่ยถาม
เด็กอ้วนตัวน้อยทั้งสามพยักหน้า!
“ไปเถิด”
วายร้ายตัวน้อยของเผ่าปีศาจ
วายร้ายตัวน้อยทั้งสามถือขวดโหลเดินออกไปอย่างโหดเหี้ยม!