หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 174.1 พี่จิ่วเทพแห่งทรัพย์
แม่ทัพเทวดาแห่งหนานจ้าว (1)
หากอยู่ในต้าโจว อวี๋หวั่นคงรายงานทางการไปแล้ว แต่ใน สถานที่อย่างชิงเหอนั้น ข้าราชการกับโจรผู้ร้ายก็รวมหัวกัน ฝ่าย หนึ่งทำผิด สถานะของพวกเขาก็ไม่มีทางถูกเปิดเผย
เจียงไห่จับพวกนั้นมาแล้วค้นตัวหาเงิน แต่กลับไม่พบเลย แม้แต่เหรียญทองแดงเดียว
เมื่ออวี๋หวั่นนึกได้ว่าพวกเขาแอบได้ยินว่าพวกตนไม่มีหนังสือ ผ่านทาง จึงหยิบขวดยาลูกกลอนออกมา แล้วให้เจียงไห่บังคับให้ พวกเขากิน “ยาพิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ในหนึ่งเดือน หลังจากหนึ่ง เดือนข้าถึงจะให้ยาถอนพิษแก่พวกเจ้า ถ้าหากระหว่างนี้พวกเจ้า กล้ารายงานทางการ…ก็ระวังชีวิตน้อยๆ ของพวกเจ้าไว้ให้ดี!”
“จอมยุทธ์หญิงวางใจได้! พวกข้าไม่กล้าทำหรอก! ”
อันธพาลให้คำมั่นสัญญา
อวี๋หวั่นมิได้เหลือหนทางต่อรองให้กับโจรใจโฉดเหล่านี้ เพียง แต่ตอนนี้ขู่พวกเขาให้กลัวก็เท่านั้น รอให้เข้าซีเฉิงและปลอม สถานะได้ก่อน ต่อให้โรงเตี๊ยมไปแจ้งทางการก็สายไปเสียแล้ว
อวี๋หวั่นให้เจียงไห่จับพวกเขาโยนเข้าห้องไป
เมื่อเหตุการณ์จบลง ผู้คนต่างก็แยกย้ายกลับเข้าห้องของตน
ไป ผู้เดียวที่ปราศจากการเคลื่อนไหวก็คือภิกษุซึ่งอยู่ห้องข้างๆ ประตูห้องของพวกเขาไม่มีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่แรก ไม่รู้ว่าไหล ตายไปแล้ว หรือว่าไม่ใส่ใจจะออกมามุงดูเหตุการณ์
ครั้งแรกที่พบกับการปล้นก็คือเมื่อเดินทางออกมาจากตำบล เหลียนฮวาได้ไม่นาน พวกเขาไปยังอีกเมื่องหนึ่งไม่ทัน จึงต้องค้าง แรมระหว่างทาง กลางดึกก็พบกับโจรอีกกลุ่มหนึ่ง
จื่อซูตกใจกลัวจนแทบเป็นลม ร่างของนางสั่นเทิ้ม รีบวิ่งไปหา ฝูหลิงซึ่งถูกดูแคลนมาตลอด
เพียงครู่เดียวเจียงไห่ก็จัดการโจรเหล่านั้นเรียบร้อย
เมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งที่สองและครั้งที่สามตามมา จาก ครั้งแรกที่กลัวจนสติเตลิด บัดนี้จื่อซูสามารถข่มตาหลับได้ทันที หลังจากเกิดเรื่องน่าอกสั่นขวัญแขวนเช่นนี้
คนอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง พวกเขาล้มตัวลงนอนได้ทันที
ขอบฟ้าเริ่มมีแสงรำไร พวกเขาตื่นนอน ในโรงเตี๊ยมจัดอาหาร ชั้นดีและสุราชั้นเลิศให้พวกเขา ทุกคนต่างกินกันจนอิ่มหนำ สำราญ จากนั้นก็เก็บสัมภาระออกเดินทาง
วันนี้อากาศเป็นใจ ไร้ลมไร้ฝน แดดไม่แรง รถม้าทั้งสามคัน เดินทางถึงซีเฉิงอย่างราบรื่น
นอกซีเฉิงมีตลาด ในตลาดนี้มีตลาดมืดซึ่งไม่อาจเปิดเผยให้ ผู้คนทั่วไปรู้ หนังสือผ่านทางสามารถหาได้ในตลาดมืดแห่งนี้
“ฮูหยิน…เอ่อ ไม่สิ คุณชายรอง หนวดของท่านหลุดแล้ว เจ้าค่ะ” จื่อซูชี้ไปยังหนวดปลอมของอวี๋หวั่น
หลังจากออกจากตำบลชิงเหอ อวี๋หวั่นก็ปลอมเป็นผู้ชาย เหตุผลแรกก็เพื่อความสะดวก เหตุผลที่สองก็คือเพื่อป้องกันคน เหล่านั้นไปรายงานทางการและจดจำพวกเขาได้
หนวดปลอมข้างหนึ่งร่วงลงบนพื้น อวี๋หวั่นจึงไม่คิดจะติดมัน อีก และหยิบส่งให้จื่อซู
เจียงไห่มองไปยังฝูงชนอันแน่นขนัดเบื้องหน้า เขาบอกกับอวี๋ หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาว่า “คุณชายทั้งสองโปรดรอข้า
อยู่บนรถม้า ประเดี๋ยวข้ากับชิงเหยียนกลับมา”
พูดจบ เขาก็ลงจากรถ แล้วเดินไปยังร้านหนังสือซึ่งทำหนังสือ ผ่านทางพร้อมกับชิงเหยียน
ชิงเหยียนมิได้เดินนำทาง แต่กลับพบว่าเจียงไห่ไม่ได้เดินหลง ทางแต่อย่างใด เขามองเจียงไห่อย่างพินิจพิจารณาครู่หนึ่ง “เจ้า เคยมาหรือ?”
เจียงไห่ไม่ตอบ
ชิงเหยียนดูออกแต่แรกแล้วว่าวิชายุทธ์ของบุรุษผู้นี้เก่งกาจ กว่าเขา ย่อมไม่อาจถูกคนลักพาตัวไปขายได้ เป็นไปได้ว่าเขามีอีก สถานะหนึ่งซึ่งไม่อาจเปิดเผยได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงมา อยู่ข้างกายอวี๋หวั่น
“ทางที่ดีเจ้าควรจะซื่อสัตย์ต่อฮูหยิน”
ชิงเหยียนตักเตือน
เจียงไห่เหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ “คำพูดนี้พวกเจ้า เก็บไว้บอกตนเองเถิด”
ชิงเหยียนหรี่ตา
เจียงไห่มิได้ใส่ใจเขาอีก เขาเดินตรงไปยังร้านหนังสือ
ร้านหนังสือแห่งนี้ตั้งไว้บังหน้า สิ่งที่ทำล้วนแต่เป็นธุรกิจสีเทา และหนึ่งในสิ่งที่ทำรายได้มากที่สุดก็คือหนังสือผ่านทาง
การตรวจตราของหนานจ้าวนั้นเข้มงวดกว่าต้าโจวมาก หาก ไม่มีหนังสือผ่านทางอาจถูกจับกุมตัวได้ ทว่าหนังสือผ่านทางของซี เฉิงก็มิใช่ว่าจะได้มาง่ายถึงเพียงนั้น
เมื่อเดินเข้าไปในร้านหนังสือ เจียงไห่ก็เดินเข้าไป เขามองไปยัง ผู้จัดการร้านซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาดีดลูกคิด “ทิศใต้มีไม้ใหญ่ แต่ มิอาจหยุดพัก[1]”
ชิงเหยียนเลิกคิ้ว
ผู้จัดการร้านค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา “ในหมู่ฟืนไฟหลายหลาก”
เจียงไห่ตอบว่า “แพไม้มิอาจข้ามสายธาร”
ประโยคเหล่านี้ฟังดูไม่ได้เชื่อมโยงกันสักเท่าไร แต่หากมัน เชื่อมโยงกันก็คงไม่นำมาใช้เป็นรหัสลับหรอก
ชิงเหยียนยืนกอดอก เขาผู้นี้รู้จักแม้แต่รหัสลับของที่นี่ ต้องไม่
ธรรมดาเป็นแน่
วันนี้มีคนมาทำหนังสือผ่านทางมากเป็นพิเศษ ชั้นใต้ดินของ ที่นี่มีคนมาต่อแถวอย่างแน่นขนัด นี่มิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ซี เฉิงเป็นเมืองชายแดนเมืองแรกของหนานจ้าว บ้านเมืองเจริญ รุ่งเรือง การค้าเฟื่องฟู พ่อค้าวาณิชจากต้าโจวจำนวนมากอยาก เข้าไปหาเงินในซีเฉิงแห่งนี้ เพียงแต่ว่าทางการนอกจากจะจำกัด ปริมาณหนังสือผ่านทางแล้ว ราคายังสูงลิบลิ่ว ด้วยเหตุนี้ผู้คนไม่ น้อยจึงเลือกที่จะหันหน้าหาตลาดมืด
ทั้งสองต่อแถวอยู่นานกว่าจะมาถึงตาของพวกเขา กระนั้น ราคาของหนังสือผ่านทางก็ทำให้พวกเขาถึงกับอ้าปากค้าง
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? คนละหนึ่งร้อยตำลึง?” ชิงเหยียนถลึงตา “ครั้งก่อนที่ข้ามา ข้าจ่ายไปสิบตำลึงเอง เหตุใดราคาขึ้นเป็นสิบเท่า ไปได้เล่า?”
เสมียนซึ่งมีหน้าที่เก็บเงินตอบว่า “นั่นเป็นราคาของเดือนที่ แล้ว ตอนนี้สถานการณ์ในซีเฉิงไม่สู้ดีนัก ไม่น่าเข้าไป หากพวกเจ้า ไม่รีบร้อน รออีกสักพักแล้วค่อยมาเถิด”
ความหมายก็คือ รอให้สถานการณ์นี้ผ่านพ้นไปก่อน ราคาจึง จะลง
เจียงไห่ขมวดคิ้ว “ซีเฉิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดสถานการณ์ จึงไม่สู้ดี?”
เสมียนตอบว่า “เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? ข้าเองก็เพิ่งได้
ข่าวมา มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม หนังสือผ่านทาง ปลอมไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ จึงต้องทำหนังสือผ่านทางของจริง ให้พวกเจ้า แต่ของอย่างหนังสือผ่านทางฉบับจริงก็ใช่ว่าจะได้มา ง่ายๆ ถ้าหากถูกทางการจับได้ เจ้าของหนังสือผ่านทางก็คงต้องไป นอนในคุกเช่นกัน! ”
ชิงเหยียนและเจียงไห่ขมวดคิ้วเป็นปม พวกเขามีกันทั้งหมด แปดคน คนละหนึ่งร้อยตำลึง ทั้งหมดก็แปดร้อยตำลึง…เงินนั้น เป็นเรื่องรอง เยี่ยนจิ่วเฉาหาได้ขัดสนไม่ แต่หนังสือผ่านทางแปด ฉบับ ทั้งจำต้องมีระบุอายุและเพศให้ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะใช้ เงินแปดร้อยตำลึงแก้ปัญหาได้
เป็นดังคาด เมื่อเจียงไห่เอ่ยปากว่าเขาต้องการหนังสือผ่าน ทางของครอบครัวซึ่งมีคนแปดคน เสมียนก็รีบปฏิเสธทันควัน “ถ้า เป็นช่วงเวลาปกติ พวกเจ้าจ่ายเงินเพิ่มอีกสักหน่อยข้าก็ทำให้ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้! พวกเจ้ากลับไปเสียเถอะ ไม่เช่นนั้นก็ไปหาคนอื่น!”
ไม่เข้าไปก็ไม่ได้ พวกเขาต้องการยาถอนพิษให้เยี่ยนจิ่วเฉา หากแม้แต่เมืองชายแดนอย่างซีเฉิงยังเข้าไปไม่ได้ เมืองหลวงก็คง ไม่ต้องเอ่ยถึง
เห็นหลินจือเพลิงและคางคกหิมะ ของทั้งหมดล้วนแต่อยู่ใน เมืองหลวง
“ทำอย่างไรดี?” เจียงไห่เอ่ยถาม
ชิงเหยียนถลึงตาใส่เจียงไห่ “เจ้าถามข้า แล้วจะให้ข้าไปถาม
ใคร?”
เจียงไห่ขมวดคิ้ว “ไปดูที่ร้านอื่นสักหน่อย”
ในตลาดมืดมิได้มีร้านนี้เพียงร้านเดียวที่ทำหนังสือผ่านทาง แต่พวกเขาเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุด หากร้านของพวกเขา
ไม่สามารถทำได้ โอกาสที่ร้านอื่นจะทำได้ก็มีน้อยเสียยิ่งกว่า น้อย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ควรลองดูสักหน่อย
ทางด้านอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉานั่งรออยู่บนรถม้า พวกเขารอ อยู่นานจนแข้งขาเริ่มปวดเมื่อยก็ยังไม่เห็นวี่แววของเจียงไห่และ ชิงเหยียน ดูแล้วคงจะล่าช้าเพราะหนังสือผ่านทาง อวี๋หวั่นอยาก ลงไปเดินเหยียดแข้งขา และจะได้ไปเข้าห้องนํ้าสักหน่อย
จื่อซูและฝูหลิงไปมาแล้ว พวกนางจึงรออยู่บนรถม้า
ทั้งสองลงจากรถม้า หลังจากปลอมเป็นผู้ชาย อวี๋หวั่นก็ดูอ่อน เยาว์ขึ้นมาก ดูไปดูมาเหมือนกับเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่สิบห้า คิ้ว โก่งดวงตาคม ปราดเปรียวเฉลียวฉลาด
เมื่อยืนอยู่ข้างกายเยี่ยนจิ่วเฉา ก็ยิ่งดูประหนึ่งเทพเซียนลงมา จุติ เพียงครู่เดียวก็ดึงดูดสายตาของผู้คนโดยรอบ
เจ้าจิ้งจอกหิมะตัวน้อยก็อยากลงจากรถม้าไปเดินเล่นเช่นกัน
ทันทีที่มันตั้งท่ากระโดดออกไป ก็ถูกจื่อซูคว้าขาน้อยๆ สอง ข้างเอาไว้
“มานี่ เจ้าไม่ต้องออกไป รออยู่ในนี้”
ข้าก็จะไปฉี่เหมือนกันนะ!
จื่อซูหยิบกระโถนใบเล็กออกมา “นี่ ฉี่เลย”
จิ้งจอกหิมะน้อยยกอุ้งเท้าเล็กสองข้างขึ้นปิดหน้า น่าอาย เหลือเกิน
อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาเดินไปถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
อวี๋หวั่นมีวันนั้นของเดือน จำต้องใช้เวลาในห้องนํ้านานสัก หน่อย
คิดไม่ถึงว่าเมื่อเดินกลับมายังโถงกลางของโรงเตี๊ยม ก็พบว่า เยี่ยนจิ่วเฉาถูกเหล่าหญิงงามห้อมล้อมเสียแล้ว
รูปโฉมของเยี่ยนจิ่วเฉามิได้ด้อยกว่าผู้คนในดินแดนแห่งสาว งามอย่างหนานเจียง มีคนนํ้าลายสอเพราะความหล่อเหลาของเขา ย่อมมิใช่เรื่องแปลก
แต่การเกี้ยวพาราสีกันตอนกลางวันแสกๆ ก็ออกจะมากไปสัก หน่อย
แม่นางคนหนึ่งซึ่งสวมอาภรณ์สีเขียวและผ้าคลุมหน้าเข้ามา นั่งลงข้างกายเยี่ยนจิ่วเฉา
นางยกกานํ้าชาบนโต๊ะขึ้นมาแล้วรินนํ้าชาให้เขา เล่นหูเล่นตา พลางกล่าวว่า
“คุณชายมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ? เหตุใดข้าไม่เคยเห็นหน้าค่า ตามาก่อน?”
………………………………….
[1] ทิศใต้มีไม้ใหญ่ แต่มิอาจหยุดพัก บทกลอนสองวรรคแรกจากบท
ฮั่นก่วง ในคัมภีร์ซือจิง
บทที่ 174.2 พี่จิ่วเทพแห่งทรัพย์
แม่ทัพเทวดาแห่งหนานจ้าว (2)
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้สนใจนาง
“โอ้ คุณชายอารมณ์ไม่ดี พี่สาวข้าพูดกับท่าน ท่านกลับไม่ สนใจ” สตรีซึ่งสวมผ้าคลุมหน้าสีชมพูเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
สตรีซึ่งถูกเรียกว่าพี่สาวกลับมิได้มีท่าทีขุ่นเคือง นางยิ้มพลาง ขยับเข้าหาเยี่ยนจิ่วเฉา พร้อมกับกล่าวด้วยนํ้าเสียงอ่อนหวานว่า “ดูแล้วคุณชายคงจะมาจากที่อื่น คุณชายอยากเข้าไปในเมืองหรือ เจ้าคะ? ช่วงนี้จะเข้าในเมืองเห็นทีคงจะยาก แต่ถ้าหากคุณชาย เป็นเพื่อนกับข้า ข้ารับประกันได้ว่าจะพาคุณชายเข้าเมืองได้อย่าง แน่นอน”
นางกล่าวพลางยกมือขึ้นหมายลูบไล้ใบหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉา ทว่ายังไม่ทันได้แตะต้องเขา ก็มีมือเย็นเฉียบยื่นเข้ามาจับไว้
“ใครอยากเป็นเพื่อนกับเจ้าไม่ทราบ?”
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ
กล้าแตะต้องสามีของเธอ ต้องเจอดีสักหน่อย!
นางหน้าถอดสีในทันใด พยายามจะดึงมือออก ไหนเลยจะรู้ว่า กลับขยับไปไหนไม่ได้ นางหันไปด้วยสีหน้าเย็นชา ทันทีที่เห็นอวี๋ หวั่น ความขุ่นมัวในดวงตาของนางก็พลันอันตรธานไปเสียสิ้น “อุ๊ย
ตาย? มีคุณชายน้อยมาอีกท่านหนึ่งหรือนี่? หล่อเหลาไม่เบา!”
อวี๋หวั่นพูดด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “หล่อเหลาอย่างไรก็ไม่ใช่ สามีเจ้า ถอยไปได้แล้ว”
ความสงสัยปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง นางมองตาอวี๋หวั่น อีกครา
อวี๋หวั่นจึงขู่ว่า “ยังอีก? ถ้าเจ้ามองอีกครั้งข้าจะควักลูกตาเจ้า ออกมา!”
นางตัวสั่นเทิ้ม เม็ดเหงื่อใสผุดขึ้นบนหน้าผาก
อวี๋หวั่นค่อยๆ คลายมือออก “ไปได้แล้ว!”
แม่นางผู้นั้นมองอวี๋หวั่นด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง จากนั้น ก็พาน้องสาวของตนออกไป ขณะที่สวนกับอวี๋หวั่น ปลายนิ้วของ นางขยับเล็กน้อย
อวี๋หวั่นคล้ายจะไม่รู้ตัว
ขณะที่พวกนางเดินออกไปหน้าประตู แม่นางผู้นั้นก็หันมามอ งอวี๋หวั่นอีก
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยความรำคาญใจ “จะต้องให้ข้าลงไม้ลงมือ ใช่ไหม?”
ความตกใจและหวาดกลัวพาดผ่านใบหน้าของนาง นางรีบ ออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ครานี้อวี๋หวั่นจึงหยิบหนอนพิษตัวน้อยซึ่งตัวสั่นเทิ้มออกมา ใช้
หนอนพิษกับเธอหรือ นางคงไม่รู้สินะว่าเธอมีราชันหมื่นสัตว์พิษใน ครอบครอง
“ว่ากันว่าคนหนานเจียงสิบคนจะรู้วิชาพิษเก้าคน แม้แต่เด็ก สามขวบยังใช่หนอนพิษเป็น เดิมทีข้าก็ไม่เชื่อ แต่ ตอนนี้เกรงว่าคง เป็นเรื่องจริง” แม่นางเมื่อครู่ท่าทางอรชรอ้อนแอ้นไร้เรี่ยวแรง ไหนเลยจะรู้ว่าพวกนางมีหนอนพิษอยู่ในตัว โชคดีแค่ไหนที่เป็น เธอ ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
“เมื่อครู่นางใช้วิชาเสน่ห์กับเจ้า” เยี่ยนจิ่วเฉาพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“จริงหรือ?” เรื่องนี้อวี๋หวั่นกลับสัมผัสไม่ได้ แต่เมื่อคิดดูแล้ว เมื่อครู่อีกฝ่ายเอาแต่จ้องตาเธอ ที่แท้ก็ไม่ใช่เพียงเพราะเธอหล่อ เพียงอย่างเดียวสินะ
เยี่ยนจิ่วเฉาส่ายหน้า เขามีบางอย่างอยากจะพูด แต่สุดท้ายก็ มิได้พูดออกมา
ใช้หนอนพิษไม่ได้ วิชาเสน่ห์ก็ใช้ไม่ได้ ผู้ใดมีเรื่องกับนาง คงหัว เสียมิใช่น้อย
เมื่อคิดบางอย่างออก อวี๋หวั่นก็เอ่ยถามว่า “นางก็ใช้วิชาเสน่ห์ กับท่านไม่ใช่หรือ? ท่านไม่มองนางเลย เป็นเพราะท่านกลัวว่าจะ ถูกวิชาเสน่ห์เข้าใช่ไหมละ?”
เยี่ยนจิ่วเฉามองอวี๋หวั่นราวกับมองคนโง่งม จากนั้นก็ให้คำ ตอบว่า “นางไม่สวย”
อวี๋หวั่น “…”
ใครมีเรื่องกับท่านนี่สิ ถึงจะหัวเสียของจริง…
“คุณชาย ฮู…คุณชายรอง!” จื่อซูเข้ามาในโรงเตี๊ยม แอบคิด ในใจว่าเหตุใดตนยังเรียกไม่ชินปากสักที
อวี๋หวั่นหันไปมองแล้วเอ่ยถามว่า “มีอะไร? เจ้าก็มาเข้าห้องนํ้า เหมือนกันรึ?”
จื่อซูหน้าแดงกํ่า แล้วตอบว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ พี่ใหญ่เจียงกับพี่ ใหญ่ชิงเหยียนทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “เช่นนั้นก็ออกเดินทางได้”
เจียงไห่และชิงเหยียนทำหนังสือผ่านทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ราคามิใช่ถูกๆ พวกเขาจ่ายเงินไปทั้งสิ้นหนึ่งพันตำลึง นั่น คิดเป็นราคาสิบเท่าของราคาปกติ กระนั้นพวกเขาจำต้องตามหา ยาถอนพิษอย่างเร่งด่วน ไม่อาจมานั่งคิดมากเรื่องราคาได้
“เฮ้อ หนึ่งพันตำลึงก็หนึ่งพันตำลึงเถิด” นายท่านเยี่ยนผู้ รํ่ารวยคงไม่ถึงกับขนหน้าแข้งร่วงหรอก
แม้อวี๋หวั่นจะรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้เธอมี เหมืองแร่ในครอบครองแล้ว ยังต้องคิดเล็กคิดน้อยกับเงินหนึ่งพัน ตำลึงอีกหรือ?
แต่ละคนรับหนังสือผ่านทางของตนไป จดจำข้อมูลในหนังสือ ผ่านทาง จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
เสมียนที่ร้านหนังสือไม่ได้ขู่ให้พวกเขากลัว การตรวจตราของ
ซีเฉิงนั้นเข้มงวดกว่าแต่ก่อนมาก ผู้ที่ไม่เชื่อและถือหนังสือผ่าน ทางปลอมล้วนแต่ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ บ้างก็ถูกตรวจค้น บ้างก็ถูก จับเข้าคุก
รถม้าของพวกเขาเคลื่อนมาด้านหน้า เจียงไห่ส่งหนังสือผ่าน ทางของสามคนให้เจ้าหน้าที่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย พวกเขาถาม ข้อมูล เจียงไห่และอวี๋หวั่นล้วนแต่ตอบได้ถูกต้องสมบูรณ์
เจ้าหน้าที่โบกมือให้พวกเขาผ่านไป
นอกจากจื่อซูซึ่งกังวลเล็กน้อย ทุกคนล้วนแต่หยิบ หนังสือเดินทางออกมาสำแดงอย่างปราศจากท่าทางกระโตก กระตาก จื่อซูรูปโฉมงดงาม พวกเขาจึงคิดว่านางกำลังขวยเขิน และให้นางผ่านทางไปได้
ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก
การข้ามแดนนั้นนับว่ายากที่สุด แต่เมื่อผ่านมาได้แล้ว หลัง จากนี้ขอเพียงไม่มีเหตุเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น พวกเขาก็จะ เดินทางมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงได้อย่างราบรื่น
ผู้คนต่างโบกไม้โบกมือให้พวกเขาราวกับเห็นเห็ดหลินจือ เพลิงและคางคกหิมะ
อย่างไรก็ดี เรื่องไม่คาดฝันกลับบังเกิดขึ้น ขณะที่พวกเขา กำลังหาโรงเตี๊ยมอยู่นั้น ก็มีทหารควบม้าไล่ตามมา กระชับ บังเหียนหยุดม้าตรงหน้าพวกเขา แล้วกล่าวว่า “มีคนรายงานว่า พวกเจ้าขโมยหนังสือผ่านทาง ไปที่ว่าการกับข้าเดี๋ยวนี้!”
นี่อาจเรียกว่าหายนะโดยแท้ ทหารมิได้คิดจะตรวจสอบที่มา ของข้อมูล แต่กลับเชื่อคำพูดลอยๆ ซึ่งปราศจากหลักฐานเสีย อย่างนั้น…
“ผู้ใดใจร้ายถึงเพียงนี้?!” ชิงเหยียนกำเชือกในมือแน่น
อวี๋หวั่นเปิดม่านออกไปมองด้านหลังของทหาร ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่ไกลออกไป มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ นั่นคือคนกลุ่มนั้นที่มาตอ แยกับเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ใช่หรือ?
แม่นางชุดเขียวเห็นอวี๋หวั่นเข้าพอดี นางยิ้มเยาะมาทางอวี๋ หวั่น แล้วขยับปากพูดประโยคหนึ่งออกมา
อวี๋หวั่นอ่านปากนางออก
นางพูดว่า ‘พูดกันดีๆ ไม่ชอบ นี่คือจุดจบของพวกเจ้า!’
รถม้าทั้งสามคันไม่ได้เดินทางมาพร้อมกัน แม่นางเหล่านั้น ไม่รู้ว่าพวกเขามาด้วยกัน จึงรายงานเพียงรถม้าของอวี๋หวั่นและ เยี่ยนจิ่วเฉา เพราะฉะนั้นทหารจึงนำตัวทั้งสองและเจียงไห่ซึ่งเป็น สารถีไป
“อาม่า!” ชิงเหยียนร้องเรียก
ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ไม่ต้องพูด ไม่ต้องกลับ ไป ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฟ้ามืดแล้วค่อยคิดหาวิธี”
ชิงเหยียนเงียบลงทันทีพร้อมกับหยุดความคิดที่จะบุกรถซึ่ง คุมขังทั้งสามไป
เยว่โกวยังคงบังคับรถม้าไปอย่างมิได้มีท่าทีหลุกหลิก
จื่อซูนั่งอยู่บนรถม้าของเยว่โกว นางรู้สึกร้อนรนเสียจนเกือบ รํ่าไห้ออกมา ทว่าฝูหลิงยกมือขึ้นมาปิดปากนางไว้
ในตอนนั้นเอง กระแสลมวูบหนึ่งก็พัดมา ผ้าม่านข้างกายจื่อซู ไหวน้อยๆ
“ไอ้หยา ท่านพี่ ดูสิ! นั่นไม่ใช่แม่นางที่เดินอยู่กับพวกเขาหรอ กรึ?”
จื่อซูเดินเข้าไปเรียกอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาในโรงเตี๊ยม แม่ นางเหล่านั้นซึ่งแอบจับตามองการเคลื่อนไหวของพวกเขาจึงจำ นางได้
สตรีชุดเขียวหรี่ตา “หากเจ้าไม่บอก ข้าก็ลืมไปแล้ว ที่แท้ก็ยังมี ปลาที่ลอดแหออกไปได้! คงจะเป็นพวกเดียวกันกระมัง!”
รถม้าของอาม่าและชิงเหยียนก็ถูกนางเห็นเข้าเช่นกัน
ขณะที่แม่นางชุดเขียวกำลังจะไปรายงานเรื่องนี้ ก็มีกองทัพ ขนาดใหญ่ซึ่งคอยอารักขารถม้าคันหนึ่งเคลื่อนมาจากอีกฟากของ ถนน
บุรุษบนรถม้าฐานะสูงส่ง แม้แต่เหล่าทหารซึ่งอารักขาประตู เมือง ผู้คนบนท้องถนน รวมไปถึงแม่นางชุดเขียวเองยังต้องคุกเข่า ให้ด้วยความเคารพ
“ผู้ใดหรือ?”
ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเข้าเมืองมาเอ่ยถาม
ชายชราซึ่งอยู่ด้านข้างตอบว่า “ก็แม่ทัพเห้อเหลียนน่ะสิ! ”
“แม่ทัพเห้อเหลียนไม่ได้ตายไปแล้วหรือ?” ชายหนุ่มถามต่อ
ชายชราตอบว่า “ไอ้หยา ไม่ใช่แม่ทัพเห้อเหลียนเล็ก นี่แม่ทัพ เห้อเหลียนใหญ่ต่างหากเล่า! แม่ทัพเทพแห่งหนานจ้าว…เห้อเหลี ยนเป่ยหมิง!”
เห้อเหลียนเป่ยหมิง ประมุขแห่งสกุลเห้อเหลียน เป็นลูกพี่ลูก น้องฝั่งบิดาของเห้อเหลียนฉี เขาคือแม่ทัพผู้ไร้พ่าย คือตำนาน แห่งสนามรบเฉกเช่นเซียวเจิ้นถิง มีเพียงเรื่องเดียวที่ไม่น่าพิสมัย เท่าไรก็คือเขาฝึกวิทยายุทธ์จนธาตุไฟเข้าแทรกเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันจึงไม่อาจฝึกวิชายุทธ์ได้อีก
เขาไร้ผู้สืบสกุล
เห้อเหลียนฉีจึงกลายเป็นผู้สืบสกุลโดยปริยาย แต่เขากลับ ด่วนจากไปเสียก่อน
หลังจากเห้อเหลียนเป่ยหมิงอายุหนึ่งร้อยปี ตำแหน่งประมุข สกุลเห้อเหลียนจะตกอยู่ในมือของหลานชายของเขา
ว่ากันว่าเห้อเหลียนเป่ยหมิงเดินทางมาซีเฉิงในครั้งนี้ ก็เพื่อรับ หลานชายกลับเมืองหลวง
และเป็นเพราะการปรากฏตัวของเขา ซีเฉิงจึงมีการควบคุม อย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ
เหล่าทหารจำต้องขวางหน้าพวกอวี๋หวั่นไว้ เพื่อป้องกันการ ลอบโจมตีแม่ทัพใหญ่
รถม้าของเห้อเหลียนเป่ยหมิงเคลื่อนผ่านหน้าพวกเขาไป
ชิงเหยียนอายุไม่น้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยเห็นแม่ทัพใหญ่แห่ง หนานจ้าวมาก่อน
เขามองออกไปด้วยความสงสัย คงเป็นเพราะเขาโชคดี ม่าน ของรถม้าถูกลมพัดจนเปิดออก
ไม่รู้ว่าชิงเหยียนรู้สึกไปเองหรืออย่างไร เขารู้สึกว่าใบหน้าด้าน ข้างนั้นดูคุ้นตาเหลือเกิน
“อาม่า”
เขาอยากให้อาม่าได้เห็น แต่รถม้าก็ได้เคลื่อนผ่านไปเสียแล้ว