หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 173.1 เด็กอ้วนใสซื่อแสนร้ายกาจ หวั่นหวั่น
จอมบงการ (1)
การเกลี้ยกล่อมเยี่ยนจิ่วเฉาของอวี๋หวั่นมิได้ราบรื่นอย่างที่คิด เดิมทีอวี๋หวั่นตั้งใจจะพาฝูหลิง จื่อซูและเจียงไห่เดินทางไปพร้อม กับครอบครัวของอาเว่ย และให้เยี่ยนจิ่วเฉารอฟังข่าวอยู่ที่หมู่บ้าน เหลียนฮวา
เยี่ยนจิ่วเฉาเขี่ยจิ้งจอกหิมะลงจากตัก และถามอย่างใจเย็น “พวกเขาจะให้อิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วไปหาวัตถุดิบยาหรือ?”
“ใช่” อวี๋หวั่นพยักหน้า “หญ้าไร้กังวลในดินแดนที่หนาวจัด กับ หินกำมะถันที่ร้อนจัด”
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปที่ชุยเฒ่า
ชุยเฒ่ารู้ความ พลันพยักหน้า “วัตถุดิบยาทั้งสองนี้มีฤทธิ์ใน การล้างพิษ”
แต่หากเป็นเช่นนี้ อิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วก็จะไม่ได้อยู่กับอวี๋หวั่น อ วี๋หวั่นเป็นคนซื่อ เยี่ยนจิ่วเฉาผ่านร้อนผ่านหนาวมานานยี่สิบปี รู้ดี ว่าใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง ให้องครักษ์ที่เขาไว้ใจที่สุดแยกไป ผี เท่านั้นที่จะรู้ว่าพวกเขาคิดจะใช้แผนอะไร
แต่หากไม่ไป พิษนี้ก็ไม่อาจถอนได้
ไปแล้ว ก็กังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “ใต้หล้านี้หามีนักบุญและพ่อ มดไม่ ครอบครัวอาเว่ยไม่ได้บอกเจ้าเรื่องนี้หรือ? หากเรื่องแค่นี้ยัง ไม่รู้ ข้าก็เริ่มจะสงสัยเรื่องวัตถุดิบยาพิเศษที่พวกเขาว่าแล้ว”
อวี๋หวั่นไม่ใส่ใจ “ชุยเฒ่าก็กล่าวถึงวัตถุดิบยาพิเศษนี้ด้วยมิใช่ หรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว “ชุยเฒ่าได้ยินมาจากโรงนํ้าชา แล้วพวก เขาก็เช่นกัน”
“…” อวี๋หวั่นเงียบสนิท ไม่อาจโต้แย้งคำพูดของเขาได้ เธอ หยุดชะงักและเอ่ยต่อว่า “สิ่งต่างๆ ในใต้หล้านี้หาได้มีผลลัพธ์เสมอ ไป แต่ลองดูก็ไม่เลว หากยังไม่ได้ลอง จะตัดใจยอมแพ้เลยได้ อย่างไร?”
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องมองเธอเนือยนิ่ง “ทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้ก็ยังทำอีก หรือ?”
ดวงตาของอวี๋หวั่นใสราวกับนํ้า “ไม่ได้อย่างไร? อย่างมากก็ เหมือนกับยามนี้”
เยี่ยนจิ่วเฉาเงียบลง
อวี๋หวั่นเดินไปนั่งยองๆ ด้านหน้าและเงยหน้าขึ้นมองเขา “ท่านรู้หรือไม่? คราแรกที่ขาของลุงใหญ่พิการ ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเขา จะรักษาให้หายได้ ตัวเขาเองก็ไม่เชื่อ ทว่าข้าเพียงต้องการรักษา เขา แล้วยามนี้เขาก็หายแล้วจริงๆ! พิษตู๋โจ้วของท่านก็เช่นกัน ยามนั้นข้าไม่รู้ด้วยซํ้าว่าจะถอนพิษได้อย่างไร แต่ข้าคิดว่ามันแก้ไข
ได้ แล้วยามนี้มิใช่แก้ได้แล้วหรือ? ครานี้ พวกเราได้รู้ว่าวัตถุดิบยา พิเศษคือสิ่งใด แล้วยังมีเหตุผลใดที่จะไม่ออกตามหา?”
เยี่ยนจิ่วเฉาถอนหายใจเบาๆ “เจ้าดื้อเช่นนี้มาตลอดเลย หรือ?”
อวี๋หวั่นก้มศีรษะลง แนบใบหน้ากับฝ่ามือของเขา “ใช่ ข้าดื้อ เช่นนี้มาตลอด หากท่านจะเสียใจก็คงสายไปเสียแล้ว”
“ผู้ใดบอกว่าข้าเสียใจ” เยี่ยนจิ่วเฉาเมินหน้าหนี ฝ่ามือที่ถูก แก้มของเธอกดรู้สึกร้อนผ่าว
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตายิ้มแย้ม “เช่นนั้นข้า ถือว่าท่านตกลงแล้ว”
เอาละ หากไปแล้วหาไม่เจอ สตรีผู้นี้คงจะตัดใจไปเอง
“ข้ามีเงื่อนไข” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
“ว่าอย่างไรหรือ” อวี๋หวั่นเบิกตากว้างมองเขา
“เจ้าต้องไปกับข้า” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
อวี๋หวั่นส่ายศีรษะ “เช่นนั้นไม่ได้ การเดินทางยากลำบาก มัน หนักเกินกว่าที่ร่างกายของท่านจะรับไหว”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว “เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องไป”
อวี๋หวั่นกำลังจะอ้าปาก
เยี่ยนจิ่วเฉาก็ชิงกล่าวต่อ “ข้าเป็นสามีของเจ้า สามีเดินนำ ภรรยาเดินตาม เจ้าต้องฟังข้า”
เรื่องนี้ไม่อาจต่อรองได้ อวี๋หวั่นจำต้องยอมให้เขาไปด้วย แต่อ วี๋หวั่นก็บอกว่าทั้งการเดินทางเสื้อผ้าอาหารที่พักต้องฟังเธอ นี่เป็น เรื่องเล็กน้อย เยี่ยนจิ่วเฉาก็ยอมตกลง
สำหรับชายชรา การมีเยี่ยนจิ่วเฉาเพิ่มมาคนหนึ่งไม่ใช่เรื่อง ใหญ่อะไร เพราะอย่างไรค่าเดินทางก็ไม่ได้เก็บกับเขา
เรื่องนี้ได้ถูกตัดสินใจอย่างมีความสุข
อวี๋หวั่นไปพบท่านพ่อกับท่านแม่ แต่เธอก็ไม่ได้บอกเรื่องที่ เยี่ยนจิ่วเฉาถูกพิษไป๋หลี่เซียงและกำลังไปตามหาวัตถุดิบยามา ถอนพิษ เธอบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติในเมืองเยี่ยน พวกเขาต้อง กลับไปที่จวนเยี่ยนอ๋อง ส่วนครอบครัวของอาเว่ยต้องกลับไปบูชา บรรพบุรุษที่บ้านเกิดซึ่งอยู่ทิศใต้เช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทาง ไปด้วยกัน
ชุยเฒ่าก็ถูกพามาเช่นกัน เขาอยู่บ้านคนเดียว ครั้นเมื่อออก เดินทางไปหาวัตถุดิบยาก็มักจะหายไปนานมิได้กลับมา ผู้คนจึงไม่ แปลกใจหากจู่ๆ วันหนึ่งเขาจะหายตัวไป
ไข่ดำทั้งสามถูกอวี๋หวั่นปล่อยให้อยู่ที่หมู่บ้านเหลียนฮวา
ก่อนจะจากไป อวี๋หวั่นก็กล่าวลาบุตรชายของตน “พ่อกับแม่ จะออกเดินทาง จงเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสอนของท่านตาท่านยาย แล้วก็ตั้งใจฝึกกังฟูกับอาเว่ยนะรู้หรือไม่?”
ไข่ดำทั้งสามกอดคอมารดาเนิ่นนาน แล้วจึงยอมปล่อยอย่าง ไม่เต็มใจ
“เจ้าดูแลบ้านให้ดี เมื่อเราไปถึงเผ่าแล้วจะส่งพิราบสื่อสาร มาบอกข่าวให้เจ้ารู้ พอถึงเวลานั้น เจ้าก็เปิดเผยเรื่องนี้กับนาง นาง ต้องตามเจ้ากลับไปอย่างเชื่อฟังเป็นแน่” ชายชราสั่งอาเว่ยอย่าง เคร่งขรึม ทว่าความจริงแล้ว อาเว่ยจะอยู่ที่นี่หรือไม่มิได้สำคัญ ตราบใดที่อวี๋หวั่นเข้าสู่เผ่าปีศาจ สตรีผู้นั้นย่อมตามมาเป็นแน่
ทว่าอาเว่ย เด็กผู้นี้มักก่อปัญหา ครานี้ไม่อาจให้เขาทำมันพัง ได้อีก!
ชายชรา ชิงเหยียนและพวกเยว่โกวก้าวขึ้นรถม้า เดินทางออก ไปจากหมู่บ้านอย่างเด็ดเดี่ยว
โรงเรียนในหมู่บ้านไม่อาจหยุดเรียนได้ อวี๋หวั่นจึงฝาก จดหมายไปถึงไป๋ถัง ขอให้นางช่วยหาอาจารย์กับผู้ดูแลบัญชีให้ ชั่วคราว
ในเช้าที่อากาศแจ่มใส กลุ่มคนได้เดินทางออกจากหมู่บ้าน
และในคืนที่ดวงจันทร์มืดมิดไร้สายลม อาเว่ยควบม้าออกจาก หมู่บ้าน
คิดจะทิ้งเขาเอาไว้ที่นี่หรือ?
เหอะ!
คิดว่าเขากลับไปเองไม่ได้หรือ?!
เขาไม่อยากเป็นอาจารย์ให้ลูกศิษย์ไร้ประโยชน์ทั้งสามในที่ที่ แม่ไก่ไม่ไข่ นกกาไม่ถ่าย[1] อีกแล้ว!
เขาพอแล้ว! ฮึ!
ไข่ดำทั้งสามปีนขึ้นรถม้า และนั่งอยู่บนม้านั่งอย่างเชื่อฟัง
อาเว่ยเปิดผ้าม่านเพื่อนำอาหารแห้งไปวาง ทว่าไข่ดำทั้งสาม ดำมากจนกระทั่งกลมกลืนไปกับความมืดในยามราตรี น่าตกใจที่ อาเว่ยมองไม่เห็นพวกเขา
อาเว่ยเหวี่ยงแส้ จากนั้นรถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนออกไป
อาเว่ยอารมณ์ดียิ่งนัก ในที่สุดเขาก็กำจัดไอ้ตัวเล็กพวกนั้น ออกไปได้ ว่ะฮ่าฮ่า!
…
เดือนแปด ย่างเข้าสู่สารทฤดู อุณหภูมิในเมืองหลวงค่อยๆ เย็นลง ทว่าเมืองชิงเหอยังคงร้อนเหมือนคิมหันตฤดู
รถม้าสามคันจอดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมสภาพทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
เจ้าของรถม้าคันนั้นหาใช่ใครอื่น คือเยี่ยนจิ่วเฉาและอวี๋หวั่นที่ เดินทางมาหลายพันหลี่
พวกเขาเดินทางผ่านหวั่นเฉิงเข้าสู่อาณาเขตหนานเจียงเมื่อ สองวันก่อน เหตุเพราะพวกเขาไม่มีใบอนุญาตเดินทางไปหนาน เจียง ไม่สะดวกใช้ถนนทางการ จึงต้องใช้เวลาพอสมควรในการ เปลี่ยนเส้นทาง
เมืองชิงเหอเป็นเมืองชายแดนของหนานเจียง ค่อนข้างแห้ง แล้งและล้าหลัง ทางการไม่ได้ควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด จึงเหมาะ
แก่การเป็นที่อยู่ของผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตเดินทางอย่างยิ่ง
เจียงไห่ขับรถม้าคันที่มีอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉา ส่วนชิงเหยีย นขับรถม้าคันที่มีจื่อซูและฝูหลิง และรถม้าคันหลังสุดที่มีชายชรา และชุยเฒ่านั่งอยู่ คนขับก็คือเยว่โกว
เยี่ยนซื่อจื่อไม่ขาดเงินทอง ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเขาพักใน โรงเตี๊ยมที่หรูหราที่สุด ทว่าชิงเหอเป็นเมืองยากจน โรงเตี๊ยมแห่ง นี้นับว่าดีที่สุดในเมืองแต่กลับยังมีสภาพที่ทรุดโทรม
เยี่ยนจิ่วเฉาและอวี๋หวั่นลงจากรถม้า
“บ่าวจะไปถามว่ามีห้องว่างหรือไม่นะเจ้าคะ” จื่อซูเดินเข้าไป ในโรงเตี๊ยม และถามกับพนักงานที่โต๊ะต้อนรับซึ่งกำลังหลับอยู่ “มี ห้องว่างหรือไม่? พวกเราต้องการเข้าพัก”
พนักงานที่ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะถูกปลุกให้ตื่นอย่างไม่เต็มใจ เขา ลูบหน้าผากพลางมองไปที่จื่อซู “หือ?”
จื่อซูเอ่ยซํ้า “มีห้องว่างหรือไม่?”
หากไม่มีพวกเขาก็จะได้ไป เหนื่อยกับการเดินทางมาตลอดทั้ง วัน ซื่อจื่อกับพระชายาซื่อจื่อคงเหนื่อยแย่แล้ว
พนักงานชำเลืองมองจื่อซูซึ่งแต่งตัวดูดีไม่ธรรมดา และยังมี ปิ่นสีเงินประดับบนผม…
พนักงานยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ต้องการกี่ห้องละ?”
จื่อซูกล่าว “สี่ห้อง สามห้องชั้นบน หนึ่งห้องชั้นล่าง”
พนักงานโบกมืออย่างไม่อดทน “ห้องชั้นบนชั้นล่างอันใด? มี แค่สองห้อง จะอยู่หรือไม่เล่า!”
ตลอดการเดินทาง จื่อซูคุ้นเคยกับการพบเจอสีหน้าหลาก หลายรูปแบบ รูปแบบเช่นนี้ค้าขายครั้งเดียว ไม่ต้องสงสัยว่าจะมี ลูกค้ามาที่ร้านอีก มารยาทแย่ยิ่งนัก นางไม่ได้เอ่ยตอบ และกลับ ออกไปรายงานอวี๋หวั่น “ฮูหยิน เหลือเพียงสองห้อง และเดาว่าคง ไม่ใช่ห้องหลัก”
การเดินทางมาข้างนอก จำต้องปิดตัวตนที่แท้จริง เยี่ยนจิ่ว เฉาจึงเป็นคุณชาย อวี๋หวั่นเป็นฮูหยิน ชายชราเป็นผู้ดูแลบ้าน ชุย เฒ่าเป็นพ่อบ้าน ชิงเหยียนกับเยว่โกวเป็นองครักษ์ส่วนตัว จื่อซูกับ ฝูหลิงก็ยังคงเป็นสาวใช้
อวี๋หวั่นเงยหน้าดูท้องฟ้าอันมืดมิดและเอ่ยว่า
“เช่นนั้นสองห้องก็สองห้อง เมื่อครู่โรงเตี๊ยมที่ถามมาก็เต็ม หมดแล้ว คาดว่าที่ต่อไปก็น่าจะเต็มเช่นกัน”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปจองห้องให้”
จื่อซูหยิบเงินและเดินไปจองสองห้องนั้นกับผู้จัดการ
ทั้งสองห้องไม่ได้อยู่ในที่เดียวกัน แต่มีห้องคั่นอยู่ระหว่างกลาง
พวกเขาพักเพียงคืนเดียวและจะออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้
เยว่โกวกับชิงเหยียนช่วยสาวใช้ทั้งสองคนเอากระเป๋าเดินทาง ที่นอน หมอน ฯลฯ ลงจากรถม้า
เยี่ยนซื่อจื่อก็ต้องใช้ของที่สะอาดที่สุด แม้ว่าจะเดินทางมา ข้างนอกก็ตาม
……………………………………………..
[1] แม่ไก่ไม่ไข่ นกกาไม่ถ่าย 鸡不下蛋⻦不拉屎 อุปมาถึง สถานที่ที่
อยู่ห่างไกลและรกร้าง
บทที่ 173.2 เด็กอ้วนใสซื่อแสนร้ายกาจ หวั่น
หวั่นจอมบงการ (2)
อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาอยู่ห้องเดียวกัน สาวใช้ทั้งสองนอนที่ พื้น ในขณะที่บุรุษที่เหลืออัดอยู่ในห้องเดียว และนอนที่พื้นเช่นกัน
อาหารของโรงเตี๊ยมแทบจะไม่มีนํ้ามัน อีกทั้งวัตถุดิบก็ไม่สด ใหม่ คนอื่นๆ ต่างก็กินได้ ทว่าซื่อจื่อผู้คาบช้อนเงินช้อนทองเกิดมา อาจทำไม่ได้ อวี๋หวั่นก็จำใจต้องทำให้สามีลำบาก
อวี๋หวั่นจับชีพจรของเขา จากนั้นก็ให้เขากินยาระงับพิษ และ เอ่ยว่า “ข้าจะซื้ออาหารสักหน่อย ท่านอย่าเดินมั่วซั่วไปที่ใดละ”
เยี่ยนจิ่วเฉาปราดสายตาจ้องมองเธออย่างเย็นชา “อวี๋อาหวั่น ระวังนํ้าเสียงของเจ้าด้วย ข้าคุณชายผู้นี้มิใช่เด็ก!”
อวี๋หวั่นยิ้มเอาใจ “ใช่ๆๆ ท่านไม่ใช่เด็ก ท่านเป็นสามีของข้า”
“ฮึ่ม!” เยี่ยนจิ่วเฉาเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจ
อวี๋หวั่นดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมตัวเขา
ยามนี้อากาศร้อน ทว่าเขากลับหนาวนิดหน่อย
อวี๋หวั่นเดินออกจากห้อง
ขณะนั้นเอง ภิกษุรูปหนึ่งในชุดสีดำ สวมหมวกกระจาดก็เดิน เข้ามาจากด้านหน้า
ทั้งสองเดินประจันหน้ากันโดยบังเอิญ
อวี๋หวั่นขยับไปทางซ้าย หมายจะหลีกทางให้เขา ทว่าเขาก็ไป ทางซ้ายเช่นกัน
อวี๋หวั่นขยับไปทางขวา ทว่าโชคไม่ดีที่เขาก็ไปทางขวาอีกเช่น กัน
เป็นเช่นนี้อยู่หลายรอบ ไม่อาจหลีกทางได้ ทั้งสองจึงหยุดนิ่ง
ยามนี้ ไม่มีผู้ใดขยับ
อวี๋หวั่นกำลังรอให้เขาเดินไปก่อน และเขาก็รอให้อวี๋หวั่นเดิน ไปก่อนเช่นกัน
อวี๋หวั่นสูดหายใจ
ทว่าในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นก่อน “ฮูหยินโปรดเดินก่อน”
ฟังจากเสียงแล้ว เขายังเด็กมาก
อวี๋หวั่นพยักหน้าเบาๆ และก้าวไปทางซ้ายหนึ่งก้าวเดินผ่าน เขาไป
จากนั้นเขาก็เข้าไปในห้องที่คั่นกลางระหว่างพวกเขา
เรื่องเล็กน้อยนี้ไม่ได้ส่งผลต่ออารมณ์ของอวี๋หวั่น หลังออก จากโรงเตี๊ยม อวี๋หวั่นก็ได้กลิ่นหอมชวนให้คนกินอย่างเอร็ดอร่อย ลอยมา อวี๋หวั่นซื้อแป้งทอดใส่หอมสามสิบชิ้น ขาหมูสามจิน ใน เมืองหลวงแป้งทอดใส่หอมหนึ่งชิ้นใหญ่เป็นสองชิ้นของที่นี่ ขาหมู หนึ่งส่วนก็มีมากกว่าที่นี่ห้าชาม แล้วก็ยังซื้อหมั่นโถวขาวอีกห้าเข่ง
ขนมดั้งเดิมของเมืองอีกสิบกล่อง
“ส่งไปที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล” อวี๋หวั่นจ่ายครึ่งหนึ่งของเหรียญ ทองแดง “ที่เหลือ เจ้าไปส่งแล้วค่อยเก็บ”
หลังจากนั้นอวี๋หวั่นก็ไปซื้อผลไม้สดอีกนิดหน่อย เมื่อกลับมา ถึงโรงเตี๊ยม ของก่อนหน้านี้ก็ถูกส่งมาที่ห้องพักของอวี๋หวั่นกับ เยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว จื่อซูได้จ่ายเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อย
รสชาติพอใช้ แป้งทอดใส่หอมมันเลี่ยนไปสักหน่อย ส่วนขาหมู กลิ่นหอมยิ่ง หมั่นโถวก็นับว่าใช้ได้ ทว่าเมื่อนำมาจิ้มกับผักดองที่ ลุงใหญ่ทำเอง รสชาติยิ่งอร่อย
หลังจากที่ทุกคนทานอาหารเย็น จื่อซูกับฝูหลิงก็นำชาม ตะเกียบและหม้อนึ่งลงไป จากนั้นก็ต้มชาที่นำมาจากจวนคุณชาย มาให้ทุกคน
ชายชราจิบชาอย่างช้าๆ และเอ่ยว่า “ชิงเหยียน นำแผนที่มา ด้วย”
ชิงเหยียนหยิบม้วนหนังแพะออกมาจากกระเป๋าสัมภาระ หลัง จากกางออก มันคือแผนที่ของหนานเจียง แต่แผนที่นี้แตกต่าง จากแผนที่ของทางการ แผนที่ของทางการจะไม่มีเครื่องหมาย เช่น สถานที่สำคัญทางทหาร และพื้นที่ที่ยังไม่ได้พัฒนา แต่ม้วน หนังแพะนี้กลับมีรายละเอียดทั้งน้อยใหญ่
อวี๋หวั่นเริ่มสงสัยในตัวตนของพวกเขาอีกครั้ง
แต่เธอไม่ได้ถาม
เมื่อถึงเวลาที่เธอควรรู้ เธอก็จะรู้เอง ไม่เช่นนั้นหากพวกเขา โกหก เธอก็ไม่มีทางรู้
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่บนเก้าอี้หมวกทางการซึ่งปูด้วยหนังเสือ อย่างเฉยชา พลางลูบจิ้งจอกหิมะแสนขี้เกียจ เก้าอี้ไม้เก่าที่ทาสี น่าตกตะลึงที่เขานั่งอยู่บนนั้นอย่างน่าเกรงขามราวกับมันเป็นเก้าอี้ มังกร
ชายชราชี้ไปยังสถานที่หนึ่งบนแผนที่ “ต่อไปเราจะไปที่ซีเฉิง เพื่อไปทำใบอนุญาตเดินทางให้พวกเจ้า หลังจากนั้นก็นับว่าเราเข้า สู่หนานจ้าวอย่างเป็นทางการ”
ดินแดนหนานเจียงกว้างใหญ่ไพศาล ประเทศที่ใหญ่ที่สุดก็คือ หนานจ้าว ทว่าก็ยังมีชนเผ่าเล็กๆ อีกมากมาย เช่นเมืองชิงเหอที่ พวกเขาอยู่ เป็นของชนเผ่าเล็กๆ ที่เรียกว่ากัวเถียน ทว่าเพราะยอม จำนนต่อหนานจ้าวตั้งแต่เนิ่นๆ แท้จริงจึงนับว่าเป็นดินแดนหนาน จ้าว ทว่าที่นี่ไม่อาจทำใบอนุญาตเดินทางของหนานจ้าวได้ ทำให้ หลายคนยังคงมองว่าซีเฉิงเป็นพรมแดนที่แท้จริงของหนานจ้าว
“ของทั้งสี่สิ่งที่เราตามหาอยู่ในหนานจ้าวหรือไม่?” อวี๋หวั่น ถาม
“หลินจือเพลิงและคางคกหิมะอยู่ในหนานจ้าว”
นี่เป็นความจริง
“เลือดของนักบุญและนํ้าตาของพ่อมด ยามนี้ยังไม่ชัดเจน”
นี่ก็คือความจริงเช่นกัน
แต่อีกไม่นานประโยคนี้ก็จะเปลี่ยนไปเป็นอยู่ที่เผ่าปีศาจ แน่นอนว่าหลังจากพบหลินจือเพลิงและคางคกหิมะแล้ว
เพื่อทำให้อวี๋หวั่นเชื่อใจ ชายชราไม่ลดละความพยายามที่จะ ตามหาวัตถุดิบยาของเยี่ยนจิ่วเฉา
ชายชรากล่าวอีกครั้ง “ซีเฉิงอยู่ห่างจากเมืองชิงเหอถึงหนึ่ง ร้อยหลี่ เราควรไปถึงที่นั่นก่อนฟ้ามืด คืนนี้ไม่ต้องทำสิ่งใด รีบพัก ผ่อนให้เร็ว วันพรุ่งเราจะออกเดินทางแต่เช้า”
แกร่บ!
เสียงใบไม้ร่วงด้านนอกทางเดิน คนธรรมดาย่อมไม่อาจได้ยิน ทว่าในห้องนั้นเต็มไปด้วยยอดฝีมือ เจียงไห่และชิงเหยียนแลก เปลี่ยนสายตากัน พลางยิ้มอย่างเหยียดหยาม
เป็นแค่ลูกกระจ๊อก ก็ยังกล้ามากระตุกหนวดเสือ
ยํ่าเข้าราตรี หลายคนก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน
“ผ้าห่มนี้เป็นของเรา มันสะอาด” อวี๋หวั่นกระซิบ และดึงผ้า นวมขึ้นคลุมกายของเยี่ยนจิ่วเฉา พลันวางแขนไว้ที่เอวของเขา
เยี่ยนจิ่วเฉาสูดหายใจ “อวี๋อาหวั่น!”
อวี๋หวั่น “นอนเถิด”
เยี่ยนจิ่วเฉามองแขนที่กอดเขาไว้แน่น และหลับตาลงเข้าสู่ นิทราไปอย่างช่วยไม่ได้
จื่อซูและฝูหลิงนอนบนพื้น จิ้งจอกหิมะใช้หางปกคลุมร่างกาย
ตนเอง ขดอยู่บนหมอนของเยี่ยนจิ่วเฉา
ช่วงเวลากลางดึก เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นอย่างแผ่ว เบา
จิ้งจอกหิมะตัวน้อยหูตั้ง ดวงตาเบิกกว้างเป็นประกาย
เห็นเงาร่างสองร่างที่ช่องหน้าต่างกระดาษ
จิ้งจอกหิมะเดินเข้าไปและหยุดอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างกระดาษ กระดาษของหน้าต่างถูกเจาะเป็นรูและมีกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ยื่น เข้ามา
จิ้งจอกหิมะมองกระบอกไม้ไผ่อย่างประหลาดใจและปิดมัน ด้วยอุ้งเท้าเล็กๆ
เสี่ยวเอ้อร์ที่เป่ากระบอกไม้ไผ่นั้นเป่าอย่างไรก็ไม่ออก พลัน ตกใจจนลืมตัว ชนเข้ากับหน้าต่างดังตุ้บ!
เสียงเคลื่อนไหวดังเกินไป หากคิดจะแอบทำต่อไปก็คงไม่ได้ เสียแล้ว ทั้งสองจึงทุ่มทำลายโถ แล้วผลักหน้าต่างเข้าไป หมายจะ กระโดดเข้าไปจากขอบหน้าต่าง
พวกเขาสืบหาจนแน่ใจมาก่อนแล้วว่า ผู้นำของคนกลุ่มนี้คือ สองสามีภรรยา ภายในห้องมีสี่คน สามคนเป็นสตรี ไม่มีสิ่งใดต้อง กลัว บุรุษเพียงคนเดียวก็เป็นคนป่วย ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของพวก เขาทั้งสองได้
ตราบใดที่ทั้งสองควบคุมพวกเขาได้ คนทั้งหมดในอีกห้องหนึ่ง
ก็จะอยู่ในกำมือของพวกเขา
อุดมคติช่างสวยงาม ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาประเมินความ แข็งแกร่งของคนในห้องนี้ตํ่าเกินไป
จิ้งจอกหิมะน้อยตวัดกรงเล็บตบหนึ่งใส่คนร้ายจนปลิวไป
ฝูหลิงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
นางเดินไปคว้าคอเสื้อของเสี่ยวเอ้อร์อีกคนแล้วตบเข้ากับ กำแพงดังปัง!
“ว้าย!” จื่อซูกรีดร้องด้วยความตกใจ
เสียงการเคลื่อนไหวรุนแรงปลุกแขกทุกคนให้ตื่นขึ้นมา ทว่า ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูความตื่นเต้น เหล่าอันธพาลของโรงเตี๊ยมรีบ วิ่งมาพร้อมกับท่อนไม้ถึงยี่สิบคน
เจียงไห่และชิงเหยียนรีบหนีออกไปทางประตู
ตั้งแต่ตอนที่พวกเขากำลังสนทนากันถึงแผนการในวันพรุ่งนี้ ก็รับรู้แล้วว่ามีใครบางคนกำลังแอบฟังพวกเขาอยู่ที่มุมผนัง ตลอดการเดินทางนี้พวกเขามิได้ทำตัวให้ดูตํ่าต้อย ไม่รู้ว่ามีคนร้าย ที่ถูกดึงดูดให้มาที่นี่มากมายเพียงใด แค่โรงเตี๊ยมสีดำแห่งหนึ่ง พวกเขายังไม่เห็นอยู่ในสายตา
เป็นไปดังคาด เพียงชั่วพริบตา เหล่าอันธพาลก็ถูกสั่งสอนเสีย สะบักสะบอมจนต้องคุกเข่าลงบนพื้นและร้องขอความเมตตา
“ท่านจอมยุทธ์โปรดไว้ชีวิต…ท่านจอมยุทธ์โปรดไว้ชีวิต…ข้า
น้อยมีตาแต่หามีแววไม่…ข้าน้อยหลงผิดคิดมัวเมา…ข้าหวังให้ ท่านจอมยุทธ์ ได้โปรดเข้าใจ…ไว้ชีวิตข้าน้อยสักครั้งเถิด…ข้าน้อย ไม่กล้าอีกแล้ว…”
อันธพาลแนวหน้าคุกเข่าคำนับแนบพื้นซํ้าๆ
อันธพาลลูกน้องก็ทำตาม คำนับต่อๆ กันไป
ดั่งที่โบราณว่าไว้ เดินริมแม่นํ้าไหนเลยรองเท้าจะไม่เปียกได้ พวกเขาเปิดโรงเตี๊ยมสีดำมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าก่อเหตุมามาก เพียงใด ทว่าสุดท้ายกลับอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีใบ อนุญาตเดินทาง…
ยามนี้แขกทั้งหลายเริ่มมีความกล้าที่จะออกมาชมความตื่น เต้นแล้ว
ในความเป็นจริงร้านค้าสีดำค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ดีนัก อย่าง มากตะโกนดังลั่นฟ้าก็เก็บเงินได้เพียงไม่กี่เหรียญเท่านั้น กล่าวคือ กลุ่มของเยี่ยนจิ่วเฉาดูเหมือนคนโง่ที่ตามคนอื่นไม่ทันและหลอก ได้ง่าย พวกเขาจึงเกิดความคิดที่จะปล้น แต่พวกเขาไม่คาดว่าอีก ฝ่ายจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แม้แต่สาวใช้ที่ห้าใหญ่สามหนาก็ยัง สามารถต่อสู้เช่นนี้ได้
“คุณชาย ฮูหยิน” เจียงไห่เชิญนายทั้งสองออกคำสั่ง
เยี่ยนจิ่วเฉาฮึดฮัด
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ให้พวกเขานำเงินทั้งหมดออกมา ไม่ให้เหลือ สักเหรียญเดียว เหลือหนึ่งเหรียญก็ตัดมือหนึ่งข้าง!”