หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 267 พ่อลูกพบหน้าอีกครั้ง
สารภาพความจริง (1)
ชายชราที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ลืมตากะพริบ เอ่อ…นี่ข้า ออกมาแล้วหรือ?
อสูรร้ายไร้ปรานี แขวนร่างของเขากับกิ่งของต้นไม้อย่างลวกๆ
ชายชราห้อยต่องแต่งอย่างน่าเวทนา จะขึ้นก็ขึ้นไม่ได้ จะลงก็ ลงไม่ไหว
ทว่ามุมมองข้างบนนี้ไม่เลวทีเดียว สามารถมองเห็นส่วนใหญ่ ของจวนประมุขหญิงอันกว้างขวางเหลือคณานับ ทิวทัศน์ของจวน ประมุขหญิงวิจิตรงดงาม ยามคํ่าคืนมีเสน่ห์น่าหลงใหล เขา เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมอย่างมาก
เมื่อกิ่งไม้รับนํ้าหนักมากเกินกว่าที่ควร ในที่สุดมันก็รับไม่ไหว และหักครืนลงมา
ชายชราร่วงลงมาอย่างไร้แรงต้านทาน เคราะห์ดีที่ไม่ตก กระแทกพื้นโดยตรง หากแต่มีหลังม้าตัวหนึ่งรองรับไว้และ กระดอนกลิ้งไปกับพื้น
กลางดึกเช่นนี้ ถนนหนทางไร้ผู้คน ไหนเลยสารถีจะคาดคิดว่า จู่ๆ จะมีคนตกลงมาจากท้องฟ้า
ม้าตกใจสุดขีด ส่งเสียงกรีดร้องคำรามลั่น
สารถีดึงรั้งบังเหียนเพื่อหยุดรถม้าในทันใด
“เกิดอะไรขึ้น?”
คนในรถม้าเอ่ยถาม
สารถีรถม้ากล่าว “เรียนท่านราชบุตรเขย เมื่อครู่มีคนคนหนึ่ง ตกจากท้องฟ้ามาโดนม้าของเราพ่ะย่ะค่ะ!”
ราชบุตรเขยเปิดม่านมองออกไปเห็นชายชรานอนอยู่บนถนน “รีบเข้าไปดูว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“พ่ะย่ะค่ะ ราชบุตรเขย!” ราชบุตรเขยกระโดดลงจากรถม้า
ชายชราถูกกระแทกจนมึนงงสติหลุดลอย บนหน้าผากมีรอย ปูดโนกลมใหญ่
เมื่อสารถีเดินเข้าไปดู พบว่าเป็นชายสูงอายุ ความกังวลในใจก็ ยิ่งทวีคูณ การกระแทกเมื่อครู่แม้แต่คนหนุ่มยังแทบไม่อาจทาน ไหว เขาคงมิได้ตายคาที่แล้วกระมัง?
ด้วยความสัตย์จริง เขาพยายามดูทางสุดความสามารถแล้ว เขาหาได้ควบม้าชน แต่หากชายชราตายขึ้นมาจริงๆ ก็อาจตกเป็น ความผิดของเขากับราชบุตรเขยได้
ขณะที่สารถีรถม้ายังขวัญเสียไม่หาย จู่ๆ ชายชราก็หายใจ เฮือกหนึ่ง ทำเอาสารถีตกใจแทบเข่าทรุดลงตรงนั้น!
“พะ…พยุงข้าที” ชายชรามองเห็นชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง พลันยื่นมือไปทางเขา
“คง…ยังมีชีวิตอยู่กระมัง?” สารถียื่นมืออันสั่นเทาออกไป แตะบนหลังมือของเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อสัมผัสได้ถึงความอุ่น จึง พยุงให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง
หลังจากลุกขึ้นนั่ง ลมหายใจของชายชราก็สมํ่าเสมอขึ้นมาก
“เขาไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” ราชบุตรเขยเอ่ยถาม
“เรียน…” สารถีกำลังจะรายงานแก่ราชบุตรเขย แต่เมื่อคำ พูดขึ้นมาแตะริมฝีปาก เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าการเดินทางครั้งนี้ ราชบุตรเขยปลอมตัวเป็นสามัญชน ไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ถึงตัว ตนของเขา จึงรีบปรับเปลี่ยนวาจา “เรียนนายท่าน ดูแล้วไม่มี ปัญหาใหญ่อะไร”
ราชบุตรเขยเปิดม่านขึ้นเล็กน้อย มองออกไปที่ชายชรา “เจ้า พักอยู่ที่ใด? ข้าจะพาเจ้าไปที่โรงรักษาก่อน แล้วจึงแจ้งให้ ครอบครัวเจ้าทราบ”
ชายชราโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องไปสถานพยาบาลหรอก เจ้าพาข้ากลับไปเลยดีกว่า”
จวนประมุขหญิงอยู่ห่างไกลจากจวนเห้อเหลียนเป็นอย่างมาก หากเดินกลับไปด้วยสองขาแก่ๆ ของเขา วันพรุ่งก็คงยังไม่ถึง
ราชบุตรเขยครุ่นคิด “มิสู้หาโรงรักษาที่ใกล้ที่สุดระหว่างทาง กลับ”
“ที่บ้านของข้ามีหมออยู่” ชายชรากล่าว
“หากเป็นเช่นนั้น ก็เชิญขึ้นรถเถิด” ราชบุตรเขยกล่าวอย่าง สุภาพ
อา… แม้การที่ชายแก่สกปรกมานั่งร่วมเกวียนเดียวกับ ราชบุตรเขยจะทำให้สารถีไม่ชอบใจนัก ทว่าการตัดสินใจของ ราชบุตรเขย ต่อให้ใช้ม้าแปดตัวลากก็กู่ไม่กลับ
สารถีจำใจเชิญชายชราขึ้นรถม้าด้วยความสุภาพอ่อนน้อม
เดิมทีสารถีรถม้าผู้นี้เป็นคนที่ประมุขหญิงแต่งตั้งให้รับใช้ ราชบุตรเขย ทว่าเมื่อผ่านมานานหลายปี เขาก็เห็นราชบุตรเขย เป็นเจ้านายตัวจริงของเขา เขาไม่อาจขัดคำสั่งของราชบุตรเขย และไม่อาจเปิดเผยสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผย
แต่ทว่า เขาย่อมคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเช่นกัน อย่างเรื่องที่ราชบุตรเขยเคยไปที่จวนเห้อเหลียน และได้พบกับ คุณชายใหญ่ผู้หนึ่ง ประมุขหญิงเตือนมิให้เขากล่าวถึงเรื่องนี้ เขาก็ ไม่ได้กล่าวถึงจริงๆ
แน่นอน มิใช่เขารักตัวกลัวตายเสียทั้งหมด ทว่าเรื่องบางเรื่อง กล่าวไปก็ไร้ประโยชน์ ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด เขาก็ถูกขับไล่ออกไป และมีสารถีคนใหม่เข้ามาแทน แต่ไม่แน่ว่าจะภักดีกับราชบุตรเขย เท่าเขา
“หากท่านนั่งดีแล้ว รถม้าจะเริ่มเดินทาง ท่านต้องการไปที่ใด หรือ?” สารถีเอ่ยถาม
“จวนเห้อเหลียน” ชายชรากล่าว
สีหน้าสารถีเคร่งขรึมขึ้นทันควัน
ราชบุตรเขยก็ชะงักไป
สารถีเอ่ย “มิเช่นนั้นนายท่านกลับไปก่อน แล้วข้า…ข้าไปส่ง ชายแก่เองน่าจะดีกว่านะขอรับ”
จวนประมุขหญิงอยู่ด้านหน้า ราชบุตรเขยสามารถลงจากรถ และเดินกลับไปเองได้ ไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ไม่ทราบเหตุใดราชบุตรเขยกลับรู้สึกอยากไป
“ไม่ละ” ราชบุตรเขยเอ่ย
สารถีหมดสิ้นหนทาง จำใจพาราชบุตรเขยไปยังจวนเห้อ เหลียน
ชายชรากดนวดศีรษะที่ปวดร้าว
เขายังมึนงงจากการกระทบกระเทือน จนไม่ได้ใส่ใจจะมอง บุรุษตรงหน้า แม้เขาจะไม่เคยเห็นราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าวมา ก่อน ทว่าหากมองตำแหน่งที่เขาปรากฏตัวออกมาและหน้ากากที่ ปิดบังใบหน้า ก็คงเดาตัวตนของเขาได้ไม่ยาก
ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าก็เคลื่อนมาจอดเทียบจวนเห้อเหลียน ฝั่งตะวันออก
ชายชราลงจากรถม้า โดยมีสารถีคอยพยุง
ชายชรากล่าวขอบคุณราชบุตรเขย “ข้าถึงบ้านแล้ว ขอบคุณ คุณชายมาก”
ราชบุตรเขยเปิดม่านรถม้ามองออกไปยังประตูสูงตระหง่าน ของจวนเห้อเหลียน ไม่ทราบด้วยเหตุใด อารมณ์ที่ไม่อาจอธิบาย พลันถาโถมเข้ามาในใจ
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้า…อยู่ที่นี่หรือ?”
ชายชราตอบ “ที่นี่เป็นบ้านของสหายข้า ข้ามาพักอยู่ชั่วคราว หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน”
เอ่ยจบ เขาก็หมุนตัวกลับ หมายจะไปเคาะประตูจวนเห้อ เหลียน
ทันใดนั้นราชบุตรเขยที่อยู่ในรถก็เอ่ยปาก “ข้าจะเข้าไปนั่งเล่น ด้านในได้หรือไม่?”
เอ่อ…ดึกดื่นเช่นนี้แล้ว ไม่ดีกระมัง…
เคยเห็นคนที่ช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อความสุข แต่ไม่เคยเห็นคนที่ ช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อความสุขแล้วจากนั้นก็ไปนั่งในบ้านพวกเขา หรือ?
คนผู้นี้ดูไปแล้วก็ไม่เหมือนคนชั่วร้ายอะไร แต่ต่อให้เป็นคนชั่ว จริงๆ เมื่อเข้ามาอยู่ในจวนแล้ว จะแตกต่างอย่างไรกับการตกนรก ทั้งเป็น
ชายชราพยักหน้า “ได้ ท่านตามข้ามาแล้วกัน”
สารถีเกาศีรษะอย่างกังวล เขากำลังทำอะไรอยู่? มาครั้งเดียว ก็พอแล้ว เหตุใดราชบุตรเขยต้องอยากเข้าไปด้วย? หากประมุข
หญิงรู้เข้าตอนกลับไป ก็ต้องให้ท่านดื่มยาอีกชามแน่!
ราชบุตรเขยออกจากรถม้า
ชายชราเคาะประตูพลางตะโกนบอกคนด้านใน “ข้าเอง”
เด็กรับใช้เปิดประตูมาต้อนรับอย่างเคารพนพนอบ “วันนี้ไม่ เห็นท่านออกไป ท่านใช้ประตูหลังหรือขอรับ?”
ชายชรากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าบินออกไป”
เด็กรับใช้หัวร่อฮ่าๆ “ท่านนี่มีอารมณ์ขันยิ่งนัก!”
อายุปูนนี้ พูดความจริงกลับไม่มีใครเชื่อ ชายชราชี้ไปที่บุรุษ ด้านข้างแล้วกล่าวว่า “ระหว่างทางข้าเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย คุณชายผู้นี้พาข้ากลับมา ข้าจะเชิญเขาเข้าไปนั่งเล่นในจวน”
“นั่ง…เล่น…” ดึกดื่นเช่นนี้ ภายในใจเด็กรับใช้สับสนงงงวย ทว่าปากกลับไม่กล้าเอ่ยกันคนให้อยู่ด้านนอก ท่านแม่ทัพใหญ่ได้ กำชับไว้ว่าผู้ที่อาศัยอยู่กับคุณชายใหญ่ ล้วนเป็นแขกผู้มีเกียรติ ของจวนตะวันออก ให้ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพเช่นเดียว กับเจ้านายคนอื่นๆ
เด็กรับใช้เปิดประตูหน้าจวน ต้อนรับชายชรากับราชบุตรเขย เข้ามา และถือตะเกียงส่องทางให้พวกเขา
ทิวทัศน์ภายในจวนเห้อเหลียนไม่งามตาเท่าจวนประมุขหญิง โดยเฉพาะยามราตรีที่มืดมิด ไม่อาจนับได้ว่าน่าเพลิดเพลิน เจริญใจโดยแท้ ทว่าก็ไม่ทราบด้วยเหตุใด ที่นี่กลับมีกลิ่นอายบาง
อย่างที่ชวนให้ราชบุตรเขยรู้สึกชื่นชอบ
หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงขึ้น และเต็มไปด้วยอารมณ์ความ รู้สึกต่างๆ
ยามผ่านระเบียงทางเดินชวีโยว หญิงรับใช้สูงอายุนางหนึ่งที่ กำลังเมาได้ที่เดินเซมาชนเขา ทว่าเขาก็มิได้โกรธเคือง
“โอ้ บ่าวขออภัย บ่าวขออภัย!” เด็กรับใช้กล่าวขอโทษแทน หญิงรับใช้สูงอายุอยู่หลายครา
ราชบุตรเขยยกยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไร”
เด็กรับใช้ตกตะลึง แขกท่านนี้อารมณ์เยือกเย็นดียิ่งนัก
เมื่อเด็กรับใช้ส่งทั้งสองถึงชีสยาย่วนก็กลับเรือนนอกไป
ยามนี้ภายในชีสยาย่วนมีเสียงดังเอะอะเล็กน้อย
คงเพราะพบว่าเขาหายตัวไปเป็นแน่ จึงเกิดโกลาหลสูญเสีย การควบคุม ชายชราส่ายหัว พวกคนเขลากลุ่มนี้ บางครั้งก็ทำให้ คนโกรธแทบสิ้นใจตาย แต่บางครั้งก็ทำให้อบอุ่นจนหัวใจร้อนรุ่ม
“เจ้าอยู่ที่นี่เองหรือ?” ราชบุตรเขยเอ่ยพลางมองประตูเรือนที่ แง้มอยู่
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าหลังประตูมีบางสิ่ง บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขา เขาไม่รอให้อาม่าเอ่ยตอบ พลันเงย หน้าขึ้นแล้วผลักประตูออกไป
ชายชราที่เงื้อมือช้าไปหนึ่งก้าว “…”
ประตูเปิดออก
กลิ่นของเนื้อย่างพุ่งเข้าปะทะหน้า
คิ้วของชายชราขมวดมุ่นในทันที วินาทีถัดมา เขาก็ต้องตาโต อย่างตื่นตะลึง
เขาเห็นสิ่งใดกัน?
บทที่ 267.2 พ่อลูกพบหน้าอีกครั้ง สารภาพ
ความจริง (2)
ลานกว้างเต็มไปด้วยสีสันแพรวพราว กองไฟสุกสว่าง กลุ่ม คนนั่งล้อมวง ย่าง เนื้อ กิน!
ชายชราอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น!
หนึ่ง สอง สาม สี่…แปด!
อยู่ที่นี่กันหมด!
เขาถูกคนจับตัวไป ทว่าคนไร้จิตสำนึกพวกนี้ไม่ออกตามหา กลับมานั่งกินดื่มอย่างสนุกสนานในลานนี่?!
“โอ้” อวี๋หวั่นที่กำลังเสียบเนื้อย่างให้กับจื่อซูและฝูหลิงหยุด ชะงัก “พวกเราลืมอะไรไปใช่หรือไม่?”
กลุ่มคนตกอยู่ในความเงียบสงัด
หลังจากผ่านไปชั่วเวลาหนึ่ง ชิงเหยียนพลันตบต้นขาของเขา อย่างรุนแรง “ยังไม่ได้หยิบนํ้าส้มสายชูมาเลย! จิ่วเฉาน้อยชอบกิน นํ้าส้มสายชูที่สุด!”
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบสายตาเย็นเยียบมองเขา
“ข้าไปหยิบเอง ข้าไปหยิบเอง!” ชิงเหยียนเดินไปพลางหัวเราะ แห้ง
ชายชรามุมปากกระตุก
“ไม่ ไม่ใช่สิ่งนี้” อวี๋หวั่นกล่าวอย่างครุ่นคิด
“อ้า ข้าจำได้แล้ว!” เจียงไห่ตบต้นขาพลันลุกขึ้นยืนและเดินไป ที่ห้องของชายชรา
ชายชรา: ฮึ นับว่าเจ้ายังพอมีจิตสำนึก
เจียงไห่เดินออกมาพร้อมกับขวดเหล้าที่ปิดสนิท กระซิบว่า “เหล้าสลักดอกไม้ชั้นเลิศ!”
ชายชราโมโหแทบหงายหลัง!
“ดูเหมือนนี่ก็ยังไม่ใช่” อวี๋หวั่นขมวดคิ้วตรึกตรอง “ขาดใคร คนหนึ่งไปหรือไม่?”
นัยน์ตาหม่นหมองของชายชรากลับมาสดใสอีกครั้ง
ชิงเหยียนสบตากับเจียงไห่ เอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน “ชุย เฒ่า!”
ชายชราที่แทบอยากตายอยู่ตรงนี้ “…”
แม้แต่ชุยเฒ่าก็ยังสำคัญกว่าเขา?!
อยากจะเฆี่ยนไอ้เด็กสารเลวพวกนี้ให้ตายจริงๆ!!!
“โอ้!” อวี๋หวั่นสังเกตเห็นคนที่หน้าประตูลาน พลันลุกขึ้นยืน ตะลึงงัน เนื้อเสียบไม้ในมือร่วงลงพื้น
“นี่ อาหวั่น!” ชิงเหยียนคว้าเนื้อเสียบไม้ ทว่าคว้าไว้ไม่ทัน
พลันร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด จากนั้นเขาหันไปเห็นสีหน้าตื่น ตะลึงของอวี๋หวั่น จึงมองตามสายตาของเธอไป ทันใดนั้นเนื้อเสียบ ไม้ในมือของเขาก็ร่วงลงพื้นอีกเช่นกัน
ชายชรา : ในที่สุดก็พบว่าข้าหายไปแล้วกระมัง? รู้สึกผิดใช่ไหม ละ? ละอายใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้เลยละสิ?
อวี๋หวั่นเดินไปหาทั้งสองอย่างงุนงง
ชายชรายื่นมือออกมาและกล่าวอย่างเฉยเมย “เอาละ รู้แล้ว ว่าพวกเจ้าไม่ได้ตั้ง…”
“ท่านคือ…ราชบุตรเขยหรือ?”
ชายชรากล่าวไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็ถูกขัดจังหวะด้วยนํ้าเสียงตื่น ตกใจของอวี๋หวั่น
เขาไม่มีแก่จิตแก่ใจไปตกตะลึงกับคำว่าราชบุตรเขยที่อวี๋หวั่น กล่าว รู้สึกแต่เพียงคํ่าคืนนี้ชีวิตเขาช่างน่าอดสูยิ่งนัก…
เสียงของอวี๋หวั่นไม่ได้ดังแต่อย่างใด ทว่าก็เพียงพอให้เหล่า ยอดฝีมือในลานได้รับรู้ ทุกคนต่างหยุดแน่นิ่ง เสียงเอะอะในลาน พลันเงียบสงัด
เนื้อย่างที่ยกมาอยู่ที่ริมฝีปากของเยี่ยนจิ่วเฉาก็หยุดชะงักลง ทันที
ลานกว้างเงียบเชียบจนน่าหวาดหวั่น
อวี๋หวั่นไม่เคยพบราชบุตรเขยมาก่อน ทว่ายามที่บุรุษผู้นี้
ปรากฏตัวต่อหน้าเธอ เธอก็นึกออกได้ทันทีว่าเขาคือใคร ไม่อาจ บอกได้แน่ชัดว่าเพราะกลิ่นอายที่คล้ายกับเยี่ยนจิ่วเฉาของเขา หรือหน้ากากที่ไม่หายไปจากข่าวลือ
เธอนึกถึงครั้งแรกที่พบกันที่ชั้นหนึ่ง แม้เธอจะไม่ได้ยินที่เขา คุยกับองค์หญิงน้อย ทว่าขอเพียงเธอได้พบกับเขา อย่างไรก็ไม่มี ทางผิดพลาด
“เยี่ยนจิ่วเฉา” อวี๋หวั่นหันมองใบหน้าที่ไม่แยแสของสามี
“อะแฮ่ม!” ชิงเหยียนกระแอมพลางส่งสายตาให้อาเว่ยกับเยว่ โกว ในวันธรรมดาพวกเขาเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด แต่คืนนี้ กลับเข้าใจแจ่มแจ้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทั้งสามคนวางเนื้อเสียบไม้ออกจากลานไปอย่างเงียบๆ
จากนั้นเจียงไห่ จื่อซูและฝูหลิงก็กลับไปที่ห้องของตนเอง
“กินกันอร่อยหรือไม่?” ชุยเฒ่าเดินมาอย่างมีความสุข ทว่า ทันทีที่ก้าวเข้าไปในลานก็สังเกตเห็นบรรยากาศที่ไม่ปกติ เขามอง พรรคพวก คนแปลกหน้าที่ไม่ทราบว่ามาจากที่ใด พลันกล่าวด้วย ความสงสัย “เขาเป็นใครรึ?”
ชายชราเดินจากไปอย่างโกรธเคือง
อวี๋หวั่นก็เข้าห้องตำราไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
“อ้าว เหตุใดแยกย้ายไปกัน…หมด?” เสียงค่อยๆ ลดลงจนจบ ประโยค ชุยเฒ่าหดคออย่างขุ่นเคือง คว้าไม้เนื้อย่างสองสามอัน
ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องของอาม่าอย่างเงียบๆ
เหลือเพียงเยี่ยนจิ่วเฉากับราชบุตรเขยที่ยังอยู่ในลานกว้าง
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ขยับและไม่ได้มองเขา
ทว่าราชบุตรเขยกลับเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ
เยี่ยนจิ่วเฉากัดเนื้อย่างเข้าปากและค่อยๆ กินมันช้าๆ
ราชบุตรเขยนั่งม้านั่งไม้ตรงข้ามเขา
แม้ว่าอากาศจะไม่ร้อนเท่ากลางฤดูร้อน ทว่าก็ไม่ได้หนาวเย็น อย่างที่คิด กองไฟด้านข้างกำลังปะทุและเผาไหม้ เม็ดเหงื่อผุด พรายออกจากหน้าผากของคนทั้งสอง
เยี่ยนจิ่วเฉากินเนื้อ
ราชบุตรเขยก็เฝ้าดูเขากิน
ทั้งสองไม่พูดจาใดๆ
ทุกคนที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องต่างโผล่หัวจากช่องแง้มของประตู แอบดูการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง
นอกจากอวี๋หวั่นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ราชบุตรเขยกับเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นอย่างไร เพียงแค่รู้สึกว่าสองคนนี้ ช่างประหลาดยิ่งนัก คนหนึ่งจ้องมอง อีกคนไม่สนใจ
ในที่สุด ราชบุตรเขยก็ทำลายความเงียบงันระหว่างพวกเขา
เขามองเยี่ยนจิ่วเฉาพลางเอ่ยเบาๆ “เจ้า…”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด พลันวางไม้เนื้อย่างและ เอ่ยอย่างเฉยเมย “ข้าอิ่มแล้ว”
เอ่ยจบ ก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจ หมายจะเดินกลับไปที่สวนอูถง
ทันทีที่ราชบุตรเขยก้าวเข้าประตูมา ก็เห็นใบหน้าที่คล้ายกับ ตัวเขาเจ็ดแปดส่วน สิ่งที่ไม่เหมือนคือเขาแก่แล้ว อีกทั้งบนใบหน้า ยังมีรอยแผลเป็นที่น่ากลัว ทว่าคนตรงหน้านี้ ทุกอย่างล้วนเหมือน กับเขาตอนที่ยังเยาว์วัย
มิใช่เรื่องที่แปลกเกินไปหรอกหรือ?
ราชบุตรเขยกุมที่หัวใจของตนเอง
เขาตื่นเต้นมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะจากไป เขาก็รีบลุกขึ้นทันที “ช้า ก่อน! ข้า…ข้ามีบางอย่างจะถามเจ้า!”
คล้ายกับสังเกตเห็นว่านํ้าเสียงของตนแข็งเกินไป เขาบีบนิ้ว อย่างหมดหนทางและปรับนํ้าเสียงให้นุ่มนวลลง “ขอถามอะไรเจ้า สักหน่อยได้หรือไม่?”
เป็นถึงราชบุตรเขยผู้สง่างามแห่งจวนประมุขหญิง กลับขาด ความมั่นใจถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? กระทั่งเข้าเฝ้าองค์ประมุข ยังไม่ตื่นตระหนก ทว่ายามอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มผู้นี้ หัวใจของเขา กลับกระวนกระวายเต้นไม่เป็นสํ่า
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้หันกลับมา เขาเพียงมองไปยังความมืดมิด
ยามคํ่าคืนไร้ที่สิ้นสุด และกล่าวอย่างเฉยเมย “หากอยากถามว่า ข้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้าสบายดีมาก หากอยากถามว่าข้ามาที่หนาน จ้าวด้วยเหตุใด ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน”
“เกี่ยว เกี่ยว เกี่ยว! เกี่ยวข้องสิ!” อวี๋หวั่นผลักประตูห้องตำรา วิ่งออกมา กอดแขนสามีและใช้ปลายเท้าดันปิดประตูลาน
“มีสิ่งใดก็คุยกันดีๆ” เธอกล่าวกับเยี่ยนจิ่วเฉา
ไอพิฆาตรุนแรงปกคลุมทั่วทั้งร่างของเยี่ยนจิ่วเฉา ทว่าที่สุด กลับผลักเธอออกไปไม่ลง แต่ยังคงปฏิเสธที่จะโต้ตอบกับราชบุตร เขย
ท่าทีของราชบุตรเขยดูตื่นตกใจเล็กน้อย ราวกับกำลังหวน นึกถึงสิ่งที่เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
อวี๋หวั่นสงสัยว่าเธอควรเรียกเขาว่าราชบุตรเขยหรือท่านพ่อ หลังจากเห็นใบหน้าไม่ค่อยพอใจของสามี อวี๋หวั่นก็ตัดสินใจว่าจะ ไม่อยู่ใกล้เขามากนัก
“ท่านต้องการถามสิ่งใดหรือ?” อวี๋หวั่นกล่าว
ราชบุตรเขยกลับคืนสติ มองไปที่สตรีตัวน้อย และชายหนุ่มที่ ถูกเธอจับไว้อีกครั้ง “ข้าอยากถามว่าเขาเป็นใคร?”
อวี๋หวั่นจ้องมองตาค้าง “ก็บุตรชายของท่านอย่างไรเล่า! ท่าน ยังจำเขาไม่ได้อีกหรือ? ท่านมาที่จวนเห้อเหลียน…มิใช่เพื่อตามหา บุตรชายของท่านหรือ?”
เขามาที่นี่กลางดึก เธอจึงคิดว่าเขาจำเยี่ยนจิ่วเฉาได้แล้ว และ คิดจะกลับมาอยู่กับเยี่ยนจิ่วเฉาอีกครั้ง
“เขาเป็นบุตรชายของข้า?” ราชบุตรเขยผงะ
ท่าทีเช่นนี้คืออะไร? อวี๋หวั่นรู้สึกสับสน “ท่านเคยพบเขามา หลายครา เขาดูเหมือนท่านถึงเพียงนี้ ท่านไม่เคยสงสัยเลยหรือว่า เขาเป็นบุตรชายของท่าน?”
“เคยพบมาหลายคราแล้วหรือ?” ราชบุตรเขยผงะอีกครั้ง
“ใช่ ตอนแรกพบที่ร้านขายถังหูลู่คราหนึ่ง จากนั้นเสี่ยวเป่าหนี ออกจากจวน พวกท่านทั้งสองก็ได้พบกันที่ร้านอาหารอีกคราหนึ่ง ให้ข้าคิดอีกสักหน่อย…”
อวี๋หวั่นนึกไม่ออกแล้ว ทว่าสองครั้งก็ไม่ถือว่าน้อย หากนับ ครั้งนี้ก็เป็นสามครั้งแล้ว!
“ข้านึกว่าท่านมาหาบุตรชายของท่าน” อวี๋หวั่นกล่าว
“ข้ามาส่งชายชราผู้นั้นกลับบ้าน”
ราชบุตรเขยกล่าว
ที่แท้ก็มาส่งอาม่า อวี๋หวั่นรู้สึกว่าสีหน้าของสามีเริ่มเย็นชาลง เรื่อยๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงแขนออก กลับเป็นจับมืออวี๋หวั่นและพาเธอ ออกจากลานไปอย่างเฉยชา
“ข้าจำไม่ได้แล้ว”
ราชบุตรเขยเอ่ยพลางมองแผ่นหลังของคนทั้งสอง
ก้าวของทั้งสองพลันหยุดชะงักลง
“ข้า…ข้า…”
ราชบุตรเขยพยายามคิด แต่ยิ่งคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวแทบจะ ระเบิด
“ท่าน ท่านเป็นอะไรไป?”
อวี๋หวั่นสังเกตเห็นความผิดปกติของราชบุตรเขย ใบหน้าของ เขาซีดขาว เจ็บปวดจนเหงื่อเย็นผุดขึ้นจากหน้าผาก
ชุยเฒ่าก้าวเข้ามาจับข้อมือของราชบุตรเขย หลังจับชีพจร คิ้ว กลับขมวดมุ่น
“เขาโดนวางยา”