หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 268 ท่านคือเยี่ยนอ๋อง (1)
สิ้นประโยค ราชบุตรเขยก็หมดสติลงเพราะอาการปวดที่ รุนแรงเกินไป
จื่อซูและฝูหลิงรีบไปจัดเตรียมห้อง เจียงไห่อุ้มคนผู้นั้นเข้าไป ข้างใน วางลงบนเตียงที่เปลี่ยนฟูกใหม่
บทสนทนาของคนทั้งสามเมื่อครู่ หากไม่ได้หูหนวก ทุกคนล้วน ได้ยินทั้งหมด คุณชายที่สวมหน้ากากผู้นี้เป็นราชบุตรเขยแห่งจวน ประมุขหญิง ทว่ากลับยังเป็นบิดาของเยี่ยนจิ่วเฉาที่ล่วงลับไป หลายปี ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเยี่ยนอ๋อง ถึงแกล้งตาย ทอดทิ้งภรรยากับบุตรไว้เบื้องหลัง และมาเป็น ราชบุตรเขยแห่งหนานจ้าว?
ทุกคนมีใจอยากจะถาม ทว่าหวาดกลัวสีหน้าเย็นชาที่พอจะ แช่แข็งคนให้ตายได้ของเยี่ยนจิ่วเฉา จนแม้กระทั่งคำพูดสักคำก็ ไม่กล้าเอ่ยออกมา
แต่แม้ไม่พูด ผู้คนก็ไม่ยอมจากไป
“พวกเจ้ายังมีอะไรอีก?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถามเสียงเย็น
ทุกคนส่ายศีรษะราวกับของเล่นป๋องแป๋ง
เราเพียงอยากชมความตื่นเต้น
“ออกไปให้หมดนั่นแหละ บังแสงหมดแล้ว!” ชุยเฒ่าพาเจียง
ไห่กับพวกชิงเหยียนสามคนออกไป
แม้ว่าพวกเขาทั้งสี่คนจะออกไปจากห้องแล้ว แต่ก็เดินเล่นไป มาอยู่ในลานด้านนอก พร้อมกับหยิบเนื้อย่างคนละไม้ เดินวนไปนั่ง ยองๆ รอบขอบหน้าต่างด้วยความเข้าใจโดยปริยาย
เรื่องของจิ่วเฉาน้อย ต่อให้เป็นตายอย่างไรก็ต้องฟัง
ปัง
บานหน้าต่างระแนงไม้ถูกผลักออก
คนทั้งสี่ที่กำลังนั่งยองๆ ท่าชาวนาเงยหน้าขึ้นทีละคน สบกับ ใบหน้าเย็นชาของเยี่ยนจิ่วเฉา
“กิน กินไม้ย่างไหม?” เยว่โกวยื่นไม้เสียบเปล่าๆ ให้
“ท่านหมอซุย ล่วมยาของท่าน” จื่อซูถือล่วมยาของชุยเฒ่ามา “ต้องการให้คนไปเตรียมนํ้าร้อนมาหรือไม่?”
ชุยเฒ่าหยิบถุงสมุนไพรเล็กๆ ออกมาจากกล่อง “เอาอันนี้ไป ต้มก่อน เริ่มต้นใช้ไฟแรง และใช้ไฟอ่อนเคี่ยวประมาณสองเค่อ”
“เจ้าค่ะ!” จื่อซูรับถุงยาและเดินจากไป
ชุยเฒ่าสั่งต่อ “ฝูหลิงไปเก็บดอกสายนํ้าผึ้งจากโถงบุปผามา สักหน่อย”
โถงบุปผาแห่งจวนตะวันออกเดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้คนสร้าง ขึ้นในชั่วข้ามคืน เพื่อให้เหลนรักตัวน้อยมีความสุข ทว่าไข่ดำทั้ง สามมักจะไปสร้างความหายนะ ดอกไม้พืชพันธุ์ประหลาดยังหวาด
กลัวจะผลิบาน ชุยเฒ่าใช้ทุกโอกาสอย่างคุ้มค่า ปลูกสมุนไพรที่น่า เกลียดไว้ในนั้น
ฝูหลิงไปเก็บดอกสายนํ้าผึ้งมา และเทนํ้าเย็นมาอีกถังหนึ่ง
อวี๋หวั่นเริ่มลงมือทำความสะอาดดอกสายนํ้าผึ้ง
ในขณะที่ทำความสะอาด เธอยังไม่ลืมที่จะสังเกตสีหน้าของ เยี่ยนจิ่วเฉา
คุณชายผู้ดีมีเงินที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจใคร ทว่าภายในใจกลับ ทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ออกอยู่เสมอ เฉกเช่นในตอนนี้ อวี๋หวั่นไม่ สามารถเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขายอมถูกเธอลากเข้า มา และหลังจากเธอปล่อยมือ เขาก็ไม่ได้เดินหนีไป กล่าวได้ว่า แท้จริงแล้วเขาคงอยากเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับราชบุตรเขยกระมัง
เขาเป็นคนอารมณ์ร้าย แต่เขาไม่เคยทำอะไรไปตามอารมณ์
ยามจำเป็น กลับสงบเยือกเย็นจนชวนให้รู้สึกทึ่ง
อวี๋หวั่นคิดว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเอง คงไม่สามารถทำได้ดีไป กว่าเขาเป็นแน่
หลังจากล้างดอกสายนํ้าผึ้ง จื่อซูก็นำส่วนหนึ่งไปต้มนํ้า อีก ส่วนหนึ่งที่เหลือ อวี๋หวั่นนำมาบดให้เป็นนํ้า
ชุยเฒ่ายื่นยาหนึ่งเม็ดให้อวี๋หวั่น “นำสิ่งนี้ไปบดและผสมกับ ดอกสายนํ้าผึ้ง”
ดอกสายนํ้าผึ้งมีฤทธิ์ในการล้างพิษ แต่ไม่รู้ว่ายานี้มีไว้เพื่อ
อะไร อวี๋หวั่นบดเม็ดยาและเอ่ยถามเบาๆ “เมื่อครู่ท่านบอกว่าเขา ถูกวางยา มันคือพิษหรือไม่?”
ชุยเฒ่ากล่าวว่า “ไม่นับว่าเป็นพิษ แต่หาใช่สิ่งที่ดี”
“หมายความว่าอย่างไร?” อวี๋หวั่นไม่เข้าใจ
ชุยเฒ่ายกนิ้วชี้ข้างหนึ่งของราชบุตรเขย ใช้เข็มทองแทงที่ ปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่ง และหยดเลือดลงบนพืชสมุนไพร เห็นเพียงใบ แห้งเหลืองเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้
ชุยเฒ่าถอนหายใจ “ตามที่คาดไว้ มันคือซื่อหุนเฉ่า”
“ซื่อหุนเฉ่า?” อวี๋หวั่นอ่านตำราแพทย์มามากมาย ทั้งยังได้ เรียนรู้วิชาการแพทย์จากชุยเฒ่ามานาน สมุนไพรก็รู้จักอยู่ไม่น้อย ทว่าเธอกลับไม่เคยได้ยินชื่อแปลกๆ แบบนี้มาก่อน
ชุยเฒ่าอธิบายว่า “อันที่จริงมันเป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ตามขอบ หน้าผา ใช้ภายนอกมีฤทธิ์ในการไล่แมลงและบรรเทาอาการคัน แต่นํ้าที่คั้นออกมามีฤทธิ์หลอนประสาท ต้องไม่สัมผัสกับบาดแผล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเอาเข้าท้องตัวเอง ขั้นเบาเริ่มจากปวดหัว เวียนหัว ประสาทหลอน ขั้นร้ายแรงอาจทำลายความทรงจำของคนได้ ถ้า หนักกว่านั้นจะกลายเป็นคนโง่เสียสติ ใบนี้คือใบของซื่อหุนเฉ่า ใน ร่างกายของเขามีฤทธิ์ของซื่อหุนเฉ่า จึงทำให้มันเปลี่ยนเป็นสี แดง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” อวี๋หวั่นหยิบใบพืชขึ้นมาดู “เช่นนั้นเขาจำ เรื่องราวในอดีตไม่ได้ เพราะซื่อหุนเฉ่าใช่หรือไม่?”
ชุยเฒ่าพยักหน้า “ควรเป็นเช่นนั้น”
หลังจากทราบว่าราชบุตรเขยเป็นเยี่ยนอ๋อง อวี๋หวั่นคิดมาไม่ น้อยกว่าหนึ่งครั้ง ว่าเหตุใดเขาถึงละทิ้งเยี่ยนจิ่วเฉา จนกระทั่งเธอ เห็นสายตาที่เขามองเยี่ยนจิ่วเฉา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่บุรุษทิ้งลูกเมียจะมี ได้
อวี๋หวั่นหันมองเยี่ยนจิ่วเฉาที่ถูกกักขังอยู่ภายใต้ความมืดมน “เยี่ยนจิ่วเฉา เขาไม่ได้ตั้งใจทอดทิ้งท่าน”
เขาเพียงแค่ถูกคนวางยาบังคับให้ลบล้างความทรงจำออกไป
แผ่นหลังเยี่ยนจิ่วเฉารับแสงสว่าง ทว่าใบหน้ากลับถูกบดบัง ด้วยความมืด อวี๋หวั่นมองไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่สัมผัสได้ถึง กลิ่นอายรอบกายที่เยียบเย็นเล็กน้อย
แต่ไม่อาจรู้ว่าความเย็นชานี้ เกิดจากบิดาผู้ให้กำเนิดที่ทอดทิ้ง เขา หรือคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้บิดาผู้ให้กำเนิดจำต้องทิ้งเขา ไป
ชุยเฒ่ากล่าวอีกครั้ง “ปริมาณยาของอีกฝ่ายถูกควบคุมอย่าง ดี ไม่ได้ทำลายสติปัญญาของเขา”
แน่นอนว่าไม่อาจทำให้เป็นอันตรายได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้ใดเล่า จะชอบคนโง่สติไม่ดี?
“ใช่ประมุขหญิงไหมนะ?” อวี๋หวั่นพึมพำ เธอนึกถึงแม่ลูกที่ฮู หยินเหยาเคยเห็นที่เมืองเยี่ยนในปีนั้น เด็กชายที่อายุน้อยกว่า เยี่ยนจิ่วเฉาสองสามปี นั่นไม่ตรงกับอายุของหนานกงหลีพอดี
หรอกหรือ?
หรือแม่ลูกที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในเมืองเยี่ยนยามนั้นจะเป็น ประมุขหญิงกับหนานกงหลี?
อวี๋หวั่นเคยเห็นหนานกงหลี แต่เธอจำไม่ได้ว่าหนานกงหลี หน้าตาเป็นอย่างไร
ฮูหยินเหยาบอกว่าเขาหน้าตาคล้ายคลึงกับเยี่ยนจิ่วเฉา เช่น นั้นก็มาตรได้ว่าหนานกงหลีเหมือนกับเยี่ยนอ๋องหรือ?
“ท่านหมอชุย ยาต้มเสร็จแล้ว!” จื่อซูเดินเข้ามาในห้องพร้อม กับถาดชามยาร้อนกรุ่น
“วางไว้ตรงนั้นเถิด” ชุยเฒ่าชี้ไปที่โต๊ะ
จื่อซูวางถาดไว้บนโต๊ะแปดเซียน
ชุยเฒ่าปักเข็มทองลงบนจุดฝังเข็มของราชบุตรเขยสองสาม จุด และกล่าวกับอวี๋หวั่น
“อีกประเดี๋ยวเขาตื่นขึ้น ให้ดื่มยาทั้งสองชนิด”
“ดอกสายนํ้าผึ้งที่ฝูหลิงต้มอยู่ที่ใด?”
ชุยเฒ่าฮึดฮัด
“นั่นให้พวกเจ้า! กินของร้อนใน ในวันที่อากาศร้อนเช่นนี้ ไม่ เห็นหรือว่าปากบวมกันหมดแล้ว!”
อวี๋หวั่นปิดปากที่บวมจนเป็นไส้กรอกน้อยๆ
ชุยเฒ่าจัดเก็บล่วมยา
อวี๋หวั่นเม้มริมฝีปากและถามว่า
“เช่นนั้นเขาจะดีขึ้นได้หรือไม่? จะสามารถนึกเรื่องในอดีตออก หรือไม่?”
ชุยเฒ่าหอบหิ้วล่วมยาขึ้นมา
“นั่นขึ้นอยู่กับความโชคดีของเขา หากเป็นพิษข้าคงถอนไป แล้ว ทว่านี่ไม่ใช่พิษ จึงไม่มีทางแก้”
เป็นคำตอบที่ดูเหมือนไม่ได้ตอบ อวี๋หวั่นเม้มริมฝีปาก เมื่อคิด ขึ้นได้ จึงถอดหน้ากากของเขาออก
“เช่นนั้นแผลเป็นของเขาเล่า? จะรักษาได้หรือไม่?”
ชุยเฒ่าเหลือบมองเนือยนิ่ง
“ไม่ได้แล้ว ทิ้งเวลามานานเกินไป”
และแผลก็ลึกเกินไป
ไม่รู้เลยว่าทำได้อย่างไร จิตใจไร้เมตตาปรานีเสียจริง
ชุยเฒ่าง่วง เดินหาวกลับไปที่ห้อง
บทที่ 268.2 ท่านคือเยี่ยนอ๋อง (2)
ประมาณหนึ่งเค่อต่อมา ราชบุตรเขยก็ตื่นขึ้น สิ่งแรกที่เขาทำ เมื่อลืมตา คือมองหาเงาของเยี่ยนจิ่วเฉาในห้อง
อวี๋หวั่นเปิดตะเกียงแล้วเดินไปที่เตียง “เยี่ยนจิ่วเฉากลับไปที่ สวนอูถงแล้วเจ้าค่ะ”
ราชบุตรเขยชะงัก “เขาชื่อเยี่ยนจิ่วเฉา? เฉาไหน?”
“เฉาของคำว่าราชวงศ์ต้าโจว” อวี๋หวั่นกล่าว
“เหมือนที่ข้าคิดไว้” ราชบุตรเขยลดศีรษะลงเผยยิ้มแห่งความ ยินดี
แม้จะจำคนคนนี้ไม่ได้ แต่เมื่อเอ่ยถึงเขา ภายในใจยังคงเต็ม ไปด้วยความสุข
“ดื่มยาก่อนเถิด” อวี๋หวั่นไม่มีเจตนาขัดความคิดของเขาต่อ บุตรชาย ทว่าหากยังไม่ดื่ม ยาจะเย็นเสียก่อน
ราชบุตรเขยหยิบชามยา ยกขึ้นดื่มโดยไม่พูดพรํ่าทำเพลง
มองจากเรียวคิ้วที่ไม่ขมวดมุ่นยามดื่มยาแม้แต่น้อยของเขา เหมือนกับเยี่ยนจิ่วเฉาไม่มีผิด สมกับเป็นบิดาและบุตรเสียจริง
“ยังมีถ้วยนี้อีก” อวี๋หวั่นยื่นชามยาผสมดอกสายนํ้าผึ้งให้ ราชบุตรเขยก็ยอมรับโดยดี
อวี๋หวั่นหยิบผลไม้แช่อิ่มให้
เขาผงะเล็กน้อย
เขาไม่ชินกับการกินผลไม้แช่อิ่ม แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของ ดรุณีตัวเล็กๆ เขาจึงรับมันมากิน
หวานมาก
“เรียบร้อย” อวี๋หวั่นเก็บข้าวของของเสร็จแล้ว ก็ปรบมือและ นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง “ยามนี้ก็คุยเรื่องสำคัญได้แล้ว ข้าชื่ออวี๋ หวั่น เป็นภรรยาของเยี่ยนจิ่วเฉา และเป็นมารดาของหลานทั้งสาม ของท่าน ทว่าชื่อของข้าในหนานจ้าวคือเยี่ยนหวั่น ชื่อของเยี่ยนจิ่ว เฉาคือเห้อเหลียนเฉา เขาเป็นคุณชายใหญ่แห่งสกุลเห้อเหลียน ข้า เป็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเห้อเหลียน ต่อไปอยู่ข้างนอก ท่านอย่าได้ เรียกผิดละ”
ข้อมูลมากมายที่ประดังเข้ามากะทันหัน ทำให้ราชบุตรเขยตก ตะลึงไปชั่วขณะ เยี่ยนจิ่วเฉาแต่งงานแล้ว และยังมีบุตรอีกสาม คน เขากลายเป็นคุณชายใหญ่แห่งสกุลเห้อเหลียนไปแล้ว?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
อวี๋หวั่นกล่าว “เรื่องราวซับซ้อน ข้าไม่อาจอธิบายให้ท่านเข้าใจ ได้ในตอนนี้ และมีบางสิ่งที่ข้าหวังว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะเป็นคนบอก ท่านด้วยตนเอง ท่านจำได้หรือไม่ว่าท่านเป็นใคร?”
ราชบุตรเขยตอบอย่างล่องลอย “ไป๋…เอ้อจู๋”
ไป๋เอ้อจู๋บ้าบออะไร ทั้งหมดเป็นคำโกหกของประมุขหญิง! ท่านคืออ๋องแห่งรางวงศ์ต้าโจว! เยี่ยนอ๋องผู้ซึ่งอยู่ใต้คนคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น!
อวี๋หวั่นสบถวาจากระด้างหูมากมายอยู่ภายในใจ
เธอไม่ได้รีบร้อนบอกทุกอย่างออกไปในคราวเดียว เพราะ อย่างไรเสียเรื่องบางเรื่องก็ไม่มีมูล หากจะให้เขาสงสัยคนที่นอน ร่วมเตียงกับเขามานานนับสิบปีย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
“เรื่องที่ท่านเคยพบเยี่ยนจิ่วเฉามาก่อน เหตุใดถึงจำไม่ได้?”
ราชบุตรเขยกล่าว “ข้าเคยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ บางครั้งจึง ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น”
อวี๋หวั่นกล่าวอีกครั้ง “เช่นนั้นคนในจวนมิได้บอกท่านหรือ? ครั้งหนึ่งองค์หญิงน้อยก็อยู่ที่นั่นด้วย นางไม่ได้บอกท่านหรือ?”
ราชบุตรเขยส่ายศีรษะ
อวี๋หวั่นไม่แปลกใจแม้แต่น้อย ในเมื่อให้ซื่อหุนเฉ่ากับเขาได้ จะยังมีเรื่องใดอีกที่หาเหตุผลไม่ได้? กลัวก็แต่หลังจากราชบุตรเขย ได้พบเยี่ยนจิ่วเฉากับเสี่ยวเป่าจะมีท่าทีแปลกไป แล้วประมุขหญิง จะมอบยาให้เขาอีกชาม ทำให้เขาลืมเลือนสิ่งที่พบเห็นและได้ยินไป จนหมดสิ้น
ภายในใจราชบุตรเขยมีความสงสัยมากมาย ทว่าไม่รู้จะเริ่ม ถามจากที่ใด
ทันใดนั้นอวี๋หวั่นก็คว้ามือของเขา แล้วใช้เข็มทองเจาะนิ้ว หยด เลือดหยดลงบนใบไม้แห้งสีเหลือง
ใบไม้นั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงแปลกตา
เขาเบิกตากว้าง “นี่มัน…”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ใบของซื่อหุนเฉ่า ในร่างกายของ ท่านมีฤทธิ์ยาซื่อหุนเฉ่า จึงทำให้มันกลายเป็นสีแดง ในตำราการ แพทย์พวกนี้ก็มีบันทึกอยู่ หากท่านไม่เชื่อ ก็กลับไปค้นหาในห้อง ตำราของประมุขหญิงดูสิ”
“ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อเจ้า” ราชบุตรเขยกล่าว
เช่นนั้นก็ดี เพราะข้าคือคนโกหก ในตำราการแพทย์ไม่ได้มี บันทึกไว้เลย
“ข้า…ข้าพบเขาได้หรือไม่?” ราชบุตรเขยมองอวี๋หวั่นอย่าง คาดหวัง
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยความเสียใจ “คืนนี้เกิดเรื่องมากพอแล้ว ให้ เขาอยู่คนเดียวสักพักเถิด พวกเราล้วนอยู่ในเมืองหลวงเช่น เดียวกัน วันหน้ายังมีโอกาสใหม่ ขอเพียงท่าน…”
อวี๋หวั่นหยุดทอดถอนใจ “อย่าได้ลืมเขาอีกก็พอ”
หัวใจของราชบุตรเขยราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
หลังจากนั้นราชบุตรเขยก็เตรียมกลับจวน
ก่อนออกเดินทาง เขาชี้ไปที่ใบไม้บนโต๊ะ “นี่ ให้ข้าสักหน่อยได้
หรือไม่?”
…
ราตรีมืดนํ้าค้างแรง
ประมุขหญิงเดินไปมาอยู่ที่ระเบียงทางเดินไม่หยุดพัก
“ฝ่าบาท เพลานี้ดึกมากแล้ว โปรดเสด็จไปพักผ่อนก่อนเถิด เพคะ ราชบุตรเขยจะเสด็จกลับมาในไม่ช้า” สาวใช้ข้างกายกระซิบ ปลอบโยน
ประมุขหญิงจะพักผ่อนลงได้อย่างไร?
ไม่ได้บอกไว้หรือ ว่าคืนนี้จะทานมื้อเย็นกับบุตรชาย? ดึกจน ป่านนี้แล้ว ราชบุตรเขยไปอยู่ที่ใดกันนะ?
คงมิใช่ว่า…เจอเด็กนั่นอีกกระมัง?
เป็น…เป็นไปไม่ได้
ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องบังเอิญเช่นนั้นหรอก!
“ฝ่าบาท! ราชบุตรเขยกลับมาแล้วเพคะ!” สาวใช้รีบซอยเท้า เข้ามารายงาน
ประมุขหญิงถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก จัดแจง ปิ่นปักผมทองบนศีรษะ เผยยิ้มสง่างามยืนรอต้อนรับ
ไม่นานเงาร่างอันงดงามก็เดินมาทางนี้
นางก้าวไปด้านหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม และเอื้อมไปจับมือของ เขาเบาๆ “ไปที่ใดมา? ไยกลับดึกเช่นนี้?”
ราชบุตรเขยตอบ “ระหว่างทางข้าพบชายชราคนหนึ่ง จึงพา เขากลับไปส่งที่เรือนเมื่อครู่นี้”
ประมุขหญิงตรัสวาจาอ่อนโยน “เรื่องแค่นี้ สั่งให้ข้ารับใช้ไปทำ แทนก็ได้ เหตุใดท่านต้องลำบากเดินทางไปด้วยตนเองเล่า? หาก คนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าผู้นั้นคิดไม่ซื่อ จะมิใช่การนำตนเองเข้าไป เสี่ยงอันตรายหรอกหรือ?”
“ข้ารู้ดี” ราชบุตรเขยตอบ
ประมุขหญิงหยักหน้าแย้มยิ้ม และเข้าไปในห้องพร้อมกับเขา “ยามนี้ดึกมากแล้ว ข้าให้ฉงเอ๋อร์กับซีเอ๋อร์กลับไปก่อน วันพรุ่ง ท่านอย่าพลาดเวลางานเลี้ยงของเราอีกละ”
“ข้ารู้แล้ว” ราชบุตรเขยรับคำ
ประมุขหญิงสั่งให้หญิงรับใช้นำอ่างนํ้าเข้ามา จานนั้นนางจึงนำ ผ้าชุบนํ้าบิดหมาดๆ เช็ดมือให้ราชบุตรเขย “ท่านยังไม่ได้เสวยสิ่ง ใดใช่หรือไม่? ข้าจะให้คนไปนำสำรับมา”
ราชบุตรเขยไม่ได้รู้สึกหิว อย่างน้อยก็ในใจเพียงแต่ไม่ได้บอก ออกไป
หญิงรับใช้ยกสำรับมากมายเข้ามาวางจนเต็มโต๊ะใหญ่ตาม รับสั่งของประมุขหญิง
เขากลืนลงไปเพียงไม่กี่คำ
ประมุขหญิงเห็นความผิดปกติ ตรัสถามด้วยความสงสัย
“มีอันใด? อาหารไม่ถูกปากหรือ?”
ราชบุตรเขยวางตะเกียบลง กล่าวเสียงค่อย
“เหมือนข้านึกเรื่องในอดีตขึ้นมาได้นิดหน่อย”
“เรื่องอันใด?” ประมุขหญิงตรัสอย่างใจเย็น
ราชบุตรเขยขมวดคิ้วครุ่นคิด “เพียงครู่เดียวข้าก็ลืมไปอีก”
ประมุขหญิงหลุบตาลง เคี้ยวอาหารในปากต่อไปด้วยความ เงียบงัน
หลังจากมื้อคํ่า ราชบุตรเขยก็ไปอาบนํ้า เมื่อกลับไปที่ห้อง ก็ เห็นประมุขหญิงนั่งรออยู่พร้อมกับถ้วยยาร้อนกรุ่นในมือ
“ได้เวลาดื่มยาแล้ว” ประมุขหญิงกล่าวอย่างอ่อนโยน
“อื้อ” ราชบุตรเขยตอบ
“ข้าลืมหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ที่ห้องตำรา เจ้าช่วยไปหยิบมาให้ข้า ที อีกเดี๋ยวข้าว่าจะอ่านมันสักหน่อย”
ประมุขหญิงตรัสนํ้าเสียงอ่อนโยน
“ได้สิ หนังสืออันใดเล่า?”
ราชบุตรเขยตอบ “กั๋วเช่อลุ่น”
ประมุขหญิงเดินไปหยิบหนังสือ
ใต้หล้านี้ คนผู้เดียวที่ขอให้นางทำแบบนี้ได้มีเพียงราชบุตรเขย นางหาได้รู้สึกโกรธเคือง แต่กลับเต็มใจลำบากเสียด้วยซํ้า
เมื่อแน่ใจว่านางจากไปไกลแล้ว ราชบุตรเขยจึงหยิบใบซื่อหุน เฉ่าที่นำมาจากจวนเห้อเหลียนออกมาจากแขนเสื้อ
และใช้ปลายนิ้วจุ่มยาในถ้วยมาหยดลงบนใบไม้ ทันใดนั้นใบไม้ แห้งเหี่ยวสีเหลือง ก็กลับกลายเป็นสีแดง