หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 273 ตาหลานเข้ากัน ประมุขกริ้ว
อวี๋หวั่นมองเห็นสีหน้าแววตาของเขา พลันกะพริบตาอย่าง งุนงง “ท่านเป็นอะไรไปหรือ?”
องค์ประมุขกลับคืนสติและตรัสว่า “ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ แปลกใจที่เจ้ามีบุตรถึงสองคน แล้วยังเลี้ยงดูพวกเขาได้ดีเช่นนี้”
สตรีที่ให้กำเนิดบุตรก็เหมือนกับการเดินผ่านประตูผี บุตรคน เดียวก็อันตรายแล้ว คู่หนึ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อครั้งฮองเฮาให้ กำเนิดตี้จีองค์เล็กก็เกือบกลายเป็นหนึ่งร่างสองวิญญาณ เคราะห์ ดีที่เด็กคนนั้นมีโชค ทำให้นางกับพระมารดากลับมาจากประตูผีได้ สำเร็จ
เขายังจดจำช่วงเวลาที่เสียงร้องไห้ดังขึ้น ท้องฟ้าสว่างสดใส เมฆสีม่วงเต็มท้องฟ้า เมฆมงคลทอดยาวหมื่นหลี่ เป็นสัญญาณที่ เทพเจ้าอวยพร
ในครานั้นที่เขาหลงใหลบุตรผู้นั้นมากถึงเพียงนั้นมิใช่ไร้ เหตุผล
นางไม่เพียงแต่นำพาโชคดีมาสู่หนานจ้าว แต่นางยังปกป้อง ชีวิตของฮองเฮาไว้ด้วย
เพราะดาวชะตานำโชค ฮองเฮาถึงมีชีวิตรอดมาได้
แน่นอนอวี๋หวั่นไม่รู้เลยว่าในช่วงเวลาเพียงครู่ ในใจขององค์
ประมุขคิดไปไกลถึงเพียงนั้น บุตรได้รับคำชม ผู้เป็นมารดาก็มิใช่ไม่ ยินดี เพียงแต่ต้องกล่าววาจาอ่อนน้อม “และมีช่วงเวลาที่ชวนให้ ปวดหัวเช่นกัน”
เสี่ยวเป่าตะลึงไปชั่วขณะ และตระหนักได้ว่าท่านแม่บอกว่า เขากับพี่ชายทำให้เธอปวดหัว เขาไม่ยอมรับ รีบส่ายหัวแก้ตัวทัน ควัน “ไม่ ไม่! ข้ากับท่านพี่ไม่ได้ทำ!”
เพื่อแสร้งทำตัวเป็นเด็กดี กระทั่งคำว่าพี่ชายก็ยอมเอ่ยออก จากปาก ไม่รู้เลยว่าต้าเป่าที่เขาเรียกอยู่ทุกวันเป็นใคร
อวี๋หวั่นทั้งโกรธทั้งตลก
องค์ประมุขก็รู้สึกขบขันกับท่าทางเด็กคนนี้แทบทนไม่ไหว
เขาจำได้ว่าต้าเป่าไม่พูด และคิดว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้ก็คงไม่ชอบ พูดเช่นกัน ไม่คาดคิดว่าจะช่างพูดช่างจาเพียงนี้ ประกอบกับ ท่าทางร้อนรนเล็กน้อยของเขา มันช่างน่ารักจริงๆ
องค์ประมุขคิดว่าเมื่อเขามีอายุมากเท่าตอนนี้ ความรักใคร่ โปรดปรานที่มีต่อเด็กๆ จะลดน้อยลงไป และความจริงก็เป็นเช่น นั้น ในตระกูลมีบรรดาเด็กที่เฉลียวฉลาดและตลกอยู่ไม่น้อย แต่ ในความคิดของเขากลับดูไม่มีสิ่งใด
นอกจากความรู้สึกหนวกหูแล้ว เขาก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไร
เด็กผู้นี้เสียงดังเจื้อยแจ้ว แต่เขากลับรู้สึกชอบมันยิ่งนัก
“ไม่ ไม่!” เสี่ยวเป่ายังคงร้องทุกข์ให้ตนเอง
อวี๋หวั่นขำขันในอารมณ์ของเขา “เอาละ เอาละ เสี่ยวเป่าไม่ได้ ทำ”
“กอด” เสี่ยวเป่ายื่นมือเล็กๆ ออกไปอย่างน้อยอกน้อยใจ
อวี๋หวั่นอุ้มเขาขึ้นมา
เสี่ยวเป่าจับใบหน้าของอวี๋หวั่นและเอ่ยถามอย่างจริงจัง “เสี่ยวเป่าเป็นเด็กดีหรือไม่?”
“ดี” อวี๋หวั่นกล่าว
“เป็นบุตรที่เชื่อฟังที่สุดหรือไม่?”
“ใช่ๆๆ เจ้าเชื่อฟังที่สุด!”
เสี่ยวเป่าโอบรอบคอมารดาด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
องค์ประมุขถูกภาพสองแม่ลูกตรงหน้าดึงดูดจนไม่สังเกตเห็น เสี่ยวเอ้อร์ที่แบกของมาทางนี้ด้วยความรีบร้อน
เมื่ออวี๋หวั่นรู้สึกตัวว่ามีคนกำลังมาทางนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว องค์ประมุขชนกับพัสดุของเสี่ยวเอ้อร์
อวี๋หวั่นรีบปล่อยมือข้างหนึ่งไปคว้าร่างองค์ประมุขเอาไว้
องค์ประมุขยังทรงตัวได้ทัน ไม่ถึงกับล้มกระแทกพื้นเย็นๆ แต่ เข่าของเขาก็กระแทกเข้ากับพัสดุที่มีนํ้าหนัก ผิวหนังรู้สึกเจ็บปวด ร้อนผ่าว
เมื่อเห็นว่าตนเองชนคน เสี่ยวเอ้อร์ก็ตกใจมากจึงรีบวางพัสดุ และกล่าวขอโทษ “ข้าน้อยสมควรตาย! ข้าน้อยสมควรตาย!”
แค่อุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจเท่านั้น องค์ประมุขไม่ได้คิดถือโทษ เอาความ
องค์ประมุขโบกมือ “ออกไปเถิด”
“ขอรับ ขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์แบกของออกไปด้วยความโล่งใจ
“เจ็บ เจ็บ” เสี่ยวเป่ากล่าว
อวี๋หวั่นวางบุตรชายและก้าวไปถามองค์ประมุขที่ร่างกายมี เหงื่อเย็นผุดออกมา “ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ไม่เป็นไร” องค์ประมุขสูดหายใจด้วยความเจ็บปวดและชี้ไปที่ ห้องปีกที่อยู่ด้านหลังเธอ “พยุงข้าเข้าไปในห้องได้หรือไม่?”
“ช้าก่อน” อวี๋หวั่นคุกเข่าลง ใช้มือลูบสัมผัสกระดูกของเขา อย่างเบามือ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรร้ายแรงจึงช่วยพยุงเขาเข้าไป
“เจ็บมากเลย!” เสี่ยวเป่าเดินตามมาด้านหลัง เจ็บปวดแทน ท่านปู่ชรา
องค์ประมุขขำขันกับท่าทางของเขา “ไม่เจ็บ”
เสี่ยวเป่ากลับเลิกคิ้ว ราวกับบอกว่าอย่าดูถูกว่าข้าเด็ก แท้จริง แล้วข้าฉลาดยิ่งนัก
องค์ประมุขตลกเด็กคนนี้ยิ่งนัก ยามแรกเขารู้สึกเจ็บจริงๆ ทว่าตอนนี้กลับไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว
อวี๋หวั่นเห็นความชำนาญทางของชายชราก็คาดว่าเขาเป็น ลูกค้าประจำของร้านนี้ เธอจึงไม่ได้เกรงใจอะไร พยุงเขาไปนั่งที่
เก้าอี้ “ข้าเป็นหมอ หากท่านไม่รังเกียจข้าขอดูอย่างละเอียดอีกสัก หน่อย”
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าอายุน้อย แต่กลับรู้ศาสตร์การแพทย์” องค์ ประมุขแปลกใจเล็กน้อย “ลำบากเจ้าแล้ว”
อวี๋หวั่นเลิกขากางเกงของเขาขึ้นและตรวจดูอีกครั้ง กล้ามเนื้อ และกระดูกไม่ได้บาดเจ็บ แต่หนังกำพร้าถลอก และมีเสี้ยนไม้ เล็กๆ สองชิ้นทิ่มอยู่ในเนื้อ อวี๋หวั่นจึงดึงเสี้ยนไม้ออกมา
องค์ประมุขรู้สึกอาการเจ็บปวดดีขึ้นมากแล้ว
“หลังจากท่านกลับบ้านไปก็ทายาจินฉวงอีกครั้ง” สถานที่นี้ ไม่มียา แต่บาดแผลไม่ใหญ่และไม่ใช่แผลที่ติดเชื้อง่าย อวี๋หวั่นเห็น ว่าสถานะของเขาสูงส่งจึงบอกให้ทายา คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับดินกิน กับทราย แค่ถูกเสี้ยนไม้สองชิ้นทิ่มแทงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“ขอบใจเจ้ามาก” องค์ประมุขกล่าวอย่างซาบซึ้ง
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก “ไม่ต้องเกรงใจ เรื่องเมื่อครั้งก่อนข้ายัง ไม่ได้ขอบคุณท่านเลย”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่อวี๋หวั่นก็เคยไปขอบคุณถึงประตูบ้าน เธอนำของขวัญขอบคุณไปมอบด้วยตนเอง แต่เธอไม่ได้พบ เจ้าของบ้าน เด็กรับใช้บอกว่านายท่านไม่อยู่ ให้ฝากของไว้กับเขา และเขาจะแจ้งว่าเธอมาที่นี่
อวี๋หวั่นรู้สึกได้ว่านํ้าเสียงของเด็กรับใช้ไม่ค่อยดีนัก จึงคิดว่า แปดในสิบส่วนเจ้าของบ้านหลังนี้คงเป็นคนที่หยิ่งผยองน่าดู ไหน
เลยจะรู้ว่าเมื่อได้พบกัน กลับมีเมตตาและมีอัธยาศัยดียิ่งกว่าอา อาม่าเสียอีก
อาม่าผู้ไม่เคยมีเมตตาและมีอัธยาศัยดี “…”
อวี๋หวั่นประทับใจในตัวเขาครู่หนึ่งก็หันกลับมา “ท่านออกมา คนเดียวหรือ? อยากให้ข้าเรียกรถม้าให้หรือไม่?”
องค์ประมุขคลี่ยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก พ่อบ้านของข้า ไปซื้อของเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว จริงสิ พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อกินฝูหยวน จื่อหรือ? ตอนนี้มีแขกมาเยอะ ห้องโถงก็นั่งกันเต็มหมดแล้ว หาก ไม่รังเกียจก็อยู่ทานอาหารที่นี่เถิด”
เขานึกถึงฉากต้าเป่ากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พลันรู้สึก อยากป้อนอาหารเสี่ยวเป่าขึ้นมาทันใด
เสี่ยวเป่าปฏิเสธ “ไม่ได้ ท่านพ่อกับพี่ชายรออยู่!”
“อา” ร่องรอยแห่งความผิดหวังปรากฏขึ้นในหัวใจขององค์ ประมุข การบังคับผู้อื่นให้อยู่ไม่ใช่สิ่งที่ประมุขของอาณาจักรควร ทำ “เช่นนั้นข้าจะให้คนทำฝูหยวนจื่อให้พวกเจ้า”
อวี๋หวั่นไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเขา อย่างไรเสียกลับไปต่อ แถวใหม่ตอนนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าต้องรอจนถึงกี่โมง
องค์ประมุขเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาบอกกล่าวเรื่องฝูหยวนจื่อ เสี่ยว เอ้อร์ก็นำรับสั่งไปแจ้งห้องครัวอย่างเคารพนบนอบ หลังจากทำ เสร็จ เขายังไปส่งอวี๋หวั่นที่ร้านอาหารตรงข้ามด้วยตนเอง
หลังจากอวี๋หวั่นกับเสี่ยวเป่าจากไปไม่นาน ขันทีหวังก็กลับมา พร้อมกับขนมดอกกุ้ยฮวาหนึ่งกล่อง “ฝ่าบาท ขนมดอกกุ้ยฮวา ของฮองเฮาซื้อมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ เอ๊ะ? ขาท่าน?”
ขันทีหวังสังเกตเห็นขาขวาของประมุขที่ดูแข็งเล็กน้อย พลัน วางขนมดอกกุ้ยฮวาและก้มลงตรวจดู “ท่านบาดเจ็บ!”
องค์ประมุขตรัสอย่างเฉยเมย “แค่แผลเล็กน้อยเท่านั้น”
เสียทีที่เป็นถึงหัวหน้าขันทีข้างกาย กลับไม่อาจสงบนิ่งได้เท่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ร่างกายของเขา เขารู้ดี เด็กผู้หญิงคนนั้นจัดการกับเสี้ยนไม้ อย่างสะอาดหมดจด ยามนี้ความเจ็บปวดมลายหายไปสิ้น
ขันทีหวังไม่กล้ามองข้าม องค์ประมุขเป็นถึงผู้นำแห่งใต้หล้า ร่างกายของพระองค์เกี่ยวโยงถึงอาณาจักรทั้งผืน อีกอย่างเขาเป็น คนที่ออกจากวังมาพร้อมกับพระองค์ หากกลับไปฮองเฮาทราบ เรื่อง คงได้รับโทษฐานละเลยหน้าที่เป็นแน่
ขันทีหวังรีบเกลี้ยกล่อมให้องค์ประมุขขึ้นรถม้า
คาดไม่ถึงว่าเข้าวังได้ไม่นาน ยังมิทันตามหมอหลวงมา นาง ข้าหลวงก็รายงานว่าราชครูมาขอเข้าเฝ้า
ในหนานจ้าว ราชครูเป็นสถานะพิเศษ แม้จะไม่ได้จัดการราช กิจในราชสำนัก ทว่ากลับมีคุณสมบัติที่สามารถใกล้ชิดกับองค์ ประมุขได้ยิ่งกว่าขุนนางคนสำคัญเสียอีก
ครานี้ราชครูเดินทางเข้าวัง คิดว่าต้องมีเรื่องสำคัญเร่งด่วน เป็นแน่
ประมุขให้คนนำราชครูไปที่ห้องตำรา
“มีเรื่องอันใด?” ประมุขตรัสถาม
ในวังหลวงนอกจากฮองเฮา ไม่มีผู้ใดเคยเห็นองค์ประมุขที่ใจดี มีเมตตา ยามไม่แย้มยิ้ม ดูน่าเกรงขาม ยามแย้มสรวลก็ดูแฝงด้วย กลอุบาย
แม้แต่ราชครูก็ยังไม่กล้าประมาทยามอยู่ต่อหน้าองค์ราชันผู้นี้
ราชครูยกมือคำนับ และกล่าวด้วยใบหน้าที่จริงจัง “วันนี้ กระหม่อมได้ข่าวมาเรื่องหนึ่ง”
ประมุขส่งสายตาปรายมองเป็นเชิงบอกให้เขากล่าวต่อไป
ราชครูกล่าว “สกุลเห้อเหลียนตามหาบุตรชายคนรองของ บ้านใหญ่ที่พลัดตกจากหน้าผากลับมาได้แล้ว บุตรชายคนรองผู้ นั้นก็มีบุตรชายอีกคนหนึ่ง และทั้งสองได้ย้ายไปอยู่บ้านสกุลเห้อ เหลียนพร้อมกับครอบครัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ระยะหลังนี้ องค์ประมุขง่วนอยู่กับเรื่องของศักดิ์สิทธิ์ จนไม่ได้ สนใจเรื่องสกุลเห้อเหลียน
แน่นอนว่าส่วนใหญ่เพราะพระองค์ไว้วางพระทัยเห้อเหลี ยนเป่ยหมิง หากมีเรื่องใดที่ประมุขอย่างเขาควรรู้ เห้อเหลียนเป่ยห มิงไม่มีทางปิดบังเขาอย่างแน่นอน
ราชครูทอดถอนใจ “เรื่องใหญ่เช่นนี้ กระหม่อมขอกล่าวตาม ตรง แม่ทัพใหญ่ไม่ควรปิดบังต่อฝ่าบาทและบรรดาขุนนางฝ่าย พลเรือนและทหาร”
“เป็นแค่เรื่องในครอบครัวเท่านั้น” องค์ประมุขตรัสอย่างไม่ได้ สนใจ
ราชครูเดาได้ว่ามันไม่ง่ายดายเช่นนี้ แม้นองค์ประมุขจะไว้ใจ เขามากเพียงใด ทว่าก็ยังเชื่อใจเห้อเหลียนเป่ยหมิงมากกว่า แต่น่า เสียดายที่ครั้งนี้เขาเตรียมตัวมา “แต่กระหม่อมได้ยินมาว่า บุตร ชายคนรองผู้นั้นได้เดินทางกลับบ้านเกิดบูชาบรรพชนแทนท่าน แม่ทัพใหญ่ ภายภาคหน้าเขาจะเป็นผู้สืบทอดสกุลเห้อเหลียน”
ใจความนี้ต่างไปจากเดิม
หากเป็นเพียงบุตรชายคนรอง นั่นก็เป็นเพียงเรื่องใน ครอบครัวของสกุลเห้อเหลียน
แต่หากเขากลายเป็นผู้สืบทอดจวนแม่ทัพเทพ นั่นเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับทั้งแคว้นหนานจ้าว
เมื่อเป็นเรื่องของรัฐ ก็ไม่ควรปกปิดองค์ประมุข
องค์ประมุขหรี่ตาลงเล็กน้อย ในดวงตามีประกายเย็นเยียบ วาบผ่าน
ราชครูไม่กังวลว่าองค์ประมุขจะตรวจสอบความจริงของสิ่งที่ เขากราบทูลไป เพราะไม่ว่าจะเป็นการแสดงตนเป็นญาติ หรือบุตร ชายคนรองกลับบ้านเกิดบูชาบรรพชน ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เกิด
ขึ้นจริง หลักฐานแน่นหนาดุจเหล็กกล้ากองสูงดั่งขุนเขา ฝ่าบาท ยิ่งตรวจสอบก็มีแต่ยิ่งยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงทั้งสิ้น
และส่วนที่เหลือก็จะยิ่งเป็นความจริงมากขึ้น
“นอกจากนี้ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าเกี่ยวกับบุตรชายคน รองผู้นั้น”
“เรื่องอันใด?” ประมุขตรัสถาม
ราชครูมองหลุบตาลงและเอ่ยว่า “บุตรชายของเขา คุณชาย ใหญ่แห่งสกุลเห้อเหลียนผู้นั้น กระหม่อมเคยเห็นภาพวาดของเขา เขาไม่ใช่คนสกุลเห้อเหลียนแต่อย่างใด เขาคือเยี่ยนซื่อจื่อแห่งต้า โจว!”
แกร็ก!
พู่กันในมือขององค์ประมุขหักลง
เป็นถึงจวนแม่ทัพเทพแห่งหนานจ้าว กลับพาซื่อจื่อของ ประเทศข้างเคียงมาเป็นบุตรชายของผู้สืบทอด นี่คิดหมายจะทำ สิ่งใดกัน? ร่วมมือกับศัตรูขายชาติหรือ?
เมื่อราชครูจุดชนวนติดแล้ว ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดมากกว่านั้น
สีหน้าขององค์ประมุขเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้อย่างที่ไม่เคยปรากฏ มาก่อน หากสิ่งที่ราชครูกล่าวมาเป็นความจริง สกุลเห้อเหลียนที่ สมรู้ร่วมคิดกับแคว้นต้าโจวกำลังคิดคดทรยศ
องค์ประมุขกำหมัดแน่น “ทหาร! นำตัวเห้อเหลียนเป่ยหมิงมา
พบข้า!”
…
มือเรียวหยกบนรถม้าเอื้อมเปิดม่าน
หนานกงหลีจ้องมองทหารม้ารักษาพระองค์ที่กำลังขับควบ มุมปากพลันโค้งขึ้นอย่างแผ่วเบา “เยี่ยนจิ่วเฉาเอ๋ย เยี่ยนจิ่วเฉา คราวนี้ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะยังอยู่ในหนานจ้าวต่อไปได้อย่างไร?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงพักรักษาตัวอยู่ที่จวนตลอดตั้งแต่ได้รับ บาดเจ็บสาหัส หลานสะใภ้ไม่ยอมให้นอนดึก เขาจึงพักผ่อนแต่ หัวคํ่า
เมื่อองค์ประมุขมีรับสั่งให้ไปเข้าวัง เขาก็ตกตะลึงเล็กน้อย
ความคิดแรก พวกหูเหรินกลับมารุกรานอีกครั้ง และถึงเวลาที่ เขาต้องไปรบราฆ่าฟันศัตรู
ความคิดที่สอง พวกหูเหรินถูกตีจนพ่ายแพ้ยอมจำนน ไม่เช่น นั้นจะเกิดสงครามกลางเมืองที่ใดในหนานจ้าว?
เนื่องจากเป็นคำสั่งเข้าเฝ้าในยามวิกาล เห้อเหลียนเป่ยหมิง จึงไม่กล้าเพิกเฉย เดินทางเข้าวังหลวงทันทีหลังจากผลัดเปลี่ยน เป็นชุดราชการ
องค์ประมุขมิได้อยู่ที่ห้องตำรา
ตำหนักจินหลวนอันเยือกเย็นสง่างาม ประมุขยืนหันหลังให้ ประตูอยู่ภายใต้แสงและเงา
เห้อเหลียนเป่ยหมิงไม่อาจยืนได้ จึงทำได้เพียงก้มตัวโค้ง คำนับบนเก้าอี้รถเข็น “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท”
องค์ประมุขหันตัวมาอย่างแผ่วเบา ใช้สายตาดุจอสรพิษกวาด มองใบหน้าของเขา “เจ้ารู้ตัวว่าทำผิดหรือไม่?”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงผงะในทันที
เขาไม่ใช่คนโง่
เขาเป็นคนจิตใจกว้างขวางเที่ยงธรรม เป็นประมุขที่มีค่าควร และมีจิตใจดีงาม การปกปิดถึงสองเรื่อง หนึ่งคือเรื่องญาติของ สกุลเห้อเหลียน และอีกเรื่องคือนายท่านรองกำกับดูแลค่ายหน่วย กล้าตายโดยพลการ
เขาไม่ได้จงใจปกปิด เพียงแต่คิดไม่ออกว่าจะกล่าวกับองค์ ประมุขอย่างไร
องค์ประมุขถามถึงความผิดของเขาในคืนนี้ คิดว่าสองเรื่องนี้ รั่วไหลออกมา เพียงแต่ไม่ทราบว่าออกมาทั้งหมดแล้วหรือไม่ หรือ สองเรื่องนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น?
องค์ประมุขมองเขาอย่างเย็นชา การแสดงออกนั้นไม่ต้องเดา ก็ถูกซ่อนไว้หมดแล้ว
องค์ประมุขกริ้วไม่เพียงแต่เรื่องหนึ่งเท่านั้น “เจ้าไม่พูด กำลัง คิดว่าจะหลอกข้าอย่างไรอยู่ใช่หรือไม่?”
“กระหม่อมไม่กล้า”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงกล่าวเสียงค่อย
องค์ประมุขตรัสอย่างเย็นชา
“ไม่กล้า? แต่ข้าคิดว่าเจ้ากล้าหาญยิ่งนัก! กระทั่งซื่อจื่อแห่ง ต้าโจวก็ยังกล้าพาเข้าจวน! เจ้าคิดว่าเมืองหลวงแห่งหนานจ้าว เป็นที่ใด! เจ้าเอาข้าไปไว้ที่ใด? เอาแผ่นดินของข้าไปไว้ที่ใด?!”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงหลับตา
คงมาแล้ว มาแล้วจริงๆ
เมื่อเห็นท่าทางกดข่มอารมณ์ของเขา องค์ประมุขก็ทราบทันที ว่าราชครูไม่ได้พูดจากล่าวหาเขา เขาพาซื่อจื่อแห่งต้าโจวกลับจวน จริงๆ! อีกทั้งยังรับเป็นหลานชายแท้ๆ!
ยามนี้ยังสามารถมอบจวนแม่ทัพเทพให้อีกฝ่ายได้ คราหน้า จะไม่มอบอาณาจักรหนานจ้าวทั้งหมดให้ไปอยู่ในมือของอีกฝ่าย เลยหรือ?
องค์ประมุขกริ้วแทบขาดใจ
“ทหาร! จับตัวเห้อเหลียนเป่ยหมิงไปขังคุก!”