หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 274 ประมุขหญิงถูกจับ
“แย่แล้ว! นายท่านรอง! นายท่านรองแย่แล้ว!”
อวี๋เซ่าชิงที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นได้ยินเสียงใครบางคนเคาะ ประตูห้องของเขา
ความระแวดระวังที่ถูกบ่มเพาะมาจากค่ายทหารนานหลายปี ปลุกเขาให้ลุกขึ้นนั่งในทันที
เขาจำได้ว่าเป็นเสียงของอวี๋กัง จึงรีบลุกขึ้นเดินเปิดประตูให้ อีกฝ่าย “มีเรื่องอันใด? เจ้ามาตะโกนอันใดดึกๆ ดื่นๆ? อย่าทำให้ฮู หยินรองกับฮูหยินผู้เฒ่าต้องตื่น”
“ขอรับ ขอรับ ขอรับ!” อวี๋กังรีบกดเสียงลง และดึงอวี๋เซ่าชิงไป ด้านข้างทางเดิน กล่าวด้วยใบหน้าซีดเซียว “ท่านแม่ทัพใหญ่ถูก ฝ่าบาทส่งไปที่คุก!”
“พี่ใหญ่ของข้า…อะแฮ่ม เหตุใดเห้อเหลียนเป่ยหมิงถึงถูกส่ง ไปที่คุก?” อวี๋เซ่าชิงถามอย่างเคร่งขรึม
ยามนี้อวี๋กังอึดอัดคับแน่นใจ ไม่ได้สนใจฟังคำว่า ‘พี่ใหญ่’ ที่หา ได้ยากจากปากของนายท่านรอง “ข้าน้อยก็ไม่ทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้น กลางดึกมีทหารม้ารักษาพระองค์มาพาท่านแม่ทัพใหญ่ไปเข้าเฝ้า ข้าก็ติดตามไปท่านแม่ทัพใหญ่ไปด้วย ข้ายืนรออยู่หน้าประตูวัง นานถึงครึ่งวันก็ยังไม่เห็นท่านแม่ทัพใหญ่ออกมา เมื่อถามถึงได้
ทราบว่าถูกส่งตัวไปที่คุกแล้ว!”
“หืม มีเรื่องอันใดหรือ?”
จุดที่คนทั้งสองยืนอยู่ บังเอิญเป็นด้านนอกหน้าต่างของห้อง เยี่ยนจิ่วเฉากับอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นเอ่ยพึมพำด้วยความงัวเงีย
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงศีรษะเล็กๆ ของเธอลงในอ้อมแขน “ไม่มีอะไร หรอก นอนเถิด”
“อา” อวี๋หวั่นก็นอนหลับต่อ
ความง่วงนอนจางหายไปจากดวงตาของเยี่ยนจิ่วเฉา
นอกหน้าต่าง มีเสียงอวี๋เซ่าชิงที่พยายามกดให้แผ่วเบา “ข้าจะ บอกอาซูกับเด็กๆ พรุ่งนี้เช้า เจ้าอย่าเพิ่งบอกให้คนในจวนรับรู้ โดย เฉพาะฮูหยินผู้เฒ่า”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว”
“กลับไปก่อนเถิด”
บทสนทนาหยุดลง ทั้งสองแยกย้ายกลับไปที่ห้องและเรือน ของตนเอง
แต่เยี่ยนจิ่วเฉากลับลุกขึ้นนั่งอย่างแผ่วเบา “อิ่งสือซัน”
อิ่งสือซันแวบกายเข้ามา “คุณชาย”
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสายตาให้อิ่งสือซัน อิ่งสือซันเข้าใจความ หมายกลับไปปลุกอิ่งลิ่วที่ห้องและลอบเข้าวังหลวงแห่งหนานจ้าว
วังหลวงแห่งหนานจ้าวยากที่จะเข้าไปได้ ทั้งสองพยายามหลบ เลี่ยงหูตาของหน่วยกล้าตายอย่างถึงที่สุด ทว่าเมื่อใกล้คุกหลวงก็ ยากเกินไป โชคดีที่ปากกว้างๆ ของขันทีหวังซึ่งกำลังรับการ ปรนนิบัติแช่เท้าจาก ‘หลานชายแสนดี’ เอ่ยทอดถอนใจ
“…น่าสงสารแม่ทัพใหญ่ที่จงรักภักดีต่อแคว้นมาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายกลับมานอนคุกยามชรา”
“ท่านปู่ เหตุใดเขาต้องเข้าคุกยามชราเล่า?”
“ร่วมมือกับศัตรูทรยศชาติ เจ้าคิดว่าอย่างไรละ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อิ่งสือซันกับอิ่งลิ่วก็เข้าใจทันทีว่าเกิดสิ่งใดขึ้น พวกเขาคิดว่าตัวตนของคุณชายคงถูกเปิดเผยแล้ว ข้อกล่าวหา สมรู้ร่วมคิดกับต้าโจวทำให้เห้อเหลียนเป่ยหมิงต้องเข้าคุก ส่วน เหตุใดองค์ประมุขแห่งหนานจ้าวไม่จับแต่คุณชาย คาดว่ายามนี้ องค์ประมุขคงกำลังสับสนและไม่ทันตอบสนองต่อสถานการณ์
ทั้งสองแอบฟังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงใช้วิชาตัวเบากลับไปที่ จวนเห้อเหลียนและรายงานแก่เยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่หลังฉากกั้น ใช้นิ้วจิ้มก้นไข่ดำน้อยสองที “เห้อเหลียนเป่ยหมิงมิได้แก้ต่างให้ตนเองหรือ?”
“ไม่เลยขอรับ” อิ่งสือซันกล่าว
เยี่ยนจิ่วเฉาหรี่ตา เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่ามีช่องให้แก้ตัว
“คุณชาย เราควรจะทำสิ่งใดบ้างหรือไม่?” อิ่งลิ่วเอ่ยถาม
“ไม่จำเป็น” เยี่ยนจิ่วเฉาครุ่นคิด “ไม่ต้องทำสิ่งใด”
อิ่งลิ่วเกาศีรษะ
ท่านแม่ทัพใหญ่ถูกจับตัวไป พวกเขาเพิกเฉยเช่นนี้เป็นการ ดีแล้วหรือ? ครานี้มิใช่การใส่ความ แต่คุณชายเป็นเชื้อพระวงศ์ ของต้าโจวจริงๆ สกุลเห้อเหลียนพาเชื้อพระวงศ์ของต้าโจวเข้าจวน ทั้งยังปกปิดเรื่องนี้ต่อองค์ประมุข นับเป็นความผิดโทษร้ายแรง
แม้ว่าเขาเพิ่งมาอยู่ที่จวนเห้อเหลียนได้ไม่นาน แต่อิ่งลิ่วก็รู้สึก ชื่นชอบจวนเห้อเหลียนแห่งนี้เสียแล้ว
เขาไม่ต้องการให้เห้อเหลียนเป่ยหมิงประสบเคราะห์ร้าย
เมื่ออิ่งลิ่วกำลังจะปริปากพรํ่าบ่นก็ถูกอิ่งสือซันลากออกไป
อิ่งสือซันจับข้อมืออิ่งลิ่วไม่ปล่อย กระทั่งกลับไปถึงห้อง
มือของอิ่งลิ่วบอบบาง บนข้อมือปรากฏรอยแดงไปทั่ว
“จะดึงข้าเหตุใด?” อิ่งลิ่วถาม
อิ่งสือซันกล่าว “หากไม่ลากเจ้าออกมา จะให้คุณชายหักเบี้ย หวัดเจ้ารึ?”
เมื่อเอ่ยถึงเบี้ยหวัด อิ่งลิ่วก็หุบปากลงทันที
อิ่งสือซันอธิบายต่อ “คุณชายเป็นห่วงความปลอดภัยของท่าน แม่ทัพใหญ่ยิ่งกว่าเจ้ากับข้าเสียอีก เขาทำเช่นนี้ต้องมีความตั้งใจ ของตนเองเป็นแน่”
“อ้อ” อิ่งลิ่วหันตัวไปถอดรองเท้าและปีนขึ้นเตียง
อิ่งสือซันอ้าปากค้าง “นี่มันเตียงข้า”
อิ่งลิ่วม้วนผ้านวมกลมเป็นลูกกลม “รู้แล้วน่า แต่ที่นอนข้ายัง ไม่ได้เปลี่ยน ข้าคร้านจะเปลี่ยนแล้ว”
อิ่งลิ่วมีนิสัยสกปรกเล็กน้อย ผ่านไปเดือนถึงสองเดือนที่นอน ก็ยังไม่เปลี่ยน ต่างจากเตียงของอิ่งสือซันที่สะอาดเรียบร้อย ส่ง กลิ่นหอมรัญจวนของฝักจ้าวเจี่ยว[1]อยู่เสมอ
อิ่งสือซันมองบุรุษที่นอนแผ่อยู่บนเตียงเขาไม่ไปไหน และดับ ไฟอย่างไม่เต็มใจ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยถึงเห้อเหลียนเป่ยหมิง “พี่ ใหญ่ของเจ้าเล่า?”
อวี๋เซ่าชิงที่ถูกถาม กล่าวตอบโดยไม่ตระหนก “ครอบครัวของ ทหารใต้บังคับบัญชานายหนึ่งเกิดเรื่องขึ้น เขาถูกเชิญให้ไปจัดการ คาดว่าอีกสองสามวันก็กลับมา”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้คิดสงสัย เผยยิ้มกริ่มคีบอาหารให้เหลนชาย ตัวน้อย
ภายในจวนข่าวนี้ถูกปกปิดไว้อย่างแน่นหนา ทว่าภายนอก กลับไม่ได้มองแง่ดีเช่นนี้ เป็นเวลาเกือบหนึ่งคืน ข่าวเรื่องการสมรู้ ร่วมคิดของเห้อเหลียนเป่ยหมิงกับเชื้อพระวงศ์แห่งต้าโจวก็แพร่ กระจายไปทั่วเมืองหลวง
ทั่วทั้งเมืองหลวงลุกเป็นไฟ
เห้อเหลียนเป่ยหมิงคือใคร? แม่ทัพเทพแห่งหนานจ้าว ขุนนางคนสำคัญ ผู้ปกครองจวนเห้อเหลียน ภักดีต่อชาติและองค์ ประมุขมาทั้งชีวิต เขาอุทิศชีวิตส่วนใหญ่ให้แก่ราชวงศ์หนานจ้าว หากถามว่าผู้ใดในใต้หล้าที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อประมุขแห่งหนานจ้าว มากที่สุด แน่นอนว่าเป็นเห้อเหลียนเป่ยหมิง
อย่างไรก็ตามเขาเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ได้รับความไว้วางใจจาก องค์ประมุขอย่างลึกลํ้า แต่กลับสมรู้ร่วมคิดกับเชื้อพระวงศ์แห่งต้า โจวเป็นการส่วนตัว ทั้งยังรับเป็นหลานชายแท้ๆ อีก?
คราแรกผู้คนก็ยังไม่เชื่อ ทว่ายิ่งมีคนกล่าวถึงเรื่องนี้มากเข้า ราวกับมีตาทิพย์ ใครไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว
นอกจากนี้ มันก็คือเรื่องจริง
คุณชายใหญ่ของสกุลเห้อเหลียนเป็นซื่อจื่อแห่งราชวงศ์ต้า โจว
“ครานี้ต่อให้เขามีปีกก็ยากจะบิน” กลางศาลาของจวนประมุข หญิง หนานกงหลีรินชาดอกไม้ให้ตนเองกับประมุขหญิงหนึ่งถ้วย “อารมณ์ของท่านตายามนี้ คงไม่อาจยอมให้ซื่อจื่อแห่งต้าโจวอยู่ที่ หนานจ้าวต่อไปแล้วกระมัง?”
แน่นอนว่าไม่มีทาง
แม้ต้าโจวกับหนานจ้าวไม่ได้เป็นศัตรู แต่ก็ไม่ได้มีความ สัมพันธ์อันดี การตายของเห้อเหลียนฉีในต้าโจวยังไม่ได้ข้อสรุป ซื่อจื่อแห่งต้าโจวก็ลอบเข้าเมืองหลวงของหนานจ้าวเสียแล้ว
องค์ประมุขก็มิใช่เด็กอมมือ คนต้าโจวจะทำตามอำเภอใจได้ เช่นนี้หรือ?
ประมุขหญิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ
หนานกงหลีกล่าวต่อ “ท่านแม่ เราต้องปล่อยข่าวว่าเยี่ยนจิ่ว เฉาเป็นคนที่สังหารเห้อเหลียนฉีอีกหรือไม่?”
ประมุขหญิงตรัสอย่างเฉยเมย “ไม่จำเป็นหรอก หากเรื่องร้าย แรงไปกว่านี้ สกุลเห้อเหลียนจะมัวหมองจนไม่อาจล้างมลทินได้”
อย่างเดียวที่พวกเขาต้องจัดการคือเยี่ยนจิ่วเฉา ส่วนสกุลเห้อ เหลียนนั้นยังมีประโยชน์ หากถูกเหยียบยํ่าจนตาย พวกเขาจะไป สนับสนุนตระกูลที่ทรงอำนาจแบบนี้ได้ที่ใดอีก?
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นางจะไปอ้อนวอนขอความเมตตาต่อ เสด็จพ่อ
บอกว่าสกุลเห้อเหลียนถูกเยี่ยนจิ่วเฉาหลอกลวง
ขอให้เสด็จพ่อทรงเห็นแก่ความภักดีต่อประมุขและรับใช้ชาติ มาหลายชั่วอายุคนของสกุลเห้อเหลียน โปรดให้อภัยพวกเขาสัก ครา
เสด็จพ่อไม่มีทางปฏิเสธ
เพราะเสด็จพ่อต้องปูทางให้นาง
หากนางปราบสกุลเห้อเหลียนได้ เมื่อนั้นนางก็กุมอำนาจทาง ทหารของหนานจ้าวได้อย่างแท้จริง
ด้วยอำนาจทางทหารในมือ มีหรือต้องกังวลว่าบัลลังก์ของ นางจะไม่มั่นคง?
ประมุขหญิงตรัสถาม “ว่าแต่เหตุใดเจ้าถึงคิดจะปล่อยข่าว ออกไป? เดิมทีข้าคิดว่าท่านตาของเจ้าจะเก็บเรื่องนี้และจัดการ อย่างเงียบๆ เสียอีก”
หนานกงหลียิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “ลูกก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะ ราบรื่นเช่นนี้ ลูกเพียงแต่ให้คนไปป่าวประกาศว่าเห้อเหลียนเป่ยห มิงถูกคุมขัง เมื่อค่ายทหารไม่มั่นคง จิตใจผู้คนระสํ่าระสาย ด้วย แรงกดดันท่านตายิ่งขับไล่เยี่ยนจิ่วเฉาออกไปจากหนานจ้าวเร็วขึ้น ตอนจบของเรื่องนี้…ไม่เคยคิดว่า เรื่องที่เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นซื่อจื่อ แห่งต้าโจวจะรั่วไหลออกมาเช่นกัน เป็นเช่นนี้ก็ยิ่งดี ยิ่งผู้คน โกลาหลมากเพียงใด ท่านตายิ่งไม่อาจผ่อนปรนเรื่องนี้”
คิ้วประมุขหญิงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “แม้จะเป็นเช่นนั้น จริง ทว่าเมื่อเจ้าไม่ได้เอ่ย เช่นนั้นผู้ใดเล่าที่ป่าวประกาศ? หรือ นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีใครที่ต้องการให้เห้อเหลียนเป่ยหมิง ตายอย่างนั้นหรือ?”
หนานกงหลีคลี่ยิ้ม “จะเป็นใครก็ดีทั้งนั้น พวกเราแค่นั่งเก็บ กำไรของชาวประมงก็พอ ส่วนการลบล้างคำครหาของเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงนั้นหาใช่เรื่องยากสำหรับจวนประมุขหญิง”
ไม่ใช่เรื่องยากอย่างแน่นอน
ขอเพียงองค์ประมุขยืนอยู่ฝั่งพวกเขา แม้จะเป็นหลักฐานเท็จ
ที่พวกเขาส่งไปก็ยังมีผลที่เป็นจริง
หากเป็นเมื่อก่อน ประมุขหญิงก็คงมิได้มุ่งหมายจะจัดการ สกุลเห้อเหลียนเช่นนี้ ทว่าใครให้องค์หญิงน้อยอยู่ที่จวนเห้อ เหลียนเล่า? แม้เห้อเหลียนเป่ยหมิงจะพรํ่าบอกว่าเขาไม่ได้รวมหัว เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แต่เขากลับซุกซ่อนบุตรของตี้จีองค์โตไว้
เขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?
กำลังรอโอกาสเหมาะสมที่จะเปิดเผยให้องค์ประมุขรับรู้ว่า สายเลือดของตี้จีองค์โตกลับมาอย่างนั้นหรือ?
หากบิดาของเขายังอยู่ คงออกหน้าปกป้องตี้จีองค์โตอยู่ไม่ น้อย
ตอนนี้บิดาของเขาจากไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมแพ้
นางไม่เข้าใจ นางทำสิ่งใดให้สกุลเห้อเหลียนไม่ชอบ เหตุใด สกุลเห้อเหลียนถึงไม่อาจมอบใจภักดีต่อนาง?
นางจะไม่มอบโอกาสเช่นนี้ให้แก่เห้อเหลียนเป่ยหมิง นางจะให้ เห้อเหลียนเป่ยหมิงได้รู้ว่าอาณาจักรแห่งหนานจ้าวเป็นของนาง ตี้ จีคือนาง และองค์ประมุขของเขาก็คือนางเช่นกัน!
ในช่วงบ่าย เรื่องราวกลับยิ่งเลวร้ายลง
ประมุขหญิงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่กองทหารรักษาพระองค์จะไป ยังจวนเห้อเหลียนเพื่อจับตัวเยี่ยนจิ่วเฉาเข้าวัง ไหนเลยจะทราบว่า ยามนี้ ทหารม้าของกองทหารรักษาพระองค์กลุ่มหนึ่งจะตรงมาที่
จวนประมุขหญิงด้วยสีหน้าเย็นชา
ประมุขหญิงจ้องมองกองทหารรักษาพระองค์ที่บุกเข้ามาใน เรือนของนางด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด “บังอาจ! ผู้ใดอนุญาตให้พวก เจ้าเข้ามา!”
หัวหน้ากองทหารม้านั่งบนหลังม้า กล่าวอย่างซื่อตรงไร้การ ยกยอ “องค์ประมุขทรงมีรับสั่งให้กระหม่อมนำตัวฝ่าบาทไป สอบสวนพ่ะย่ะค่ะ”
นำตัว?
ประมุขหญิงมักจะถูกเทียบเชิญไปเสมอ ทันทีที่ได้ยินคำว่านำ ตัวจึงเพียงพอที่จะทำให้นางได้ยินความไม่เกรงอกเกรงใจของอีก ฝ่าย
ประมุขหญิงตรัสอย่างน่าเกรงขาม “พวกเจ้าเข้าใจผิดหรือไม่? แน่ใจหรือว่าคนที่เสด็จพ่อของข้าให้นำตัวเข้าวังเป็นข้า มิใช่ คุณชายใหญ่แห่งจวนเห้อเหลียน?”
หัวหน้ากองทหารม้ากล่าว “คุณชายใหญ่เห้อเหลียนต้องพา ตัวไป ฝ่าบาท ก็ต้องพาตัวไปเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ!”
ประมุขหญิงขมวดคิ้ว
เสด็จพ่อเป็นบ้าอะไรขึ้นมา?
ต้องจับแค่เยี่ยนจิ่วเฉาสิ มาจับนางด้วยเหตุใด?
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!” องครักษ์ฉางโม่ซังรีบร้อนมุ่งเข้ามายกมือ
คำนับต่อหน้าประมุขหญิง “ราชบุตรเขยถูกคนของวังหลวงจับตัว ไปกลางถนนพ่ะย่ะค่ะ!”
สีหน้าของประมุขหญิงดำดิ่ง หันมองหัวหน้าทหารม้า “พวก เจ้าจับตัวราชบุตรเขยด้วยเหตุใด?”
ใบหน้าของประมุขหญิงซีดขาวลงในทันใด!
…………………………………………
[1] จ้าวเจี่ยว เป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายฝักถั่ว สามารถ
นำมาใช้ทำยาและสบู่