หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 319 ผู้ช่วยชีวิต
เรื่องของตี้จียังมาไม่ถึงถนนซื่อสุ่ย
กลางดึก เด็กทั้งสามตื่นเต้นจนนอนไม่หลับสักที ประตูใหญ่ ของทั้งสองจวนเปิดทิ้งไว้ พวกเขาวิ่งไปวิ่งมาจนเหงื่อท่วมตัว เพิ่ง อาบนํ้าไปเห็นจะไม่มีประโยชน์แล้ว
อวี๋หวั่นจึงให้จื่อซูและฝูหลิงไปต้มนํ้าร้อน
“มาสิมาเลยมาจับข้าเลย!”
เป็นเสียงกระหืดกระหอบของเสี่ยวเป่า
อวี๋หวั่นเหลือบดูนาฬิกาทรายบนกำแพง ปกติแล้ววันอื่นๆ เด็กทั้งสามจะต้องหลับไปแล้ว แต่วันนี้กลับไม่ง่วง ดูแล้วมีความ สุขกันเหลือเกิน
หรืออาจเป็นเพราะดื่มนมแพะ?
ไม่สิ นมแพะก็ดื่มอยู่ทุกวัน ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่นา
คงจะเป็นเพราะเจอซิวหลัว
ใครจะไปคิดว่ายอดฝีมือซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำให้พวกเขากลัว แทบแย่ จะกลายมาเป็นเพื่อนกับเด็กๆ ที่ยังพูดจาอ้อแอ้เช่นนี้ได้
อวี๋หวั่นยิ้มพลางส่ายหน้า
ในตอนนั้นเอง เด็กคนหนึ่งก็วิ่งผ่านหน้าอวี๋หวั่น เธอจึงเอื้อม
มือออกไปคว้าเขาอย่างรวดเร็ว
เป็นเอ้อร์เป่า
เอ้อร์เป่าผู้โชคร้ายถูกท่านแม่จับกลับห้องไปแล้ว
“แง้!” เมื่อเสี่ยวเป่าเห็นว่าเอ้อร์เป่าถูกจับไปแล้ว จึงสับเท้าวิ่ง หนี แต่กลับไม่ทันระวัง วิ่งไปชนท่อนขาใหญ่ราวช้างสารจนมึนงง เห็นดาววิ่งวนอยู่เหนือศีรษะ
เสี่ยวเป่า…KNOCKED OUT!
เสี่ยวเป่าก็ถูกจับกลับห้องไปเช่นกัน
เมื่อน้องชายทั้งสองถูกจับไปแล้ว ต้าเป่าก็ยอมแพ้ เดิน เตาะแตะเข้าไปในถังอาบนํ้าอย่างว่าง่าย
หลังจากอาบนํ้าเสร็จ ในที่สุดทั้งสามก็เริ่มง่วงนอน แต่กระนั้น พวกเขาก็ยังกอดขวดนมเอาไว้ แล้วมองออกไปด้านนอก
อวี๋หวั่นรู้ว่าพวกเขากำลังรอใครอยู่ เธออดยิ้มออกมาไม่ได้ “นอนเถอะ เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีก”
ทั้งสามยังคงต่อสู้กับความง่วงอยู่อีกครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ทนไม่ ไหว และผล็อยหลับไป
อวี๋หวั่นเดินกลับห้องของตน เยี่ยนจิ่วเฉาเพิ่งอาบนํ้าเสร็จ เขา เดินออกมาพร้อมกับผมยาวเปียกชุ่ม
อวี๋หวั่นคว้าผ้ามา เรียกให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ แล้วไปยืนด้าน หลัง ค่อยๆ เช็ดผมให้เขา
ราตรีเงียบสงัด ปราศจากเสียงลม
ไม่มีใครพูดอะไร แต่กลับไม่รู้สึกถึงความกระอักกระอ่วน หัวใจ ของพวกเขาสามารถสื่อถึงกันได้แม้จะไร้ซึ่งคำพูด ในสมองของอวี๋ หวั่นมีคำกล่าวที่ว่า ‘คืนวันเงียบสงัดนั้นแลดี’ ปรากฏขึ้นมา
ชีวิตเช่นนี้ไม่มีอะไรไม่ดี และแน่นอนว่าหากถอนพิษได้ย่อมดี กว่านี้
เธอเป็นผู้หญิงที่รู้จักประมาณตน แต่สำหรับบางเรื่องก็อด ละโมบไม่ได้ ตัวอย่างเช่นผู้ชายคนนี้ เธอหวังว่าจะได้ครอบครอง เขาไปชั่วชีวิต ไม่ใช่เพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น
“เคลิบเคลิ้มอะไรอีกแล้ว!” คุณชายเยี่ยนเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียง เย็นชา
อวี๋หวั่นอมยิ้ม เธอค้อมกายลงไปมองปรางแก้มของเขา “ใคร ใช้ให้ท่านเป็นคนงามอันดับหนึ่งกันละ คนงามอันดับหนึ่งของ หนานจ้าว ข้าเคลิบเคลิ้มแล้วทำไม? ข้าทำไม่ได้หรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง “โอ้ จะว่าไปก็ถูก ของเจ้า”
อวี๋หวั่นหมดคำจะพูด “…”
ท่านไม่คิดจะถ่อมตนสักหน่อยหรือ?
อวี๋หวั่นเช็ดผมให้เขาต่อ เช็ดไปเช็ดมาก็นึกถึงเรื่องบางอย่าง ออก จึงถามเขาว่า “ซิวหลัวไม่ได้มานานแล้ว อยู่ๆ ก็เจอเขา เขา
เล่นกับเด็กๆ อย่างสนุกสนานเชียว เด็กๆ ตื่นเต้นจนไม่ยอมนอน อาบนํ้าไปสองรอบแล้ว”
“หึ” คุณชายเยี่ยนแค่นเสียงในลำคอ
อวี๋หวั่นพูดต่อว่า “เดี๋ยวก่อนนะ หนานกงหลีอยู่ที่ชายแดน เขา ไม่ได้พาซิวหลัวไปด้วยหรอกหรือ?”
หนานกงหลีนำทัพไปยังชายแดนไม่ได้ป่าวประกาศออกไป แต่ เห้อเหลียนเป่ยหมิงเป็นแม่ทัพแห่งหนานจ้าว เรื่องราวในกองทัพ ล้วนไม่อาจปิดบังเขาได้ หนานกงหลีต้องการสังหารเซียวเจิ้นถิง เขาย่อมต้องพาซิวหลัวไปด้วย
ตอนนี้ซิวหลัวกลับอยู่ในเมืองหลวง
ซิวหลัวไม่มีทางออกห่างจากหนานกงหลี และนั่นก็ หมายความว่าหนานกงหลีกลับเมืองหลวงมาแล้ว?
อวี๋หวั่นชะงักไป แล้วถามว่า “ตำแหน่งของท่านพ่อถูกเปิดเผย แล้วหรือ? วันนี้ซิวหลัวถึงได้ตามมาฆ่า?!”
“ฆ่าเขาหรือว่าฆ่าซั่งกวนเยี่ยน ตอนนี้ยังไม่แน่ชัด” เขาถามซิว หลัวได้ แต่เขาไม่ได้ทำอย่างนั้น
เมื่อเทียบกับคำตอบของเขาแล้ว สิ่งที่ทำให้อวี๋หวั่นรู้สึก ประหลาดใจกลับเป็นการที่เขายอมรับคำว่า ‘ท่านพ่อ’ เสียมากกว่า ในใจของเขายอมรับเซียวเจิ้นถิงแล้ว เพียงแต่เซียวเจิ้นถิงได้ครอบ ครองซั่งกวนเยี่ยนแล้ว เขาจึงไม่อาจปล่อยให้เยี่ยนอ๋องสูญเสียลูก ไปอีก
สายตาของอวี๋หวั่นเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน สามีที่เจ้า อารมณ์และแสนจะหลงตัวเองของเธอ กลับใจดีต่อคนใน ครอบครัวเสมอ
หลังจากรำพึงรำพัน เธอก็เริ่มขบคิดคำพูดของสามี
ซิวหลัวอาจมาตามสังหารซั่งกวนเยี่ยน ข้อสรุปนี้ทำให้อวี๋หวั่น รู้สึกหวั่นใจ หนานกงหลีฆ่าเธอก็นับว่าสมเหตุสมผลกว่าสักหน่อย อย่างไรเสียความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เป็นทั้งผู้มีพระคุณและ ผู้ที่เคืองแค้นต่อกัน เธอมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านี้ แต่ซั่งกวน เยี่ยนนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาลากผู้หญิงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับเรื่องนี้ เข้ามาเกี่ยวข้อง เขาบ้าไปแล้วจริงๆ!
ถ้าหากเขาหมายจะฆ่าซั่งกวนเยี่ยนจริง เช่นนั้นก็คาดเดาแรง จูงใจของเขาได้ไม่ยาก เขากำลังนำความแค้นทั้งหมดของหนา นกงเยี่ยนมาลงที่เยี่ยนอ๋อง แต่เขาคงคิดว่าสิ่งที่เยี่ยนอ๋องทำ ทั้งหมดก็เพื่อซั่งกวนเยี่ยน เพราะฉะนั้นจึงต้องการสังหารซั่งกวน เยี่ยนเพื่อระบายความแค้น
อันที่จริงต้องกล่าวว่าเขาทำไปเพื่อระบายความริษยาในใจของ ตน มากกว่าทำไปเพื่อล้างแค้นให้หนานกงเยี่ยน
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นว่า “น่ากลัวว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูก ของท่านอ๋อง เขามีเรื่องค้างคาในใจมาตลอดว่าทำไมหลายปีมานี้ คนที่ท่านพ่อพรํ่าเพ้อถึงจึงมีแต่ท่าน”
ไม่ว่าจะถูกกรอกซื่อหุนเฉ่าไปกี่ครั้ง เยี่ยนอ๋องก็ยังจำชื่อของ
เยี่ยนจิ่วเฉาได้ แต่กลับจำชื่อของหนานกงหลีไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
เขาสู้เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นซั่งกวนเยี่ยน ผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องนี้ด้วย และไม่อาจตอบโต้ได้ อันที่จริงนี่นับว่าเป็น คุณลักษณะของผู้ที่อ่อนแอและไร้ความสามารถ
“แต่ว่า…” อวี๋หวั่นขมวดคิ้ว “ซิวหลัวไม่ได้ทำอะไรซั่งกวน เยี่ยน กลับไปหนานกงหลีคงจะโมโหมากสินะ”
“คุณชายขอรับ!”
เสียงของอิ่งสือซันดังขึ้นด้านหน้าประตู
“เข้ามา” เยี่ยนจิ่วเฉาบอก
อิ่งสือซันผลักประตูเข้าไป แสงเทียนสาดส่องไปยังใบหน้าขาว ซีดของเขา
อวี๋หวั่นสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของเขาปราศจากสีเลือด จึง ถามว่า “เจ้าบาดเจ็บหรือ?”
“ข้าไม่เป็นไร” อิ่งสือซันมีสีหน้าจริงจัง “ข้าเพียงแต่ถูกพลังที่ หลงเหลืออยู่ของซิวหลัวโจมตี อีกประเดี๋ยวก็หายขอรับ”
“เจ้าสู้กับซิวหลัว?” อวี๋หวั่นถาม
อิ่งสือซันส่ายหน้า “เปล่าขอรับ แต่นั่นก็ทำให้ข้าน้อย ประหลาดใจอยู่เหมือนกัน”
เดิมทีเยี่ยนจิ่วเฉาเดาได้แต่แรกแล้วว่าซิวหลัวมีอะไรไม่ชอบ มาพากล จึงให้อิ่งสือซันสะกดรอยตามไป
วรยุทธ์ของอิ่งสือซันไม่แข็งแกร่งพอที่จะปกปิดตัวตนต่อซิว หลัว แต่ซิวหลัวมิได้มีเจตนาร้ายต่ออิ่งสือซัน และคร้านจะสนใจ เขา เพียงแต่การเคลื่อนไหวของซิวหลัวนั้นรวดเร็วเกินไป พริบตา เดียวก็หายไปแล้ว
อิ่งสือซันจึงตัดสินใจตรงไปยังจวนตี้จีให้รู้แล้วรู้รอด
เขาคิดว่าหากไปดูที่จวนตี้จีอาจโชคดีได้ข้อมูลมาบ้าง ไหนเลย จะรู้ว่ากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่รุนแรง เป็นกลิ่นอายของซิวหลัว แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ของซิวหลัว
กลิ่นอายหลายหลากชนิดระคนกันไป เขาอยู่ด้านนอกจวนยัง ได้รับแรงกระแทก
เขาหลบออกมาอย่างว่องไว หากช้าไปอีกก้าวเดียว เห็นทีร่าง คงจะป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
อวี๋หวั่นถามด้วยความสงสัยว่า “น่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ? ซิว หลัวทำอะไร”
อิ่งสือซันขมวดคิ้ว “ข้าไม่รู้ แต่สัมผัสได้ว่า…ไม่ใช่เรื่องดีอย่าง แน่นอน”
สิ่งเดียวที่มั่นใจได้ก็คือซิวหลัวเข้าไปในจวนประมุขหญิงแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็แสดงว่าหนานกงหลีซ่อนเขาไว้ในจวน
ปัง!
ลายลมพัดมาอย่างรุนแรง ซัดให้หน้าต่างปิดลง
“อยู่ๆ ลมก็แรงขึ้นมา” อวี๋หวั่นวางผ้าลง แล้วปิดหน้าต่างลง “ซิวหลัวคงไม่ได้เป็นอะไรหรอกใช่ไหม? เขาขัดคำสั่งของหนานกง หลี หนานกงหลีคงไม่ได้ลงโทษเขา?”
ซิวหลัวแข็งแกร่งมาก ใต้หล้านี้ยากที่จะหาผู้ใดมาต่อกร แต่ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหนานกงหลีควบคุมเขาไม่ได้ ก็ไม่ต่างอะไร จากเธอที่มีราชันสัตว์พิษในครอบครอง มันก็ไม่ได้ทำร้ายเธอเช่น กัน
เยี่ยนจิ่วเฉาเคาะนิ้วชี้บนโต๊ะเบาๆ คล้ายกับกำลังใช้ความคิด “หากเขาเป็นซิวหลัวเพียงคนเดียว หนานกงหลีคงไม่ทำอะไร แต่ ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นซิวหลัวเพียงคนเดียว เช่นนั้นหน่วยกล้าตายที่ ไม่ฟังคำสั่ง ย่อมไม่มีความจำเป็นจะต้องเก็บไว้”
………………..
“ไปหาแม่เจ้าไป! พี่น้องทั้งหลาย! จัดการเขาเลย!”
“เก่งนักไม่ใช่รึ! ไม่ได้เก่งมากหรอกรึ! ลุกขึ้นมาสิ! มาสู้กับข้า เดี๋ยวนี้!”
“ซิวหลัวน่ะหรือ? ข้าอยากจะอ้วก!”
ในคุกของจวนตี้จี เหล่าหน่วยกล้าตายและองครักษ์กำลัง ระบายโทสะที่อัดอั้นมานานกับซิวหลัวซึ่งบัดนี้ไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน
ซิวหลัวคลุ้มคลั่งทุกวัน และบางครั้งก็พลั้งมือสังหารเพื่อน ของพวกเขา พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวซิวหลัว ตลอดเวลา ในตอนนี้ได้เวลาแก้แค้นเจ้าคนที่เพียงขยับนิ้วก็ฆ่า
พวกเขาได้ สภาพของซิวหลัวแลดูไม่ต่างอะไรกับสุนัขตัวหนึ่ง ที่นอนรอให้พวกเขารุมรังแก
เสียงหมัดซึ่งกระหนํ่าต่อยราวกับหิมะโปรยปราย ตามมาด้วย เสียงกระดูกของซิวหลัวหักดัง ‘กร็อบๆ’
ตัวเขาก็เหมือนกับหุ่นไม้ที่ไร้เชือก ร่างอ่อนยวบยาบ ไม่มีส่วน ใดที่ปราศจากกระดูกหัก
กระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สาแก่ใจ คิดหาวิธีทรมานเขา และมีคน หยิบกระโถนปัสสาวะมา
องครักษ์คนหนึ่งพูดถากถางว่า “เจ้าจะเอากระโถนมาทำไม ข้ามีของสดๆ ให้เลย!”
ผู้คนหัวเราะครืน!
“พอได้แล้ว!” คนชุดดำเดินเข้ามาด้วยสีหน้าดุดัน “เละเทะสิ้น ดี”
ต่อให้ซิวหลัวถูกทุบตีจนตายเขาก็ไม่สน แต่ใช้วิธีเช่นนี้มา ทำร้ายซิวหลัวรังแต่จะทำให้องค์ชายเสื่อมเสีย
ฝูงชนต่างพยายามเก็บงำสีหน้าแห่งความสำราญใจ และยืน นิ่งอยู่กับที่
องครักษ์ที่เมื่อครู่บอกว่าไม่ต้องใช้กระโถน แอบรัดเข็มขัดของ ตนกลับเข้าที่
คนชุดดำเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ สายตานั้น
ทำให้หัวใจของเขาแทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม จากนั้นคนชุดดำก็ มองไปยังซิวหลัวซึ่งถูกอัดจนปางตายบนพื้น
สิ่งที่น่ากล่าวถึงก็คือ พลังภายในของเขาถูกดูดซับไปเสียสิ้น วรยุทธ์สูญสลาย เขาไม่ใช่ซิวหลัวอีกต่อไป อย่างมากเขาก็เป็นได้ แค่เศษซากของหน่วยกล้าตาย
ในค่ายหน่วยกล้าตาย ทุกๆ ปีจะมีหน่วยกล้าตายที่ไม่อาจทน ต่อการฝึกได้ สถานที่ซึ่งรอคอยพวกเขาอยู่ก็คือป่าช้า!
คนชุดดำตวัดสายตากลับมา แล้วออกคำสั่งด้วยนํ้าเสียงราบ เรียบว่า “โยนออกไป ข้าบอกให้โยนทิ้งไปเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ อย่าให้ข้ารู้ ว่าพวกเจ้าทำอะไรโดยพลการอีก ถ้าใครทำให้องค์ชายต้องขาย หน้าอีก ข้าจะส่งให้ไปรับใช้ใต้เท้าซิวหลัวทั้งสาม”
พวกเขาตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาทันใด!
พวกเขาลืมไปได้อย่างไรว่าต่อให้ซิวหลัวคนนี้ตายไปแล้ว ก็ยัง มีซิวหลัวอีกสามคน พวกเขาแข็งแกร่ง บ้าคลั่ง และภักดีต่อเจ้า นายมากกว่าซิวหลัวคนนี้
ซิวหลัวคนนี้ยังมีบ้างที่เห็นใจ ไม่ฆ่าคน แต่สามคนนั้นอาจจะ ไม่…
พวกเขาหนีออกมาจากรังสุนัขป่า แล้วยังไปปะรังถํ้าเสืออีก หรือ…
พวกเขาต่างไม่มีกะจิตกะใจจะเล่นสนุกอีกต่อไป อย่างไรเสียก็ ไม่มีผู้ใดคิดอยากไปรับใช้ใต้เท้าสามคนนั้น พวกเขาจึงไปหารถม้า
โกโรโกโสคันหนึ่งมา แล้วโยนซิวหลัวใส่เข้าไป
กลางดึกลมพัดแรง ไม่เท่าไรฝนก็ตกลงมา
เขาเคยนั่งรถม้าที่หรูหราที่สุด กินอาหารชั้นเลิศที่สุด บัดนี้ กลับตกอับสภาพน่าเวทนา
“มารดามันเถอะ! เลือดมากมายขนาดนี้!”
องครักษ์ที่บังคับรถม้าเห็นรอยเลือดไหลไปตามถนน ฟ้าใกล้ สางแล้ว ผู้คนกำลังจะออกมา หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ทางการต้อง แห่มาก่อนที่จะถึงป่าช้าเป็นแน่
“โยนเอาไว้ที่นี่แหละ ไม่ต้องไปป่าช้าแล้ว! ยังไงเขาก็ใกล้ตาย แล้ว!” องครักษ์คนหนึ่งกระซิบบอก
“ไม่ได้ ถ้าองค์ชายรู้เข้าต้องสับพวกเราเละแน่! ถอดเสื้อผ้า ออกมา!” องครักษ์ซึ่งบังคับรถม้าบอก
องครักษ์คนนั้นจึงถอดเสื้อผ้าออกมาอย่างจำใจ “เอ้านี่”
องครักษ์ที่บังคับรถม้าก็ถอดเสื้อผ้าของตนเองเช่นกัน จากนั้น เขาก็หยิบเสื้อผ้าสองชุดเดินเข้าไปในรถม้า ห่อร่างของซิวหลัว เนื้อ ผ้าดูดซับเลือดของซิวหลัวและไม่หยดลงไปอีก
ฟ้าสว่างแล้ว
ฝนก็หยุดตกแล้ว
ทั้งสองเดินทางต่อ
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็เดินทางมายังป่าช้าที่ใหญ่ที่สุด
ในเมืองหลวง
สภาพของป่าช้าหลังฝนตกนั้นไม่น่ามอง กลิ่นเหม็นเน่าลอย มาแตะจมูกชวนให้รู้สึกคลื่นเหียน สัตว์ต่างๆ มากัดกินซากศพ
ทั้งสองปิดจมูกด้วยความรังเกียจ พวกเขาโยนร่างสภาพร่อแร่ ของซิวหลัวลงไปในกองศพซึ่งกำลังเน่าได้ที่
งูและหนูซึ่งอยู่ในซากศพต่างตกใจกลัวและหนีออกมา
องครักษ์อยากอาเจียน เขาลากเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งออก ไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
ซิวหลัวนอนควํ่าหน้าหาซากศพ
มีแมลงยั้วเยี้ยไปมาอยู๋ในเนื้อเน่า
สกปรก
ซิวหลัวไม่อยากตายในที่สกปรกเช่นนี้
เขาใช้แรงเฮือกสุดท้าย ลากร่างซึ่งกระดูกแหลกเหลวของตน ออกจากกองซากศพ ค่อยๆ คลานออกจากป่าช้าทีละนิดๆ
เนื้อตัวของเขาเปรอะเปื้อน เจ็บปวดเสียจนแทบสลายสิ้นซึ่ง สติสัมปชัญญะ
เขาอยากมองเห็นฟ้าครามเป็นครั้งสุดท้าย
เขารู้ว่าตนเองคงไม่รอดแล้ว
ที่นี่คงไม่มีคนผ่านไปมา และบางทีภายในเวลาเพียงครึ่งชั่ว
ยาม เขาก็จะไม่ต้องรู้สึกทรมานอีกต่อไป
เขานอนราบลงกับพื้น ลูบขวดนมที่เขารัก หลับตาลงยอม จำนนต่อโชคชะตา
ทว่าขณะที่เขากำลังจะโกยเอาอากาศเข้าปอดเป็นครั้งสุดท้าย ก็มีเสียงดังเสียดโสตประสาทร้องเรียก…
“หนิววววววววว ตั้นนนนนนนนน”
เสียงนี้!!!
ซิวหลัวกลัวจนตัวสั่น วิญญาณพุ่งกลับเข้าร่างในทันใด!