หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 343.1 หลังจากนั้น (1)
ขันทีหวังตกตะลึง
ชั่วครู่หนึ่ง เขาคิดว่าตนเองมองผิดไป จนกระทั่งหลังจากขยี้ ตาแล้วต้าเป่าก็ยังคงถือตราหยกแผ่นดินอยู่ ดวงตาของเขาพลัน เบิกกว้าง
“นี่ๆๆๆๆๆ…มันอันใดกัน?”
เหตุใดถึงมีตราหยกแผ่นดินสองอัน?
อันหนึ่งอยู่ในมือของต้าเป่า และอีกอันหนึ่งก็อยู่ที่ห้องทรง อักษร…
“ตราหยกแผ่นดินของคุณชายน้อยมาจากที่ใด?” ขันทีหวัง ถามด้วยความประหลาดใจ
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอแตะคางและเอ่ยว่า “องค์ ประมุขให้กระมัง”
ฟังจากนํ้าเสียงของท่าน ดูไม่แน่ใจเท่าใดนะ!
ขอร้องละ นี่เป็นตราหยกแผ่นดินสืบบัลลังก์! ไม่ใช่ของเน่าเสีย ตามถนน! พวกเจ้าจะมีความเคารพต่อมันสักหน่อยได้หรือไม่! ! !
“ต้าเป่า นี่เป็นสิ่งที่องค์ประมุขให้มาใช่หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม บุตรชายของเธอ
ต้าเป่ากำลังยุ่งอยู่กับการประทับตรา แต่สละเวลามามอง มารดาแล้วพยักหน้าอย่างน่ารัก จากนั้นก็ประทับต่อไป
ขันทีหวังตกตะลึงตัวแข็งเป็นหิน มีเพียงมุมปากที่กระตุกไม่ หยุด
นี่คือตราหยกแผ่นดินจริงๆ หรือ? ถูกพวกเจ้าทำเสียจนข้า รู้สึกว่ามันเป็นกะหลํ่าปลีอย่างไรบอกไม่ถูก?
แต่เห็นชัดๆ ว่าฮองเฮามีตราหยกแผ่นดินอยู่ในมือ เหตุใดต้า เป่าก็มีตราหยกแผ่นดินอีกอันหนึ่ง?
ขันทีหวังตกตะลึงไปชั่วขณะ แล้วเขาก็จำได้ว่าสองสามวัน ก่อนต้าเป่าถือตราหยกแผ่นดินไว้ไม่ยอมวาง เพื่อนำตราหยกแผ่น ดินกลับคืนมา ฝ่าบาทจึงให้ช่างทำของปลอมซึ่งรูปลักษณ์เหมือน กับตราหยกแผ่นดินจริงทุกประการ มีเพียงตัวอักษรที่สลักต่างกัน แต่หากไม่ดูอย่างละเอียดก็จะไม่อาจบอกได้
ฝ่าบาทวางแผนที่จะรอให้ต้าเป่าหลับ จากนั้นจึงสับเปลี่ยน ตราหยกแผ่นดินทั้งสองชิ้น แต่ไหนเลยจะรู้ว่าอวี๋หวั่นเข้าวังมา แล้ว ต้าเป่าที่มีมารดาแล้ว ก็ทิ้งตราหยกแผ่นดินทันที ตราหยก แผ่นดินปลอมสูญเสียคุณค่า ถูกองค์ประมุขโยนเก็บไว้ไม่ใช้งาน
แต่…ในมือของฮองเฮาหรือต้าเป่าที่เป็นของจริงกันแน่?
ขันทีหวังจำได้อีกอย่างหนึ่ง หลังจากรู้ว่าต้าเป่าตกนํ้า อวี๋หวั่น ก็รีบไปรับเด็กทั้งสามคนออกจากวัง เพื่อรั้งต้าเป่าไว้ องค์ประมุขจึง นำตราหยกแผ่นดินไปเกลี้ยกล่อมเขา ตอนนั้นในมือขององค์
ประมุขเป็นของจริง
แต่ไม่ใช่ต้าเป่าไม่ต้องการหรือ? เด็กคนนั้นนอนอยู่ในอ้อม แขนมารดาอย่างงอมแงม ไม่แม้แต่มองตราหยกแผ่นดินตรงๆ
หรือว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องการ?
ไม่เพียงแต่ต้องการตราหยกแผ่นดิน ยังต้องการกระดาษหวง จื่ออีกกองหนึ่งด้วย?
กระดาษหวงจื่อ หรือที่เรียกว่าอวี้ปั๋ว เป็นผ้าทอที่ทำจากผ้า ไหมดิบ ใช้เขียนรับสั่งขององค์ประมุขโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นตรา หยกแผ่นดินก็ดี อวี้ปั๋วก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจหาได้ ยามนี้ กลับมาอยู่ในมือของต้าเป่าพร้อมๆ กัน
มุมปากของขันทีหวังกระตุกอย่างแรง
ฝ่าบาท ท่านจะโปรดปรานเหลนก็ไม่ใช่เช่นนี้ จะมีขอบเขตสัก หน่อยได้หรือไม่?
ไม่กลัวว่าพวกเขาจะเขียนมั่วซั่วกำจัดท่านออกไปหรือ?
ถึงอย่างไรตี้จีองค์โตและองค์หญิงน้อยก็ไม่ได้รอคอยให้ท่าน มาเป็นอย่างยิ่ง
การดำเนินไปของเรื่องเป็นอย่างนี้ หลังจากอวี๋หวั่นออกจาก ตำหนักจงกงพร้อมกับพวกตัวน้อยทั้งสาม เธอไปตำหนักจูเชวี่ย เพื่อบอกลาอวิ๋นเฟย องค์ประมุข ‘ล่อลวง’ ต้าเป่าไปที่ห้องทรง อักษรโดยใช้ตราหยกแผ่นดินเกลี้ยกล่อมเขาอย่างไร้ยางอาย
ต้าเป่าหยิบตราหยกแผ่นดินมาซ่อนไว้ในอวี้ปั๋วที่ว่างเปล่า แผ่นหนึ่ง เมื่อซ่อนเสร็จ เขาก็หัวเราะเสียงหมูออกมา
เมื่อเห็นว่าเขาชอบ องค์ประมุขจึงหยิบอวี้ปั๋วออกมาจากลิ้นชัก
ผลคือตราหยกแผ่นดินถูกเอาไป อวี้ปั๋วก็ถูกนำไป คนก็ไม่อยู่
องค์ประมุขร้องไห้โดยไม่มีนํ้าตา “…”
ขันทีหวังไม่รู้เรื่องละครฉากเล็กๆ เหล่านี้ เขาไม่ได้อยู่ในห้อง ทรงอักษรในเวลานั้น แต่ถึงรู้ เขาก็คงไม่สามารถทำได้ดีไปกว่าองค์ ประมุข ไม่แน่ว่ากระทั่งหมึกประทับตราก็อาจจะให้ไข่ดำน้อยไป ด้วย
สัญชาตญาณบอกขันทีหวังว่าตราหยกแผ่นดินในมือต้าเป่า เป็นของจริง และอันที่ฮองเฮาแย่งชิงไปนั้นเป็นของปลอม
หากเป็นเช่นนี้ก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
หากไม่มีตราหยกแผ่นดินที่แท้จริง ฮองเฮาคิดจะกบฏ ให้นาง ฝันกลางวันไปเถอะ!
องค์ประมุขแปดเก้าส่วนคงถูกฮองเฮาควบคุมไว้แล้ว การช่วย เหลือองค์ประมุขออกมา ต้องกำจัดฮองเฮาเสียก่อน
ทันใดนั้นเองขันทีหวังก็เกิดความคิดที่ยอดเยี่ยม พวกเขามี ตราหยกแผ่นดินและอวี้ปั๋วอยู่ในมือ กำจัดๆๆ! กำจัดนางแก่ตัวดี นั่น!
แต่ในไม่ช้า ขันทีหวังก็พบว่าเขาดีใจเร็วเกินไป
“ต้าเป่า เจ้าเร็วหน่อย ข้ากับเอ้อร์เป่าเขียนเสร็จอีกแล้ว!”
เสียงกระตุ้นของเสี่ยวเป่า
ขันทีหวังหันหน้า หัวใจพลันเต้นกระตุก!
ไข่ดำสองน้อยสองคนนั่งอยู่บนสนามหญ้าของลาน ถือพู่กัน เขียนไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างกดอวี้ปั๋วที่ต้าเป่าใช้ตราหยก แผ่นดินประทับ แล้วละเลงวาดจนเละเทะ
พระ…พระ..พระราชโองการถูกพวกเจ้ายํ่า…ยํ่า..ยํ่ายีเช่นนี้?!
ขันทีหวังแทบเป็นลมล้มพับ! ! !
ไข่ดำทั้งสามแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ต้าเป่าประทับ เอ้อร์เป่า และเสี่ยวเป่าวาด เล่นกันอย่างมีความสุข!
เมื่อเห็นพระราชโองการถูกเด็กน้อยทั้งสามทำลายจน ราบคาบ ขันทีหวังก็ร้องไห้ไม่ออกเสียยิ่งกว่าองค์ประมุข
ในมือของต้าเป่ายังมีอวี้ปั๋วชิ้นสุดท้ายเหลืออยู่ ต้าเป่ายกตรา หยกแผ่นดิน จุ่มแผ่นหมึกเพื่อจะนำไปประทับบนอวี้ปั๋ว
“อย่า-“
ขันทีหวังรีบพุ่งเข้าไปล้มลงแทบเท้าของต้าเป่า ใช้ร่างกายปก ป้องอวี้ปั๋วแผ่นนั้นไว้อย่างมิดชิด
จุ๊บ!
ตราหยกแผ่นดินของต้าเป่าประทับลงบนใบหน้าของขันทีหวัง
ไม่ว่าอย่างไร อวี้ปั๋วแผ่นสุดท้ายก็ถูกแย่งมาได้ ขันทีหวังทอด ถอนใจด้วยความโล่งอกจับอวี้ปั๋วอย่างระมัดระวังและลุกขึ้นยืน
ต้าเป่าเงยหน้าขึ้นมองเขาหยิบอวี้ปั๋วออกไป เอ้อร์เป่าและ เสี่ยวเป่าก็มองไปที่เขา ทั้งสามคนกำลังสนุกสนาน แต่จู่ๆ พวกเขา ก็ถูกแย่งของเล่น ฉากที่คิดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
ทั้งสามเบะปากร้องไห้ออก!
“เกิดอะไรขึ้น?!”
“เป็นอะไรไป?”
เซียวเจิ้นถิงที่อยู่เป็นเพื่อนซั่งกวนเยี่ยนทำงานเย็บปักอยู่ ภายในเรือนของตนเองกำลังเคลิ้มหลับได้ยินเสียงร้องของหลาน ชายตัวน้อย พลันตื่นตัวในพริบตา
ในเวลาเดียวกัน เยี่ยนอ๋องก็รีบออกมาจากห้องตำรา
ฝูหลิงและจื่อซูก็วางงานที่ทำได้ครึ่งหนึ่งลง เยี่ยนจิ่วเฉาออก ไปวุ่นวายข้างนอกไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงมาดูเช่นกัน ผู้ใดช่าง บังอาจทำให้บุตรชายลํ้าค่าของเขาร้องไห้
ขันทีหวังหันมองเซียวเจิ้นถิงที่กำยำลํ่าสัน จากนั้นก็หันไปมอง เยี่ยนอ๋องที่ใบหน้าเย็นชา และมองสาวใช้สองคนที่จ้องเขาพร้อม ตะครุบดั่งพญาเสือ พลันประหวั่นพรั่นพรึง
เขา…เขาแค่หยิบกระดาษมาแผ่นเดียวเอง…
ขันทีหวังผู้นี้มีความสามารถไม่เบา เพิ่งมาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็
ทำให้บุตรชายของเธอร้องไห้เสียแล้ว อวี๋หวั่นดึงเด็กทั้งสามคนไป ข้างกาย แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดนํ้าตาของพวกเขา ทั้งสามซุกใน อ้อมแขนของมารดา สุดแสนเจ็บปวดรวดร้าว
ขันทีหวังอ้าปากค้าง “ข้า…บ่าว…นั่น…คือว่า…”
เขาอยากจะบอกว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ตนถึงได้ ‘แย่ง ชิง’ อวี้ปั๋วชิ้นสุดท้ายมา แต่สายตาที่เย็นชาของเซียวเจิ้นถิงและ เยี่ยนอ๋องกำลังบอกเขาอย่างชัดเจนว่า การร้องไห้ของหลานตัว น้อยของพวกเขาเป็นเรื่องสำคัญมาก พระราชโองการบ้าบออะไร นั่น ไปตายซะ!
ขันทีหวังจิตใจขมขื่น
ครอบครัวนี้มันคนแบบใดกัน?
ฝ่าบาท บ่าวทำสุดความสามารถแล้ว…
เซียวเจิ้นถิงหมายจะแย่งอวี้ปั๋วมาให้หลานตัวน้อย เคราะห์ดีที่ อวี๋หวั่นหยุดเขาไว้ อวี๋หวั่นให้ฝูหลิงและจื่อซูพาพวกเขาไปซื้อถังหูลู่ ส่วนเธอก็พาสองพ่อสามีและขันทีหวังเข้าไปที่ห้องตำรา
องค์ประมุขจะเป็นเช่นไร พูดตามตรงอวี๋หวั่นไม่ได้สนใจ แต่อ วิ๋นเฟยยังอยู่ในวัง
เธอถามว่า “ขันทีหวัง เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? เมื่อครู่เจ้าเพิ่ง บอกว่าฮองเฮากบฏ ท่านยายของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อพูดถึงอวิ๋นเฟย จมูกของขันทีหวังก็แสบขึ้นมา “อวิ๋นเฟยอ
ยู่ที่ตำหนักจูเชวี่ย ข้าก็ไม่รู้ว่านางจะเป็นอย่างไรบ้าง ข้าถูกไอ้หลี่อวี้ นั่นจับถ่วงนํ้า อวิ๋นเฟยมาช่วยข้าไว้ และยังให้ชุดกับป้ายคาดเอว มา และเป็นอวิ๋นเฟยที่บอกให้ข้ามาที่ถนนซื่อสุ่ยเพื่อตามหาพวก ท่าน ตอนนี้วังหลวงคงถูกฮองเฮาควบคุมแล้ว แต่ข้าเดาว่า ตอนนี้ อวิ๋นเฟยจะยังไม่เป็นอะไร”
เกิดเรื่องกับองค์ประมุขก็ชวนให้สนใจมากพอแล้ว หากเกิด เรื่องกับอวิ๋นเฟยอีก ก็อาจทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยได้ง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น อวิ๋นเฟยยังเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของตี้จีองค์โต การกักตัวนางไว้ในวังหลวงถือได้ว่าเป็นการขัดขวางตี้จีองค์โต
ดังนั้นไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใด อวิ๋นเฟยก็ยังไม่ต้องกังวลถึง ชีวิตในยามนี้
แต่ไม่อาจปล่อยให้นางอยู่ในมือของฮองเฮาไปตลอด
“จู่ๆ เหตุใดฮองเฮาถึงคิดกบฏ?” อวี๋หวั่นถาม
ขันทีหวังทอดถอนใจอย่างหมดหนทาง
“โอ้ เรื่องมันยาว สรุปเลยก็คือฝ่าบาทได้ทรงทราบจากปากขอ งอวิ๋นเฟย ว่าฮองเฮาสมรู้ร่วมคิดกับสำนักราชครู อวิ๋นเฟยเป็น พยานบุคคล แต่พยานบุคคลไม่ได้มีเพียงนางคนเดียว ยังมีเห้อ เหลียนเซิง”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างแปลกใจ
“ลูกของท่านลุงใหญ่?”
ขันทีหวังพยักหน้า
“ใช่ เป็นเขา เขาล่วงรู้ความลับของฮองเฮาและสำนักราชครู และเกือบถูกฮองเฮาฆ่าปิดปาก ฮูหยินเห้อเหลียนร่วมมือกับฮูหยิน ผู้เฒ่าวางแผนขับไล่เขาออกจากจวน เพื่อปกป้องชีวิตของเขา”
“ท่านย่าของข้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?”
อวี๋หวั่นประหลาดใจ
“ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฮูหยินผู้เฒ่า”
ขันทีหวังทอดถอนใจ
คนที่รักหลานชายถึงเพียงนั้น ต้องขับไล่หลานชายออกจาก จวนด้วยมือตนเอง และต้องแสร้งทำเป็นไม่ไยดีต่อหน้าผู้คน มากมาย ฮูหยินผู้เฒ่าต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด มีเพียงตัวนาง เองเท่านั้นที่รู้ดี
บทที่ 343.2 หลังจากนั้น (2)
อวี๋หวั่นเคยพูดถึงเรื่องของเห้อเหลียนเซิงกับเยี่ยนจิ่วเฉา ทั้งคู่ เดาว่ายังมีเรื่องภายในอื่นๆ อีก แต่ไม่รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้เรื่องนี้เช่น กัน
เยี่ยนอ๋องและเซียวเจิ้งถิงฟังอย่างเงียบๆ ไม่เกิดสงครามลูก ผู้ชายอย่างหาได้ยากยิ่ง
“จากนั้นเล่า?” อวี๋หวั่นถาม
ขันทีหวังกล่าวว่า “จากนั้นฝ่าบาทก็รับสั่งนำตัวนางถานเข้าวัง คำพูดเมื่อครู่เหล่านั้นมาจากปากของนางถาน และที่ท่านแม่ทัพ ใหญ่สูญเสียตัวตนและจิตใจไปเป็นการลอบทำร้ายของฮองเฮา จุด ประสงค์เพื่อเตือนนางถานและให้ส่งตัวเห้อเหลียนเซิงมา”
อวี๋หวั่นตบโต๊ะ “สตรีพิษร้าย! ช้าก่อน นางถานบอกหรือไม่ว่าผู้ ใดเป็นคนวางยาพิษ?”
ขันทีหวังทอดถอนใจ “นางเป็นคนวางยาเอง แต่นางไม่ได้ ต้องการทำร้ายท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านแม่ทัพใหญ่ถูกฮองเฮาวางยา นางจึงจำต้องใช้พิษต้านพิษเพื่อช่วยชีวิตท่านแม่ทัพใหญ่”
อวี๋หวั่นพึมพำ “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้”
ดูเหมือนว่าเยี่ยนจิ่วเฉาพูดถูก เป็นนางถานจริงๆ แต่คิดไม่ ถึงว่าฮองเฮาจะเป็นคนลงมือก่อน
เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ อวี๋หวั่นก็มองไปที่ขันทีหวังอีกครั้ง “เช่นนั้น เห้อเหลียนเซิงล่วงรู้ความลับอะไรถึงทำให้ฮองเฮา ต้องการฆ่าเขาเพื่อปิดปาก?”
เรื่องเน่าเฟะในเรือนไม่ควรเปิดเผยสู่ภายนอก แต่องค์หญิง น้อยก็ไม่นับว่าเป็นคนนอก เยี่ยนอ๋องและเซียวเจิ้นถิง…เป็นพ่อ สามีขององค์หญิงน้อย เมื่อปัดเศษ ก็เป็นครอบครัวเดียวกันไม่ผิด!
ขันทีหวังบอกข่าวที่น่าตกใจนั้น “…ฮองเฮามีความสัมพันธ์ กับอดีตราชครู อวี่เหวินจ้าว และหนานกงเยี่ยนก็อาจจะเป็นสาย เลือดชั่วของพวกเขา”
อวี๋หวั่นขมวดคิ้ว “อาจจะอะไรกัน? ใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ได้ ตรวจสอบหรือ?”
ขันทีหวังกล่าวว่า “นั่นเพราะนางถานก็ไม่แน่ใจ ดังนั้นองค์ ประมุขจึงไปขอการยืนยันจากฮองเฮา ส่วนผลการตรวจสอบ ข้าไม่ ได้อยู่ที่นั่นในเวลานั้น เมื่อข้าไปตามหาก็เกิดเรื่องกับฝ่าบาทแล้ว”
ดูเหมือนว่าผลการตรวจสอบจะไม่ค่อยดีนัก แปดเก้าส่วนองค์ ประมุขคงโกรธกริ้วอยากประหารบุตรชู้หนานกงเยี่ยน ฮองเฮา ต้องการปกป้องบุตรสาวจึงลงมือกับองค์ประมุข
หากเป็นเช่นนี้ การกบฏของฮองเฮาก็พอยอมรับได้
หนานกงเยี่ยนเป็นบุตรจากชู้หรือไม่นั้นมิสำคัญ สิ่งที่สำคัญก็ คือองค์ประมุขเชื่อว่านางเป็นบุตรชู้ ดังนั้นหนานกงเยี่ยนและ ฮองเฮา จึงไม่อาจรอดไปได้
องค์ประมุขขับไล่เนื้อเลือดของตัวเองออกไป แต่กลับเลี้ยงดู บุตรชู้ให้กับคนอื่น ทันทีที่เรื่องร้ายนี้แดงออกมา อวี๋หวั่นรู้สึกว่า ประหารเก้าชั่วโคตรของฮองเฮายังเบานัก
กระต่ายยามถูกกดดันยังกัดคนได้ อีกอย่างฮองเฮาไม่เคยเป็น สตรีที่ง่ายดายมาก่อน
“ข้าไม่เคยเชื่อในคำทำนายที่ว่าโชคดีร้ายเกิดคู่กัน แต่…มี ความสัมพันธ์กับอดีตราชครูนั้นเกินความคาดหมายของข้า” สตรี ผู้นี้ แย่ไปจนถึงกระดูกจริงๆ “เรื่องท่านยายของข้าก็ถูกนางโยน ความผิดด้วยใช่หรือไม่?”
ตามนิสัยของอวิ๋นเฟย ต่อให้ถูกตีจนตาย อวี๋หวั่นก็ไม่เชื่อว่า นางจะปีนขึ้นเตียงมังกร
ขันทีหวังครุ่นคิด “เอ่อ ข้าไม่ได้ยิน แต่ข้าคิดว่า อวิ๋นเฟยน่าจะ ถูกฮองเฮาใส่ความ ในปีแรกๆ ฮองเฮาไม่อาจตั้งครรภ์ให้กำเนิด บุตร ไทเฮากำชับหนักหนา ข้าอยู่ในวังมานาน มีเรื่องสกปรกบาง เรื่องที่องค์หญิงน้อยคาดไม่ถึง แต่ข้าล้วนเห็นมาหมดแล้ว ฮองเฮา…นางอาจวางแผนที่จะยืมครรภ์ให้กำเนิดบุตร แต่คาดไม่ ถึงว่าหลังจากอวิ๋นเฟยตั้งครรภ์ นางก็ท้องเลือดเนื้อของตนเอง ใน ครานั้น เลือดเนื้อของอวิ๋นเฟยไม่เพียงแต่ไร้ค่า ในทางกลับกันยัง กลายเป็นภัยคุกคามต่อนาง และนั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดนางจึง สมรู้ร่วมคิดกับอวี่เหวินจ้าว บังคับให้ตี้จีองค์โตเป็นดาวหายนะผู้ โดดเดี่ยว”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเย็นชา “บนชั่วเช่นไร ล่างก็เลวเช่นนั้น!”
ด้วยมารดาเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ให้กำเนิดบุตรีไร้ยางอาย อย่างหนานกงเยี่ยน
ขันทีหวังกล่าวอย่างกังวล “องค์หญิงน้อย เราอย่าเพิ่งคุยเรื่อง นี้กันเลย ฝ่าบาทและสนมกุ้ยเฟยอยู่ในมือของนาง เรามาคิดหา ทางช่วยพวกเขากันเถอะ”
เพื่อช่วยพวกเขาทั้งสอง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือกำจัดฮองเฮา
แต่พระราชโองการถอดถอนฮองเฮามิใช่ผู้ใดจะเขียนก็ได้ มี ตราหยกแผ่นดินกับอวี้ปั๋วยังไม่เพียงพอ ผู้ที่จะเขียนพระ ราชโองการต้องตรงตามข้อบังคับอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็น ขุนนางใหญ่หรือองค์ประมุขเอง
“ยามนี้ไปจับขุนนางใหญ่ยังทันหรือ?” อวี๋หวั่นลูบมือ
ขันทีหวังราดนํ้าเย็นใส่เธออย่างเหลือทน “ข้าคิดว่าขุนนาง อาจถูกฮองเฮาจับไปหมดแล้ว”
ดังนั้นทุกคนจึงมองไปที่เยี่ยนอ๋องโดยพร้อมเพรียงกัน
ถึงเวลาแสดงฝีไม้ลายมือที่แท้จริง ความสามารถในการ ปลอมแปลงลายมือ ที่แม้แต่ไท่ฟู่ก็ไม่สามารถแยกแยะได้ เกรงว่า ในโลกนี้จะมีเพียงเยี่ยนอ๋องเท่านั้นที่ทำได้
ตำหนักจงกง
ว่ากันว่าหลังจากขันทีหลี่มอบตราหยกแผ่นดินที่เขาขโมยมา
ให้ฮองเฮาแล้ว ฮองเฮาก็สั่งให้คนไปจับตัวขุนนางซื่อซูแห่งสำนัก ฮั่นหลินมาในทันที
ขุนนางซื่อซูเป็นขุนนางที่เขียนราชโองการขององค์ประมุข แน่นอนว่าองค์ประมุขสามารถเขียนเองได้ แต่องค์ประมุขไม่ สามารถเคลื่อนไหวได้มิใช่หรือ? มีเพียงต้องให้ขุนนางซื่อซูทำแทน เขาเท่านั้น
ฮองเฮาวางมีดลงที่คอขององค์ประมุข “หากไม่เขียน ข้าจะฆ่า ฝ่าบาท”
สิ่งนี้มีประโยชน์ยิ่งกว่าการข่มขู่ขุนนางซื่อซูเองมากนัก ขุนนางซื่อซูเขียนด้วยใบหน้าอาบนํ้าตา และมอบอวี้ปั๋วที่เป็นลาย ลักษณ์อักษรให้กับมือฮองเฮาอย่างสั่นสะท้าน
ฮองเฮาร่างคำสั่งแต่งตั้งหนานกงหลี นางเรียกหน่วยกล้าตาย คนสนิทเข้ามา “เจ้าไปที่จวนตี้จี ให้หลีเอ๋อร์เตรียมตัวให้ดี วันพรุ่ง เขาจะได้ขึ้นสู่บัลลังก์”
“พ่ะย่ะค่ะ!” หน่วยกล้าตายคนสนิทเดินออกจากตำหนักทันที
ขันทีหลี่ยกโจ๊กลูกเดือยต้มชามหนึ่งเข้ามาในห้อง “ฮองเฮา วันพรุ่งนี้ท่านต้องไม่ลืมว่าอย่าได้ตรัสผิด ฝ่าบาทเป็นไข้ทรพิษซึ่ง เป็นโรคติดต่อได้ง่าย และไม่สามารถรักษาให้หายขาด จึงมอบ บัลลังก์ให้องค์ชายหลี พระองค์เป็นไท่ซ่างหวาง ท่านก็เป็นไทเฮาผู้ สำเร็จราชการแทนพระองค์”
“ข้าเขียนลงไปแล้ว” ฮองเฮาพยักหน้า จากนั้นหยุดชะงักและ
พูดอีกครั้ง “แต่ ข้าจำเป็นต้องรับตำแหน่งไทเฮาผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์หรือ? หลีเอ๋อร์เขา…”
ขันทีหลี่อธิบายว่า “องค์ชายยังเด็กอยู่บ้าง อาจไม่สามารถ จัดการกับบางสิ่งได้ ท่านต้องเป็นไทเฮาผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ จึงจะสามารถเข้าออกราชสำนักได้”
ฮองเฮาลังเล “แต่ข้าไม่เข้าใจการบริหารราชการแผ่นดิน”
ขันทีหลี่ยิ้มและกล่าวว่า “ข้าสามารถช่วยฮองเฮาได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาตบมือเขาด้วยความโล่งใจ “โชคดีที่มีเจ้า”
คํ่าคืนนี้ข่าวฝ่าบาทเป็นไข้ทรพิษรั่วไหลออกมา ฟ้าสางวันถัด ไป ฮองเฮานำขันทีหลี่และพระราชโองการที่กำหนดไว้นั้นมาที่ราช สำนัก
เมื่อทุกคนเห็นเพียงฮองเฮา แต่ไม่เห็นองค์ประมุขต่างก็ตก ตะลึง
ฮองเฮายืนบนขั้นบันไดใต้เก้าอี้มังกรมองขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และ บุ๋นอย่างสง่างามและกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าโศก “ข้ามีข่าวร้าย จะแจ้งให้พวกท่านทราบ”
ทุกคนมองนางอย่างงงงวย
นางดวงตาแดงระเรื่อ สะอึกสะอื้นเล็กน้อย “ฝ่าบาทพระ วรกายไม่แข็งแรง ติดไข้ทรพิษ”
ทั่วทั้งราชสำนักเกิดเสียงฮือฮาสนั่น!
ไข้ทรพิษเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และแทบไม่มีผู้ป่วยคนใดรอด ชีวิต ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขาต้องถูกกักกันในหมู่บ้านพิเศษ การ รักษามีความเข้มข้น แต่ความจริงแล้วพวกเขาเพียงกำลังรอความ ตายอยู่ในหมู่บ้านเท่านั้น
องค์ประมุขของพวกเขาป่วยเป็นโรคร้ายแรงเช่นนี้เลยหรือ?
“หากพวกท่านไม่เชื่อ ก็สามารถไปเยี่ยมพร้อมกับข้าในภาย หลังได้” ขันทีหลี่จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าชีพจรขององค์ ประมุขเป็นเช่นไร ก็จะแสดงเป็นอาการของไข้ทรพิษ กระทั่งหมอ หลวงเขายังไม่กลัว ขุนนางเพียงกลุ่มเดียว ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
ฮองเฮากลั้นนํ้าตาและกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงรู้สึกว่าพระองค์ เหลือเวลาไม่มากแล้ว จึงร่างพระราชโองการในชั่วข้ามคืน ขันทีหลี่ โปรดนำพระราชโองการมา”
“เหตุใดไม่เห็นขันทีหวังเล่า?” ขุนนางคนหนึ่งถาม
ฮองเฮาสะอื้น “ขันทีหวังก็เป็นไข้ทรพิษเช่นกัน เมื่อคืน…ไข้ ขึ้นสูงไม่หยุด…เมื่อเช้านี้ก็…”
ก็อะไร นางไม่ได้เอ่ย แต่ทุกคนก็ได้ตัดสินใจเองและเดาว่า ขันทีหวังอาการไม่ดีแล้ว
“เชิญพระราชโองการเถิด” ฮองเฮากล่าวกับขันทีหลี่อย่างเจ็บ ปวด
“พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา” ขันทีหลี่เปิดพระราชโองการ
“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้จึงทรงมีพระบัญชา ข้าเป็นโรค ร้าย เกรงว่ามีชีวิตอีกไม่นาน ประเทศไม่อาจไร้ผู้ปกครองเพียงหนึ่ง วัน หนานกงหลีสง่างามปรีชา เปี่ยมคุณธรรม…”
“พระราชโองการมาถึงแล้ว-“
นอกห้องโถง จู่ๆ ก็มีเสียงแหลมสูงของขันทีหวังดังเข้ามา
ทุกคนต่างตระหนกตกใจ ไม่ได้บอกว่าขันทีหวังเป็นไข้ทรพิษ หรอกหรือ? เหตุใดถึงมาที่ราชสำนักได้?
ขันทีหวังนำราชโองการสีเหลืองสดใสเดินเข้ามาอย่างโอ่อ่า ผ่าเผย สีหน้าสดชื่น ใบหน้าสะอาด ไร้ซึ่งร่องรอยของไข้ทรพิษ
สีหน้าฮองเฮาและขันทีหลี่แปรเปลี่ยนไปฉับพลัน