หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 352.1 ตกม้า? ต้าเป่ากลับมา (1)
อวี๋เซ่าชิงแต่งงานกับนางเจียงมาหลายปี เขาได้ตราตรึงรูป ลักษณ์ของภรรยาไว้ในใจนานแล้ว แม้เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์จะ สวมผ้าคลุม ใส่ผ้าปิดหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ยามนางสวมชุดเกราะ ขนาดใหญ่กว่าตัวในค่ายหน่วยกล้าตาย ก็ยังทำให้อวี๋เซ่าชิงจดจำ ได้ ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่ที่อวี๋เซ่าชิงมีนํ้าเสียงที่ไม่แน่ใจนัก เพราะสตรีตรงหน้า แปลกเกินไปจริงๆ
อาซูไม่มีทางเท้าเอวสั่นขา ไม่มีทางหัวเราะลั่นเสียงหมู ยิ่งไม่มี ทาง…
สมองของอวี๋เซ่าชิงปรากฏภาพที่เขาได้เห็นโดยบังเอิญ ร่าง ผอมบางยกซิวหลัวที่สูงถึงเจ็ดฉื่อและเหวี่ยงลงไปอย่างแรง แรง จนทำให้ซิวหลัวร้องไห้…
นั่นไม่ใช่อาซูของเขา แต่นั่นก็คืออาซูของเขา ตกลงนางเป็นอา ซูของเขาหรือเปล่า…
“อา…”
“ดูตรงนั้นสิ!”
อวี๋เซ่าชิงกำลังจะเอ่ยปาก เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ชี้นิ้วโดยไม่ หันกลับ อวี๋เซ่าชิงก็หันไปมองโดยไม่รู้ตัว
วินาทีถัดมา เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์หยิบไม้ท่อนเล็กขึ้นมา ฟาด เขาทีหนึ่งจนสลบไป!
อวี๋เซ่าชิงเหลือกตาล้มลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล
เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์วิ่งกลับไปที่รถม้า เปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้น ก็กระโดดออกจากรถม้า สาวเท้าเดินไปหาอวี๋เซ่าชิงอย่างไม่ไว้หน้า ใคร คนเดินมาถึงแล้ว นึกขึ้นได้ว่าลืมบางสิ่ง ก็กระโดดกลับไปอีก ครั้ง!
เมื่อเจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์เดินลงจากรถม้าอีกครั้ง ในมือก็มี ผ้าเช็ดหน้าน้อยผืนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
นางนอนลงข้างกายอวี๋เซ่าชิงด้วยท่าทางป่วยไข้ คว้าไม้ท่อน เล็กจากด้านข้าง เคาะอวี๋เซ่าชิงให้ตื่น จากนั้นก็ใช้ท่อนไม้ฟาดด้วย ความเร็วไม่ทันตั้งตัว ศีรษะของนางเริ่มเอียงและสลบไม่ตื่น!
อวี๋เซ่าชิงมึนหัวไปชั่วขณะ ยามเขากุมศีรษะอันหนักอึ้งลืมตา ขึ้น ก็เห็นซิวหลัวของตนนั่งยองๆ อยู่บนพื้น ถือขวดนมเล็กยกดื่ม ไปพลาง จ้องมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างไปพลาง
อวี๋เซ่าชิงตกตะลึง ก่อนจะรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่เขาเห็นอาซู
“อาซู!” เขารีบลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ เห็นนางเจียงที่กำลัง นอนอยู่บนพื้นอย่างสง่างามราวกับเทพธิดาข้างกายเขา
เขาขยี้ตา สงสัยว่าตัวเองตาฝาดไป
เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้เขาเห็นอาซูที่ดูแตกต่างไป เหตุใดหันมา
อีกทีก็…
อวี๋เซ่าชิงเกาหัว ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เขามองซิวหลัว อยากถามคนเพียงคนเดียวที่ตื่นอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก เขาก็คิดได้ว่าซิวหลัวก็ เหมือนต้าเป่าของเขา ไม่ค่อยอ้าปากพูดสักเท่าไร
อวี๋เซ่าชิงคิดจนสมองแทบแตกก็หาเหตุผลไม่ได้ แต่เขาไม่ อาจปล่อยให้นางเจียงนอนบนพื้นเย็นๆ อยู่แบบนี้ เขาอุ้ม นางเจียง ขึ้นมาและตบหน้านางเจียงเบาๆ “อาซู อาซูตื่นเถิด”
นางเจียงตื่นขึ้นมาอย่างเงียบๆ นางเปิดดวงตาที่พร่ามัวไร้ เดียงสาคู่หนึ่งมองอวี๋เซ่าชิงอย่างลังเล “สามี…”
อวี๋เซ่าชิงรวดร้าวใจเมื่อได้ยินนํ้าเสียงอ่อนแอและแหบแห้ง ของนาง เขาเริ่มไม่แน่ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสิ่งที่เขาเพิ่งเห็นนั้นเป็น ความจริง
“…ข้าอยู่นี่!” เขาพูด
“ท่านเป็นอะไรไป? เหตุใดถึงมองข้าเช่นนี้?” นางเจียงพูด อย่างขี้ขลาด
อวี๋เซ่าชิงอ้าปากพะงาบ ลังเลที่จะพูด
นางเจียงมองเขาด้วยดวงตาสดใส
เขาลังเลอยู่พักหนึ่งและในที่สุดก็รวบรวมความกล้าเอ่ยว่า “เมื่อครู่ข้า…เหมือนเห็นเจ้า…ในชุดสีดำ…”
“ชุดสีดำ?” นางเจียงพูดขัดด้วยความประหลาดใจ ก้มลงดึง ผ้าโปร่งสีทองของตนเอง “ข้าไม่มีชุดสีดำ ท่านฝันไปหรือเปล่า?”
ฝัน?
อวี๋เซ่าชิงตบหัวตัวเองอย่างแรง!
ใช่แล้ว เขาต้องฝันไปแน่! ไม่เช่นนั้นจะเห็นอาซูกลายเป็นโจร หญิงได้อย่างไร!
อาซูของเขาเป็นสตรีผู้อ่อนโยนและมีคุณธรรมที่สุดในใต้หล้า ในวันธรรมดานางยังไม่พูดเสียงดัง ย่อมไม่มีทางเท้าเอวเขย่าขา หัวเราะเสียงหมู!
อวี๋เซ่าชิงถอนใจด้วยความโล่งอก กระซิบเสียงตํ่า “อันที่จริง หากเป็นเช่นนี้ก็ช่างเถอะ อาซูในความฝันกลายเป็นสุดยอด ปรมาจารย์ กระทั่งซิวหลัวก็สามารถเอาชนะได้ หากเป็นเช่นนั้นต่อ ไปข้าจะไม่เป็นสามีผู้ด้อยกว่าภรรยาหรือ?”
ซิวหลัวเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา : พูดอย่างกับเจ้าเคยเหนือ กว่าภรรยา…
อวี๋เซ่าชิงยืดเอวฮึกเหิมอีกครั้ง “อาซูคงกลัวมากเลยใช่หรือ ไม่?”
เจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์พยักหน้าราวกับโขลกกระเทียม “กลัว จนทนไม่ไหว”
“มีสามีเช่นข้าอยู่ ไม่ต้องกลัว!” อวี๋เซ่าชิงลุกยืนตบหน้าอก
พยุงภรรยาขึ้นมา
ในเวลานี้ มีปลาตัวหนึ่งลอดผ่านตาข่ายมา หน่วยกล้าตาย หน้ากากทองคนหนึ่งพุ่งฝ่ามือลมไปทางอวี๋เซ่าชิง
อวี๋เซ่าชิงก้าวไปปกป้องภรรยาไว้ด้านหลังอย่างแน่นหนา จาก นั้นก็ปล่อยหมัดต้อนรับฝ่ามือของหน่วยกล้าตายหน้ากากทอง
ขณะที่หมัดกับฝ่ามือปะทะกัน ดวงตาของเจียงน้อยจอมเจ้า เล่ห์ส่องประกาย กลิ่นอายสังหารทรงพลังส่งผ่านอวี๋เซ่าชิง กระแทกเข้ากับร่างของหน่วยกล้าตาย
หน่วยกล้าตายหน้ากากทองร้องอ๊า ลอยขึ้นไปบนฟ้าจนหาย ลับตา
อวี๋เซ่าชิงมองไปที่กำปั้นของตนอย่างไม่เชื่อสายตา
แค่หมัดเดียวของเขา ก็สามารถต่อยหน่วยกล้าตายหน้ากาก ทองจนปลิว เขากลายเป็นคนทรงพลังยิ่งนัก!
อีกด้านหนึ่งอวี๋หวั่นก็ตื่นขึ้นเช่นกัน เธอลูบศีรษะที่มึนงงยัน พื้นลุกขึ้นยืน
นอกจากอาการปวดเมื่อย ก็ไม่มีอาการบาดเจ็บร้ายแรง
พลังภายในนั้นน่ากลัวเกินไป ไม่รู้ว่าเห้อเหลียนเซิงและต่ง เซียนเอ๋อร์ตกลงไปที่ใดแล้ว แต่คนที่ไม่เข้าใจวรยุทธ์อย่างเธอยัง ไม่เป็นไร พวกเขาก็คงไม่เป็นไรเช่นกัน
แต่ไม่รู้ว่าลุงใหญ่กับอาม่าแล้วก็ท่านแม่จะปลอดภัยดีหรือไม่
อวี๋หวั่นตัดสินใจตามหาพวกเขา แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงไอเบาๆ
เธอหันไปมองตามเสียง เห็นหนานกงเยี่ยนถูกทับอยู่ใต้ก้อน หิน
หนานกงเยี่ยนตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด หลังจากตื่นขึ้นก็ พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้น ร่างกายครึ่งหนึ่งถูกกดทับ ตั้งแต่เอว ลงไปไร้ความรู้สึก ทว่าตั้งแต่เอวขึ้นมากลับเจ็บปวดจนนางอยาก ให้ไร้ความรู้สึกไปแทบไม่ไหว
นางพยายามใช้กำลังแขนคลานออกไป แต่กลับกระอักเลือด ออกมา
ทันใดนั้นแสงสว่างเหนือศีรษะของนางก็มืดลง
นางเงยหน้าขึ้นด้วยความยากลำบาก มองสตรีที่งดงามหาใด เปรียบ
“หึ…”
นางหัวเราะเยาะตัวเอง
อวี๋หวั่นโค้งมุมปากอย่างเฉยเมย “สมกับเป็นตี้จีองค์เล็กจริงๆ เป็นเช่นนี้แล้วก็ยังหัวเราะได้”
หนานกงเยี่ยนกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “ไม่หัวเราะ ให้เจ้าดูข้า ร้องไห้หรือ?”
อวี๋หวั่นยักไหล่ “เจ้าหัวเราะหรือร้องไห้ คิดว่าข้าสนใจหรือ?”
สีหน้าของหนานกงเยี่ยนแข็งขึ้น
อวี๋หวั่นย่อตัวงอเข่าลง มองนางอยู่ชั่วขณะ “คงไม่คิดว่าตัวเอง จะลงเอยเช่นนี้กระมัง? อยากฆ่าคน แต่ก็ไม่ได้ฆ่าสักคน กลับเป็น ตัวเองที่ไม่อาจมีชีวิตรอด เจ้าบอกว่าเจ้าสูงส่งเป็นถึงตี้จีแห่งหนาน จ้าว เห็นได้ชัดว่าจะมีอนาคตที่สวยงามราวกับผ้าไหมทอดิ้น แล้ว เหตุใดถึงพาตัวเองเดินมาถึงจุดนี้ได้?”
ใช่แล้ว นางพาตัวเองเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
ความผิดพลาดทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด?
เป็นเพราะนางกีดกันไม่ให้ตี้จีองค์โตกับองค์ประมุขพบหน้ากัน หรือเพราะนางบังคับให้ของศักดิ์สิทธิ์เลือกนาย? หรืออาจเพราะ นางขายตี้จีองค์โตเพื่อแลกกับของศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นเพราะก่อน หน้านั้นที่นางแย่งสามีของซั่งกวนเยี่ยนมา…
ไม่สิ อาจจะก่อนหน้านั้นทั้งหมด
การถือกำเนิดของนางเป็นความผิดพลาด
ภายใต้คำที่บอกว่านางคือเลือดเนื้อของอวี่เหวินจ้าว บังคับ แย่งชิงดวงชะตาของตี้จีองค์โตมา
นางควรเป็นเด็กคนนั้นที่ถูกทอดทิ้ง
ชีวิตของนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นท่านแม่ของนางที่ ขโมยมาจากอวิ๋นเฟยและตี้จีองค์โต
หนานกงเยี่ยนหัวเราะออกมา ยิ่งหัวเราะ เสียงยิ่งดังขึ้น และ
ท้ายที่สุดก็หัวเราะจนทั้งร่างสั่นคลอน
ต่างจากรอยยิ้มเย้ยหยันในตอนแรก ยามนี้ทั่วทั้งดวงตาของ นางส่องประกายแห่งความสิ้นหวัง
อวี๋หวั่นมองนางและส่ายศีรษะอย่างเสียดาย “เจ้าก็น่าสงสาร เหมือนกัน เหตุใดโชคชะตาถึงมีอสูรกันนะ?”
มีบางเรื่องที่อวี๋หวั่นไม่ได้ยินฮองเฮาสารภาพด้วยตนเอง แต่ ถึงไม่ได้ฟัง ก็ไม่ได้แปลว่าเธอเดาไม่ได้ ตี้จีองค์เล็กควรเป็นเลือด เนื้อขององค์ประมุข แต่น่าเสียดายเพื่อควบคุมอวี่เหวินจ้าว ฮองเฮาจึงโกหกว่าเป็นของเขา ดังนั้นเพื่อปกป้องเด็กคนนี้ อวี่เห วินจ้าวจะทำอย่างไรละ? เขาไม่อาจให้องค์ประมุขมีความสงสัยใน ตัวนางแม้แต่น้อย และไม่อาจให้นางเกิดมาพ่ายแพ้ต่อตี้จีองค์โต
ไม่มีวิธีใดที่สมบูรณ์แบบไปกว่าการให้สถานะตี้จีผู้เป็นพรจาก สวรรค์อีกแล้ว
สิ่งที่นางแบกรับมิใช่เพียงความคาดหวังขององค์ประมุข แต่ ยังรวมถึงความเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรมของอาณาจักรและ ความโชคดีของหนานจ้าว
เช่นนี้ องค์ประมุขก็จะไม่สงสัยในตัวนางอีกต่อไป
ส่วนเรื่องโชคดีร้ายเกิดคู่กัน อวี๋หวั่นเคยถามอาม่า อาม่าเชื่อ ว่ามันเป็นเรื่องจริงมากกว่า แต่ถูกอวี่เหวินจ้าวพลิกฟ้าสับเปลี่ยน ดวงชะตาหรือไม่นั้นยากจะบอก
อวี๋หวั่นทอดถอนใจ “แม้ว่าหนานจ้าวจะส่งท่านแม่ของข้าออก
ไป ท่านแม่ของข้าก็ยังมีชีวิตที่ดีกว่าเจ้า จงหยวนมีคำกล่าวหนึ่งที่ ว่า แม้อยู่ในแดนตายก็สู้เพื่อมีชีวิตต่อไป เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า หากตอนแรกเป็นเจ้าที่ถูกส่งไป ยามนี้ผู้ที่กลับมาอาจเป็นเจ้า?”
หัวใจของหนานกงเยี่ยนกระตุกวูบ
จริงด้วย หากคนที่ถูกส่งไปเป็นนาง เช่นนั้นคนที่ได้ผจญภัยใน เผ่าปีศาจก็เป็นนางเช่นกัน นางจะไม่พบราชบุตรเขย ไม่ทำให้เกิด ความผิดพลาดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ นางอาจได้พบกับอวี๋เซ่าชิง เหมือนกับตี้จีองค์โต เช่นนั้นยามนี้นางก็คงเป็นสะใภ้ของสกุลเห้อ เหลียน แล้วเหตุใดนางถึงกังวลว่าจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งประมุข หญิงละ?!
อวี๋หวั่นตบไหล่ของนาง “นี่ ข้าแค่พูดไปเรื่อยเท่านั้น เจ้าจริงจัง หรือ? เจ้าคิดว่านิสัยของแม่ข้า จะขายเจ้าเพื่อแลกกับของ ศักดิ์สิทธิ์หรือ? เจ้ากล้าที่จะหลบหนีจากเผ่าปีศาจหรือ? ต่อให้เจอ พ่อข้าแล้ว แต่พ่อของข้าจะมองเจ้าหรือ?”
“เจ้า!” หนานกงเยี่ยนตระหนักว่าตนกำลังถูกอวี๋หวั่นกลั่น แกล้ง อวี๋หวั่นไม่ได้เสียดายแทนนาง เธอแค่ซํ้าเติมความรู้สึกผิด และความเจ็บปวดของนางเท่านั้น สมแล้วที่เป็นสตรีของเยี่ยนจิ่ว เฉา หัวใจดำมืดเช่นนี้เหมือนกับเยี่ยนจิ่วเฉาไม่มีผิด!
หนานกงเยี่ยนโกรธจัด นางคว้าก้อนหินขว้างไปที่อวี๋หวั่น ราวกับสตรีบ้าคลั่ง
อวี๋หวั่นค่อยๆ ยกแขนเสื้อขึ้นกำบังการตอบโต้อันอ่อนแอ
ปวกเปียกของนาง จากนั้นอวี๋หวั่นก็เผยดวงตาที่มีนํ้าใสเอ่อล้น ออกจากแขนเสื้อกว้าง “ท่านน้า สตรีอารมณ์ไม่ดีจะทำให้แก่เร็ว ได้”
“เห้อเหลียนหวั่น!” หนานกงเยี่ยนกัดฟันพูด “เจ้าอย่าเพิ่งดีใจ เร็วนัก! อย่าลืมสิ ลูกของเจ้ายังอยู่ในมือข้า! เจ้าคิดว่าข้าจะส่งเขา คืนจริงๆ หรือ? ฮ่า เลิกฝันซะเถอะ! ไม่ว่าชนะหรือแพ้ ข้าก็ไม่เคย คิดจะคืนเขาให้เจ้า! เยี่ยนจิ่วเฉาทำให้ข้าสูญเสียเลือดเนื้อ ข้าก็ ต้องการให้เขาได้ลิ้มรสการสูญเสียบุตรเช่นกัน!”
“อ้อ”
อ้อ?
นี่มัน…ท่าทีอะไรกัน?!
หนานกงเยี่ยนมองอวี๋หวั่นอย่างตกตะลึง
อวี๋หวั่นย่อเข่าทั้งสองข้างลง เธอกอดอกมองหนานกงเยี่ยนไม่ กะพริบตา “วันนี้มีโอกาสสำคัญเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเหตุใดเยี่ยนจิ่วเฉา ถึงไม่มา?”
ดวงตาของหนานกงเยี่ยนสั่นไหว!
อวี๋หวั่นกล่าว “โง่เขลาแล้วกระมัง? เอาแต่คิดเอาชนะแม่ข้า กระทั่งช่องโหว่ที่ใหญ่เช่นนี้ก็ละเลยเสียแล้ว สมองหมูอย่างเจ้า ยัง คิดจะเป็นองค์ประมุข! ชาติหน้าเถอะ!”
หนานกงเยี่ยนโกรธจนตัวสั่น แต่ไม่นาน นางก็หัวเราะอย่างบ้า
คลั่งอีกครั้ง “เห้อเหลียนหวั่นเอ๋ย เห้อเหลียนหวั่น เจ้าคิดว่าตนเอง วางแผนอย่างแยบยลหรือ? ข้าก็จะบอกเจ้าเช่นกัน ข้าไม่ได้คิดจะ ให้เขามีชีวิตอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว เจ้าคิดว่ามีเยี่ยนอ๋องอยู่ แล้วข้าจะ ใจอ่อน ฮ่าๆ…ไร้เดียงสา!”
หนานกงเยี่ยนกล่าวพร้อมกับมองท้องฟ้าเหนือศีรษะ “ชั่วยาม นี้ เยี่ยนอ๋องคงฝังบุตรชายของเจ้าไปแล้วกระมัง…ฮ่าๆ…ฮ่าๆ ๆๆ…ฮ่าๆๆๆ…”
ทั่วทั้งแท่นบูชาก้องกังวานไปด้วยเสียงหัวเราะบัาคลั่งในความ สำเร็จของหนานกงเยี่ยน
อวี๋หวั่นคร้านจะสนใจสตรีบ้าผู้นี้ เธอยืนขึ้นมองไปยังทิศทางที่ เยี่ยนจิ่วเฉาจากไป
เยี่ยนจิ่วเฉา ท่านต้องไปให้ทันนะ…
ถนนหนทางที่ขรุขระบนภูเขา
ล้อเกวียนของรถม้าติดอยู่ในรางหิน
เยี่ยนจิ่วเฉาลงจากรถม้า
อิ่งสือซันยกล้อขึ้นมา
อิ่งลิ่วกลับจากการสำรวจเส้นทาง และพูดกับเยี่ยนจิ่วเฉาว่า
“คุณชาย ด้านหน้าไม่มีถนนแล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉามองหนอนกู่ตัวน้อยที่อาเว่ยทิ้งไว้ให้เขา เป็น ทิศทางนี้ไม่ผิด พวกเขาตามหามาตลอดทาง บนถนนยังมีร่องรอย
ของล้อรถที่มองเห็นได้ แต่ถึงตรงนี้ ร่องรอยก็หายไป
เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเขาผลักรถม้าลงไปในหน้าผา?
ผลักแค่รถม้า หรือผลักทั้งคนทั้งรถ?
อิ่งสือซันก็เดาออกเช่นกัน เขามองลงไปที่หน้าผา ตกจากที่สูง ขนาดนี้ คนที่ไม่อาจใช้วรยุทธ์อย่างเยี่ยนอ๋องและต้าเป่าต้องเสีย ชีวิตไปนานแล้ว
บทที่ 352.2 ตกม้า? ต้าเป่ากลับมา (2)
อิ่งสือซันถามอย่างเศร้าสลด “คุณชาย ต้องการให้ข้าน้อยลง ไปค้นหาหรือไม่?”
“ไม่ต้อง ขึ้นเขา” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวพลางมองไปที่ภูเขาด้าน ข้าง
อาเว่ยเคยบอกว่า ตราบใดที่หนอนกู่ยังมีชีวิตอยู่ก็หมายความ ว่าต้าเป่าไม่เป็นไร เมื่อต้าเป่าไม่เป็นไร เยี่ยนอ๋องก็ต้องไม่เป็นไร เช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าที่นี่มีบางอย่างรบกวนการรับรู้ของหนอนกู่ จู่ๆ มันก็หยุดเคลื่อนไหวกะทันหัน
นัยน์ตาของเยี่ยนจิ่วเฉากระตุก “ระวังกันหน่อย ใกล้ๆ นี้มี ปรมาจารย์พิษอยู่”
“ขอรับคุณชาย” อิ่งลิ่วตอบ พลันเพิ่มการคุ้มกันรอบด้านกับ อิ่งสือซัน
เนินเขาสูงชัน รถม้าไม่สามารถขึ้นไปได้ พวกเขาทั้งสามต้อง เดินเท้าขึ้นไป อิ่งสือซันเปิดทางอยู่ด้านหน้าและใช้ดาบกำจัด หนามที่ขวางทางออกไป
“คุณชายระวัง!” อิ่งลิ่วจับเยี่ยนจิ่วเฉาไว้ แสดงให้เห็นว่ามีหิน ก้อนใหญ่อยู่ตรงหน้าเขา
หินก้อนใหญ่เพียงนี้ คุณชายไม่เห็นหรือ? จะสะดุดอยู่แล้ว!
อิ่งสือซันมองก้อนหินแวววาว จากนั้นก็มองคุณชายของเขา ดวงตาพลันสั่นไหว “คุณชาย ข้าจะแบกท่าน”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “ไม่ต้อง รีบขึ้นเขา”
อิ่งสือซันมองไปที่คุณชายอย่างลึกซึ้ง และบอกกับอิ่งลิ่วว่า “พยุงคุณชายให้ดี”
“เข้าใจแล้ว” อิ่งลิ่วกล่าว
ก่อนหน้านี้มีหนอนกู่นำทาง การค้นหาจึงนับว่าค่อนข้างราบ รื่น ทว่ายามนี้หนอนกู่ไม่สามารถขยับได้แล้ว ทำให้พวกเขา กระโดดไปรอบๆ ราวกับแมลงวันไร้หัว การค้นหาคนสองคนใน เทือกเขาขนาดใหญ่ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร
อิ่งสือซันหลับตา พยายามกระตุ้นพลังภายในของเขาและ สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวรอบตัว อย่างไรก็ตามในป่านี้มีนกและ สัตว์ร้ายมากมาย เสียงร้องไม่มีที่สิ้นสุด ต่อให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ก็จะถูกกลบไปอย่างรวดเร็ว
“ไอ้หยา ดูสิ!” อิ่งลิ่วชี้ไปที่พื้นหญ้า
บนพื้นหญ้ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่
มันคือก้อนเหม็นของต้าเป่า
พวกเขาควบคุมฟ้าควบคุมดินได้ แต่มีหรือจะสามารถควบคุม คนถ่ายหนักผายลมได้?
ต้าเป่ากินมากเกินไป เขาปล่อยก้อนเหม็นหลายครั้งมาตลอด
ทาง
อิ่งลิ่วกระโดดขึ้นอย่างมีความสุข “ที่นี่ก็มี! ที่นี่ ที่นี่!”
ทั้งสามคนเดินไปตามก้อนเหม็นของต้าเป่าสักพัก โดยคิดว่า คราวนี้พวกเขาจะได้พบกับต้าเป่า แต่พวกเขากลับต้องตกใจกับ ฉากตรงหน้า
พวกเขามาถึงขอบภูเขา ฝั่งตรงข้ามเป็นภูเขาอีกลูก แต่ สะพานแขวนที่ทอดไปสู่ภูเขาลูกนั้น…ถูกคนตัดขาด
ณ กระท่อมเล็กกลางภูเขา เยี่ยนอ๋องนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม ต้า เป่าก็นั่งข้างๆ เขาอย่างเชื่อฟัง
ตรงข้ามเขา มีปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งที่ไม่ได้พบกันนานนั่ง อยู่
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งเยี่ยนอ๋องและหนานกงเยี่ยนได้ใช้ ทักษะการแสดงที่เรียนรู้มาชั่วชีวิตของตนเอง หนานกงเยี่ยนตัดใจ จากเยี่ยนอ๋องไปนานแล้ว แต่ทันทีที่เยี่ยนอ๋องปรากฏตัว นางก็ยัง แสร้งทำเป็นว่าทนไม่ได้ที่จะทำร้ายเยี่ยนอ๋อง จึงไม่ลังเลที่จะปล่อย เซียวเจิ้นถิงไป เพื่อทำให้เยี่ยนอ๋องเชื่อว่านางยังมีความรู้สึกต่อเขา อยู่
ตราบใดที่เยี่ยนอ๋องเชื่อว่าหนานกงเยี่ยนไม่อาจทนทำร้ายเขา ได้ เขาก็จะไม่หวาดระแวงนาง น่าเสียดาย คุณธรรมสูงหนึ่งฉื่อ ปีศาจสูงสิบฉื่อ เยี่ยนอ๋องมองความคิดของหนานกงเยี่ยนออก ทะลุปรุโปร่ง
เยี่ยนอ๋องรู้ว่าหนานกงเยี่ยนจะฆ่าต้าเป่าและตัวเขา ดังนั้น ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปที่ป่าไผ่ เขาจึงเขียนจดหมายก่อนและให้คนไป ส่งให้ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง
ในจดหมายบอกปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งว่า ตนรู้จักคนที่ สังหารศิษย์ของเขา ตราบใดที่เขาเต็มใจช่วยเหลือตนให้รอดพ้น จากเงื้อมมือของหนานกงเยี่ยน ตนก็จะบอกความจริงกับเขา
แน่นอนว่าปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งไม่มีทางปล่อยเยี่ยนอ๋อง ไป แต่เหตุใดไม่รับรู้ความจริงก่อนจากนั้นค่อยจัดการกับเยี่ยนอ๋อง ละ?
ในฐานะคนสนิทของหนานกงเยี่ยน ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง จะซื้อองครักษ์สักสองสามคนจะมีสิ่งใดยากเย็น?
รถม้าถูกผลักตกหน้าผาไม่เป็นเท็จ แต่กลับยังเก็บเยี่ยนอ๋อง และต้าเป่าไว้
หากจะพูดเยี่ยนอ๋องก็เป็นคนหนึ่งที่ฉลาดแกมโกง แม้ว่าเขา จะไม่ได้ทิ้งคำใบ้ใดระหว่างทาง แต่เขาก็ให้เด็กคนนั้นสร้างร่องรอย ไว้มากมาย คิดว่าเขาโง่เขลา ไม่เห็นกลยุทธ์ของเยี่ยนอ๋องหรือ?
เยี่ยนอ๋องคงไม่รู้ว่าตนเองได้สร้างแผนรับมือไปนานแล้ว กระมัง?
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งคว้าภาคภูมิใจจากก้นบึ้งของหัวใจ เขามองเยี่ยนอ๋องด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “เอาละ เจ้ากับเด็กน้อยคนนี้ ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งได้ช่วยเหลือออกมาแล้ว เจ้าบอกตัว
ฆาตกรที่สังการเฟ่ยหลัวมาได้แล้ว”
เยี่ยนอ๋องเงียบ
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งกล่าว “อย่าทำให้เปล่าประโยชน์ บุตรชายของเจ้าถูกข้าล่อไปแล้ว เขาไม่มีทางหาที่นี่พบ หากเจ้าไม่ พูดอะไร ข้าจะฆ่าหลานชายอันเป็นที่รักของเจ้าก่อน”
ต้าเป่าจ้องปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งอย่างถมึงทึง
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งถูกดวงตาของเด็กทำให้ใจเต้นระสํ่า แต่เด็กอายุสามขวบ จะมีดวงตาที่น่ากลัวเช่นนี้ได้อย่างไร?
สุดท้ายก็เป็นเด็ก ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งยังไม่เห็นเขาใน สายตา ปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้งอะไร ก็แค่บังเอิญเท่านั้น! เขา ไม่เชื่อว่าเจ้าหนูตัวเล็กผู้นี้จะมีความสามารถจริงๆ!
ต้าเป่าเท้าเอวจ้องมองเขา!
เยี่ยนอ๋องลูบหัวต้าเป่าและพูดกับปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งว่า “ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีหลายสิ่ง เกิดขึ้นในเมืองหลวง ศิษย์ของเจ้าตายได้อย่างไร เจ้าไม่สงสัย แม้แต่น้อยจริงๆ หรือ?”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่า อย่างไร?”
เยี่ยนอ๋องยิ้มอย่างเฉยเมย “เจ้าต้องลองคิดดู ยามนั้นที่ศิษย์ เจ้ามาที่เมืองหลวง อาจพบใครบางคนก็เดาได้แล้ว”
เฟ่ยหลัวมาที่เมืองหลวงในยามนั้น เขาได้รับคำสั่งให้ปราบ คางคกหิมะ เขาพาเฟ่ยหลัวเข้ามาในจวนประมุขหญิง ด้วยความ หวังว่าศิษย์ผู้นี้จะช่วยเขาได้อีกแรง นิสัยของเฟ่ยหลัวไม่เป็นที่ พอใจนัก แต่ศาสตร์กู่ของเขากลับโดดเด่นที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ ทั้งหลาย
สุดท้ายเฟ่ยหลัวก็ตาย คางคกหิมะก็ถูกองค์หญิงหวั่นและ พรรคพวกยึดไปเป็นของตน
ช้าก่อน องค์หญิงหวั่น?
นางกับเยี่ยนจิ่วเฉาก็เข้าไปในจวนเห้อเหลียนในเดือนนั้นไม่ใช่ หรือ?
“เป็นพวกเจ้า!” ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งยืนขึ้น “พวกเจ้าฆ่า เฟ่ยหลัว!”
“ใช่ พวกเราเอง” เยี่ยนอ๋องไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ แต่เยี่ย นอ๋องไม่ได้พาตัวเองออกไป เพราะเขาไม่รู้เรื่องราว หากเขารู้ เขาก็ จะไม่มีวันทิ้งชีวิตเฟ่ยหลัว
นั่นคือศิษย์ที่ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งรักที่สุด!
ที่แท้ก็ถูกพวกเขาฆ่าตายเช่นนี้!
ราชินีสัตว์พิษของเขาโดนองค์หญิงหวั่นทำลายจนเสียแผน ความโดดเด่นของการเป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้งก็ถูกพวก เด็กชายตัวเล็กช่วงชิงไป เจ้าพวกนี้…เจ้าพวกนี้มาเพื่อเอาชนะ เขา!
เขาไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับคนพวกนี้อีก!
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งสะบัดหลังมือ สังเวยหนอนกู่แก่ทั้ง สอง มันคือราชันพันสัตว์พิษที่มีพิษร้ายแรงที่สุด ถูกกัดเพียงครั้ง เดียว สามารถทำให้หัวใจเป็นอัมพาต เลือดไหลออกเจ็ดทวารและ ตายในที่สุด
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ ราชันพันสัตว์พิษกระโดดไปถึงตัว ของพวกเขาทั้งสอง แต่กลับหันหัวกลับมากระโดดกัดคอของเขา!
เหตุใดเป็นเช่นนี้?
นี่คือหนอนกู่ที่เขาเลี้ยง!
ที่เขาเลี้ยง…ที่เขา…เขา…
เขาอะไร?
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งล้มลงกับพื้น ดวงตาเบิกกว้าง หมด ลมหายใจไปอย่างสมบูรณ์
ต้าเป่ามองดูศพบนพื้นอย่างเย็นชา
ฝ่ามือโอบอ้อมอารีหนึ่งปิดตาเขา
“อย่าดู ไม่ต้องกลัว”
ต้าเป่าหันศีรษะมา ร่างเล็กโน้มตัวเข้าสู่อ้อมแขนของเยี่ยนอ๋ องอย่างนุ่มนวล
“ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง เกิดอะไรขึ้น?” ผู้คุมนอกประตูถาม
เยี่ยนอ๋องเพิ่มนํ้าเสียง “ได้ ข้าพูดก็ได้ แต่เจ้าต้องสัญญากับ ข้า อีกครู่หนึ่งต้องส่งข้าลงจากภูเขา! ข้ารู้ว่าตี้จีองค์เล็กจะไม่ อนุญาตให้เจ้าทำเช่นนี้ แต่หากเจ้าต้องการสิ่งที่อยู่ในมือข้า ก็ต้อง ยอมแลกสักหน่อย ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดหนึ่งก้านธูป หลังจากหนึ่ง ก้านธูป เจ้าฆ่าข้า ข้าก็ไม่อาจพูดอีก!”
เมื่อผู้คุมได้ยินดังนั้น จึงเดินไปเฝ้าประตูลานเงียบๆ
เยี่ยนอ๋องเปิดหน้าต่างเบาๆ และอุ้มต้าเป่าปีนออกไป
ผู้คุมยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ เหตุใดจู่ๆ ภายในห้อง ไม่มีเสียง เด็กคนนั้นไม่ช่างพูด แต่เหตุใดผู้ใหญ่ทั้งสองจึงไม่มีบท สนทนาใดๆ อีก?
“ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง” ผู้คุม เคาะประตู ไม่มีคนตอบกลับมา ผู้คุมผลักประตูเข้าไป เห็น ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งที่นอนตายอยู่บนพื้น สีหน้าของเขาก็ เปลี่ยนไป “ไม่ดีแล้ว! พวกเขาหนีไป! รีบตามไปเร็วเข้า!”
หน่วยกล้าตายสี่คนและผู้คุมสี่คนรีบไล่ตามไปยังทิศที่ทั้งสอง หนีไป
เยี่ยนอ๋องไม่ใช่ผู้รู้วรยุทธ์ อีกทั้งยังอุ้มเด็กอีกคน แม้ว่าเขาจะ ยื้อเวลาให้ตัวเองได้ไม่น้อย แต่ไม่นานพวกเขาก็ตามมาทัน
“หยุด!”
หัวหน้าผู้คุมตะโกน
เยี่ยนอ๋องไม่หันกลับไป ไม่หยุดและยังคงกอดต้าเป่าไว้ในอ้อม แขนแน่น
หัวหน้าผู้คุมหยิบคันธนูและศร ดึงสายยิงธนูปลิดชีพสามดอก ออกไป
ความแข็งแกร่งของศรเหล่านี้ เพียงพอที่จะเจาะทะลุร่างของ เยี่ยนอ๋องและต้าเป่า
ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต เงาดำร่างหนึ่งกระโดดลงจาก ท้องฟ้า ขวางกั้นร่างเยี่ยนอ๋อง ชักดาบตัดลูกธนูเหล่านั้นอย่าง รวดเร็ว
เยี่ยนอ๋องได้ยินการเคลื่อนไหว พลันหยุดชะงัก หันกลับมา มอง “อิ่งสือซัน?”
หัวหน้าผู้คุมประหลาดใจ บุรุษผู้นี้ไม่ใช่องครักษ์เงาของเยี่ยน จิ่วเฉาหรอกหรือ? เขามาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร? หรือจะกล่าวว่าเยี่ยน จิ่วเฉาตามมาพบที่นี่แล้ว? เป็นไปไม่ได้สิ เด็กนั่นทำเครื่องหมายไว้ ตลอดทาง ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งมองกลยุทธ์ของเยี่ยนอ๋อง ออกนานแล้ว จงใจพาพวกเขาไปที่ริมหน้าผา จากนั้นปิดตาพวก เขาแล้วพาพวกเขาไปที่กระท่อม
เยี่ยนอ๋องคงไม่รู้ว่าหลังจากที่ตนจากไป เขาได้รับคำสั่งให้ไป ตัดสะพานแขวน
‘เครื่องหมาย’ ถึงสะพานนั้นก็ไม่มีแล้ว อีกทั้งสะพานก็ยังถูก ตัด เป็นใครก็คิดว่าพวกเขาข้ามสะพานไปยังเขาอีกลูก
ยามนี้พวกเขาควรจะลงจากภูเขา จากนั้นก็ปีนขึ้นเชิงเขาลูก นั้นไปยังหน้าผา กว่าจะพบว่าพวกเขาถูกหลอก อย่างน้อยก็สองวัน หลังจากนั้น
ในเวลานั้น ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งคงได้ถามตัวฆาตกรแล้ว และศพของเยี่ยนอ๋องกับเด็กนั่นก็คงเย็นแล้ว
ต้องกล่าวว่ากลอุบายของปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งนั้นชาญ ฉลาดยิ่งนัก แต่ก็น่าเสียดายที่พบกับเยี่ยนจิ่วเฉา
หากเยี่ยนจิ่วเฉาหลอกง่ายขนาดนั้น ก็คงไม่ใช่เยี่ยนจิ่วเฉา แล้ว
“ท่านอ๋องโปรดถอยไป” อิ่งสือซันยกดาบปกป้องเขากับต้าเป่า
เยี่ยนอ๋องพยักหน้าและถอยห่างออกไปสิบฉื่อพร้อมกับต้าเป่า ในอ้อมแขน
อิ่งสือซันจัดการอย่างรวดเร็ว หากไม่มีซิวหลัว หน่วยกล้าตาย หน้ากากทองไม่กี่คนก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
เมื่ออิ่งลิ่วกับเยี่ยนจิ่วเฉามาถึง พื้นที่ได้ถูกทำความสะอาด กระทั่งศพก็มองไม่เห็น
ต้าเป่าเห็นบิดาของเขาก็แทบรอไม่ไหวที่จะยื่นมือน้อยๆ ออก ไป
เยี่ยนจิ่วเฉาอุ้มบุตรชายมา
ต้าเป่านอนขดในอ้อมแขนของเขาอย่างน้อยใจ มือเล็กก็กอด
รอบคอของเขา
เยี่ยนจิ่วเฉาก้มหัวลงแตะหน้าผากของบุตรชาย
ต้าเป่าทำตัวออดอ้อนยากจะพบเจอ ฝังศีรษะลงในอ้อมแขน ของบิดา
เยี่ยนจิ่วเฉากอดเขาแน่น
บิดาและบุตรไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ย แต่วินาทีนี้กลับเป็นความ เข้าใจอันไร้เสียง ที่นั่นไม่มีผู้ใดส่งเสียงขัดจังหวะ
เยี่ยนอ๋องมองดูพวกเขา ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าบุตรชายของเขาโต เป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นบุรุษที่มีความรับผิดชอบ สิ่งที่เขาทำไม่ได้ ในอดีต แต่ฉงเอ๋อร์ทำได้
ท้องฟ้าเริ่มเย็นแล้ว พวกเขาก็รีบเดินทางลงจากภูเขาขึ้นรถ ม้ากลับจวนเห้อเหลียน
ประตูใหญ่จวนเห้อเหลียนเปิดอยู่
อวี๋หวั่นรอนอกประตูอยู่นานแล้ว
เอ้อร์เป่าและเสี่ยวเป่าก็ตั้งหน้าตั้งตารอด้วยเช่นกัน
เสี่ยวเป่ายืนเขย่งเท้ามองไปสุดถนน “ไยต้าเป่ายังไม่กลับมา?”
“นานมากแล้ว!” เอ้อร์เป่าก็รอไม่ไหวแล้ว
ทั้งสองไม่เคยห่วงต้าเป่ามากขนาดนี้
“ต้าเป่า!”
เสี่ยวเป่าตะโกน!
อวี๋หวั่นหันหน้าขวับ!
กลางดึกมีรถม้าคันหนึ่งหยุดลงที่หน้าถนน
ม่านของรถม้าถูกเปิดออก เยี่ยนจิ่วเฉาลงรถม้า จูงต้าเป่าเดิน มาหาเธอช้าๆ