หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 386 (1) แม่ลูกปลอดภัย
จื่อเยียนให้กำเนิดบุตรชาย เขามิใช่เด็กคลอดก่อนกำหนด ตัว อ้วนจํ้ามํ่า เพียงแต่ใบหน้าของเขาเป็นรอยย่นอยู่
บ้าง ทว่าเสียงร้องดังลั่นของเขาทำให้รู้ว่าเป็นเด็กที่สุขภาพ แข็งแรง ไม่ว่าจะอยู่ในต้าโจวหรือในหนานจ้าว ล้วนนับว่าเป็นเรื่อง ที่น่ายินดียิ่ง
กระนั้นเมื่อเขาเกิดมาในสกุลหลาน…
ทันทีที่นางหลานได้ยินว่าไม่ใช่เด็กผู้หญิง นางก็หลับตาลงด้วย ความสิ้นหวัง
นี่คงเป็นลิขิตสวรรค์กระมัง?
สวรรค์คงปรารถนาที่จะทำลายสายเลือดของพวกเขา
นับตั้งแต่วินาทีที่จื่อเยียนตั้งท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของนายน้อย นางก็ตระหนักรู้ถึงความหวังที่ตนต้องแบกรับไว้ นางก็เหมือนกับ นางหลาน หวังว่าตนเองจะให้กำเนิดสตรีศักดิ์สิทธิ์ พวกนางไม่ได้ บอกว่าเด็กที่เกิดมาจะต้องเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ แต่อย่างน้อยหาก เป็นทารกเพศหญิง พวกนางก็จะมีความหวังขึ้นมากึ่งหนึ่งมิใช่ หรือ? ทว่าเด็กที่เกิดมากลับเป็นเพศชาย ความหวังของพวกนาง สลายสิ้นไปต่อหน้าต่อตา
นางมองไปยังนางหลานด้วยความลนลาน จากนั้นก็มองไปยัง
ลูกซึ่งกำลังร้องไห้ ความกดดันมหาศาลโหมทับลงมาบนร่างของ นางเสียจนหายใจแทบไม่ออก
สาวใช้และแม่นมเฒ่าซึ่งคอยดูแลนางอยู่นั้นก็ไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่สงบสติอารมณ์อยู่เงียบๆ บรรยากาศในห้องนั้นอึดอัดเหลือ เกิน
อวี๋หวั่นเดินไปข้างเตียง อุ้มทารกในห่อผ้าขึ้นมา
เมื่อทารกซึ่งเดิมทีร้องไห้เสียงดังถูกอุ้มขึ้นมา เขาก็เงียบลง ทันใด เอียงคอหาววอด น่ารักเหลือเกิน
“ท่านยายรอง ดูสิเจ้าคะ” อวี๋หวั่นเปลี่ยนคำเรียกเพื่อให้ ชัดเจนมากขึ้น
นางหลานรู้สึกว่าคำเรียกเช่นนี้ฟังดูสนิทสนมมากกว่าเดิม นางพยายามสงบสติอารมณ์ แล้วมองไปยังอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นอุ้มทารกเดินไปหานาง เธอกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดว่า “เขาเหมือนท่านยายรองเลยเจ้าค่ะ”
ทารกเพิ่งคลอดออกมา ใบหน้ายังคงเป็นรอยย่นยู่ยี่ ดูออกได้ อย่างไรกันว่าเหมือนใคร? กระนั้นก็ทำให้นางหลานนึกถึงหลาน ชายของตนเอง เด็กคนนั้นเหมือนกับนาง ทารกน้อยนี้เป็นลูกของ เขา ย่อมต้องมีเค้าหน้าเหมือนเขาอยู่บ้าง
หลานชายไม่อยู่แล้ว แต่สายเลือดของเขาก็ยังคงอยู่
นางหลานพลันรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา นางใช้ไม้เท้าพยุงร่าง
เข้าไป ยื่นมือสั่นเทิ้มของนางออกมา แล้วรับเด็กตัวย่นๆ เข้ามาใน อ้อมอก
เมื่อทารกเข้ามาในอ้อมอกของนาง นางกลับรู้สึกว่าตนเองรัก เขาเหลือเกิน
ทันทีที่จื่อเยียนเห็นว่ารอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง หลาน นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จื่อเยี่ยนรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน จึงผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
สาวใช้กับแม่นมเฒ่าอยู่เก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย อวี๋หวั่นรับ ทารกมา และเดินกลับห้องไปพร้อมกับนางหลาน
จื่อเยียนเพิ่งคลอดลูก ยังไม่มีนํ้านม อวี๋หวั่นจึงไปต้มข้าวใน ครัว
เดิมทีนางหลานคิดจะห้าม แต่ในเมื่อในเรือนมีคนใช้ไม่พอ ใน ตอนนี้สาวใช้และแม่นมเฒ่าก็คงมาทำให้ไม่ได้
อวี๋หวั่นยกนํ้าข้าวต้มที่เย็นแล้วเข้ามา แล้วใช้ช้อนค่อยๆ ป้อน ให้ทารกน้อย
ทารกสะดุ้งเฮือก!
“ทำไมล่ะ ร้อนหรือ?” อวี๋หวั่นหยดนํ้าข้าวลงบนหลังมือ “ไม่ ร้อนนี่นา”
อวี๋หวั่นจุ่มช้อนและหยดนํ้าข้าวให้ทารก แต่เขากลับเบือนหน้า หนี ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่กินเป็นอันขาด
อวี๋หวั่นลองป้อนเขาอีกหลายครั้ง ก็ได้ข้อสรุปว่า “เขาไม่ชอบ กินนํ้าข้าว ช้าจะไปทำอย่างอื่นมา”
ทารกน้อยตัวสั่นเทิ้ม ขนลุกซู่!
นางหลานดึงมือของอวี๋หวั่นไว้ด้วยความกระดากใจ “อย่า ลำบากไปเลย เจ้านั่งเถิด มีเรื่องเกิดขึ้นตั้งมากมาย เจ้าคงเหนื่อย แล้ว”
อวี๋หวั่นตอบว่า “ข้าเติบโตมาในชนบท งานแค่นี้ข้าทำจนชิน แล้ว แต่ท่านอายุมาก กลับต้องมาเผชิญกับความยากลำบากเช่น นี้”
นางหลานส่ายหน้า “เป็นความผิดของข้าเอง ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเป็นผลจากการกระทำของข้าเอง ถ้าหากข้าไม่ใจอ่อน ป่านนี้ คงสังหารนางแพศยานั่นไปแล้ว ชีวิตของพวกเขาก็คงไม่เป็นเฉก เช่นทุกวันนี้”
อวี๋หวั่นปลอบนางว่า “เรื่องก็ผ่านมาแล้ว ท่านอย่าได้โทษตัว เอง”
ที่นางหลานโทษตนเองมิใช่เพราะนางรู้สึกผิด หากแต่เพราะ นางพรํ่าเตือนตนเองว่าไม่อาจมีจุดจบเช่นนี้ นางต้องสู้ตราบจนลม หายใจสุดท้าย นางอยากกลับไปอยู่ในสกุลหลาน กอบกู้ชื่อเสียง ของท่านพี่กลับคืนมา และทวงคืนสิ่งที่เป็นของพวกเขา
“น่าสงสารเด็กคนนี้” นางหลานบอก “ครอบครัวตกตํ่า ไม่มี ปัญญาแม้แต่จะเชิญแม่นมมา”
ครั้นถูกขับไล่ออกจากหมิงตู พวกนางไม่ได้นำทรัพย์สินออก มา นอกจากเครื่องประดับศีรษะที่ติดตัวมา ก็ไม่มีของมีค่าใดๆ อีก
หลายปีมานี้ อัญมณีบนเครื่องประดับศีรษะถูกนำไปจำนำ แทบหมดแล้ว ยังเหลือกำไลประดับอัญมณีอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นของ ที่สามีของนางมอบให้ในวันแต่งงาน ต่อให้ลำบากเพียงใดก็ยัง ทำใจนำไปขายไม่ได้
บัดนี้นางคิดจะนำกำไลวงนี้ไปขาย เพื่อนำเงินมาเชิญแม่นมให้ หลานชาย
ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะเชิญมาได้หรือไม่ แต่ก็ต้องลองดู
“อาหวั่น พยุงข้าที” นางหลานบอกกับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นยื่นมือออกมาพยุงแขนนางหลาน และเดินเข้าไปด้าน หลังฉากกั้นพร้อมกับนาง
ทารกน้อยหิวโหยจนร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น ทำให้นางหลาน รู้สึกปวดใจเหลือเกิน
“เปิดหีบนั้น กุญแจอยู่ใต้เตียง” นางหลานชี้ไปยังกล่องซึ่งวาง อยู่ข้างตู้เสื้อผ้า
อวี๋หวั่นค้อมกายลงไปมองใต้เตียง ทว่ามองไม่เห็น จึงต้องยื่น มือเข้าไปคลำ เธอคลำไปเจอถุงผ้านุ่มๆ ใบหนึ่ง จึงดึงออกมาเปิดดู และหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมา “ท่านยายรอง กุญแจดอกนี้ใช่ ไหมเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง” นางหลานพยักหน้า
อวี๋หวั่นหยิบลูกกุญแจออกมาไข เปิดฝาหีบออก ด้านในมี อาภรณ์และแพรพรรณอยู่กองหนึ่ง
“ท่านยายรองจะให้ข้าหาอะไรหรือ” อวี๋หวั่นถาม
นางหลานตอบว่า “ก้นหีบมีกล่องไม้เถามู่ เจ้าลองหาดู”
“อ้อ” อวี๋หวั่นนำผ้าแพรพรรณกองนั้นออกมา ก้นหีบมีกล่อง ไม้มากมาย แต่กลับไม่ยักเห็นกล่องไม้เถามู่ “ท่านยายแน่ใจหรือ เจ้าคะว่าเป็นหีบใบนี้?”
นางหลานพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “แน่ใจ ข้าเป็นคนเก็บด้วย ตัวเอง”
เมื่อเป็นเช่นนั้น อวี๋หวั่นจึงหยิบกล่องในหีบขึ้นมาเปิดดูทีละ กล่อง
“เจอแล้วเจ้าค่ะ!” อวี๋หวั่นส่งกล่องไม้เถามู่ให้นางหลาน
นางหลานเปิดกล่องใบนั้นดู ด้านในมีกำไลคู่หนึ่ง ทั้งยังประดับ ไปด้วยเชือกสีแดง เชือกสีแดงใช้ประดับตกแต่ง มิได้มีราคาแต่ อย่างใด นางหลานหยิบกำไลวงหนึ่งขึ้นมาให้อวี๋หวั่น เพื่อเป็นของ ขวัญที่ยายมอบให้หลานสาวยามแรกพบ
อีกวงหนึ่งนางจะให้สาวใช้นำไปขาย
ในตอนนั้นเอง เสียงร้องไห้โยเยจากอีกฝั่งหนึ่งของฉากกั้นก็ เงียบลง นางหลานรู้สึกประหลาดใจ ไฉนจึงไม่ร้องไห้แล้วเล่า? หรือ
ว่าร้องไห้จนเหนื่อยและผล็อยหลับไปแล้วหรือ?
แน่นอนว่าทารกตัวน้อยยังไม่หลับ
เด็กอ้วนกลมทั้งสามอุตส่าห์ข้ามนํ้าข้ามทะเล (ข้ามธรณี ประตู) เดินเตาะแตะเข้ามา พวกเขาเดินมาที่เปล สองมือจับขวด นมใบเล็ก ดื่มนมไปพลางมองดูน้องชายคนเล็กตาไม่กะพริบ
ป๊อก!
ต้าเป่าดึงจุกนมในปากของตนออกมา แล้วใส่เข้าไปในปาก น้องชายตัวน้อย
หลังจากทารกน้อยได้ลิ้มลองนํ้าข้าวต้ม ก็เริ่มนึกสงสัยว่า ตนเองเกิดมาทำไม ทันทีที่สัมผัสได้ถึงรสหวานของ
นํ้านม เขาถึงกับไม่ยอมปล่อยขวดนมเลยทีเดียว!
ในตอนที่นางหลานเดินออกมาจากด้านหลังฉากกั้นพร้อมกับ อวี๋หวั่น ก็เห็นภาพเหตุการณ์เด็กตัวอ้วนจํ้ามํ่าสามคนยืนอยู่ด้าน หน้าเปลเด็ก ผลัดกันป้อนนมให้เด็กทารก
นางหลานตื่นตะลึง
ลูกหลานบ้านไหนกัน?
กำลังป้อนอะไรให้เหลนของนาง?
“ต้าเป่า เอ้อร์เป่า เสี่ยวเป่า” อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงระคน ความประหลาดใจ “พวกเจ้ามาได้อย่างไรกัน
“เจ้ารู้จักหรือ?” ครั้งนี้เป็นนางหลานที่เป็นฝ่ายตกใจ
“ลูกข้าเองเจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นยิ้ม
“อา…” นางหลานพูดไม่ออก
นางกับท่านพี่เป็นฝาแฝดกัน ในหมิงตูก็นับว่าเป็นเรื่อง มหัศจรรย์แล้ว นางไม่เคยเห็นเด็กแฝดสามมาก่อน ทั้งยังเป็นเด็ก ที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตดำขลับ แก้มกลมสีแดงระ เรื่อ คิ้วโก่งดูอาจหาญ ราวกับเป็นเด็กในภาพเขียน
เด็กทั้งสามมองไปยังท่านแม่และนางหลาน สายตารู้ความ ของพวกเขาทำให้หัวใจของนางหลานอ่อนยวบลงทันใด
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่” อวี๋หวั่นกระซิบถาม
“กำลังป้อนนมให้น้องอยู่ขอรับ” เสี่ยวเป่าตอบด้วยเสียงเล็ก เสียงน้อย
“เป็นนมแพะที่ต้มแล้วเจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นอธิบายให้นางหลานฟัง
นางหลานกระจ่างในทันใด “มิน่าเล่าเขาถึงกินได้ ทำไมข้าถึง คิดวิธีนี้ไม่ออกกันนะ”
เมื่อทั้งสามคนป้อนนมเสร็จ เด็กทารกก็ผล็อยหลับไป
อวี๋หวั่นกวักมือเรียก เด็กทั้งสามจึงวิ่งมา
เธอลูบศีรษะน้อยๆ ของพวกเขา “นี่คือต้าเป้า เอ้อร์เป่า และ เสี่ยวเป่า” จากนั้นก็หันไปบอกทั้งสามว่า “นี่คือท่านทวด”
ท่านทวดอีกคนหนึ่งหรือ? ทั้งสามคนมีท่านปู่ ท่านย่าตั้งหลาย คน มีท่านทวดเพิ่มมาอีกคนหนึ่งย่อมมิใช่เรื่องแปลก
เสี่ยวเป่าและเอ้อร์เป่าเรียก “ท่านทวด” ด้วยเสียงอ่อนเสียง หวาน ส่วนต้าเป่านั้นพยักหน้า เพื่อบอกว่าตนเองเรียกท่านทวด แล้ว
นางหลานไม่เคยพบเด็กที่ว่าง่ายเช่นนี้มาก่อน จึงรู้สึกเอ็นดู พวกเขาเป็นอย่างมาก นางวางกล่องลงบนโต๊ะ และหันไปหยิบ นํ้าตาลก้อน แต่พบว่าสายตาของเด็กทั้งสามกลับจับจ้องไปยัง กล่องบนโต๊ะ
ชอบกำไลหรอกหรือ?
ไม่แปลก บนกำไลประดับประดาไปด้วยอัญมณีจำนวนมาก เด็กๆ ย่อมชอบเป็นธรรมดา
นางหลานดันกล่องไปให้พวกเขา “ให้พวกเจ้า มาเอาไปเล่นสิ”
เด็กทั้งสามนัยน์ตาเป็นประกาย แต่กลับไม่ได้ยื่นมือออกมา หยิบ พวกเขามองไปยังอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นจึงบอกว่า “ขอบคุณท่าน ทวดก่อน”
เด็กทั้งสามขอบคุณท่านทวด แล้วยื่นมือน้อยๆ ออกมาหยิบ กล่องไป
จากนั้นเด็กทั้งสามก็โยนกำไลทิ้ง และหยิบเชือกสีแดงออกมา แล้ววิ่งออกไป!
บทที่ 386.2 (2) เลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์
นี่เป็นเพียงของมีค่าชิ้นสุดท้ายของนางหลาน แต่นางให้พวก เขาด้วยความเอ็นดู กระนั้นเด็กทั้งสามก็ไม่พูดพรํ่าทำเพลง โยน กำไลทิ้งไป และหยิบเชือกสีแดงไปเล่นแทน
นางหลานตกใจกับเหตุการณ์นี้จนพูดไม่ออก
นางเดาออกว่าอวี๋หวั่นออกเรือนและมีลูกแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่ จะมีลูกถึงสามคน เรื่องนี้ออกจะเหนือความคาดหมายของนางไป สักหน่อย
เมื่อก่อนนางและพี่สาวแทบไม่รอดชีวิต ไม่รู้จริงๆ ว่าอาหวั่น เลี้ยงแฝดสามให้อ้วนจํ้ามํ่าเช่นนี้ได้อย่างไร แถมยังน่ารักน่าเอ็นดู
สาวใช้เข้ามารายงานว่านางทำความสะอาดห้องคลอดเสร็จ เรียบร้อย และจัดแจงให้จื่อเยียนพักผ่อนแล้ว
นางหลานจึงให้นางอุ้มทารกน้อยไปวางไว้ข้างกายจื่อเยียน รอ จนจื่อเยียนมีนํ้านม ค่อยให้นางป้อนนมเขา
ช่วงเวลาอันคับขันที่สุดได้ผ่านพ้นไป นางหลานจูงมืออวี๋หวั่น เข้าไปนั่ง แล้วถามอวี๋หวั่นว่ามาหมิงตูด้วยเหตุใด และมากับใคร “…ตอนนั้นท่านพี่ทิ้งของไว้ด้านล่างหน้าผา เพราะคิดว่าโชคอาจ เข้าข้างนางบ้าง แต่หลายปีผ่านไปก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวของท่าน แม่ จนข้าเองก็ยอมแพ้ไปแล้ว”
อวี๋หวั่นบอกว่า “ที่พวกข้าพบเบาะแสก็เป็นเพราะความ บังเอิญ กล่าวอย่างไม่ปิดบังท่านยายรอง นอกจากพวกข้าจะมาตา มหาญาติสกุลหลานแล้ว ยังมีจุดประสงค์อื่นอีก”
“โอ้? มีเรื่องอะไรหรือ?” นางหลานถาม
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจบอกความจริงกับ นางหลาน “สามีของข้า…ถูกยาพิษไป๋หลี่เซียงเจ้าค่ะ ข้าต้องการ ตัวยาทั้งหมดสี่ชนิด หนึ่งในนั้นก็คือเลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์ พวกข้าพบ บันทึกที่เกี่ยวกับทายาทของสตรีศักดิ์สิทธิ์และพ่อมด จึงรู้ว่าเลือด สตรีศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเผ่าปีศาจ ดังนั้นจึงเดินทางมายังเผ่าปีศาจ ภายหลังบังเอิญตกลงไปด้านล่างของหน้าผา และขุดพบสิ่งของ เหล่านี้ของท่านยาย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง เห็นทีท่านพี่ทำถูกแล้วที่ทิ้งของเหล่านั้นไว้ น่าเสียดายที่นางไม่ทันอยู่รอพวกเจ้ากลับมา” นางหลานตัดพ้อที่ ท่านพี่ด่วนจากไปเสียก่อน ด้วยวิชาของท่านพี่แล้ว ถ้าหากไม่ต้อง ตรอมใจเพราะคนโฉดชั่วสองคนนั้น มีหรือจะอยู่ไม่ถึงทุกวันนี้?
“ว่าแต่หลานเขยไปถูกพิษไป๋หลี่เซียงได้อย่างไรกัน” นาง หลานเคยได้ยินเกี่ยวกับพิษชนิดนี้มาบ้าง ฤทธิ์แรงแต่ก็ไม่ถึงกับ ทำให้ตาย กระนั้นกลับปราศจากวิธีถอนพิษ เพราะตัวยาทั้งสี่ชนิด นั้นล้วนเป็นของที่หาได้ยากเหลือเกินในใต้หล้า
ในเมื่อเป็นคนในครอบครัว อวี๋หวั่นก็ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง จึง เปิดเผยตัวตนของตนและเยี่ยนจิ่วเฉาให้นางฟัง
ในตอนนั้นนางหลานจึงรู้ว่าหลังจากที่มารดาของตนออกจาก หมิงตู ก็เดินทางไปยังหนานจ้าว
ท่านแม่จากไปเร็ว ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากอาการบาดเจ็บ คนแซ่เสิ่นนั่นช่วยท่านแม่ของนางไว้ ท่านแม่ไร้ที่พึ่งพา จึงตกลงที่ จะเป็นอนุภรรยาของเขา
แต่นางหลานรู้สึกว่าจากนิสัยของท่านแม่แล้ว นางไม่มีทาง ยินยอมเป็นอนุภรรยาของผู้อื่นได้ง่ายๆ ทั้งยังให้กำเนิดลูกมาเร็ว เช่นนี้อีก? ลูกของนางเป็นคนสกุลเสิ่นจริงหรือ? คงไม่ใช่…
ไม่ เป็นไปไม่ได้
นางหลานส่ายหน้า และเพิกเฉยต่อการคาดเดาเรื่อยเปื่อย ของตนเอง
นางหลานใช้เวลาครู่หนึ่งในการประมวลข้อมูลเกี่ยวกับตัวตน ของอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉา เป็นเพราะเวลามีจำกัด อวี๋หวั่นจึงไม่ ได้เล่ามากมาย ประเด็นสำคัญมีเพียงเยี่ยนจิ่วเฉาถูกยาพิษตั้งแต่ เด็ก ทว่าพิษทั้งสองชนิดกดกันไว้ จึงมิได้แสดงอาการ หลังจากที่ ถอนพิษไปแล้ว พิษของไป๋หลี่เซียงก็ออกฤทธิ์ขึ้นมา
นางหลานมองไปยังราตรีอันเวิ้งว้าง แล้วถอนหายใจออกมา ยาวๆ เฮือกหนึ่ง “หากท่านแม่ยังอยู่ เจ้าอยากได้เลือดสตรี ศักดิ์สิทธิ์สักเท่าใดคงไม่ใช่ปัญหา แต่นางไม่อยู่แล้ว สตรีศักดิ์สิทธิ์ ที่มีชีวิตอยู่ในตอนนี้…”
นางไม่ได้พูดประโยคต่อมา
แต่อวี๋หวั่นก็กระจ่างดี
เดิมทีคิดว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้นมาในสกุลหลาน ตนเองเป็นคนสกุลหลาน ก็ควรจะได้เลือดสตรีศักดิ์สิทธิ์มาอย่าง ง่ายดาย ทว่าบัดนี้สตรีศักดิ์สิทธิ์และสกุลหลานบ้านนี้ไม่ลงรอยกัน เรื่องนี้จึงไม่อาจจัดการได้ง่ายอย่างที่คิด
ไม่ว่าอย่างไร อวี๋หวั่นก็ยังคงมีความหวังในการตามหาเลือด สตรีศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่านางจะยินดีหรือไม่ก็ตาม ต่อให้ต้องไปขโมยมา เธอก็จะหาตัวยามาให้เยี่ยนจิ่วเฉาให้ได้
“ข้าจะพบสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรหรือเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นถาม
นางหลานเงียบไป แล้วกล่าวว่า “สถานะของสตรีศักดิ์สิทธิ์ใน หมิงตูนั้นสูงส่งนัก แม้แต่สกุลหลานในหมิงตูก็ใช่ว่าจะได้พบนาง ง่ายๆ นอกจากนั้นรอบกายของนางยังเต็มไปด้วยยอดฝีมือ ตัวนาง เองก็มีพลังภายในแก่กล้า ถ้าหากคิดจะใช้กำลังแย่งมา เกรงว่า คงจะทำไม่ได้”
“เช่นนั้นก็ใช้ปัญญาแย่งมา” อวี๋หวั่นบอก “ข้าเดินทางมาถึงที่ นี่แล้ว ไม่มีทางกลับไปมือเปล่า”
“ยายจะช่วยคิดหาวิธี” เมื่อนางหลานนึกบางอย่างออก ก็เอ่ย ถามขึ้นว่า “เจ้าพาลูกๆ ออกมาโดยลำพังหรือ? สองคนที่อยู่ข้าง นอกเป็นองครักษ์ของเจ้าใช่ไหม? ตามความเห็นข้า วรยุทธ์ของ พวกเขาแข็งแกร่ง แต่หากจะให้ต่อกรกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ ข้าคิดว่า ยังไม่เพียงพอ”
อวี๋หวั่นยิ้ม พร้อมกับตอบว่า “ข้าไม่ได้มาคนเดียวเจ้าค่ะ สามี ของข้าก็มาด้วย”
นางหลานชะงักไป “เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมไม่พูดให้เร็วกว่านี้ เล่า?”
นางปล่อยให้หลานเขยรออยู่ด้านนอกทั้งวัน!
นางหลานรีบให้อวี๋หวั่นเรียกเยี่ยนจิ่วเฉาและคนอื่นๆ เข้ามา ในกลุ่มคนเหล่านี้ เยี่ยนจิ่วเฉานั้นดูโดดเด่นที่สุด นางหลานสังเกต เห็นเขาได้ทันที ทั้งรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา องคาพยพบน ใบหน้าได้รูป ท่าทางห้าวหาญและสูงศักดิ์ดังเชื้อพระวงศ์
“นี่คือท่านยายรอง” อวี๋หวั่นบอกกับเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉายังคงมีสีหน้าเย็นชา แต่กลับเอ่ยปากเรียกท่าน ยายรอง จากนั้นก็แนะนำตัวกับนางหลานว่า “ข้าคือซือคงอี้”
นางหลานหันไปมองอวี๋หวั่นด้วยความตกตะลึง เขาไม่ใช่เยี่ยน จิ่วเฉาหรอกหรือ? อยู่ๆ กลายเป็นซือคงอี้ไปได้อย่างไร?
ซือคงเป็นสกุลของราชวงศ์แห่งหมิงตู คนผู้นี้มีความเกี่ยวข้อง กับราชวงศ์หรือ?
อวี๋หวั่นกระแอม พลางยกมือขึ้นมาป้องปาก จากนั้นก็กระซิบ บอกนางหลานว่า “เขาดูดซับพลังของอ๋องแห่งเผ่าปีศาจไป ตอนนี้ จึงคิดว่าตนเองเป็นอ๋องแห่งเผ่าปีศาจซือคงอี้เจ้าค่ะ”
“อา…” สกุลซือคงจากเผ่าปีศาจเดิมนั่นเอง ในฐานะที่เป็น
ประมุขแห่งสกุลหลาน มีหรือจะไม่รู้เรื่องความแค้นแต่เก่าก่อน ของเผ่าปีศาจเดิมและเผ่าปีศาจใหม่ ในตอนนั้นฮูหยินซือคงให้ กำเนิดบุตรชายสองคน บุตรชายคนเล็กพ่ายแพ้ จึงถูกขังไว้ในวัง หลวง บุตรชายคนโตพาคนทั้งเผ่าย้ายเมืองหลวงมา ทิ้งคนสกุลฉิว ไว้เฝ้าลูกหลานของบุตรชายคนเล็ก แรกเริ่มเดิมที เหล่านักโทษ ล้วนถูกทิ้งเอาไว้ในเผ่าปีศาจเดิม และไม่รู้ว่าเมืองหลวงใหม่ ตัดขาดการติดต่อกับเผ่าเดิมไปตั้งแต่เมื่อใด พวกเขาไม่ส่งนักโทษ ไปอีก แต่ตัดสินด้วยตนเอง นานวันเข้า ผู้คนในเมืองหลวงใหม่ก็ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าห่างออกไปอีกนับพันหลี่มีเผ่าดั้งเดิมของพวกตนอยู่
นางหลานรีบตั้งสติ แล้วมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา “อาอี้ อาอี้ เข้าไปนั่งในเรือนก่อนเถิด”
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้รังเกียจชื่อเรียกใหม่ของตน เขาจูงมือภรรยา เดินเข้าไปด้านใน
จากนั้นนางหลานก็เห็นอาม่าและคนอื่นๆ จึงเชิญให้พวกเขา ไปพักผ่อนที่ห้องในลานหลังบ้าน
อวี๋หวั่นเล่าเรื่องความแค้นของสกุลหลานให้อาม่า อิ่งสือซัน และคนอื่นๆ ฟัง “…จากความสัมพันธ์ของสกุลหลานทั้งสองสาย เลือด สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางส่งมอบตัวยาให้พวกเราง่ายๆ พวกเรา จึงต้องคิดหาวิธีชิงมันมา”
อิ่งลิ่วครุ่นคิด “ตอนนี้แม้แต่หมิงตูยังเข้าไปไม่ได้ จะชิงตัวยา มาได้อย่างไร? อย่างน้อยพวกเราต้องพบสตรีศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ก่อน”
อวี๋หวั่นก็คิดเช่นนั้น “ข้ารู้มาจากท่านยายว่ารอบกายของสตรี ศักดิ์สิทธิ์มียอดฝีมือแปดคนคอยอารักขา ทุกคนล้วนแต่เป็นซิว หลัว”
ทุกคนหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง ชิงเหยียนซึ่งเดิมทีวางแผนไว้ว่า จะให้ซิวหลัวเข้าไปลักพาตัวสตรีศักดิ์สิทธิ์ออกมานั้นถึงกับนิ่งเงียบ ไปชั่วขณะหนึ่ง ต่อให้ทุกวันนี้ซิวหลัวมีพลังเหนือซิวหลัวคนอื่นๆ แต่หากต้องรับมือกับซิวหลัวถึงแปดคน พวกเขาก็ไม่อาจมองเห็น หนทางชนะได้เลย
ชิงเหยียนตบหน้าอกซึ่งตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความตกใจ “ซิว หลัวหาง่ายเหมือนกะหลํ่าปลีตามท้องตลาดอย่างนั้นหรือ? ไฉนจึง มีตั้งแปดคน…นี่ก็หมายความว่าแม้แต่ลอบเข้าไปยังทำไม่ได้ เลย?”
อวี๋หวั่นมีสายตาแข็งกร้าว “นี่เป็นเพียงจำนวนที่เห็น แต่เบื้อง หลังยังมียอดฝีมือที่เก่งกาจกว่านี้อีกไหม ไม่มีใครรู้ได้ เพราะฉะนั้น พวกเราจึงต้องระวังเป็นอย่างมาก ไม่อาจเปิดเผยร่องรอย และไม่ อาจเปิดเผยจุดประสงค์ของการกระทำในครั้งนี้”
ถ้าหากสตรีศักดิ์สิทธิ์รู้ว่าคนสกุลหลานอีกสายหนึ่งต้องการ เลือดของนาง เกรงว่านางคนจะหาวิธีฆ่าล้างบางพวกเขาอย่าง แน่นอน
อิ่งลิ่วกล่าวว่า “เอาอย่างนี้ไหม พรุ่งนี้ข้าจะลอบเข้าไปสืบหา เบาะแสของสตรีศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นค่อยหาวิธีให้นางอยู่เพียง
ลำพัง”
“ไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้น ข้ามีวิธีเรียกคนสกุลหลานออก มา”
เสียงของนางหลานดังขึ้นจากหน้าประตู
อิ่งลิ่วอยู่ใกล้กับประตูมากที่สุด จึงรุดเข้าไปพยุงนาง
“ท่านยายรอง” อวี๋หวั่นหลีกทางให้นาง
นางหลานนั่งลง นัยน์ตาของนางแน่วแน่
“ในตอนที่ท่านพี่ออกจากหมิงตู ข้าจึงรับตำแหน่งประมุขของ สกุลชั่วคราว ก่อนจากไปท่านพี่ได้มอบป้ายหยกของตระกูลให้แก่ ข้า หลายปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่ลงมือสังหารข้า ก็เพราะพวกเขายัง ไม่ได้ครอบครองป้ายหยกของสกุลหลาน มีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ว่า ป้ายหยกอยู่ที่ไหน หากข้าตาย พวกเขาก็ไม่มีทางได้ป้ายหยกไป ครอบครอง”
อิ่งลิ่วเกาศีรษะ แล้วถามว่า “ท่านยายรอง ป้ายหยก…สำคัญ มากหรือขอรับ?”
นางหลานยิ้มน้อยๆ
“ป้ายหยกเป็นของประมุขสกุลหลาน ก็เหมือนกับตราแผ่นดิน ที่เป็นของฮ่องเต้ เจ้าคิดว่าสำคัญหรือไม่เล่า? ที่พวกเขาเหิมเกริม ได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะมีสตรีศักดิ์สิทธิ์ วันใดนางไม่อยู่แล้ว สกุล หลานคนอื่นๆ ย่อมไม่มีทางเชื่อฟังพวกเขา วันพรุ่งนี้หลังจากที่
ประตูเมืองเปิด พวกเจ้าไปหาทหารยามเฝ้าประตูเมือง บอกพวก เขาว่าหลานชิ่นต้องการส่งมอบป้ายหยกสกุลหลาน ให้สตรี ศักดิ์สิทธิ์มาพบข้าด้วยตนเอง! ในตอนนั้น ข้าจะใช้ป้ายหยกนี้มา เจรจากับนาง ให้นางส่งเลือดของสตรีศักดิ์สิทธิ์มาเอง!”