หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 387 ความจริงครานั้น
ในคืนนั้น พวกเขาทุกคนพักอยู่ในเรือนสกุลหลาน เรือนแห่งนี้ เก่าครํ่าคร่า ทว่ากลับมีห้องหับมากมาย นอกจากเยี่ยนจิ่วเฉา อวี๋ หวั่น และเด็กทั้งสามซึ่งพักอยู่ในห้องเดียวกันแล้ว คนอื่นๆ ล้วน แต่มีห้องของตนเอง
เว้นแต่…อิ่งลิ่วและอิ่งสือซัน
ชิงเหยียนหัวเราะแดกดัน “ขอโทษเถอะ สัมภาระของพวกเรา มากมายเหลือเกิน ต้องใช้ห้องสำหรับเก็บสัมภาระสักห้อง ต้อง รบกวนพวกเจ้าไปพักห้องเดียวกันซะแล้วสิ”
คิ้วเข้มของอิ่งสือซันขมวดเข้าหากัน แล้วคว้าแขนของชิงเหยี ยนเอาไว้ “เจ้าก็ย้ายไปอยู่ในห้องอาเว่ยหรือห้องของเยว่โกวสิ”
ชิงเหยียนเบ้ปาก “เยว่โกวนอนกรนเสียงดัง อาเว่ยนอนกัดฟัน ถ้าอยากไปเจ้าก็ไปเองเถอะ! ข้าไม่ไป!”
อิ่งลิ่วเดินเข้ามาดึงแขนของอิ่งสือซัน “ไอ้หยา พอแล้วๆ ทำ อย่างกับไม่เคยอยู่ด้วยกัน ที่จวนคุณชายกับจวนท่านอ๋อง พวกเรา สองคนก็อยู่ห้องเดียวกันไม่ใช่หรือ?”
ชิงเหยียนยักคิ้วหลิ่วตา “นั่นน่ะสิ”
พูดจบ เขาก็เดินผิวปากจากไป
อิ่งสือซันหน้าตาถมึงทึง อิ่งลิ่วเหลือบไปมองเขา แล้วพึมพำว่า
“ทำไม? เจ้าไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับข้าหรือ? เช่นนั้นข้าไปอยู่ห้อง ชิงเหยียนก็ได้”
“ห้ามไปนะ!” อิ่งสือซันบอก
อิ่งลิ่ว “เอ่อ”
ชิงเหยียนเดินไปแล้ว แต่ยังหันหลังมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ อิ่งสือซัน
อิ่งสือซันปล่อยหมัดออกไป
โชคดีที่ซิวหลัวผ่านมาพอดี ชิงเหยียนจึงถือโอกาสเข้าไปหลบ ด้านหลังของซิวหลัว
กำปั้นพลังมหาศาลซึ่งต่อยได้แม้แต่หินผาพุ่งเข้ามา ซิวหลัว มองไปยังเส้นผมขาดผึง จากนั้นก็เดินกลับห้องไปด้วยท่าทางง่วง นอน
อิ่งลิ่วและอิ่งสือซันกลับห้องไป หลังจากอาบนํ้าเสร็จแล้ว จึง ขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงแข็ง พวกเขาเป็นหน่วยกล้าตาย จึงไม่มี ความปรารถนาแต่อย่างใด แม้แต่กับเจ้านายอย่างเยี่ยนจิ่วเฉา พวกเขาก็ไม่เคยคิดเลยเถิด
แต่ทว่า เตียงหลังนี้ออกจะเล็กเกินไปสักหน่อย อิ่งสือซันนอน อยู่ด้านนอก ร่างของเขายื่นออกไปนอกเตียงครึ่งหนึ่ง
หลังจากที่อิ่งลิ่วรู้ จึงดึงเขาเข้ามาด้านใน “ประเดี๋ยวก็ตกเตียง หรอก”
“เปล่าสักหน่อย” อิ่งสือซันพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อิ่งลิ่วหาววอด
อิ่งสือซันจึงกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นชาว่า “เจ้าอย่าขยับสิ”
“ข้าเปล่าสักหน่อย” อิ่งลิ่วขยุกขยิกไปมา
อิ่งสือซันคล้ายกับมีเรื่องจะพูด แต่ไม่ยอมพูดออกมา เขานอน จ้องมองหลังคาเตียงอันมืดสนิท
“เจ้ารู้สึกหนาวไหม?” อิ่งลิ่วกระซิบถาม
อิ่งสือซันมีสีหน้าจริงจัง “หมิงตูอากาศชื้น ผ้าห่มชื้นไปหมด”
“มิน่าเล่า ข้าหนาวแทบแย่!” อิ่งลิ่วเอื้อมมือมากอดอิ่งสือซัน ซุกศีรษะเข้ากับไหล่ของเขา
อิ่งสือซัน “เจ้า…”
“คร่อกฟี้~” อิ่งลิ่วหลับไปแล้ว
อิ่งสือซันหลับตาลง ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็ดึง ผ้าห่มขึ้นมาห่มแล้วผล็อยหลับไปเช่นกัน
…………
แพะสำหรับรีดนมถูกพาไปยังลานหลังบ้าน อาเว่ยลงมือสร้าง คอกให้มันโดยเฉพาะ จากนั้นจึงต้มนํ้านมให้ซิวหลัวและเด็กทั้ง สาม อีกทั้งยังต้มเผื่อทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกด้วยอีกหนึ่งชาม เพื่อ ให้อวี๋หวั่นยกไปป้อนให้เขา
ทารกคนนี้เป็นเด็กดีเหลือเกิน ไม่ร้องไห้เสียงดังรบกวนท่าน
แม่ ไม่เช่นนั้นลำพังเขาเพียงคนเดียว ก็คงทำให้สาวใช้และแม่นม เฒ่าวิ่งวุ่นจนตัวเป็นเกลียวอย่างแน่นอน
“เด็กดี” อวี๋หวั่นจิ้มแก้มของทารก และวางเขาลงข้างจื่อเยียน
จื่อเยียนมองไปยังอวี๋หวั่นด้วยสายตาซาบซึ้ง นางพูดกับอวี๋ หวั่นด้วยนํ้าเสียงสะอึกสะอื้นว่า “ขอบคุณเจ้าค่ะ คุณ
หนู”
อวี๋หวั่นยิ้ม แล้วจัดแจงผ้าห่มให้นาง “นอนเถอะ ประเดี๋ยวเขา ตื่นกลางดึก จะได้มีคนดูแล”
“อื้ม” จื่อเยียนไม่รู้จะกล่าวขอบคุณอย่างไรดี เข้ามาอยู่ในสกุล หลานนานแล้ว ชีวิตของนางไม่นับว่าลำบากเท่าไร นายน้อยปฏิบัติ ต่อนางเป็นอย่างดี เพียงแต่สกุลหลานได้รับแรงกดดันจากรอบ ข้าง คนในสกุลถูกปองร้าย นางใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัว วัน หนึ่งในเรือนก็มีคนเพิ่มขึ้นมา ได้ยินเสียงของคุณชายน้อยวิ่งเล่น กัน ได้ยินเสียงเหล่าองครักษ์หัวเราะร่า ในใจของนางก็พลันรู้สึก สงบขึ้นมา
อยู่ๆ…นางก็ไม่กลัวแล้ว
จื่อเยียนค่อยๆ หลับตาลง
สองแม่ลูกกำลังหลับสบาย อวี๋หวั่นจึงกลับไปยังห้องของ ตนเอง เด็กทั้งสามกำลังนั่งอาบนํ้าอยู่ในอ่าง เยี่ยนจิ่วเฉาคอย จับตาดูพวกเขาอยู่ แม้ว่าจะกลายเป็นอ๋องแห่งเผ่าปีศาจ ผู้ชายคน นี้ก็ยังทำหน้าที่พ่อได้อย่างดีเยี่ยม
อวี๋หวั่นหัวเราะ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปรบกวนช่วงเวลาของพ่อลูก และสาวเท้าเดินไปยังห้องของนางหลาน
นางหลานกำลังจะนอน เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ก็กล่าวว่า “เข้ามาเถิด”
อวี๋หวั่นผลักประตูเข้าไป เมื่อเห็นนางหลานนอนอยู่บนเตียง กำลังจะนอน จึงบอกว่า “ข้ามาดูว่าท่านยายหลับแล้วหรือยัง มี อะไรให้ข้าทำหรือไม่เจ้าคะ”
นางหลานเป็นประมุขของสกุลมานาน ไฉนจึงจะมองไม่ออกว่า เด็กคนนี้มาหานาง เป็นเพราะมีเรื่องจะถาม
นางหลานยิ้มอย่างมีความสุข “ข้าอายุมากแล้ว ล้มตัวลงนอน ก็ยังนอนไม่หลับ เข้ามานั่งสิ มาคุยเป็นเพื่อนยาย”
“เจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นปิดประตูห้อง และเดินไปข้างเตียงตามคำ บอกของนางหลาน
นางหลานยกมือขึ้นมาลูบผมของอวี๋หวั่น แล้วถอนหายใจออก มา “หลายปีมานี้ข้าใช้ชีวิตอยู่กับความโกรธแค้นมาตลอด ไม่เคย ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี จื่อเยียนกลัวข้า พวกนางทุกคนล้วนแต่กลัว ข้า”
อวี๋หวั่นพูดว่า “ท่านยายจำเป็นต้องทำ”
“ถูกต้อง ศัตรูอยู่ตรงหน้า ถ้าหากไม่เตือนตนเองให้ทำเช่นนั้น เกรงว่าข้าก็คงรับมือไม่ไหว” นางหลานบอก ปล่อยเส้นผมของอวี๋ หวั่นที่นางจับไว้ แล้วจับมืออวี๋หวั่นแทน “หากวันใดข้าไม่อยู่แล้ว
จื่อเยียนนาง…”
อวี๋หวั่นพูดตัดบทขึ้นมาว่า “ท่านยายรองเจ้าคะ ท่านอย่าเพิ่ง รีบพูดอย่างนี้เลย ท่านจะต้องอยู่จนถึงร้อยปี!”
นางหลานยิ้ม “ก็ได้ๆ ยายจะอยู่ให้ถึงร้อยปี บอกข้ามาเถิดว่า ดึกดื่นป่านนี้มาหาข้า อยากรู้เรื่องอะไรหรือ”
อวี๋หวั่นบอกว่า “อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่ อยากมาฟังท่านเล่าเรื่องของท่านทวด ท่านทวดจากไปตั้งแต่อ วิ๋นเฟยยังเล็ก ข้าจึงอยากฟังเรื่องนี้ จะได้นำกลับไปเล่าให้นางฟัง”
เมื่อเอ่ยถึงมารดา นัยน์ตาของนางหลานก็เป็นประกายขึ้นมา “ท่านทวดของเจ้าเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ในสกุลหลาน เรื่องของนางไม่ อาจเล่าจบในไม่กี่ประโยค สตรีสกุลหลานแต่งงานช้า เจ้าคงจะเดา ได้ว่าในตอนนั้นท่านยายของเจ้าเป็นที่หมายปองมากเพียงใด คน มาสู่ขอมากมายเสียจนธรณีประตูแทบพัง แต่ว่าท่านทวดของเจ้า ต้องรักษาตำแหน่งประมุขแห่งตระกูล ไม่อาจออกเรือนได้ ถ้าไม่ อย่างนั้น…”
นางหลานเล่ามาถึงตรงนี้ ก็หยุดชะงักไป
อวี๋หวั่นมองนางด้วยความสงสัย “ถ้าไม่อย่างนั้นอะไรหรือเจ้า คะ?”
เดิมทีนางหลานไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้คนรุ่นหลังฟัง แต่นางก็ ไม่อาจต้านทานสายตาเปี่ยมความสงสัยของอวี๋หวั่นได้
นางมีสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ในตอนนั้น สกุลซือ
คงก็มาสู่ขอท่านทวดของเจ้า เจ้าเองก็รู้ว่าสกุลซือคงเป็นราชวงศ์ ของหมิงตู พวกเขาไม่อาจแต่งเข้ามายังสกุลหลาน แต่หากให้ท่าน ทวดของเจ้าแต่งออกไป นางก็ไม่ยินดี การแต่งงานของทั้งสอง ตระกูลจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ จากนั้นไม่นาน ท่านทวดของเจ้าก็ แต่งงานเป็นครั้งแรก กับท่านพ่อของข้าและท่านพี่ ทว่าท่านพ่อก็ มาด่วนจากไปเช่นกัน”
“เป็นเพราะ…อุบัติเหตุหรือโรคเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นถาม
“ไม่ใช่ทั้งคู่” นางหลานหลุบตา หยุดพูดไปชั่วขณะหนึ่ง แล้ว กล่าวว่า “เขาผิดใจกับคนสกุลซือคง จึงถูกสังหาร”
อวี๋หวั่นตกตะลึง
กล้าสังหารแม้แต่สามีของสตรีศักดิ์สิทธิ์ สกุลซือคงไม่ได้ตั้งใจ จริงๆ หรือ?
นางหลานถอนหายใจ “ท่านทวดของเจ้าจึงไปเจรจาเรื่องนี้ สุดท้ายพลั้งมือสังหารบุตรชายสกุลซือคงไปคนหนึ่ง แม้ว่าเขาจะ เป็นบุตรชายจากอนุภรรยา แต่อย่างไรเสียก็เป็นสายเลือดสกุลซือ คง สกุลซือคงจึงยื่นเงื่อนไขว่าถ้าหากท่านทวดของเจ้าตอบตกลง แต่งเข้าสกุลซือคง เรื่องราวในครั้งนี้จะนับเป็นโมฆะ แต่หากนาง ไม่ตกลง พวกเขาก็จะจัดการตามกฎหมาย”
“มีแผนการลับกระมัง?” อวี๋หวั่นบอก
นางหลานพยักหน้า “ท่านทวดของเจ้าก็คิดเช่นนั้น เพราะ ฉะนั้นนางจึงหลบหนี ระหว่างทางที่หลบหนี…”
อวี๋หวั่นยังคงจ้องมองนาง
นางหลานหลับตาลง “ไม่มีอะไร เป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีหลัก ฐานเพียงพอให้เชื่อ”
อวี๋หวั่นลูบคาง ต้องเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางที่ท่านทวดหลบ หนีเป็นแน่ เป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจได้
เมื่อนึกเรื่องหนึ่งออก อวี๋หวั่นจึงบอกว่า “แต่ว่า ทำไมสกุลซือ คงถึงทำกับท่านทวดอย่างนั้นละเจ้าคะ นางแต่งงานไปแล้ว ทั้งยัง มีลูกตั้งสองคน เรื่องนี้สกุลซือคงไม่ได้สนใจเลยหรือเจ้าคะ?”
นางหลานแค่นเสียงหัวเราะ “จะไม่สนใจได้อย่างไร? แต่เพื่อที่ จะได้มาซึ่งสายเลือดของสตรีศักดิ์สิทธิ์ คนสกุลซือคงจึงไม่ได้ใส่ใจ เรื่องนี้ เจ้าคงสงสัยว่าสายเลือดของสตรีศักดิ์สิทธิ์มีดีอะไร ข้าคิด ว่าการนำมาทำเป็นยานั้นคือประโยชน์หนึ่งของมัน เพียงแต่ว่า แต่ ไหนแต่ไรมา สายเลือดของสตรีศักดิ์สิทธิ์กับสายเลือดของสกุลซือ คงไม่อาจหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้”
อวี๋หวั่นมองไปยังนางหลาน “ทำไมหรือเจ้าคะ”
นางเจียงนึกถึงเรื่องราวในอดีตแล้วกล่าวว่า “บรรพบุรุษของ สกุลหลานให้กำเนิดสตรีศักดิ์สิทธิ์ แต่สกุลหลานไม่ใช่ทายาทเพียง สายเดียวของสตรีศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านี้ในหมิงตูก็มีสตรีศักดิ์สิทธิ์ ถือกำเนิดขึ้นมาเช่นกัน ทั้งหมดล้วนถูกสกุลซือคงสู่ขอไป แต่เจ้า ลองเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น พวกนางไม่อาจตั้งท้องกับคนสกุลซือคง ได้ นานวันเข้า สายเลือดของพวกนางก็หมดไป สายเลือดของสตรี
ศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้คือสกุลหลาน เพื่อที่จะ ปกป้องสายเลือดของสตรีศักดิ์สิทธิ์ สกุลหลานจึงพยายามหลีกหนี ให้ไกลจากสกุลซือคงมากที่สุด”
“มิน่าเล่าถึงตั้งกฎแต่งเข้าตระกูล เป็นเพราะป้องกันการถูก สกุลซือคงบังคับให้ออกเรือนนั่นเอง อย่างไรเสียสกุลซือคงเป็นถึง ราชวงศ์ จะไปแต่งงานเข้าสกุลอื่นได้อย่างไร?” อวี๋หวั่นนึกเรื่อง หนึ่งได้ ก็พูดขึ้นว่า “ว่าแต่…ถ้าหากสกุลหลานและสกุลซือคงให้ กำเนิดทายาทขึ้นมา จะเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
นางหลานยิ้มแล้วส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ สายเลือดของสกุล ซือคงกับของสตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจหลอมรวมกันได้ ถึงจะเกิดขึ้น ทารกคลอดออกมาได้ไม่นานก็คงตาย”
“ถ้าเกิดเป็นไปได้ละเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นซักไซ้
“ถ้าเกิดเป็นไปได้?” นางหลานมองไปยังดวงตาซึ่งสุกสกาวดุจ ดวงดาวยามราตรี “ก็คงจะเป็นสายเลือดที่สูงส่งที่สุดในหมิงตู แม้แต่สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้”