หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 401.1 ไข่ดำทั้งสาม (1)
บนหน้ากากมีฤทธิ์ยา ทันทีที่แนบกับใบหน้า อวี๋หวั่นก็สลบไป
เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น อวี๋หวั่นไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือ ภาพลวงตา ในความสะลึมสะลือเธอรู้สึกว่ามีคนบีบหน้าเธอไปมา จากนั้นก็ลูบท้องของเธอไปมา ไม่รู้ว่ากำลังวัดอะไร
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ต่อเนื่อง ไม่นานอวี๋หวั่นก็หลับไปอีกครั้ง
…
แสงแดดยามเช้าพาดผ่าน ห้องที่อบอวลกลิ่นหอมของไม้ จันทน์ ผ้ามุ้งที่ถูกสายลมพัดพา
สตรีศักดิ์สิทธิ์นั่งเงียบๆ อยู่หน้ากระจกทองเหลือง มองใบหน้า ในกระจกอยู่ชั่วขณะ
ทูตศักดิ์สิทธิ์ยืนอยู่ด้านหลังนาง ตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกตั้งแต่ วินาทีแรก จนปัญญาถึงขั้นนี้ ผีเท่านั้นที่รู้ว่านางผ่านอะไรมา
“สตรีศักดิ์สิทธิ์” นางกระซิบ
“เยี่ยนจิ่วเฉา” สตรีศักดิ์สิทธิ์ขัดจังหวะนาง “นี่คือชื่อที่นาง คิดถึงหายามหลับฝันใช่หรือไม่?”
ทูตศักดิ์สิทธิ์พยักหน้า “ดูเหมือนเป็นเช่นนั้น”
สตรีศักดิ์สิทธิ์ยกมือขึ้นจัดแจงมวยผม “ที่แท้บุรุษผู้นั้นชื่อ เยี่ยนจิ่วเฉา ชื่อฟังดูดีไม่น้อย”
รูปลักษณ์ก็ยังหล่อเหลา
แน่นอนประโยคนี้ สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เอ่ยออกไป
สตรีศักดิ์สิทธิ์มองไปที่กระจกทองเหลืองแล้วยกมือขึ้นลูบ แก้มของนาง
“เหมือนหรือไม่?” นางถาม
ทูตศักดิ์สิทธิ์ลังเล บอกไม่ได้ว่าเหมือนของปลอม ในเมื่อถูก สร้างขึ้นตามใบหน้านั้น แต่หากกล่าวว่าเป็นพิมพ์เดียวกันก็ยังไม่ สมบูรณ์แบบนัก ในเมื่อไม่ว่ารูปร่างหรือหน้าตา สตรีผู้นั้นก็ดูอวบ อ้วนไปหมด
สตรีศักดิ์สิทธิ์เข้าใจว่านางสงสัยสิ่งใด มองดูใบหน้าของคนใน กระจกและกล่าวอย่างเรียบเฉย “ในจงหยวนมิใช่มีกวีบทหนึ่งที่ กล่าวว่า ‘ร่างกายผ่ายผอมเสื้อผ้าหลวมไม่เสียใจ ขอเพียงได้คิดถึง เจ้า’ หรอกหรือ ไม่ได้พบกันสิบกว่าวัน นอนพลิกไปมา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ผอมลงสักหน่อยก็ยากจะเลี่ยงกระมัง”
“ทว่า…” ทูตศักดิ์สิทธิ์ลังเลที่จะเอ่ยอีกครั้ง
สตรีศักดิ์สิทธิ์มองดูตัวเองในกระจกทองเหลืองและพึมพำ “แต่นางท้อง ดังนั้นข้าก็ควรจะมีครรภ์เช่นกัน”
เรื่องนี้ถูกพบโดยบังเอิญ สตรีผู้นั้นเอาแต่กินทั้งวัน จนทั้งร่าง อวบอ้วน ก้อนเนื้อที่ท้องนั่นถูกคนเข้าใจว่าเป็นไขมัน หากไม่ใช่ เพราะจับชีพจรของเธอ สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์
เรื่องนี้ นอกจากสตรีศักดิ์สิทธิ์ ก็มีเพียงทูตศักดิ์สิทธิ์คนสนิทผู้ นี้เท่านั้นที่ล่วงรู้
ทูตศักดิ์สิทธิ์เดินไปที่ประตู มองไปยังทางเดินที่ว่างเปล่า ปิด ประตูลงกลอน แล้วค่อยๆ เดินกลับไปหาสตรีศักดิ์สิทธิ์ “สตรี ศักดิ์สิทธิ์ ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้? หากท่านไม่อยาก แต่งงานกับคุณชายรองซือคง…ข้าหมายถึง หากท่านต้องการหา คนอื่นมาแต่งงานแทนท่าน…ก็เลือกจากบรรดาทูตศักดิ์สิทธิ์ได้ ข้าเชื่อว่าจะต้องมีผู้ที่เหมาะสมกว่านี้เป็นแน่”
สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ตอบ
เรื่องบางเรื่องบอกกับทูตศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าความคิดบางอย่าง กลับยากจะเอ่ย
“หากในพิธีไหว้ฟ้าดินเกิดข้อผิดพลาดจะทำอย่างไร? หากนาง เปิดเผยตัวตนในห้องหอจะทำอย่างไร?” ทูตศักดิ์สิทธิ์คิดว่าวิธีนี้ เสี่ยงเกินไป ในฐานะที่เป็นคนสนิทของสตรีศักดิ์สิทธิ์ นางเข้าใจดี ว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ชอบลูกผู้ลากมากดีอย่างซือคงอวิ๋น สตรี ศักดิ์สิทธิ์มีความทะเยอทะยานสูง แต่งงานกับซือคงอวิ๋นก็เพียง เพื่อใช้เขาเป็นหินรองเท้าให้ก้าวเดิน แต่…หินรองเท้าชิ้นนี้เป็นทา ยาทสกุลซือคง หากประมาทเพียงนิด สิ่งที่รอสตรีศักดิ์สิทธิ์อยู่อาจ
ไม่มีทางที่จะฟื้นคืนได้ตลอดไป!
“หากสตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่รังเกียจ ข้าน้อยยินดีถวายตัวรับใช้แทน สตรีศักดิ์สิทธิ์” ทูตศักดิ์สิทธิ์คุกเข่าลง ที่นางกล่าวเช่นนี้หาใช่ เพราะเห็นแก่ตัว นางกับซือคงอวิ๋นไม่เคยมีความคิดที่ไม่สมควร ใดๆ
สตรีศักดิ์สิทธิ์ทำราวกับไม่ได้ยิน นางหยิบปิ่นสีสันสดใสมี เสน่ห์ปักบนมวยผม
นางเกิดมาก็เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยแปดเปื้อน นางไม่เคย แต่งตัวสดใสถึงเพียงนี้มาก่อน
ในดวงตาของนางมีประกายตื่นเต้นแปลกใหม่วาบผ่าน
ทูตศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ข้างๆ ยิ่งมองก็ยิ่งสับสน ร้อนรนแทบมีไฟสุม อก ยามที่นางอายุได้ห้าขวบก็ถูกรับเลือกให้อยู่ข้างกายสตรี ศักดิ์สิทธิ์ ยามนั้นสตรีศักดิ์สิทธิ์ยังอายุไม่ถึงสองขวบ หากจะกล่าว เกินจริงสักหน่อย นางเป็นคนที่เฝ้าดูสตรีศักดิ์สิทธิ์เติบโต สตรี ศักดิ์สิทธิ์มีกฎเกณฑ์มากมาย ถูกอบรมให้มีนิสัยเห็นแก่ส่วนรวม ตั้งแต่เยาว์วัย แต่หลังจากการตายของหลานเม่ย สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน นิสัยของนางดื้อรั้นมากขึ้น
คืนนั้น…เกิดอันใดขึ้นกันแน่?!
แน่นอน หากกล่าวให้ชัดเจน ไม่ใช่คืนนั้นที่ทำให้สตรีศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์
สตรีศักดิ์สิทธิ์ไปหาสตรีผู้นั้นอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่กลับมาก็มี
ใบหน้าหมองหม่น แต่วันรุ่งขึ้นก็อดไม่ได้ที่จะไปหาอีกครั้ง ทูต ศักดิ์สิทธิ์สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลง หลังจากสตรีศักดิ์สิทธิ์ไปมา หาสู่กับอวี๋หวั่นได้อย่างชัดเจน
แต่…ตนก็อยู่ ไม่ใช่เพียงคำพูดไร้สาระตีกันไปตีกันมาหรือ? สตรีศักดิ์สิทธิ์เก็บคำพูดใดไปใส่ใจกัน?
ทูตศักดิ์สิทธิ์กล้าคิดแต่ไม่กล้าพูด
แม้ทูตศักดิ์สิทธิ์จะไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดสตรีศักดิ์สิทธิ์ถึงต้องให้ อวี๋หวั่นปลอมตัวเป็นตนไปแต่งงาน ส่วนสตรีศักดิ์สิทธิ์ปลอมตัว เป็นอวี๋หวั่นกลับเข้าใจได้มากกว่า จากมุมมองของทูตศักดิ์สิทธิ์ เจ้านายทำเช่นนี้ก็เพื่อไม่ให้บุรุษผู้นั้นฉวยโอกาสมาช่วยคนในวัน แต่งงาน การปลอมตัวเป็นอวี๋หวั่นก็สามารถอาศัยจังหวะที่บุรุษผู้ นั้นไม่ระวังตัวปลิดชีวิตเขาได้
“ยาละ” สตรีศักดิ์สิทธิ์ยื่นมือไปหาทูตศักดิ์สิทธิ์
“แม้แต่สภาพชีพจรก็ต้องปลอมถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เขาก็ ไม่ใช่หมอ” ทูตศักดิ์สิทธิ์พึมพำเทขวดยาสีดำสนิทลงบนฝ่ามือสตรี ศักดิ์สิทธิ์ “ยามีฤทธิ์สิบวัน หลังจากสิบวัน สภาพชีพจรจะหายไป”
สตรีศักดิ์สิทธิ์กลืนยาลงไปโดยไม่พูดพรํ่าใดๆ
“เจ้าออกไปเถอะ” สตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าว
ทูตศักดิ์สิทธิ์กล่าว “วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันแต่งงานแล้ว ให้ข้าน้อย อยู่รับใช้ท่านเถิด”
สตรีศักดิ์สิทธิ์ปักปิ่นดอกไม้หยกขาวอีกคู่หนึ่งและกล่าวว่า “ไปรับใช้นางเถอะ เจ้าอยู่เคียงข้างนาง คนอื่นจึงจะไม่สงสัย”
“…เจ้าค่ะ” ทูตศักดิ์สิทธิ์เดินไปยังห้องของอวี๋หวั่นตามคำสั่ง
สตรีศักดิ์สิทธิ์หยิบหวีขึ้นแปรงผมม้าบาง จากนั้นก็ยิ้มมุมปาก อย่างพึงพอใจ ลุกขึ้นออกจากวิหาร
…
ที่ลานทางตะวันออกของเมือง ซาลาเปาน้อยทั้งสามนั่งอยู่บน ธรณีประตู มองไปยังทิศทั้งสองฝั่งของถนน
เสี่ยวเป่าลุกขึ้นยืน เดินไปที่กลางถนน เอ่ยพลางชะโงกหัว “เหตุใดท่านแม่ยังไม่กลับมา?”
ในไม่ช้า เอ้อร์เป่าก็ลุกขึ้นเดินไปหาพี่ชายและมองไปรอบๆ พร้อมกับเขา “อยากให้ท่านแม่กลับมาแล้ว”
ต้าเป่าเป็นพี่ชายคนโต เขาไม่ได้แสดงสีหน้าและคำพูดเช่น น้องชายทั้งสอง แต่ทุกอย่างถูกเขียนไว้ในดวงตาของเขาอย่างไม่ อาจอดกลั้น
ทั้งสามมารอที่นี่ทุกวันก่อนรุ่งสาง พวกเขาไม่ยอมแพ้จนกว่า ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า หลังจากร่างกายรับแสงแดดนานกว่าสิบ วัน เนื้อตัวที่กลับมาอ้วนขาวในที่สุด ก็เปลี่ยนเป็นไข่ดำน้อยเช่น เคย
ไข่ดำทั้งสามลูบเส้นผมบนหัวล้าน ผมงอกออกมาแล้ว ได้เวลา โกนผมแล้ว ท่านแม่กลับมาโกนผม
อาเว่ยต้มนมแพะของโปรดของทั้งสาม ใส่ลงในขวดเล็กแล้ว หยิบให้พวกเขา
ทั้งสามใช้มือสองข้างถือขวดนม มองไปที่ท่านอาจารย์ด้วย ความเสียใจและยื่นขวดนมคืน
ไม่ดื่มนมแล้ว ใช้นมแลกท่านแม่กลับมา
อาเว่ยทอดถอนใจจับมือของศิษย์ไร้ประโยชน์ทั้งสามกลับไปที่ เรือน
ทั้งสามเดินก้าวหนึ่งก็หันกลับมารอบหนึ่ง หวังว่าจะได้เห็นร่าง ของมารดาจนกระทั่งเข้าไปในห้อง
สิ่งที่สตรีศักดิ์สิทธิ์เห็นเมื่อนางมาถึงตรอกเล็กๆ แห่งนี้คือ ภาพไข่ดำทั้งสามหันกลับไปกลับมา ใบหน้าเล็กๆ สวยงามอย่างสุด จะพรรณนาทั้งสาม เหมือนกับใบหน้านั้นที่ทำให้นางตกตะลึงที่สุด ในชีวิต
มีบุตรแล้วอย่างนั้นหรือ? และยังมีถึงสามคน
แฝดสามก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว ยังแข็งแรงและงดงามยิ่ง หาที่ใดไม่พบ
สตรีศักดิ์สิทธิ์ลูบท้องปลอมของตน ลังเลว่าจะเดินไปตอนนี้ เลยหรือไม่
แม้ว่าอาการบาดเจ็บของนางจะหายดีแล้ว แต่หากถูกจับได้ เกรงว่าจะไม่รอดพ้นจากความตาย
ระหว่างที่ลังเล ร่างสีดำที่คุ้นเคยก็ปรากฏตัวออกมา ร่างกาย สูงใหญ่กำยำ พร้อมกับหน้ากากเขี้ยวสีนํ้าเงิน
เป็น…เขาหรือ?
อาจเพราะไม่ได้ต่อสู้ กลิ่นอายบนร่างกายของเขาจึงจางหาย ไปมาก แต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้ว่าเป็นเขา
สตรีศักดิ์สิทธิ์จ้องมองเขาเนือยนิ่ง ปฏิกิริยาแรกของนางไม่ใช่ เดินเข้าไป แต่กลับถอยหนี ทันใดนั้นเขาก็ดูเหมือนสังเกตเห็นอะไร บางอย่างและมองไปที่ตรอก
เขาเห็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่สายเกินกว่าจะหนี เขาผงะไปเล็กน้อย ดวงตาภายใต้หน้ากากปรากฏร่องรอยยากจะเชื่อสายตา จากนั้น เขาก็เดินไปหาสตรีศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 401.2 ไข่ดำทั้งสาม (2)
สตรีศักดิ์สิทธิ์ประหม่าขึ้นมาทันที
ไม่อาจบอกได้ว่าเพราะความรู้สึกผิด หรือหัวใจเต้นแรง
เขาหยุดยืนห่างจากสตรีศักดิ์สิทธิ์ และกวาดสายตามองนาง ขึ้นลง “เจ้า…”
สตรีศักดิ์สิทธิ์สูดหายใจปิดบังความรู้สึกผิดที่ผุดขึ้นมาชั่วครู่ หนึ่ง หลับตาลงและเอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าหนีออกมาได้”
“เจ้าหนีมาได้อย่างไร?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
นํ้าเสียงนี้ทุ้มกว่าที่คิดไว้ แต่เมื่อคู่กับใบหน้านี้ก็ฟังดูดีไม่น้อย เลย
สตรีศักดิ์สิทธิ์นึกถึงเสียงของอวี๋หวั่นและตอบเบาๆ “จวนซือ คงกำลังจะจัดงานแต่งงาน สตรีศักดิ์สิทธิ์เรียกข้าไปที่วิหาร ข้าใช้ โอกาสที่นางเลือกชุดแต่งงานซ่อนตัวในรถขนของ จากนั้นก็ออก มา”
“เจ้าผอมลง” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยความปวดใจ
สตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าวด้วยนํ้าเสียงเศร้า “หลายวันมานี้ข้าคิดถึง ท่านและลูกมาก ข้าหงุดหงิด กินไม่ได้นอนไม่หลับ สามวันที่ถูกจับ ไปที่วิหารไม่กินข้าวสักมื้อ…”
“ทำให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว” เยี่ยนจิ่วเฉาเหยียดฝ่ามือ
ทรงพลังคว้ามืออ่อนแอเหลือแต่กระดูกของสตรีศักดิ์สิทธิ์
สตรีศักดิ์สิทธิ์เติบโตมาถึงตอนนี้ ยังไม่เคยถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ แม้กระทั่งกับซือคงอวิ๋นก็ตาม แต่จู่ๆ ก็ถูกจับมือ นางพลันดึงกลับ ด้วยความตกใจ
“เป็นอะไรไป?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
“ไม่ ไม่มีอะไร” สตรีศักดิ์สิทธิ์ตอบ
สตรีศักดิ์สิทธิ์เงยหน้าขึ้นมองหน้ากากเนือยนิ่ง รู้สึกลังเลอยู่ ครู่หนึ่ง ก่อยจะยกมือขึ้นถอดหน้ากากนั้นออก
เมื่อเห็นใบหน้าที่เฝ้าคะนึงหา สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ถอนหายใจยาว เหยียด
“ไยมองข้าเช่นนี้? มีสิ่งใดบนหน้าข้าหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าว
สตรีศักดิ์สิทธิ์ส่ายหัว “ไม่มี ข้าไม่ได้พบท่านมานาน จึงอยาก เห็น”
เยี่ยนจิ่วเฉามองนางอย่างอ่อนโยนและเอ็นดู “ข้าวางแผนจะ ช่วยเจ้าในวันแต่งงาน ผู้ใดจะคิดว่าเจ้าฉลาดจนหนีออกมาได้ด้วย ตนเอง เจ้าหิวหรือไม่?”
สตรีศักดิ์สิทธิ์อ้าปาก “ข้า…”
เยี่ยนจิ่วเฉามองท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของนางและยิ้มเบาๆ “เจ้าไม่หิว เขาก็คงหิวแล้ว”
ดวงตาของสตรีศักดิ์สิทธิ์เป็นประกาย
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงมือของนางขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นางขยับปลายนิ้ว ทว่าไม่ได้ถอนมือออก
เยี่ยนจิ่วเฉาพานางไปที่อีกด้านของตรอก
นางมองไปยังลานหญ้าข้างหลังนาง “ไม่…กลับไปหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวว่า “ข้าจะพาเจ้าไปที่ดีๆ”
สตรีศักดิ์สิทธิ์ลดสายตาลงมองมือที่ประสานกันของทั้งสอง หัวใจก็เต้นเร็วขึ้น ความรู้สึกที่ไม่อาจพรรณนาได้แล่นผ่านหัวใจ
“เยี่ยน…เยี่ยนจิ่วเฉา”
“หืม?”
มืออีกข้างของสตรีศักดิ์สิทธิ์สัมผัสแก้มร้อนผ่าวของตน “ไม่มี อะไร แค่เรียกเฉยๆ”
เมื่อลมเริ่มพัด เยี่ยนจิ่วเฉาก็ถอดเสื้อคลุมมาวางไว้ที่ตัวนาง เบาๆ พร้อมกับผูกให้นาง สายตาอ่อนโยนมีสมาธิ
เดิมทีสตรีศักดิ์สิทธิ์แค่สงสัย มีอายุมาถึงบัดนี้ยังไม่รู้ว่าความ รักเป็นเช่นไรเท่านั้น ทว่าวินาทีนี้ที่นางมองเขา รู้สึกถึงนํ้าใจของ เขา ราวกับว่านางเข้าใจความสุขเล็กน้อยที่สตรีผู้นั้นแสดงให้เห็น อย่างไม่ได้ตั้งใจ
มีบุรุษที่สมบูรณ์แบบและทุ่มเทเช่นนี้รักใคร่ดูแล คงไม่มีสตรี ใดในโลกทนไหวกระมัง
“เสร็จแล้ว” เยี่ยนจิ่วเฉาผูกให้นางแล้ว ก็มองนางด้วยสายตา
อ่อนโยน ดึงมือเล็กที่เย็นเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล อ่อนโยนแต่ไม่ เหลาะแหละ
สตรีศักดิ์สิทธิ์ถูกจูงเข้าไปในที่ที่ฝูงชนเนืองแน่น
อวี๋หวั่นหลับไปนาน เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นวันแต่งงานแล้ว
นางสะลึมสะลือ รู้สึกว่าร่างกายไม่ใช่ของตัวเอง มีคนพานาง ลงไปในอ่างเพื่ออาบนํ้าเปลี่ยนเสื้อผ้า
“พวกเจ้าออกมาให้หมด มีข้ารับใช้สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็พอ”
“เจ้าค่ะ!”
สตรีศักดิ์สิทธิ์…สตรีศักดิ์สิทธิ์อะไร?
อวี๋หวั่นลืมตาครึ่งหลับครึ่งตื่น เห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย แต่ด้วย ฤทธิ์ยา เธอการตอบสนองช้า ใช้เวลานานกว่าจะรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็น คนสนิทของสตรีศักดิ์สิทธิ์
นางจะไปรับใช้สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่หรือ? แล้วมาทำอะไรกับตัว ของเธอ?
ทูตศักดิ์สิทธิ์นำสบู่กลิ่นดอกไม้มาจัดการกับผมยาวของอวี๋ หวั่น
อวี๋หวั่นพิงอ่าง ถูกนางขยับไปมา ยิ่งขยับก็ยิ่งได้สติมากขึ้น
ทูตศักดิ์สิทธิ์ยืนอยู่ด้านหลังอวี๋หวั่น ไม่ได้สังเกตว่าอวี๋หวั่น ลืมตาแล้ว
อวี๋หวั่นมองไปรอบๆ และเริ่มสับสนในทันที
ห้องที่เต็มไปด้วยป้ายยินดีคู่นี่มันอะไรกัน? หรือการแต่งงาน ใหญ่ของสตรีศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ห้องตัวประกันอย่างเธอก็ยังต้อง ยินดีด้วย?
“ท่านทูตหลี นํ้ามันดอกไม้ของสตรีศักดิ์สิทธิ์พร้อมแล้ว”
ด้านนอกฉากกั้น มีสาวผู้หนึ่งใช้กล่าวรายงาน
“นำเข้ามา” ทูตกล่าว
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้หยิบนํ้ามันดอกไม้เข้ามาในห้อง ทูตศักดิ์สิทธิ์จุ่มปลาย นิ้วลงไปเล็กน้อย และค่อยๆ ละเลงปลายผมของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เหตุใดกล่าวว่าเป็นของที่ใช้ กับสตรีศักดิ์สิทธิ์พลาง ก็ใช้กับหัวของเธอพลาง? แล้วสตรี ศักดิ์สิทธิ์แต่งงาน แล้วเหตุใดเธอต้องแต่งตัว? งานแต่งงานของ สตรีศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ ถึงกับต้องแปลงโฉมตัวประกันเลยหรือ?
เพล้ง!
“อ๊ะ!”
ในห้องมีบางอย่างตกแตก
ทูตศักดิ์สิทธิ์รีบเดินอ้อมไปหน้าฉาก “เกิดอะไรขึ้น?”
“เรียนท่านทูตหลี ข้าไม่ระวังทำกำไลแตก”
“เอาละ ข้าจะไปนำมาอีกคู่จากห้องเก็บของ พวกเจ้าเฝ้าไว้ที่นี่ อย่าเข้าไปรบกวนสตรีศักดิ์สิทธิ์”
“เจ้าค่ะ!”
สตรีศักดิ์สิทธิ์?
สตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ใด?
อวี๋หวั่นมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นเงาคนร่างที่สอง เธอใช้มือ พยุงออกจากอ่าง หยิบเสื้อคลุมห่อหุ้มร่างกายเดินออกจากหน้า ฉากกั้นอย่างประหลาดใจ
สาวใช้ในห้องคุกเข่าลงกับพื้น “สตรีศักดิ์สิทธิ์!”
อวี๋หวั่นสะดุ้งตกใจ!!!
อวี๋หวั่นมองย้อนกลับไป ไม่ ไม่มีสตรีศักดิ์สิทธิ์สักหน่อย…
จนถึงตอนนี้อวี๋หวั่นไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของตนเปลี่ยนไปแล้ว จนกระทั่งเดินไปหน้ากระจกทองเหลืองไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อดูดีๆ ก็ถึง กับตกตะลึง
นี่ นี่ นี่…นี่ไม่ใช่หน้าของเธอ!
อวี๋หวั่นลูบหัว ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์’ ในกระจกก็ลูบหัว อวี๋หวั่นบีบหู ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์’ ในกระจกก็บีบหู นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เธอกลายเป็น สตรีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?
อวี๋หวั่นลูบท้องของเธอโดยสัญชาตญาณ
โชคยังดี โชคยังดี พุงยังอยู่!
ไม่ใช่ทะลุมิติข้ามเวลาอีกครั้ง
แต่ เธอมีใบหน้าของสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?
เธอสลบไปหลายวันแล้ว ไม่ได้กินอะไร จึงดูซูบผอมลง แต่ก็ยัง มีเนื้อมีหนังมากกว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่คนเหล่านี้ไม่แม้แต่ เหล่ตามอง จึงไม่ได้สังเกตเลยแม้แต่น้อย หรือต่อให้สังเกตเห็นก็ ไม่กล้าสงสัยในตัวสตรีศักดิ์สิทธิ์อยู่ดี
อวี๋หวั่นมองดูตัวเองในกระจกทองเหลืองอีกครั้ง ร่างกายยัง เป็นของเธอ เช่นนั้นดูเหมือนว่าใบหน้านี้คงถูกคนบังคับใช้อุบาย กับตนแล้ว ยามที่อยู่จวนคุณชาย อวี๋หวั่นได้เห็นหน้ากากพิเศษ ครั้งหนึ่ง เรียกว่าหน้ากากหนังมนุษย์เพราะมีผิวหนังทั้งใบหน้า
หรือว่าใบหน้าตนถูกแปะของพวกนั้น?
ว่ากันว่าหน้ากากหนังมนุษย์ไม่อาจแสดงสีหน้าได้มากนัก ไม่ เช่นนั้นจะหลุดออกได้ง่าย
อวี๋หวั่นยักคิ้วหลิ่วตาให้กระจก ทำปากจู๋แก้มป่อง
สาวใช้แอบชำเลืองมองสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ใบหน้าชักกระตุก พลัน ตกใจแทบทรุดลงกับพื้น!
เอาไม่ออก…
อวี๋หวั่นขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ จากนั้นก็เริ่มแกะ
“นี่มันติดแน่นเกินไปแล้ว”
เอาไม่ออก!!!
“ข้าก็บอกแล้ว ของพวกนี้ต้องย้ายไปที่ห้องหอให้ทันเวลา!”
เสียงทูตหลีดังมาจากโถงเดินด้านนอก อวี๋หวั่นนึกถึงท่าทาง ผิดปกติของทูตหลี แน่ใจว่านางต้องร่วมมือกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ อวี๋ หวั่นหยิบเสื้อคลุม สวมหมวก เดินออกไปโดยไม่หันกลับมา
เมื่อทูตศักดิ์สิทธิ์เข้ามาในห้อง เห็นว่าอ่างนํ้าว่างเปล่า เรียวคิ้ว พลันขมวดแน่น “สตรีศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใด?”
สาวใช้ตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน “ออกไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ตื่นแล้ว?” ฤทธิ์ยานั้น อย่างน้อยก็อยู่ได้ถึงยามเข้าหอจึงจะ ถูก…
ทุกคนมองนางอย่างงงงวย ตื่นแล้วอันใดกัน?
“แย่แล้ว!” ทูตหลีเดินออกไปด้วยแววตาที่เย็นชา
อวี๋หวั่นยังจำทางมาได้ แต่ก็จำได้เพียงถนนเส้นนี้ หลังออก จากวิหารสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากกลับไปที่จวน สกุลซือคง วันนี้เป็นวันมงคลระหว่างซือคงอวิ๋นกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ ที่ จวนคึกคักวุ่นวาย เหล่าข้ารับใช้ต่างพลุกพล่านรีบร้อน ไม่มีใคร สังเกตเห็นเธอ
ถึงเป็นเช่นนี้ เธอก็ยังไม่กล้าวางใจ
เธอรีบเดินไปที่ประตูเส้นทางลับ
ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เกรงว่าจะมีเพียงหมิงซานเท่านั้นที่เธอ จะแอบได้
ทว่าวันนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แขกคนใดเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ทาง
ลับหมิงซานจึงถูกคุ้มกันโดยองครักษ์เสียแล้ว
อวี๋หวั่นสบถในใจ หมุนตัวไปหาที่ซ่อนอื่น
ในตอนนี้ ทูตหลีไล่ตามมาพร้อมกับฮวาจือและทูตศักดิ์สิทธิ์ที่ ไว้ใจได้สองสามคน