หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 436.1 พี่จิ่วพลิกฟ้า (1)
อาการของซือคงฉางเฟิงสามารถควบคุมได้ ปราณพิษใน ร่างกายของเขาถูกขับออกไป แม้แต่อาการบาดเจ็บซึ่งเกิดขึ้นจาก พลังภายในของราชาซิวหลัวก็ได้รับการฟื้นฟูแล้ว ทุกคนล้วนแต่ รู้สึกเหลือเชื่อ มีเพียงประมุขซือคงเท่านั้นที่กระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากวิชาอายุวัฒนะที่สืบทอดมาครั้น บรรพบุรุษ สกุลซือคงเป็นลูกหลานเผ่าพ่อมด ได้รับพลังที่สืบทอด กันมาในเผ่าพ่อมด วิชาอายุวัฒนะนับเป็นวิชาดั้งเดิมของเผ่าพ่อ มด สามารถใช้ขับไล่พลังหยินร้ายและปราณพิษได้ แน่นอนว่าวิชา อายุวัฒนะของอีกฝ่ายก็ต้องอยู่ในระดับสูงด้วย มิเช่นนั้นก็คงไม่อา จรักษาซือคงฉางเฟิงซึ่งอาการเข้าขั้นวิกฤตได้
“ท่านประมุข คุณชายท่านนั้นเป็นใครหรือขอรับ หน้าตา เหมือนกับคุณชายรอง แต่กลิ่นอายเหมือนกับท่านปรมาจารย์ไม่มี ผิด…” องครักษ์สกุลซือคงคนหนึ่งทนต่อความสงสัยของตนเอง ไม่ไหว
ประมุขซือคงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของเขา รู้เพียงว่าเขา เป็นเขยของสกุลซือคงของพวกเรา”
“หา? เขย?” องครักษ์ตื่นตะลึง “ไฉนสกุลซือคงของพวกเรา ถึงมีเขยอายุน้อยเช่นนี้ได้ละขอรับ?”
ไม่น่าแปลกใจที่องครักษ์ตกใจมากถึงเพียงนี้ อันที่จริงประมุข
ซือคงไม่มีพี่สาวและน้องสาว รุ่นลูกของเขาก็มีเพียงบุตรชายสอง คน ซึ่งก็คือซือคงฉางเฟิงและซือคงอวิ๋น เครือญาติของสกุลซือคง มีคุณหนูอยู่บ้าง แต่ก็อายุสามสิบสี่สิบกันแล้ว ไหนเลยจะมีเขย หนุ่มอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เช่นนี้ได้
ประมุขซือคงไม่ได้อธิบายต่อ พวกเขาเป็นลูกหลานของท่าน ปรมาจารย์ ท่านปรมาจารย์จะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเปิดเผยตัว ตนของพวกเขาหรือไม่
ประมุขซือคงจึงสั่งว่า “เรื่องทั้งหมดควรรอให้ท่านปรมาจารย์ ตัดสินใจ พวกเจ้าอย่าได้วิพากษ์วิจารณ์ไปก่อน”
องครักษ์ยกมือขึ้นมาประสานกัน “ขอรับ ข้าน้อยรับคำสั่ง!”
หลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉารักษาซือคงฉางเฟิงจนหายแล้ว เขาก็ เก็บตัวอยู่ในห้องโดยลำพังด้วยความรู้สึกอับอาย หลังจากที่ จัดการกับความรู้สึกและสีหน้าของตนเองแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังห้อง ของอิ่งสือซัน
อิ่งลิ่วตื่นนอนและกลับห้องมาแล้ว เขากำลังล้างหน้าล้างตา ให้อิ่งสือซัน เมื่อเห็นเยี่ยนจิ่วเฉา เขาก็รีบลุกขึ้นคำนับ “คุณชาย”
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังอิ่งสือซันซึ่งยังคงไม่ได้สติ จากนั้นก็มอง ไปยังอิ่งลิ่วซึ่งมีสีหน้ามึนงง ทันใดนั้นความทรงจำก็แล่นปราดเข้า มาในสมองของเขา
‘ทำไม? ยังคิดถึงเจ้านั่นอยู่รึ? เจ้าเป็นภรรยาของข้าแล้ว เจ้า ไม่มีโอกาสได้พบเขาไปชั่วชีวิต! ทำตามที่ข้าบอก ไม่เช่นนั้นข้าจะ
ฆ่าลูกน้องสองคนของเจ้าเสีย!’
‘ลูกน้องสองคนไหน?’
‘เจ้าคนที่ชื่ออิ่งลิ่วกับอิ่งสือซันอย่างไรเล่า!’
เยี่ยนจิ่วเฉาหลับตาลง กำปั้นซึ่งซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างเค้น แน่นด้วยความอดสู
อิ่งลิ่วเรียกคุณชายบ้านตนครั้งหนึ่ง แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบ สนอง เมื่อเห็นว่าคุณชายยืนนิ่งไม่ขยับ เขากะพริบตาปริบๆ และ เมื่อเอะใจได้ ก็พูดขึ้นมาว่า “คุณชาย…เอ่อ ไม่สิ ท่านอ๋องขอรับ ข้า ลืมไปว่าในที่ส่วนตัวไม่ต้องเรียกท่านว่าคุณชาย ท่านอ๋องเพียงแต่ ปลอมตัวเป็นคุณชายแห่งเมืองเยี่ยน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปิดเผยตัว ตนในหมิงตู ท่านอ๋องวางใจเถิด ข้ากับอิ่งสือซันจำได้ขึ้นใจ! จะไม่ เรียกผิดอีกแล้วขอรับ!”
เยี่ยนจิ่วเฉาอยากจะบ้าตายยิ่งกว่าเดิม…
……
หลังจากที่ใช้วิชาอายุวัฒนะกำจัดพลังหยินร้ายที่ยอดฝีมือ สกุลซางทิ้งไว้ในร่างของอิ่งสือซัน เยี่ยนจิ่วเฉาก็พยายามห้ามใจไม่ ให้โขกศีรษะตนเองให้รู้แล้วรู้รอด เขาเดินกลับห้องไปอย่าง เงียบเชียบ ในห้อง เด็กทั้งสามทยอยกันตื่นขึ้น ก้อนอ้วนกลมลุก ขึ้นนั่งบนเตียง สองมือขยี้ตา พร้อมกับอ้าปากหาววอด
“ท่านพ่อ!” เอ้อร์เป่าเห็นเยี่ยนจิ่วเฉา เขาปีนลงจากเตียงโดย ไม่ใส่กางเกง วิ่งเตาะแตะเข้าไปหาเยี่ยนจิ่วเฉา
ต้าเป่าและเสี่ยวเป่าวิ่งเข้ามาเช่นกัน
เด็กทั้งสามเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมของพวกเขาจับจ้องไปยัง ท่านพ่อ
‘ผู้อาวุโสอิ่น เจ้ามีลูกกี่คน?’
‘เรียนท่านอ๋อง ข้าไม่มีลูกขอรับ’
อ๋องแห่งเผ่าปีศาจยกยิ้มมุมปาก ‘แต่ข้ามี’
ผู้อาวุโสอิ่นซึ่งถูกพูดแทงใจดำ ‘…’
‘ผู้อาวุโสโม่ เจ้ามีลูกหรือไม่?’
‘เรียนท่านอ๋อง ข้ามีสองคน’
อ๋องแห่งเผ่าปีศาจยกยิ้มกว้างกว่าเดิม ‘ข้ามีสามคน!’
‘ท่านอ๋อง ท่านอ๋องขอรับ!’ ผู้อาวุโสจินกระแอมพร้อมยกมือ ขึ้น ‘ข้ามีห้าคน!’
อ๋องแห่งเผ่าปีศาจหน้าตาถมึงทึงในทันใด ‘…เจ้าไม่ใช่ผู้ อาวุโสของเผ่าปีศาจอีกต่อไป! นำตัวออกไป!’
ผู้อาวุโสจินอ้าปากค้าง ‘ท่านอ๋องขอรับ! ท่านอ๋อง! ข้าทำอะไร ผิด?!’
เยี่ยนจิ่วเฉามุมปกกระตุก มือกำเชือกเส้นหนึ่งแน่น
เอ้อร์เป่าถามว่า “ท่านพ่อ ท่านจะทำอะไรหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉา: ผูกคอตาย!
……
อวี๋หวั่นเดินวนรอบวิหารเจาหยางรอบหนึ่ง เพื่อตรวจสอบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานโดยละเอียด สกุลซางส่งยอดฝีมือมา โจมตีที่นี่จริงๆ สกุลซางกล้าทำถึงเพียงนี้ คงจะเดาได้ว่าท่านปรมา จารย์และเยี่ยนจิ่วเฉามีจุดอ่อน จึงฉวยโอกาสลงมือสังหารพวก เขาในคืนพระจันทร์เต็มดวง
คนที่รู้เรื่องจุดอ่อนนั้นมีไม่มาก นอกจากคนเหล่านั้นแล้ว ก็ยัง มีสตรีศักดิ์สิทธิ์และตัวเธอเอง ตอนนี้สตรีศักดิ์สิทธิ์ถูกขังไว้ในคุก ใต้ดินของเขาหมิงซาน ไม่มีทางติดต่อกับคนนอกได้ นอกเสียจาก ว่า…สตรีศักดิ์สิทธิ์ได้เปิดเผยเรื่องนี้ไปตั้งแต่แรก
ส่วนคนที่แพร่งพรายเรื่องนี้น่ะหรือ? ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่า เป็นซือคงอวิ๋น
แต่ซือคงอวิ๋นก็ถูกคนสกุลซาง ‘รับ’ ไปแล้ว ด้วยนิสัยอ่อน ปวกเปียกดุจกระสอบฟางของเขานั้น ประมุขซางคงสืบความจาก เขาได้ราวกับพลิกฝ่ามือ
“เป็นคนที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ ดีแต่สร้างเรื่อง ถูกขายไปแล้ว ยังไม่รู้ตัว กลับไปช่วยเขานับเงินอีก”
ส่วนเรื่องที่ราชาซิวหลัวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของราชา ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นจึงหันไปตามล่าราชาศักดิ์สิทธิ์แทน ไม่ถูกประ มุขซือคงและลูกศิษย์วิหารเจาหยางรับรู้นั้น เป็นเพราะคิดกันว่า พวกเขาต้องการตามหาเยี่ยนจิ่วเฉา ด้วยเหตุนี้อวี๋หวั่นจึงไม่รู้ว่า
ตนเองเกือบจะกลายเป็นเหยื่อของสกุลซางไปเสียแล้ว
เมื่ออวี๋หวั่นกลับห้องไป เด็กทั้งสามก็สวมเสื้อผ้าและกินข้าว เช้าเสร็จแล้ว พวกเขากำลังวิ่งออกไปเล่นข้างนอก เยี่ยนจิ่วเฉานั่ง อยู่ริมหน้าต่างด้วยสีหน้าเย็นเยียบ
อวี๋หวั่นยิ้มพลางเดินเข้าไป มือข้างหนึ่งจับเก้าอี้ของเขา แล้ว พูดว่า “แต่งงานกันสามรอบแล้ว สนุกไหม คุณชายเยี่ยน?”
“ข้าไม่ใช่…” เยี่ยนจิ่วเฉาพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว ก็ชะงักไป ทันใด
“ไม่ใช่อะไร?” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว พยักเพยิดให้พูดต่อ
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูกพร้อมกับเบือนหน้าหนี
อวี๋หวั่นยังคงไม่เลิกรา เธอโน้มตัวเข้าไป “ไม่ใช่คุณชายเยี่ยน หรือไม่ใช่ท่านอ๋อง? หืม?”
เยี่ยนจิ่วเฉามองใบหน้าของอวี๋หวั่นที่ขยับเข้ามาใกล้ตนมาก ขึ้นเรื่อยๆ เขากะพริบตาปริบๆ มองไปด้านหน้า สีหน้าเย็นเยียบ ดวงตาจ้องเขม็ง และพูดว่า “กลางวันแสกๆ! หน้าไม่อายเป็น ที่สุด!”
อวี๋หวั่นแค่นเสียง ‘ชิ’ แล้วหรี่ตามองเขา
“อวี๋อาหวั่น!” เยี่ยนจิ่วเฉาใบหูแดงกํ่า
อวี๋หวั่นเย้าหยอกว่า “พาข้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้น…บอกข้าว่าถ้า หากหนีไปแม้แต่ก้าวเดียว…”
เยี่ยนจิ่วเฉาอดทนไว้!
อวี๋หวั่นโน้มตัวลง แขนของเธอเท้าโต๊ะ มือสองข้างประคอง ใบหน้า “เยี่ยนจิ่วเฉา ท่านรักข้ามากใช่ไหม?”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่มองเธอ ใบหน้าของเขายังคงแลดูไร้อารมณ์ “ข้ารักเจียงป้าเทียนต่างหาก!”
อวี๋หวั่นเบ้ปาก “ปากไม่ตรงกับใจ”
เยี่ยนจิ่วเฉามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าราบเรียบ “ข้า เปล่า!”
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! คุกใต้ดินเกิดเรื่องแล้ว!”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ลูกศิษย์ซึ่งลาด ตระเวนในคุกก็วิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น
ทั้งสองสงบสติอารมณ์พร้อมกัน แล้วรีบรุดไปข้างนอก
ประมุขซือคงออกมาจากห้องของซือคงฉางเฟิง ทั้งสามคน มองหน้ากัน จากนั้นก็มองไปยังลูกศิษย์คนนั้น
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ประมุขซือคงถาม
ลูกศิษย์ตอบว่า “แม่นางที่ถูกขังไว้ในคุกทำร้ายศิษย์พี่และหนี ออกไปแล้วขอรับ!”
“หนีไปที่ใด? วิหารสตรีศักดิ์สิทธิ์หรือ?” อวี๋หวั่นถาม
ลูกศิษย์ส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอรับ นางไม่ได้ไปวิหารสตรีศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์พี่ไล่ตามนางไป แต่ก็ตามไม่ทัน แต่ศิษย์พี่บอกว่านางคล้าย
กับว่าจะวิ่งไปทางบ้านสกุลซางขอรับ”
“สกุลซาง?” อวี๋หวั่นขมวดคิ้ว
“นางนับว่ามีไหวพริบ ยังรู้ว่าควรหนีไปยังสกุลซาง ด้วยความ ผิดที่นางทำไว้ สกุลซือคงและวิหารสตรีศักดิ์สิทธิ์คงไม่ปล่อยนาง ไปง่ายๆ สกุลหลานไม่ช้าก็เร็วก็คงจะทอดทิ้งนางกับหลานเจียว ใน ตอนนี้เห็นทีคงมีเพียงสกุลซางที่สามารถปกป้องนางได้”
นัยน์ตาของประมุขซือคงเย็นวาบขึ้นทันใด
“ข้าจะส่งคนไปตามนาง!”
“ไม่จำเป็น”
ประมุขซือคงและอวี๋หวั่นมองเขาด้วยความฉงนใจ
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังทิศทางของคฤหาสน์สกุลซือคง
“ปล่อยนางไป”
บทที่ 436.2 พี่จิ่วพลิกฟ้า (2)
สกุลซือคงไม่ได้ไล่ตามนางไป สตรีศักดิ์สิทธิ์จึงไปถึงสกุลซาง อย่างราบรื่น ร่างของนางอาบไปด้วยเลือด ไม่หลงเหลือสภาพ เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อย องครักษ์สกุลซางมองนางด้วยความรังเกียจ “ขอทานจากไหนกัน? ไสหัวไปไกลๆ!”
ยาสลายวรยุทธ์หมดฤทธิ์แล้ว วรยุทธ์ของสตรีศักดิ์สิทธิ์กลับ มาแล้ว คนผู้นี้หยาบคายกับนาง นางจำต้องสั่งสอนให้เขาหลาบจำ
นางยกมือขึ้น ต่อยอีกฝ่ายจนกระเด็นไปไกล
องครักษ์คนนั้นลอยไปและกระแทกพื้นอย่างแรง จนกระอัก เลือดสดออกมา
องครักษ์อีกคนหนึ่งตะลึงงัน แล้วมองไปยังสตรีตรงหน้าด้วย ความเหลือเชื่อ “เจ้า…เจ้าเป็นใคร กล้ามาหาเรื่องถึงสกุลซาง”
สตรีศีกดิ์สิทธิ์ตอบด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบว่า “ไปบอกประมุข ของพวกเจ้า ว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์มา!”
“เจ้า? คือสตรีศักดิ์สิทธิ์?” เขามองนางด้วยท่าทางรังเกียจ
สตรีศักดิ์สิทธิ์รวบรวมพลังภายใน “เจ้าก็อยากกินหมัดเหมือ นกันรึ?”
องครักษ์สัมผัสได้ถึงจิตสังหารรุนแรง เขาตื่นตะลึง เขาไม่กล้า เพิกเฉยอีกต่อไป วิ่งกระวีกระวาดไปทันที
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา บุรุษคนหนึ่งท่าทางคล้ายกับพ่อ บ้านก็เดินออกมาหน้าประตู และพาสตรีศักดิ์สิทธิ์ข้าไปด้านใน
ประมุขสกุลซางนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าบ้าน เขามองสตรี ศักดิ์สิทธิ์ด้วยท่าทางไม่ยี่หระ “เจ้าบอกว่าเจ้าคือสตรีศักดิ์สิทธิ์? มี หลักฐานอะไร”
สตรีศักดิ์สิทธิ์เดินอ้อมมายังด้านหน้าของฉากกั้น วางมือบน ศิลาสตรีศักดิ์สิทธิ์ ศิลาสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ส่องแสงสีเขียวขึ้นมาทันใด
สตรีศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ สตรี ศักดิ์สิทธิ์สีเขียว…หลานจี
ประมุขซางหรี่ตาน้อยๆ “ถ้าหากเจ้าคือสตรีศักดิ์สิทธิ์ ไฉนจึง ต้องปลอมตัวเป็นคนอื่น?”
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” สตรีศักดิ์สิทธิ์พูดอย่างหมดความอดทน
สายตาของประมุขซางแข็งกร้าวขึ้นทันใด แต่ใบหน้ากลับ ปรากฏรอยยิ้ม “ข้าไม่รู้ว่าเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ เสียมารยาทแล้ว”
เขาพูดพลางลุกขึ้นยืน ยกมือประสานทำท่าคำนับสตรี ศักดิ์สิทธิ์ และให้สตรีศักดิ์สิทธิ์นั่งในตำแหน่งของตนเอง “สตรี ศักดิ์สิทธิ์เชิญนั่ง”
สตรีศักดิ์สิทธิ์พูดอย่างเย่อหยิ่งว่า “ข้าไม่นั่งแล้ว หาเรือนให้ ข้าหลังหนึ่ง ให้คนเตรียมนํ้า หาเสื้อผ้าสะอาดสามสี่ชุด ข้าจะอาบ นํ้า”
ประมุขซางลูบคางพร้อมกับหัวเราะออกมา “ทำเช่นนี้…คงจะ ไม่เหมาะสมกระมัง…ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยินดีที่จะต้อนรับสตรีศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่า…”
สตรีศักดิ์สิทธิ์เชิดหน้าขึ้น แล้วพูดตัดบทว่า “เจ้าไม่จำเป็น ต้องพูดคำพูดเสแสร้งเช่นนี้ ข้ารู้ว่าซือคงอวิ๋นอยู่ที่สกุลซาง และรู้ ว่าพวกเจ้าแตกหักกับสกุลซือคงแล้ว เรื่องที่เกิดเมื่อคืนคงเป็น ฝีมือพวกเจ้ากระมัง ไม่สำเร็จสินะ? พวกเจ้ากำลังสู้กับสกุลซือคง ข้าก็เหมือนกัน พวกเรามีศัตรูร่วมกัน ไม่สู้มาร่วมมือกันดีกว่าหรือ”
ประมุขซางกล่าวอย่างมีเลศนัยว่า “ทุกวันนี้เจ้าเป็นเพียงสุนัข ไร้บ้าน จะไปช่วยอะไรข้าได้?”
สตรีศักดิ์สิทธิ์นัยน์ตาเย็นเยียบ นางพูดด้วยสีหน้าขึงขังว่า “พวกเจ้าอยากขึ้นเป็นราชวงศ์ของหมิงตูแทนสกุลซือคงไม่ใช่ หรือ? ถ้าหากไม่ได้รับการยอมรับจากวิหารสตรีศักดิ์สิทธิ์ ก็ย่อม พูดได้ไม่เต็มปากว่าชนะ!”
ประมุขซางหลุบตาลง ใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะ “ตกลง ข้าจะร่วม มือกับเจ้า”
สตรีศักดิ์สิทธิ์หันหลังเดินออกจากโถงบุปผาไป
“เอาไป” ประมุขซางโยนขวดยาใบเล็กให้นาง
“นี่คืออะไร” สตรีศักดิ์สิทธิ์รับขวด พร้อมกับหันหลังมาถาม
ประมุขซางตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “ เป็นยาที่ใช้สำหรับ เพิ่มพลังในเลือดของเจ้าได้ ข้าไม่อยากร่วมมือกับสตรีศักดิ์สิทธิ์สี
เขียวธรรมดา”
ธรรมดา? คนผู้นี้รู้หรือไม่ว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์สีเขียวนั้นสูงส่ง เพียงใด? สกุลหลานมีสตรีศักดิ์สิทธิ์มากี่รุ่นต่อกี่รุ่น แต่คนที่ แข็งแกร่งที่สุดก็คือนาง!
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าสกุลหลานของพวกเจ้ามีราชาศักดิ์สิทธิ์ ถือกำเนิดขึ้น” เมื่อคืนเขาอยู่ใกล้กับเขาหมิงซาน ย่อมสัมผัสได้ถึง กลิ่นอายของราชาศักดิ์สิทธิ์
สตรีศักดิ์สิทธิ์กำหมัดแน่น พยายามข่มความรู้สึกริษยา “แล้ว อย่างไร? เจ้าคิดว่าราชาศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเจ้าได้หรือ?”
ประมุขซางแค่นหัวเราะ “เพราะฉะนั้นเจ้าถึงห้ามอ่อนแอกว่า ห้ามแพ้ราชาศักดิ์สิทธิ์”
“หึ!” สตรีศักดิ์สิทธิ์กลอกตาอย่างรำคาญใจ แล้วเดินถือขวด ยาจากไป
ยาของสกุลซางนั้นประสิทธิภาพเหลือเชื่อ ตกกลางคืน สตรี ศักดิ์สิทธิ์สัมผัสได้ว่าพลังปราณของตนเปลี่ยนแปลงไป ศิลาสตรี ศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีคราม และเปลี่ยนจากสีคราม เป็นสีนํ้าเงิน ครั้นถึงยามฟ้าสางมันก็เปล่งแสงสีม่วงออกมา
สตรีศักดิ์สิทธิ์นั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้น มองไปยังมือของตนอย่าง เหลือเชื่อ “ข้า…ข้าเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์สีม่วงแล้วหรือ?”
นางเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์สีม่วงเลือดบริสุทธิ์ที่สุดแล้ว!
นางเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์สีม่วง!
สตรีศักดิ์สิทธิ์ตื่นเต้นจนไม่ได้สังเกตว่าสาวใช้ซึ่งเฝ้าอยู่หน้า ประตูแอบออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ
สาวใช้เดินมายังห้องของประมุขซาง คำนับครั้งหนึ่งแล้วพูด ว่า “ท่านประมุข”
“เป็นอย่างไร” ประมุขซางเอ่ยถาม
“สตรีศักดิ์สิทธิ์สีม่วงระดับหนึ่งเจ้าค่ะ” สาวใช้บอก
ประมุขซางยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “สามารถแตะระดับสี ม่วงได้ สมแล้วที่เป็นสายเลือดที่หายากยิ่ง,,,ไปพาตัวนางมา”
“เจ้าค่ะ!” สาวใช้กลับไปยังเรือนของสตรีศักดิ์สิทธิ์ แล้ว รายงานจากด้านนอก “สตรีศักดิ์สิทธิ์เจ้าคะ ท่านประมุขเชิญท่าน”
เส้นเลือดของสตรีศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นี่เป็น เรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ทว่าเมื่อคิดดูแล้ว เรื่องที่ฟังดูเป็นไปไม่ ได้ยิ่งกว่านี้ยังเกิดขึ้นมาแล้ว เด็กนั่นตั้งท้องราชาศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้น การที่นางกลายเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์สีม่วงก็ย่อมมิใช่เรื่องแปลก
“พลังของราชาศักดิ์สิทธิ์ยังไม่สมบูรณ์ ด้วยพลังของข้าใน ตอนนี้ ก็สามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดาย!” สตรีศักดิ์สิทธิ์กำลังมี ความสุข จึงพลอยมีสีหน้ายิ้มแย้มกับประมุขซางซึ่งช่วยนางด้วย เมื่อได้ยินว่าเขาต้องการพบ นางจึงรีบไปโดยไม่พูดพรํ่าทำเพลง
“ประมุขซาง” นางเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ประมุขซางพิจารณานางเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มออกมาด้วย ความพอใจ “ไม่พบกันเพียงชั่วข้ามคืน วรยุทธ์ของสตรีศักดิ์สิทธิ์ รุดหน้าไปมาก”
สตรีศักดิ์สิทธิ์พยักหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ “พลังปราณของข้าเพิ่ม ขึ้นมาก วรยุทธ์ย่อมรุดหน้าเป็นธรรมดา”
นางไม่เพียงวรยุทธ์รุดหน้ากว่าเดิม ทว่ากลิ่นอายของนางก็ แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน นางไม่เคยรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังล้น เหลือเช่นนี้มาก่อน
“สตรีศักดิ์สิทธิ์หิวหรือยัง? ต้องการอะไรรองท้องหรือไม่?” ประมุขซางพูดอย่างเอาใจใส่
ดูๆๆๆ พอระดับพลังของนางเพิ่มขึ้น ท่าทีของเจ้าแก่นี่ก็แตก ต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง สตรีศักดิ์สิทธิ์เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าไม่หิว ประมุขซางเรียกหาข้า ต้องการปรึกษาเรื่องแผนทำลาย ล้างเขาหมิงซานและสกุลซือคงอย่างนั้นหรือ?”
ประมุขซางยิ้ม “เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน ข้าจะพาสตรีศักดิ์สิทธิ์ ไปที่แห่งหนึ่ง”
“โอ้?” สตรีศักดิ์สิทธิ์ลากเสียงยาว
ประมุขซางมองนางแล้วพูดว่า “เป็นเขตหวงห้ามของสกุลซาง นอกจากข้าและยอดฝีมือในเขตหวงห้ามแล้ว ไม่มีผู้อื่นเข้ามาได้ แม้แต่อวิ๋นเอ๋อร์ยังเข้ามาไม่ได้”
สตรีศักดิ์สิทธิ์เลิกคิ้ว “ประมุขซางกำลังแสดงความจริงใจต่อ
ข้าอย่างนั้นหรือ? ต้องขอบคุณยาของสกุลซาง ในตอนนี้ข้าเป็น สตรีศักดิ์สิทธิ์สีม่วงแล้ว ข้าหลานจีมิใช่คนไม่รู้จักทดแทนบุญคุณ ย่อมต้องช่วยประมุขซางอย่างเต็มที่!”
ประมุขซางเหลือบมองนาง สองมือยกขึ้นประสาน “ข้าต้องขอ ขอบคุณสตรีศักดิ์สิทธิ์ล่วงหน้า”
สตรีศักดิ์สิทธิ์พูดอย่างทระนงตนว่า “ไม่ได้บอกว่าจะพาข้าไป เขตหวงห้ามหรอกหรือ? ยืนนิ่งอยู่ทำไมเล่า? รีบไปเร็ว ข้าอยาก กำจัดราชาศักดิ์สิทธิ์เต็มทนแล้ว!”
ประมุขซางยิ้ม “เชิญ”
สตรีศักดิ์สิทธิ์และประมุขซางเดินเข้าไปยังเขตหวงห้าม
สกุลหลานและสกุลซือคงก็มีเขตหวงห้ามเช่นกัน กระนั้นเขต หวงห้ามของพวกเขาก็ไม่ได้ใหญ่และลึกลับเช่นนี้ ทั้งสองเดิน เข้าไปในอุโมงค์ในภูเขา ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็ยิ่งแคบขึ้นเท่านั้น แสง ภายในอุโมงค์มืดลงเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเดินไปนานเท่าใดกว่าจะไปถึงถํ้า มืดสลัวแห่งหนึ่ง
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในถํ้า ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียน
สตรีศักดิ์สิทธิ์ปิดจมูก “อีกไกลแค่ไหนกัน?”
“ใกล้ถึงแล้ว” ประมุขซางตอบอย่างมิได้อนาทรร้อนใจ
สตรีศักดิ์สิทธิ์กระวนกระวายเหลือเกิน นางรู้สึกประหนึ่งเลือด ในร่างกำลังเดือดพล่าน “เหม็นเหลือเกิน เจ้าจะพาข้าไปดูอะไร นำ
ออกมาให้ข้าดูไม่ได้รึ ข้าไม่อยากเข้าไป!”
“เจ้าจะไม่เข้าไปได้อย่างไรกัน?” ประมุขซางหันหลังกลับมา พร้อมกับรอยยิ้ม
ในมือของเขามีไข่มุกราตรี แสงนวลสลัวจากไข่มุกราตรีส่องไป ยังใบหน้าของเขา ท่าทางมีลับลมคมใน แลดูราวกับเป็นปีศาจจาก ขุมนรกไม่มีผิด
สตรีศักดิ์สิทธิ์เริ่มใจคอไม่ดีแล้ว!
ประมุขซางจับไหล่ของนางไว้ “รู้ไหมว่าข้างล่างนี้คืออะไร?”
สตรีศักดิ์สิทธิ์มองลงไปเบื้องล่าง ถึงได้รู้ว่าตนเองกำลังยืนอยู่ บนสะพานไม้แคบๆ ด้านล่างของสะพานไม้เป็นบ่อเลือด มิน่าเล่า กลิ่นคาวเลือดจึงรุนแรงเช่นนี้
ประมุขซางพูดอย่างเจ้าเล่ห์ว่า
“เดิมทีข้าคิดจะใช้ราชาศักดิ์สิทธิ์มาป้อนมัน แต่น่าเสียดายที่ จับไม่ได้ คิดๆ ดูแล้วสตรีศักดิ์สิทธิ์สีม่วงก็ไม่เลวเหมือนกัน”
สตรีศักดิ์สิทธิ์หน้าถอดสีทันใด
“เจ้า!”
สตรีศักดิ์สิทธิ์เงื้อหมัดออกมา ต่อยเข้าใส่ประมุขซางจน กระเด็นออกไป จากนั้นจึงใช้วิชาตัวเบา เหาะไปยังปากถํ้า
ทว่าขณะที่กำลังจะออกจากปากถํ้า เลือดสายหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ คว้านางไว้ แล้วลากนางลงไปยังบ่อเลือด…