หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 437 เขตหวงห้ามของสกุลซาง
ช่วงบ่าย ฝนตกที่เขาหมิงซาน
ฝนตกไม่หนัก และกินเวลาไม่นาน ไม่ถึงครึ่งชั่วยามท้องฟ้าก็ กลับมาแจ่มใส
หลังฝนตก เขาหมิงซานก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของดินโคลน ต้นหญ้าเขียวชอุ่มมีชีวิตชีวา
อวี๋หวั่นอุ้มหลานชายตัวน้อยซึ่งกินอิ่มออกมาอาบแดด เสี่ยว เป่าวิ่งเตาะแตะเข้ามาจูงมือของอวี๋หวั่น พร้อมกับชี้
นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า “ท่านแม่ นั่นคืออะไรหรือขอรับ”
อวี๋หวั่นมองตามไป ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้ม “นั่นคือ สายรุ้ง”
“สวยจังเลย” เสี่ยวเป่าเอียงคอมอง
“สวยเหมือนท่านแม่เลย!” เอ้อร์เป่าเดินเตาะแตะเข้ามา
อวี๋หวั่นรู้สึกขบขันกับคำพูดของเด็กๆ เธอหัวเราะจนตัวโยน
เสี่ยวเป่าซึ่งฝีปากไม่อาจสู้พี่ชายได้ จึงถลึงตาใส่พี่ชาย และ เดินไปหาต้าเป่า
“ข้าไปด้วย!” เอ้อร์เป่าวิ่งเตาะแตะตามไป
อวี๋หวั่นมองตามลูกๆ ที่วิ่งไปไกล จากนั้นจึงมองยังหลานชาย
หน้าตาน่ารัก “รอเจ้าโตขึ้น ก็จะได้ไปวิ่งเล่นกับพี่ๆ เหมือนกัน”
หลานชายตัวน้อยเป่านํ้าลายเป็นฟอง
แม่นมเดินมา แล้วบอกกับอวี๋หวั่นว่า “ฮูหยิน ข้าเองเจ้าค่ะ คุณชายน้อยจะหลับแล้ว”
นางเป็นแม่นมที่ประมุขซือคงให้พ่อบ้านหามาให้ ภูมิหลังขาว สะอาด ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ อวี๋หวั่นจึงวางใจปล่อยเด็กๆ ให้อยู่กับนาง เด็กๆ ก็ว่าง่าย ไม่ดื้อไม่ซน กินอิ่มก็นอนหลับ ไม่ทำให้คนดูแลเป็น ทุกข์ใจ
แม่นมอุ้มคุณชายน้อยไป
อวี๋หวั่นนั่งลงบนเก้าอี้ อาบแดดอย่างสบายใจ เธออดไม่ได้ที่จะ บิดขี้เกียจ ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ท่านตาทวด ให้ตำราวิชาอายุวัฒนะมาเล่มหนึ่ง ลืมให้เยี่ยนจิ่วเฉาไป! เยี่ยนจิ่ว เฉาก็ฝึกวิชาอายุวัฒนะ น่าจะมีประโยชน์กับเขา…”
อวี๋หวั่นพูดจบ ก็ลุกขึ้นยืน เธอเดินไปได้ก้าวเดียวก็ชะงักฝีเท้า แล้วพูดด้วยความสับสนว่า “วิชาอายุวัฒนะเป็นของอ๋องแห่งเผ่า ปีศาจ ทุกวันนี้เขาไม่ใช่อ๋องแห่งเผ่าปีศาจแล้ว เขายังจะยินดีฝึก ไหม?”
ฟ้าสีครามสดใส นกนางแอ่นโบยบินผ่านไป
อวี๋หวั่นลูบคาง “ช่างเถอะ เอาไปให้เขาก่อนดีกว่า!”
อวี๋หวั่นเดินกลับห้องของตนไปหยิบตำราวิชาอายุวัฒนะที่ซือ
คงเย่ปรับปรุงจนสมบูรณ์ออกมาจากลิ้นชัก เธอเคยได้ยินเยี่ยนจิ่ว เฉาบอกว่าวิชาอายุวัฒนะของเผ่าปีศาจเป็นเพียงฉบับที่ไม่ สมบูรณ์ บันทึกไว้ถึงเพียงระดับหก ทว่าท่านตาทวดเขียนเพิ่มเติม จนถึงระดับแปด ส่วนระดับเก้า ท่านตาทวดเองก็ยังฝึกไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคำอธิบาย เยี่ยนจิ่วเฉาต้องไปคิดเองว่าฝึกได้ หรือไม่ และฝึกอย่างไร
“เอ๋? เยี่ยนจิ่วเฉาละ?” อวี๋หวั่นหยิบตำราอายุวัฒนะเดินออก จากห้อง เธอคิดว่าจะตามหาเขา แต่ครั้นเดินไปถึงสวนดอกไม้ ก็มี ร่างอันคุ้นเคยเดินข้ามธรณีประตูออกมาทางเธอ
“อาหวั่น” ซือคงฉางเฟิงเรียก
นัยน์ตาของอวี๋หวั่นกระตุกวูบหนึ่ง แล้วเอ่ยทักทายอย่างรู้ มารยาท “ท่านตื่นแล้วหรือ? เป็นอย่างไรบ้าง? มีตรงไหนไม่สบาย หรือไม่?”
แผลของซือคงฉางเฟิงบาดเจ็บหนัก ใบหน้าของเขายังคง ซีดเซียวอยู่บ้าง แต่เขากลับส่ายหน้า และพูดอย่างมิได้ใส่ใจว่า “ข้า ไม่เป็นไร ข้ามา…”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าควรเรียกว่าอย่างไร จากนั้นจึงพูดว่า “ข้ามาขอบคุณคุณชายเยี่ยน ท่านพ่อเล่าให้ข้าฟังแล้ว หากครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะเขา ข้าอาจทำเรื่องเลวร้ายลงไปไปแล้ว”
เดิมทีอวี๋หวั่นคิดว่าเขาจะพูดว่า ‘หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขา ข้า คงตายไปแล้ว’ คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่เขาเป็นห่วงกลับไม่ใช่ตัวเขาเอง
ผู้ชายคนนี้ไม่คิดจะสนใจตัวเองบ้างเลยหรือ? เมื่อไรเขาจะ เข้าใจสักทีว่าไม่มีใครสำคัญไปกว่าชีวิตของเขาแล้ว
“ข้าผลีผลามเกินไป พวกเจ้าเกือบถูกฆ่าตายเสียแล้ว” ซือคง ฉางเฟิงยังคงกล่าวโทษตนเอง
อวี๋หวั่นจึงปลอบเขาว่า “เรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่จำเป็นต้องเอ่ย ถึงอีก อีกทั้งในตอนนั้นสถานการณ์น่าสิ่วหน้าขวาน ถ้าหากท่านไม่ ทำเช่นนั้น อาจมีคนตายเพราะยอดฝีมือสกุลซางมากกว่านี้ก็เป็น ได้”
ซือคงฉางเฟิงยิ้มอย่างขมขื่น เขามองไปรอบๆ แล้วพูดว่า “ใช่ สิ ทำไมข้าไม่เห็นคุณชายเยี่ยนเลยเล่า”
อวี๋หวั่นยักไหล่ “ข้าก็กำลังหาเขาอยู่”
“นั่นคือวิชาอายุวัฒนะใช่ไหม?” สายตาของซือคงฉางเฟิงไป หยุดที่ตำราในมือของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นพยักหน้า “อื้ม ท่านอยากอ่านไหม?”
“ไม่ละ ของสำคัญเช่นนี้ ข้าจะมาอ่านสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้” ซือคง ฉางเฟิงปฏิเสธ
อวี๋หวั่นส่งตำราอายุวัฒนะไปตรงหน้าเขา “ท่านตาทวดมอบ ให้ข้าแล้ว มันก็เป็นของข้า ข้าให้ท่านอ่านตามสบาย!”
ซือคงฉางเฟิงก้มหน้าพร้อมกับฝืนยิ้มออกมา “กล่าวอย่างไม่ ปิดบัง ข้าเคยฝึกวิชาอายุวัฒนะ แต่…ฝึกไม่สำเร็จ”
นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เขาเลี้ยงหนอนพิษได้ดี ทำให้ปรมาจารย์ซือคงดีใจเป็นอย่างมาก จึงถ่ายทอดวิชาอายุ วัฒนะให้เขา น่าเสียดายที่เขาไร้ความสามารถ ฝึกไม่สำเร็จ ในตอน นั้นปรมาจารย์บอกเขาว่าวิชาอายุวัฒนะเป็นโชคชะตา แม้ว่าปรมา จารย์ซือคงจะถ่ายทอดวิชาอายุวัฒนะให้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกหลานสกุลซือคงทุกคนจะฝึกได้ และไม่ได้หมายความว่ามีเพียง คนสกุลซือคงเท่านั้นที่จะฝึกสำเร็จ
“อันที่จริง…วิชาอายุวัฒนะของเยี่ยนจิ่วเฉา…” อวี๋หวั่นเม้ม ปาก ไม่ได้พูดประโยคด้านหลังออกมาให้ชัดเจน
ซือคงฉางเฟิงยิ้ม “ข้ารู้แล้ว ได้มาจากอ๋องแห่งเผ่าปีศาจสินะ ท่านพ่อบอกข้าแล้ว แต่ท่านพ่อยังบอกอีกว่าวิชาอายุวัฒนะไม่ใช่ ว่าจะให้ก็ให้ได้ ในตอนนั้นท่านปรมาจารย์เคยทดลองถ่ายทอดวิชา อายุวัฒนะให้ลูกหลานสกุลซือคง แต่ไม่มีผู้ใดฝึกวิชานี้ได้เลย เพราะฉะนั้น ไม่ใช้เยี่ยนจิ่วเฉาที่ได้รับวิชาอายุวัฒนะมา วิชาอายุ วัฒนะต่างหากที่เลือกเขา”
ข้อศอกของอวี๋หวั่นเท้าอยู่บนมือข้างหนึ่ง เธอลูบคางเบาๆ “เช่นนั้น…ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่เป็นเพราะว่าเขาถูกพิษตั้งแต่ เด็ก เลือดของเขาล้วนมีแต่พิษ ไม่เหมือนกับคนทั่วไป จึงสามารถ รับวรยุทธ์ของอ๋องแห่งเผ่าปีศาจได้”
ซือคงฉางเฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ดังนั้นเรื่องนี้จึงถูกกำหนด โดยโชคชะตา ชายชราเสียม้า ไหนเลยจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี?”
อวี๋หวั่นพยักหน้าน้อยๆ ราวกับกำลังใช้ความคิด
ตัวตนของสตรีศักดิ์สิทธิ์และพวกเขา รวมไปถึงจุดประสงค์ที่ เดินทางมายังหมิงตู อวี๋หวั่นล้วนเล่าให้ประมุขซือคงฟังทั้งหมด ใน ครั้งนี้ประมุขซือคงก็มิได้ปิดบังซือคงฉางเฟิง ในเมื่อเอ่ยถึงเยี่ยน จิ่วเฉา ซือคงฉางเฟิงก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “ท่านพ่อบอกว่า พวก เจ้ายังขาดตัวยาอีกหนึ่งชนิด ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวข้าสามารถช่วยอะไร พวกเจ้าได้บ้าง แต่สกุลซือคงเก็บตำราไว้ไม่น้อย เผื่อว่าจะมีสิ่งใดที่ เป็นประโยชน์กับเจ้า ประเดี๋ยวข้ากลับไปแล้วจะนำตำรามาให้เจ้า ดู”
“ขอบคุณ” อวี๋หวั่นตอบด้วยความซาบซึ้งใจ
ซือคงฉางเฟิงมาเพื่อขอบคุณ ไม่คาดคิดเลยว่าจะกลับเป็น ฝ่ายถูกอวี๋หวั่นขอบคุณแทน เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แล้ว พูดว่า “เช่นนั้น… ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว ส่วนเรื่องของคุณชาย ข้า ฝากเจ้าขอบคุณเขาแทนข้าด้วย”
“คุณชายใหญ่” อวี๋หวั่นเรียก
“หืม?” ซือคงฉางเฟิงชะงักฝีเท้าและหันหลังกลับมา
อวี๋หวั่นลังเลอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “เมื่อครู่ท่านเอ่ยถึงประมุข ซือคงหลายครั้ง ในใจของท่าน…ก็เป็นห่วงเขาใช่ไหม?”
เป็นห่วงหรือไม่เป็นห่วง…สำคัญด้วยหรือ?
เขาไม่ใช่ลูกชายคนโปรดของท่านพ่อมาตั้งแต่เกิดแล้ว ต่อให้ เขาปราดเปรื่องกว่านี้ เก่งกาจกว่านี้ ในใจของท่านพ่อก็ยังรักซือคง
อวิ๋นที่สุดอยู่ดี
สำหรับคนสกุลซือคง เขาก็เป็นเพียงอากาศธาตุ
“ข้าขอตัวก่อน” เขาบอก
อวี๋หวั่นมองตามเขาไป เรียนผูกย่อมต้องเรียนแก้ ปมในใจของ สองพ่อลูกสะสมมานานนับปี ใช่ว่าจะสามารถคลายได้ในเวลา เพียงไม่กี่วัน นอกจากนั้นแล้ว ความรักที่ประมุขซือคงมอบให้บุตร ชายคนโตนั้นน้อยเกินไปจนเห็นได้ชัด หากมิได้เผชิญกับสิ่งที่ซือคง ฉางเฟิงต้องเผชิญ ย่อมไม่มีสิทธิ์ไปบอกให้เขาปล่อยวางและ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
แน่นอนว่า หากมองอีกด้านหนึ่ง ประมุขซางร้ายกาจถึงเพียง นี้ ย่อมไม่มีทางเอ็นดูซือคงฉางเฟิง ประมุขซือคงยังคงหมางเมิน เขา แต่เขากลับกลายเป็นเครื่องรางที่ช่วยคุ้มครองชีวิตของทุกคน
อวี๋หวั่นมองแผ่นหลังของซือคงฉางเฟิงซึ่งห่างออกไปเรื่อยๆ “เรื่องนี้จึงถูกกำหนดโดยโชคชะตาสินะ ชายชราเสียม้า ไหนเลยจะ รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี?”
อวี๋หวั่นเดินกลับไปยังวิหารเจาหยาง เมื่อเดินวนหาเยี่ยนจิ่ว เฉาอยู่รอบหนึ่ง จึงรู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาลงเขาไปแล้ว
ตราบจนช่วงเย็น เยี่ยนจิ่วเฉาก็กลับมายังวิหารเจาหยาง พร้อมกับอาม่า ชุยเฒ่า เยว่โกว และชิงเหยียน
ความหนักอึ้งในใจของเยี่ยนจิ่วเฉาพลันมลายหายไปทันที เธอ กลัวว่าหมอนี่จะกลายเป็นอ๋องแห่งเผ่าปีศาจ แล้วเดินหลงทางอีก
แท้จริงแล้ว ผู้ที่หลงทางก็คือพวกอาม่านั่นเอง เป็นเยี่ยนจิ่ว เฉาที่ตามหาพวกเขาจนพบ ในตอนนั้นพวกเขาเกือบจะเดินทาง ออกนอกหมิงตูไปกับคาราวานพ่อค้าเสียแล้ว
อวี๋หวั่นถามด้วยความแปลกใจว่า “พวกเจ้าหลงทางได้ อย่างไรกัน? ไม่ได้ไปกับท่านยายรองหรอกหรือ?”
ท่านยายรองคุ้นเคยกับหมิงตูเป็นอย่างดี นางไม่มีทางหลง ทางได้หรอก
ชิงเหยียนตอบว่า “พวกเข้าพบกับผู้อาวุโสสกุลหลานระหว่าง ทาง พวกเขารับตัวท่านยายรองกับจื่อเยียนไป เจ้าวางใจเถิด ผู้ อาวุโสเหล่านั้นไม่ได้จะจับพวกนางไปขัง พวกเขาต้องการสืบสวน เรื่องของหลานเจียวกับลูกเขยฉินก็เท่านั้น”
“เข้าไปคุยในห้องเถอะ” อวี๋หวั่นพาพวกเขาเข้าไปยังห้องที่เก็บ กวาดเรียบร้อยแล้ว
ระหว่างทาง พวกเขาได้รู้ถึงเรื่องราวของเขาหมิงซาน รู้ถึง ความสัมพันธ์ของอวี๋หวั่นและปรมาจารย์ซือคง และรู้ว่าสกุลซือคง กำลังตกอยู่ในอันตราย ส่วนเรื่องความทรงจำของเยี่ยนจิ่วเฉานั้น ไม่ต้องรอให้เยี่ยนจิ่วเฉาบอก ทุกคนก็เดาได้
เพราะว่า ถ้าหากเป็นอ๋องแห่งเผ่าปีศาจก็ต้องหลงทางไปแล้ว!
อวี๋หวั่นรินชาให้พวกเขา “ดื่มชาก่อนเถิด พวกเจ้าหายไปหลาย วัน ข้ายังเป็นห่วงว่าพวกเจ้าจะถูกคนสกุลซางจับไปซะแล้ว”
ชิงเหยียนดื่มชาคำใหญ่ แล้วยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดปาก “เจ้า
อย่าล้อเล่นไป พวกข้าไปสกุลซางมาจริงๆ!”
อวี๋หวั่นตะลึงงัน “พวกเจ้า…ไปสกุลซางมาหรือ?”
ชิงเหยียนนัยน์ตากระตุกวูบหนึ่ง “เหอะๆ ก็…เดินผ่านไป พอดี…”
อวี๋หวั่นพูดตัดบทขึ้นมาว่า “หลงทางไปละสิไม่ว่า!”
เมื่อเทียบกันแล้ว อาเว่ยหลงทางเข้าไปในเขาหมิงซานยังนับ ว่าน้อยกว่ามาก เจ้าพวกนี้…กลับหลงไปถึงสกุลซาง!
ชิงเหยียนกระแอม “พวก…พวกข้าไม่รู้ว่าเป็นสกุลซาง จึง เดินเข้าไป ก็…เดินเข้าไปในเขตหวงห้ามของสกุลซาง”
ดวงตางามดุจผลซิ่งของอวี๋หวั่นถลึงใส่ “พวกเจ้าเข้าไปในเขต หวงห้ามของสกุลซาง? แล้วพวกเจ้ามีชีวิตรอดกลับมาได้ อย่างไร?!”
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ” ชิงเหยียนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง พลางมอง หน้าอวี๋หวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉา “พวกเจ้ารู้ไหมว่าข้ากับชิงเหยียนเห็น อะไรในเขตหวงห้ามของสกุลซาง?”
“อะไรหรือ?” อวี๋หวั่นถาม