หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 494.1 ตีบทแตกกระจาย! (1)
พวกเขาพำนักอยู่ในเรือนของเวินซวี่เป็นการชั่วคราว
โชคดีที่เวินซวี่ทำงานให้กับราชินีแม่มด และมักจะทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาพาแขกแปลกหน้ากลับ จวนมา จึงไม่มีใครคิดจะเข้ามาสืบสาวราวเรื่องจากเขา กลับเป็น อิ่งลิ่วซึ่งออกไปสำรวจในจวน และได้ข้อมูลที่สร้างความประหลาด ใจให้ทุกคนได้ไม่น้อย
“อะไรนะ? ราชาพ่อมดล้มป่วย?” อวี๋หวั่นกำลังจัดสัมภาระอยู่ ในห้อง เมื่อได้ยินคำพูดของอิ่งสือซัน ก็อดมองออกไปข้างนอกไม่ ได้
อิ่งสือซันเข้าใจในทันใด เขาเดินออกไป มองไปรอบๆ แล้วปิด ประตูลง
ในห้องเหลือเพียงพวกเขาสี่คน
อิ่งลิ่วพยักหน้า “ใช่ขอรับ หลายปีมานี้ราชาพ่อมดร่างกาย อ่อนแอ เรื่องในเผ่าพ่อมดล้วนเป็นราชินีแม่มดกับสภาอาวุโส ดูแล”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ ดูแล? จะยึดอำนาจละสิไม่ว่า
จะว่าไปก็แปลก ราชาพ่อมดแต่งงานกับภรรยาที่มีภูมิหลังไม่ ธรรมดาเช่นนี้ เหตุใดต้องไปพัวพันกับสตรีอื่นด้วย
ถ้าหากราชินีแม่มดกับผู้อาวุโสสูงสุดไม่เคืองแค้นเขา แล้วจะ ไปเคืองแค้นใครได้?
นั่นสินะ เรื่องในครอบครัวต้องใสสะอาดไว้ก่อน
คำพูดที่ว่านํ้าใสเกินไปจะไร้ปลา[1]นั้นอาจใช้ไม่ได้กับความ สัมพันธ์เช่นนี้ บนโลกนี้ไหนเลยจะมีผู้หญิงที่ทำตามหลักสามสิ่งที่ ควรเชื่อฟัง สี่จรรยาที่ควรปฏิบัติ[2]กันเล่า? อันที่จริงก็เป็นเพียง คำพูดลอยๆ ก็เท่านั้น อีกอย่าง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถใช้ เล่ห์กลได้สักหน่อย
ราชินีแม่มดต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
นางยอมถอยลงมาหนึ่งก้าว ย่อมต้องมาตั้งหลักที่จวนสกุล เวินเสียก่อน
อวี๋หวั่นถามออกไปว่า “ต๋าหว่าเป็นอย่างไรบ้าง ยังไม่ถูกจับได้ ใช่ไหม?”
เหตุผลที่ทำให้ต๋าหว่าปลอมเป็นเวินซวี่ก็เพราะเขาเป็นคน เดียวที่เคยพูดคุยกับเวินซวี่ แต่วันนี้อวี๋หวั่นชักไม่แน่ใจแล้วว่าการ ตัดสินใจนี้ถูกต้องหรือไม่
“ตอนนี้ยังไม่เป็นไรขอรับ” อิ่งลิ่วตอบ
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ จะไม่เอ่ยถึงนิสัยของนายท่านรองของสกุล เวินก็ไม่ได้ อิ่งลิ่วไปสืบความเรื่องนี้มา จึงได้รู้ว่าเวินซวี่คนนี้เป็น เพียงผู้ชายเฮงซวยคนหนึ่ง ถือว่าตนเองเป็นน้องชายของราชินี แม่มดและหลานชายของผู้อาวุโสสูงสุด สร้างเรื่องไปทั่วเผ่าพ่อมด
ไม่รู้ว่าทำลายชีวิตหญิงสาวตระกูลใหญ่ไปไม่รู้เท่าไรแล้ว
ฮูหยินรองใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ว่า ‘เวินซวี่’ กลับมา นางจึงไม่ได้คิดเอ่ยปากว่าจะมาพบหน้าสามี แม้แต่น้อย
อิ่งลิ่วครุ่นคิด แล้วตอบว่า “ผู้อาวุโสสูงสุดกับนายท่านเวิน ล้วนอยู่ในสภาอาวุโส ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน ฮูหยินผู้เฒ่าและฮู หยินใหญ่ล่วงลับไปแล้ว เวินซวี่มีพี่ใหญ่หนึ่งคน และมีน้องชายอีก สองคน ฐานะไม่อาจเทียบเท่าเขา ไม่จำเป็นต้องไปทักทาย หาก พวกเขามา จะปฏิเสธไม่พบเขาก็ได้ ตัวตนพวกเราอยู่ที่สกุลเวิ นอาจไม่ถูกเปิดเผย”
ทันทีที่พูดออกไป พ่อบ้านเวินก็เข้ามา
พวกเขาได้ยินพ่อบ้านเวินรายงานจากด้านนอกห้องของต๋า หว่า “นายท่านรอง ฮูหยินเหมยมาขอรับ”
อวี๋หวั่นกับอิ่งสือลิ่วมองหน้ากัน แล้วเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความ สงสัยว่า “ฮูหยินเหมยคือใคร”
อิ่งลิ่วครุ่นคิด แล้วตบเข่าฉาด “แย่แล้ว! นางคืออนุภรรยา ของเวินซวี่! เป็นคนที่ได้รับความโปรดปรานที่สุด!”
ระหว่างที่อิ่งลิ่วกำลังสืบข้อมูลอยู่นั้น คนที่ได้ยินชื่อมากที่สุดก็ คือฮูหยินเหมยคนนี้ นางเป็นสตรีที่เวินซวี่แย่งชิงมาจากพ่อมดคน หนึ่ง แรกเริ่มเดิมทีก็ร้องไห้จะหนีไปให้ได้ แต่ก็ถูกเวินซวี่เอาอก เอาใจ จนสุดท้ายก็ไม่คิดจะหนีไปอีก
เวินซวี่ผู้นี้เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก กะล่อนไม่มีผู้ใดเกิน แต่ กับสตรีที่ตนเองโปรดปรานกลับใจกว้าง หลังจากฮูหยินเหมยได้รับ ความโปรดปราน ชีวิตของตนไม่เพียงดีขึ้น ทั้งยังทำให้ความเป็น อยู่ของบ้านเดิมของนางดีขึ้น มีหน้ามีตาในเผ่าพ่อมดยิ่งขึ้นไปด้วย
ทันทีที่ฮูหยินเหมยก้าวเข้ามาในเขตเรือน ก็วิ่งไปยังห้องของ เวินซวี่
ต๋าหว่าไม่ได้อยู่กับเยี่ยนจิ่วเฉาและคนอื่นๆ จึงไม่รู้ว่า ‘เขา’ มี อนุภรรยาอีกหลายคน ดังนั้นเมื่อฮูหยินเหมยโผเข้าหาเขา เขาจึง ตกใจกลัวแทบแย่
“นายท่านรองเจ้าคะ~” ฮูหยินเหมยกอดแขนของเขา ออด อ้อนด้วยนํ้าเสียงหวานหยดย้อย “ท่านกลับมาแล้ว ทำไมถึงไม่ไป หาข้าบ้างละเจ้าคะ ไม่รู้หรือว่าตอนที่ท่านไม่อยู่ ข้าคิดถึงท่านมาก เพียงใด?”
พ่อบ้านเวินดูคล้ายกับจะไม่รู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิด ขึ้น เขามิได้มีท่าทางลุกลี้ลุกลน และรายงานต่อว่า “ฮูหยินหลานก็ มาขอรับ”
ฮูหยินเหมยซึ่งกำลังกอดแขนต๋าหว่าได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ ถมึงทึงลงทันใด “นางแพศยานั่นมาทำไมกัน นางไม่ได้ป่วยอยู่ หรอกหรือ? หลายวันมานี้ไม่เห็นไปอวยพรฮูหยินรอง เหตุใดพอ นายท่านรองกลับมา ก็กระดี๊กระด๊าลุกลงจากเตียงได้ทันที?!”
พ่อบ้านเวินยิ้มน้อยๆ
“นายท่านรอง! นายท่านรองเจ้าคะ!” หญิงสาวอายุประมาณ สิบเจ็ดสิบแปดคนหนึ่งสวมอาภรณ์สีเนื้อแกมเหลืองกระวีกระวาด เข้ามาในห้อง
ทันทีที่เห็นใบหน้าอวบอิ่มของสตรีวัยแรกรุ่น ฮูหยินเหมยก็ กัดฟันกรอด “นางผีบ้า!”
“ฮูหยินหลานคือใครอีก” ในห้อง อวี๋หวั่นถามขึ้นด้วยความ สับสน
อิ่งลิ่วตอบอย่างกระดากใจว่า “คืออนุภรรยาที่เวินซวี่ โปรดปรานเป็นอันดับสองขอรับ”
“เฮ้อ!” อวี๋อาหวั่นขอกลอกตาสักหน่อย!
อนุภรรยาของเวินซวี่ล้วนแต่งดงาม แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ เขาแย่งมาจากคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นฮูหยินหลานผู้อ่อนเยาว์คนนี้ นางเห็นแก่คุณ(ทรัพย์)ธรรม(สิน)ความ(เงิน)ดี(ทอง)ของเวินซวี่ จึงยินยอมแต่งเข้ามาเป็นอนุภรรยาของเขา
นางเข้ามาได้มานาน ก็สามารถไต่เต้าขึ้นมาเหนือบรรดาพี่ๆ น้องๆ สาวงามคนอื่นได้สำเร็จ ติดอยู่เพียงว่าฮูหยินเหมยเจ้า แผนการ ฮูหยินหลานจึงไม่อาจเอาชนะนางได้สักที
แต่ก็ ใกล้แล้วละ!
มนุษย์ทุกคนล้วนแก่ชรา หลังจากผ่านพ้นคิมหันตฤดูนี้ไป ฮู หยินเหมยก็จะอายุยี่สิบหกปี ความงามของนางมีแต่จะร่วงโรย แต่ ฮูหยินหลานกลับยังไม่ย่างเข้าวัยงามสะพรั่ง
ผู้ที่ฮูหยินเหมยรู้สึกริษยาที่สุดก็คือฮูหยินหลาน ริษยายิ่งกว่า ฮูหยินรองซึ่งเป็นภรรยาเอกเสียอีก
“อ้าว ท่านพี่เหมยก็อยู่หรือเจ้าคะ!” ฮูหยินหลานเข้ามากอด แขนอีกข้างหนึ่งของต๋าหว่า พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยนํ้าเสียง แปลกประหลาด
ฮูหยินเหมยจึงแดกดันว่า “เจ้าไม่ได้ป่วยหรอกหรือ? เมื่อเช้า ไม่ยักเห็นมาอวยพรฮูหยินรอง”
ฮูหยินหลานมองต๋าหว่าด้วยสายตาหยาดเยิ้ม “ข้าป่วย แต่ นายท่านรองเป็นยาของข้า นายท่านรองกลับมา อาการป่วยของข้า ก็หายไปสิ้น”
นางพูดพลางเอนลงซบไหล่ของต๋าหว่า
ต๋าหว่ารู้สึกว่าร่างกายของตนเองแข็งเป็นหิน แทบขยับไม่ได้ แล้ว!
เขาจะทำอย่างไรดี
ต๋าหว่ามีชีวิตอยู่จนป่านนี้ ยังไม่เคยเข้าใกล้สตรีด้วยซํ้า!
แต่ในตอนนี้มีสาวงามถึงสองคนมาชิงดีชิงเด่นต่อหน้า เขา ย่อมทำตัวไม่ถูก
เมื่อฮูหยินเหมยเห็นว่าฮูหยินหลานเอนซบ นางก็เอนศีรษะลง ไปซบกับหัวไหล่ของต๋าหว่าบ้าง
ต๋าหว่ายิ่งนั่งนิ่งกว่าเดิม
ใครก็ได้ช่วยต๋าหว่าด้วย!
ต๋าหว่าไม่รู้ว่าควรปฏิบัติต่อสตรีอย่างไรดี
“ศีรษะของท่านหนักเกินไป จะทำให้นายท่านรองเจ็บแขนเอา ได้” ฮูหยินหลานยกมือขึ้น ผลักศีรษะของฮูหยินเหมยออกไป
ฮูหยินเหมยดันศีรษะของตนกลับมา “ศีรษะของใครกันแน่ที่ หนัก? เจ้าเองก็สวมเครื่องประดับศีรษะน้อยเสียที่ไหน? คงไม่ได้ สวมทุกชิ้นที่นายท่านรองมอบให้หรอกกระมัง?”
เมื่อฮูหยินหลานถูกตอกกลับเช่นนี้ จึงจับเส้นผมของตนเอง “ข้าสวมทุกชิ้นแล้วก็ยังไม่หนักเท่าท่าน! ลำพังแป้งชาดบนหน้า ของท่าน ก็คงหนักเกือบสองจินแล้ว!”
ฮูหยินหลานยังเยาว์วัย ไม่ใช้เครื่องประทินโฉมมากนักก็ยังดู งดงามสดใส ฮูหยินเหมยไม่อาจเทียบนางได้ เมื่ออายุมากขึ้นย่อม ร่วงโรย จำต้องเสริมแต่งมากสักหน่อย เรื่องนี้เป็นหนามทิ่มแทงใจ ของฮูหยินเหมยมาโดยตลอด เมื่อถูกฮูหยินหลานเอ่ยถึงอย่างไม่ เกรงใจเช่นนี้ นางก็เกิดโทสะในทันที
ทั้งสองคนกำลังจะเปิดฉากทะเลาะกัน
ทันใดนั้นพ่อบ้านเวินซึ่งยืนอยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทาง และนํ้าเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้า นี้ “ฮูหยินรอง ท่านมาแล้วหรือขอรับ?”
ฮูหยินรองเป็นภรรยาคนแรกของเวินซวี่ อายุเท่ากับเวินซวี่ ปัจจุบันอายุยี่สิบเจ็ดปี นับเป็นคู่สามีภรรยาที่ฐานะเหมาะสมกัน
ทั้งสองครอบครัวต่างพึงพอใจกับการแต่งงานของพวกเขา
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินซึ่งครํ่าครึและเย็นชาผู้นี้ไม่ได้รับความ โปรดปรานเท่าไรนัก
“นางน่ะหรือ…” เมื่อเอ่ยถึงฮูหยินคนนี้ อิ่งลิ่วก็อดไม่ได้ที่จะ ส่ายหน้า แต่งงานมาแล้วนับสิบปี แต่ก็ยังไม่มีบุตรสักคน เมื่อเห็น ว่าอนุภรรยาคนอื่นๆ ทยอยกันมีบุตรทีละคนๆ หากบอกว่าไม่รู้สึก ปวดใจก็คงจะเป็นการโกหก แต่เมื่อนานวันเข้า นางก็เริ่มชินชา
“หลายปีก่อนนางมีลูกคนหนึ่ง แต่ไม่ทันได้ลืมตาดูโลก” อิ่งลิ่ว บอก
[1] นํ้าใสที่เกินไปจะไร้ปลา มาจากภาษิตว่า นํ้าที่ใสเกินไปจะไร้ปลา
ฉันใด ผู้ที่เข้มงวดเกินไปจะไร้มิตรสหายฉันนั้น
[2] สามสิ่งที่ควรเชื่อฟัง สี่จรรยาที่ควรปฏิบัติ (三从四德) มาจากคำ
สอนของขงจื่อ เพื่อใช้สอนสั่งสตรี แบ่งเป็น สามสิ่งที่ควรเชื่อฟัง กล่าวไว้
ว่าหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนต้องเชื่อฟังบิดา เมื่อออกเรือนไปแล้วต้อง
เชื่อฟังสามี เมื่อสามีลาลับโลกนี้ไปแล้วต้องเชื่อฟังบุตรชาย ส่วนสี่จรรยา
ที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ มีคุณธรรม กิริยามารยาทดี มีวาจาไพเราะ ซื่อสัตย์
ไม่กลับกลอก มีรูปร่างหน้าตาสะอาดสะอ้าน แต่งกายเรียบร้อย และดูแล
การบ้านการเรือน
บทที่ 494.2 ตีบทแตกกระจาย! (2)
อวี๋หวั่นมองไปยังฮูหยินรองผ่านช่องของหน้าต่าง เมื่อเทียบ กับฮูหยินเหมยซึ่งงามสะคราญ หรือฮูหยินหลานที่อ่อนเยาว์ชวน ให้กระชุ่มกระชวยแล้ว ภรรยาเอกผู้นี้นับว่ามิได้มีข้อได้เปรียบมาก นัก แต่อย่างไรเสียก็เป็นหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ในเผ่าพ่อมด บุคลิกและท่วงท่าจึงสง่างามดั่งชนชั้นสูง นี่ไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวชาว บ้านทั่วไปจะมีได้
กระนั้นแล้วสายตาของบุรุษในใต้หล้าก็มักจะพร่าเลือน ดอก มณฑาขาววางอยู่ตรงหน้าไม่สนใจ กลับไปเด็ดดอกไม้ป่าที่เรี่ยราย ตามข้างทาง
“ไม่ได้บอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ดีหรอกหรือ? ทำไมนาง ต้องมาหาสามีด้วยละ” อวี๋หวั่นยังไม่เข้าใจ
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ…” อิ่งลิ่วเกาศีรษะ
เยี่ยนจิ่วเฉากลับไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับเรื่องนี้เท่าไรนัก พวกเขาสนใจเรื่องนั้นไป ส่วนเขาก็เล่นของเขาไป เขายังคงขยับ แม่กุญแจขงเบ้งในมือด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
แม้ว่าฮูหยินรองจะเป็นภรรยาที่ไม่ได้รับความรักความเอ็นดู จากเวินซวี่ แต่นางก็เป็นนายหญิงของจวน อีกทั้งตระกูลเดิมของ นางนั้นเป็นตระกูลใหญ่ ฮูหยินเหมยและฮูหยินหลานย่อมไม่กล้า ล่วงเกินนางต่อหน้า ทันทีที่เห็นนาง ทั้งสองจึงปล่อยมือจากแขนข
องต๋าหว่าแต่โดยดี แล้วย่อเข่าคำนับ “ฮูหยินรอง”
ฮูหยินรองเหลือบมองพวกนาง แล้วบอกกับต๋าหว่าว่า “ข้ามี เรื่องจะพูดกับนายท่านรอง”
ฮูหยินเหมยและฮูหยินหลานส่งสายตาหาต๋าหว่า
เบื้องหลังจะตบตีชิงดีชิงเด่นกันเพียงใดไม่ใช่ปัญหา แต่เมื่อฮู หยินรองมา ในฐานะที่พวกนางเป็นอนุภรรยา ย่อมต้องกอดคอ ร่วมมือกันก่อน
ต๋าหว่าถูกสตรีทั้งสองทำให้หัวหมุนไปหมด เขาไม่ได้ละสายตา จากอนุภรรยาทั้งสอง เพียงแต่กระแอม แล้วพูดว่า “ฮูหยินเข้ามา เถิด ส่วนคนที่เหลือ…ถอยออกไปก่อน”
ภรรยาเอกมีเรื่องจะพูด อนุภรรยาย่อมต้องถอยออกไป
หลักการนี้ถูกต้องแล้ว!
ไหนเลยจะรู้ว่าทุกคนในห้องต่างต้องตะลึงงัน แม้แต่ฮูหยิน รองเองก็อดตะลึงไม่ได้
แต่ไหนแต่ไรมาเวินซวี่ไม่เคยสนใจใยดีฮูหยินรอง ถ้าหากไม่ใช่ เพราะมีผู้อาวุโสสูงสุดและนายท่านคอยควบคุม เขาก็คงหลง อนุภรรยาหัวปักหัวปำจนไล่ตะเพิดภรรยาเอกไปแล้ว ครานี้เขา กลับไม่ดุด่านาง ทั้งยังเรียกให้นางเข้ามาในห้องด้วยความเกรงอก เกรงใจอีกด้วย?
อิ่งลิ่วไม่อยากคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป็นความผิดของเขาใช่
ไหม? เมื่อครู่หลังจากไปสืบความมา คนแรกที่เขาควรไปบอกก็คือ ต๋าหว่าสินะ…
โชคดีที่อวี๋หวั่นใช้วิชาปลอมตัวของสกุลหลานให้ต๋าหว่า นับว่า แนบเนียนใช้ได้ ต่อให้พวกเขาจะตกใจ แต่ก็ไม่มีทางคิดว่าจะมีผู้ใด ใจกล้าบ้าบิ่นปลอมตัวเป็นหลานชายของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเผ่าพ่อ มดหรอกกระมัง
“อ่า…” พ่อบ้านเวินกลับรู้สึกดีใจเสียมากกว่า เขายิ้มพร้อม กับกล่าวว่า “นายท่านรองกับฮูหยินรองมีเรื่องจะคุยกัน เช่นนั้นข้า จะไปส่งฮูหยินทั้งสองกลับเรือนเองขอรับ”
ฮูหยินเหมยและฮูหยินหลานถลึงตาใส่ต๋าหว่า จากนั้นก็เดิน ออกไปอย่างไม่เต็มใจ!
ตั้งแต่พวกนางเข้ามาอยู่ในเรือน นี่เป็นครั้งแรกที่ฮูหยินรอง ชนะพวกนาง!
“ท่านว่านายท่านรองเป็นอะไรไป อยู่ๆ ก็เกรงอกเกรงใจฮูหยิน รองขึ้นมา?” เมื่อนายท่านรองไม่อยู่ ฮูหยินหลานก็ไม่จำเป็นต้องเส แสร้งแกล้งทำอีกต่อไป นางถกแขนเสื้อขึ้นมาอย่างดุดัน!
ฮูหยินเหมยเหลือบมองนางด้วยความรังเกียจ “เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร? นางเป็นถึงฮูหยินรอง แต่งเข้ามาอย่างถูก ทำนองคลองธรรม เจ้าสิเป็นใครกัน?!”
“เจ้า!” เดิมทีฮูหยินหลานคิดจะหาพวก แต่กลับไม่คาดคิดว่า จะถูกเย้ยหยันกลับมาเช่นนี้
ฮูหยินเหมยมองเหตุการณ์ได้ทะลุปรุโปรงกว่าฮูหยินหลาน นางไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ ชาติกำเนิดของนางไม่สูง ไม่ว่าจะเป็น ที่โปรดปรานสักเท่าไร ก็ไม่มีทางเป็นภรรยาเอกไปได้ เมื่อเทียบกับ ฮูหยินรองแล้ว อนุภรรยาแพศยาเหล่านั้นสิ จึงจะเป็นคู่ปรับที่แท้ จริงของนาง!
ฮูหยินรองได้รับความโปรดปรานอีกครั้งก็เรื่องของนาง ไม่ว่า อย่างไรก็ดีกว่าพวกแพศยาเหล่านั้นปีนป่ายขึ้นมาเหนือกว่า ตนเอง!
ฮูหยินรองมาบอกเรื่องที่ตนจะกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเดิม นาง เพิ่งรู้ข่าวว่าพี่ชายที่บ้านเดิมมีบุตรชาย อีกไม่กี่วันจะมีพิธีสรง สาม[1] นางจึงอยากไปร่วมงาน อันที่จริงเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมา บอกเวินซวี่ให้รู้ เพราะอย่างไรเสียเขาก็คงไม่สนใจ แต่ผู้อาวุโส สูงสุดและนายท่านไม่อยู่ที่จวน ฮูหยินรองจึงต้องมาแจ้งแก่เวินซวี่ แทน
“หากท่านไม่ยินดี ข้าจะให้คนนำของขวัญไปส่งที่บ้าน” ด้วย ความสัมพันธ์ของฮูหยินรองและเวินซวี่ ไม่ว่าฮูหยินรองจะบอก อะไรเขา ก็มักจะถูกปฏิเสธกลับมาเสมอ
ฮูหยินรองเตรียมใจสำหรับความผิดหวังไว้แล้ว ไหนเลยจะรู้ว่า ต๋าหว่ากลับตอบว่า “มะรืนนี้หรือ? ได้…ข้าจะเตรียมตัว กลับไป บ้านเดิมกับเจ้า”
เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นบนหน้าผากของต๋าหว่า!
เขามาที่นี่ได้เพียงวันเดียว ก็ใช้จิตวิญญาณแห่งการแสดงไป แทบหมดสิ้น!
ทว่าในตอนนี้ จิตวิญญาณแห่งการแสดงนั้นไม่พอเสียแล้ว เพราะเขาต้องไปแสดงเป็นลูกเขยที่บ้านเดิมของฮูหยินรอง!
ทำไมชีวิตของเขาต้องมาลำบากเช่นนี้ด้วย!
ฮูหยินรองคิดว่าตนเองฟังผิดไป นางกะพริบตาปริบๆ “นายท่า นรอง…ก็จะไปหรือ?”
คำพูดนี้หมายว่าอย่างไรกัน? ต๋าหว่าไม่ไปก็ได้หรือ?
ต๋าหว่าหันไปมองยังฮูหยินรอง!
รีบบอกเร็ว บอกว่าต๋าหว่าไม่ไปก็ได้!
ฮูหยินรองหลุบตาลง “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะให้คนไปส่งข่าวว่า นายท่านรองจะไปพร้อมกับข้า”
แม้ว่าจะถอดใจกับสามีไปแล้ว แต่เพื่อให้ท่านพ่อท่านแม่ สบายใจ นางย่อมไม่ปฏิเสธที่จะให้เวินซวี่กลับบ้านเดิม
พร้อมกับนาง
หรือว่า…พ่อสามีกับท่านปู่จะตักเตือนเวินซวี่อีกครั้ง?
ไม่เช่นนั้นเหตุใดท่าทีของเขาจึงเปลี่ยนไปมากเช่นนี้
ในใจของฮูหยินรองมิได้กระโตกกระตาก เพียงแต่ทำตาม มารยาท ผู้ใหญ่ช่วยเหลือมากถึงเพียงนี้ นางย่อมต้องตอบแทน นางลุกขึ้นยืน คำนับด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ “ขอบคุณนายท่า
นรอง อาหารเย็น…”
อะไร? สตรีผู้นี้อยากกินอาหารเย็นที่นี่หรือ?
ต๋าหว่ายกมือขึ้นโบกน้อยๆ อย่างในใจระทมทุกข์ “เอาเถิด เจ้า อยากกินอะไร สั่งให้พวกเขาไปทำก็ได้! พ่อบ้านเวิน ให้คนจัดโต๊ะ อาหาร!”
พ่อบ้านเวินไปส่งฮูหยินทั้งสอง แต่มีบ่าวคนอื่นรับคำสั่งแทน เขา
ผู้ที่มารับคำสั่งนั้นเป็นสาวใช้คนหนึ่ง นางเหลือบมองไปยังฮู หยินรองในห้องด้วยสีหน้าตื่นตะลึงราวกับเห็นผี “ฮูหยินรอง…รับ อาหารที่นี่หรือเจ้าคะ?”
แน่นอนว่าฮูหยินรองไม่ได้อยากกินอาหารเย็นที่นี่ แต่เมื่อ เวินซวี่เอ่ยปาก นางย่อมไม่อาจปฏิเสธ
“ข้าจะกินอาหารเย็นที่นี่” ฮูหยินรองตอบ
ต๋าหว่าจะร้องไห้ จะกินที่นี่จริงๆ หรือ? แม้แต่กินข้าวเขายัง ต้องแสดงๆๆ! ชีวิตของต๋าหว่าน่าสงสารเกินไปแล้ว!
เรื่องอาหารเย็นในห้องของเวินซวี่ ฮูหยินรองนึกปฏิเสธในใจ แต่ฝีมือการแสดงของนางเหนือกว่าต๋าหว่ามาก
เป็นเพราะฮูหยินรองไม่ยอมออกจากห้องสักที อิ่งลิ่วจึงไม่มี โอกาสเล่าเรื่องราวของเวินซวี่ให้ต๋าหว่าฟัง
ต๋าหว่าเห็นว่าฮูหยินรองสุขุมเยือกเย็น น่ามองกว่าอนุภรรยา
ทั้งสอง เขาจึงคิดว่าเวินซวี่ต้องรักใคร่เอ็นดูฮูหยิน
รองอย่างแน่นอน เขาก็กังวลว่าทั้งสองใกล้ชิดสนิทสนมกัน มากที่สุด ฮูหยินรองอาจมองออกว่าเขาไม่ใช่เวินซวี่ คิดไปคิดมา เขาก็เริ่มหวั่นใจเสียแล้วสิ
อากัปกิริยาของต๋าหว่าล้วนอยู่ในสายตาของฮูหยินรอง แต่ นางกลับคิดไปว่าเวินซวี่รังเกียจนาง กระนั้นก็ต้องฟังคำตักเตือน ของผู้ใหญ่
ฮูหยินรองถอนหายใจ
หากเวินซวี่ชอบนางจริงก็เหลือเชื่อแล้ว
ท่าทางเช่นนี้สิ จึงจะสมเหตุสมผลกว่า
นางกับเวินซวี่ คงต้องเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้ไปตลอดชีวิต
หลังอาหารเย็น ฮูหยินรองคำนวณดูแล้ว พวกเขาน่าจะไม่ได้ ร่วมโต๊ะอาหารมาเกือบปีเห็นจะได้ ถ้าหากเรื่องนี้รู้
ไปถึงหูของผู้อาวุโสสูงสุดและนายท่าน พวกเขาต้องตื่นเต้นที่ ความพยายามของพวกตนเห็นผลแล้วเป็นแน่
“นี่ก็มืดแล้ว นายท่านรองพักผ่อนเถิด ข้าขอตัวกลับเรือน ก่อน”
“หา? ข้านอนคนเดียวหรอกหรือ?” ต๋าหว่าประหลาดใจ ที่แท้ ทั้งสองคนก็ไม่ได้นอนร่วมห้องกัน คืนนี้เขาก็ไม่ต้องแสดงแล้วละ สิ!
ฮูหยินรองนึกสงสัย ต่อให้ตัดคำว่า ‘หรอก’ ในประโยคออกไป นางก็เข้าใจว่าเวินซวี่กำลังถามนางอยู่…หา? ข้านอนคนเดียว หรือ? หมายความว่าอย่างไรกัน
กินข้าวด้วยกันยังไม่พอหรือ? ต้องนอนด้วยกันไหม?!
จะไม่มากไปหน่อยหรือ?!
“เวินซวี่เจ้า…”
เหตุใดอยู่ๆ ก็โมโหขึ้นมาเล่า? เขาหลุดปากพูดอะไรไป? เขา พูดอะไรผิดไปหรือ?
“เจ้า…จะอยู่ที่นี่ไหม?” ต๋าหว่าถามด้วยความหวาดกลัว
อย่าอยู่เลย อย่าอยู่เลยนะ อย่าอยู่เลย…
เขาคนนี้ กำลังขอร้องให้นางอยู่ที่นี่หรือ?! ท่าทางตื่นตระหนก เช่นนี้หมายความว่าเขากังวลว่านางจะปฏิเสธหรือ?
เวินซวี่กำลังมีแผนในใจ ส่วนฮูหยินรองก็มีเหตุผลของตน ต่อ ให้นางไล่เหล่าอนุภรรยาของเวินซวี่ไปหมด เขาก็ไม่มีทางแตะต้อง นาง นอกเสียจากว่า…
นอกเสียจากว่าเป็นคำสั่งของท่านปู่หรือพ่อสามี
สามีไม่ชอบใจนาง แต่ท่านปู่กับพ่อสามีไม่มีทางยอมให้นาง ชอกชํ้าใจ ถ้าหากเป็นความประสงค์ของผู้ใหญ่ทั้งสอง เช่นนั้น…
ฮูหยินรองกำมือแน่น สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบว่า “เข้าใจ แล้ว ข้าจะอยู่!”
ต๋าหว่าอยากจะร้องไห้!
……………………………………………..
[1] พิธีสรงสาม เป็นพิธีตามความเชื่อโบราณของจีนพิธีหนึ่ง เป็นพิธี
อาบนํ้าให้เด็ก โดยทั่วไปจะทำขึ้นหลังจากที่ทารกคลอดมาได้สามวัน เชื่อ
ว่าเป็นการชำระมลทินและโชคร้าย รวมทั้งอวยพรให้ทารกอีกด้วย