หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 495.1 พี่จิ่วแสนประเสริฐ (1)
หลังจากเดินทางมาร่วมครึ่งเดือน ทุกคนล้วนแต่เหนื่อยล้าทั้ง กายและใจ อวี๋หวั่นหยิบเสื้อผ้าออกมาจากกระเป๋า เก็บไปได้เพียง ครึ่งเดียวก็เงียบไป เยี่ยนจิ่วเฉาจึงหันหน้าไปมอง และพบว่าอวี๋ หวั่นฟุบหน้าลงไปกับกองเสื้อผ้า คงจะเหนื่อยน่าดู
แม้ว่าจะมีสาวใช้ แต่เรื่องบางเรื่องอวี๋หวั่นก็ชอบทำเอง มากกว่า ขณะที่เธอทำงาน เยี่ยนจิ่วเฉามักจะไม่เอ่ยปากพูด สีหน้า ไร้อารมณ์ของเขาทำให้แลดูเย็นชา แต่ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วใน ใจของเยี่ยนจิ่วเฉานั้นมีความสุขเพียงใด
เขาชอบความรู้สึกยามที่เงยหน้าไปมองแล้วเห็นเธอ แม้ว่าทั้ง สองจะไม่ได้พูดกันมากนัก แต่เมื่อเห็นเธอหยิบนั่นหยิบนี่ พลิกนั่น พลิกนี่แล้ว ก็ทำให้โลกสีเทาหม่นของเขามีชีวิตชีวาขึ้นมา
ดูจากภายนอกแล้ว เธออาจดูคล้ายกับคนที่ตามติดเขาตลอด แต่เมื่อใดที่จริงจังขึ้นมา เธอก็สามารถปล่อยเขาไว้ แล้วไปคุ ยกับอิ่งสือซัน คุยกับอิ่งลิ่ว คุยกับต๋าหว่าหรือคนอื่นๆ ได้อย่างมี ความสุข
ไม่เหมือนกับเขา เขาอยากคุยกับเธอเพียงคนเดียว
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินไปนั่งข้างเตียง มองไปยังอวี๋หวั่นซึ่งกำลังหลับ สนิท
อายุครรภ์ของอวี๋หวั่นมากแล้ว เดิมทีควรบำรุงร่างกายให้มาก แต่เพราะต้องรีบร้อนเดินทาง อวี๋หวั่นจึงผอมลงกว่าครั้นอยู่ที่หมิง ตูเสียอีก เพียงแต่ใบหน้านั้นยังคงเจ้าเนื้อ ขาวผ่องประดับสีแดงระ เรื่อ น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
อยากกัด
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องมองอวี๋หวั่น จนลืมไปเสียสนิทว่าเขายังไม่ได้ ลงกลอนประตู
ชุยเฒ่าตั้งใจจะมาจับชีพจรให้เยี่ยนจิ่วเฉา ตรวจดูสักหน่อยว่า พิษในร่างกายของเขายังไม่แพร่กระจาย ไหนเลยจะรู้ว่าทันทีที่เปิด ประตูไป ก็เห็นว่าเจ้าเบื๊อกนั่นปีนอยู่บนเตียง ทำก้นโก่ง จ้องมองไป ยังอวี๋หวั่น
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ชุยเฒ่านึกถึงลูกสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้หลังบ้าน มันทั้งโง่งมและน่ารัก เมื่อเห็นกระดูกชิ้นที่ตนเองชอบ ก็จะมีสีหน้า ท่าทางเช่นนี้เหมือนกัน
ทันทีที่ชุยเฒ่าผลักประตูเข้าไป เยี่ยนจิ่วเฉาได้ยินเสียง เขาลุก พรวดขึ้นมาทันใด แล้วรีบเปลี่ยนท่าทางเป็นเย่อหยิ่งและเย็นชา ดังเดิม
ชุยเฒ่าอ้าปากค้าง “…”
“ไม่มีอะไร” ชุยเฒ่ารีบพูด “เจ้าทำต่อไปเถอะ พรุ่งนี้ข้ามา ใหม่”
เยี่ยนจิ่วเฉา “…”
ย่างเข้ากลางดึก ทุกคนล้วนอยู่ในห้วงนิทรา เยี่ยนจิ่วเฉากอด อวี๋อาหวั่นซึ่งกำลังหลับสนิท แม้ว่าเขาจะดันเธอออกก่อนฟ้าสาง ถ้าหากดันไม่ออก นั่นก็เป็นเพราะท่านอนของเธอเอง
อวี๋หวั่นรู้สึกร้อน จึงขยับออกจากอ้อมแขนของเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉายื่นแขนออกไปดึงเธอกลับมากอด
ยื่นขายาวออกมา
มัดไว้แล้ว!
คืนนี้ ทุกคนล้วนแต่หลับสบาย ยกเว้นต๋าหว่า
เป็นครั้งแรกในชีวิตของต๋าหว่าที่ได้นอนร่วมเตียงกับสตรี ทั้ง สตรีคนนั้นยังเป็นภรรยาของคนอื่น เขารู้สึกผิดจนอกจะแตกตาย อยู่แล้ว
เตียงนี้กว้างนัก ต๋าหว่านอนติดกับขอบข้างหนึ่งของเตียง หาก ทำได้เขาก็คงแปะตัวเองติดกับกำแพงไปแล้ว
ฮูหยินรองนอนอยู่ข้างกายเขา ห่างจากเขาเป็นระยะประมาณ สองสามคนนอนเห็นจะได้
นางไม่โกรธหรือ?
ผู้ที่อยากหนีจากการร่วมเตียงเคียงหมอนในครั้งนี้มีแค่เขา คนเดียวหรือ?
ฮูหยินคนนี้ถูกหมางเมินมานับสิบปี สิ่งที่ควรจะมองออก นาง ก็มองออกแล้ว ย่อมไม่มีทางขุ่นเคืองเพียงเพราะการเสแสร้งเช่น
นี้ เรื่องที่น่าเศร้ากว่านี้นางยังเผชิญมาแล้ว ในใจนางเฉยชาไปแล้ว ต่อให้จะไปสะกิดใจนางอีก ก็คงทำอะไรนางไม่ได้
ฮูหยินรองหลับตาลง จิตใจล่องลอยไปในดินแดนแห่งความ ฝัน
ต๋าหว่านอนไม่หลับสักที ร่างของเขาแข็งทื่อ เขากัดผ้าห่ม นึก อยากรํ่าไห้แต่ก็ไร้นํ้าตา
เขาอยากจะบ้าตาย…
นางตัวหอมเหลือเกิน!
……
วันต่อมา เมื่อต๋าหว่าตื่นขึ้น ฮูหยินรองก็ออกไปแล้ว
เพียงล้มตัวลงนอนบนเตียงกับเวินซวี่นับว่าแตะขีดจำกัดของ ฮูหยินรองแล้ว มากกว่านี้นางไม่อยากทำ และทำไม่ได้ด้วย ท่านปู่ กับพ่อสามีรู้ว่านางนอนร่วมห้องกับเวินซวี่ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
“ไปสักที ไปได้สักที ทำเอาข้ากลัวแทบแย่…” ต๋าหว่ากด หน้าอก ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
สาวใช้ที่เข้ามาในห้องมองเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ
ท่าทางของนายท่านรอง…แปลกๆ อยู่นะ?
นายท่านรองรังเกียจฮูหยินรองนั้นเป็นเรื่องจริง เขาร่วมห้อ งกับฮูหยินรองก็คงเป็นเพราะคำสั่งของผู้อาวุโสสูงสุดและนาย ท่าน แต่เหตุใดท่าทางของนายท่านรอง…ดูเหมือนตื่นตระหนกมา
ทั้งคืนเช่นนั้นเล่า?
ไม่ว่าอย่างไรสาวใช้ก็ไม่เข้าใจ สุดท้ายนางจึงเลิกขบคิดไป
สาวใช้คงจะคาดไม่ถึงว่านายท่านรองเป็นตัวปลอม ขณะที่ นายท่านรองตัวจริงนั้นไปเข้าเฝ้าเทพเจ้าเสียแล้ว
ต๋าหว่าบอกกับสาวใช้ว่า “ข้าเดินทางมาหลายวัน เหนื่อยจะ ตายอยู่แล้ว นำความไปแจ้งให้ทุกคนรู้ วันนี้ข้าจะพักผ่อน ไม่พบ ใคร!”
“อ๊ากกก! แย่แล้วๆ! ข้าจะตายแล้ว!” หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม ต๋าหว่าก็กระวีกระวาดไปยังห้องของเยี่ยนจิ่วเฉากับอวี๋หวั่น
ทั้งสองกินอาหารเช้าไปแล้ว แต่อวี๋หวั่นก็เริ่มหิวอีก ในตอนนี้ จึงกำลังกินขนมกุหลาบที่พ่อครัวทำให้ เยี่ยนจิ่วเฉากำลัง ขะมักเขม้นอยู่กับแม่กุญแจขงเบ้ง สายตาไม่ได้เหลือบมองเธอ แม้แต่น้อย
ในตอนที่ต๋าหว่าเข้ามาในห้อง อวี๋หวั่นก็กินขนมกุหลาบไปแล้ว ห้าชิ้น และกำลังกินชิ้นที่หก
“มีอะไรหรือ ทำไมหน้าตาตื่นอย่างกับฟ้าจะถล่มเช่นนั้นละ” อ วี๋หวั่นเอ่ยถาม
“ฟ้าไม่ได้ถล่ม แต่ก็จวนจะถล่มแล้ว!” ต๋าหว่าไม่อาจวางมาด เป็นยอดฝีมือผู้เปล่าเปลี่ยวได้อีกต่อไป ตั้งแต่ที่เข้ามาในเผ่าพ่อมด จิตใจของเขาก็อยู่ไม่สุข ว้าวุ่นสั่นเทิ้มอยู่ตลอดเวลา!
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองอวี๋หวั่น เมื่อเห็นว่าแม้อวี๋หวั่นจะพูดอยู่ กับต๋าหว่า แต่เธอดูจริงจังกับขนมในมือเสียมากกว่า สีหน้าของเขา ก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แล้วก้มหน้าก้มตาเล่นแม่กุญแจขงเบ้งต่อ ไป
เมื่อเห็นว่าทั้งสองมีท่าทีเฉยเมย ต๋าหว่าก็ยิ่งร้อนรน “ผู้อาวุโส สูงสุดกลับจวนมาแล้ว! เขาอยากพบข้า!”
“เร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?” อวี๋หวั่นชะงัก
คิ้วโก่งของเยี่ยนจิ่วเฉาขมวดแน่น
สีหน้าของต๋าหว่าราวกับจะร้องไห้ “ใช่น่ะสิ ทำอย่างไรดี ข้ายัง คิดเสียอีกว่าอีกหลายวันกว่าเขาจะกลับจวน ครานี้จบกัน ข้าถูกจับ ได้แน่! ข้าถูกจับได้แน่!”
อวี๋หวั่นครุ่นคิด แล้ววางขนมกุหลาบลง “เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อน วิชาปลอมตัวของสกุลหลานนั้นแยบยล ไม่ผู้ใดรู้หรอกว่าเจ้าไม่ใช่ เวินซวี่ตัวจริง วิธีและท่าทางการพูดทำให้แนบเนียนเท่านั้นก็พอ อิ่งลิ่วไปสืบมาแล้ว เวินซวี่อยู่ข้างนอกวางท่าบ้าอำนาจ แต่กลับ เกรงกลัวผู้ใหญ่สองคนนี้มาก โดยเฉพาะปู่ของเขา ขอเพียงเจ้า แสดงเป็นหลานชายของเขาก็พอแล้ว”
ต๋าหว่ากำหมัดแน่น ถึงเวลาควักจิตวิญญาณแห่งการ แสดงออกมาอีกแล้วหรือ?!
อวี๋หวั่นพูดต่อว่า “อีกอย่าง ข้าเดาว่าที่ผู้อาวุโสสูงสุดรีบกลับ จวนมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะได้ยินว่าเจ้ากลับมา
แล้ว เขาอาจรู้ว่าเจ้ากำลังปฏิบัติภารกิจ จึงอยากจะถามเจ้าว่า ภารกิจคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เจ้าก็พูดไปตามที่พวกเราตกลงกัน ไว้”
ต๋าหว่าพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า “ข้า…ข้ากลัว ทำอย่างไร ดี”
อวี๋หวั่นจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา “เจ้ามั่นใจในตัวเองเข้าไว้ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าต้องเชื่อว่าตนเองคือเวินซวี่ เวินซวี่ก็คือเจ้า ไม่มีผู้ใดมองออก!”
ศรที่ขึงอยู่บนสายธนูไม่อาจไม่ยิงออกไป หลังจากที่ถูกเจ้าคน พวกนี้ลักพาตัวมา ก็ไม่อาจถอยหลังกลับได้อีก!
ต๋าหว่าหายใจเข้าลึกๆ เดินอกผายไหล่ผึ่งออกไปด้วยท่าทาง น่าเกรงขาม
ไม่ได้แค่แสดงเป็นหลานหรอกหรือ?
แม้แต่กับคนใกล้ชิดของเวินซวี่อย่างฮูหยินรองยังหลอกมา แล้ว นับประสาอะไรกับผู้เฒ่าคนหนึ่ง จะหลอกไม่ได้
เชียวหรือ?
……
ทันทีที่เห็นผู้เฒ่าสูงสุด ต๋าหว่าก็ทรุดลงไปคุกเข่า
นึกว่าจะเป็นตาแก่หนวดขาวเสียอีก? บุรุษร่างสูงใหญ่ กำยำ ลํ่าสัน ท่าทางน่าเกรงขามราวกับมีพลังแผ่ออกมารอบตัวนี่ใคร
กัน?
“หึ เจ้าสร้างเรื่องให้ข้าอีกแล้วหรือ?” เมื่อผู้อาวุโสสูงสุดเห็นว่า หลานชายมีท่าทีตื่นตระหนก ก็อดเคลือบแคลงใจไม่ได้ และรู้ได้ ทันทีว่าเขาสร้างปัญหาอีกแล้ว
ต๋าหว่าแข้งขาอ่อนยวบ เขาต้องจับเก้าอี้ด้านข้างเพื่อประคอง ตนเองอยู่หลายครั้ง กว่าจะยืนนิ่งๆ ได้
โชคดีที่เวินซวี่มักสร้างปัญหาอยู่เป็นนิจ ทุกครั้งที่ถูกจับได้ก็ จะแสร้งทำเป็นว่านอนสอนง่าย มิเช่นนั้น ต๋าหว่าคงจะถูกจับได้ไป ตั้งแต่แรกแล้ว
ต๋า-นักแสดงยอดฝีมือ-หว่า จะทำการแสดง ณ บัดนี้!
ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบว่า “เด็กในท้องสตรี คนนั้นเป็นลูกของเจ้า?”
ต๋าหว่าชะงักไป
ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวว่า “ข้าว่าแล้ว เหตุใดอยู่ๆ เจ้าถึงกลับตัว กลับใจ ดีต่อหวั่นโหรวเช่นนี้”
ใครคือหวั่นโหรวอีก?
ผู้อาวุโสสูงสุดพูดอย่างเหลืออดว่า “เจ้ากล้าไปสร้างเรื่อง วุ่นวายเช่นนี้ข้างนอก! กลับมาบ้านก็เรื่องหนึ่ง แต่ยังไปมีบ้านเล็ก บ้านน้อยข้างนอกอีกรึ ทำไม เจ้าอยากให้หวั่นโหรวยอมรับเด็กนั่น รึ?”
“อ่า…” คำพูดของผู้อาวุโสสูงสุดทำให้สมองของต๋าหว่าหยุด ทำงานไปชั่วขณะ
ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ไม่ใช่จริงๆ
เขาพอจะเดาได้แล้วว่าหวั่นโหรวคือใคร แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริง ฮูหยินน้อยเยี่ยนไม่ใช่คนรักของเขา เด็กในท้องนางก็ไม่ใช่ลูกของ เขา ข…ข…เขา…
เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้วเนี่ย!
บทที่ 495.2 พี่จิ่วแสนประเสริฐ (2)
นิสัยของหลานชายเป็นอย่างไร มีหรือที่ผู้อาวุโสสูงสุดจะไม่ กระจ่าง หากไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงเอาไว้ เขาไม่มีทางทำท่าตื่น กลัวเช่นนี้ และยิ่งไม่มีทางทำดีกับหวั่นโหรวมากผิดปกติเช่นนี้ หรอก
แต่อย่างไรเสียก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสกุลเวิน หากได้ ลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัย ผู้อาวุโสสูงสุดย่อมเต็มใจยอมรับได้
เพียงแต่ว่า ทางด้านผู้อาวุโสสาม จำต้องหาวิธีเจรจาให้ดี
ผู้อาวุโสสูงสุดมองไปยังต๋าหว่าซึ่งกำลังกระวนกระวาย “หวั่น โหรวยังไม่รู้เรื่องนี้กระมัง? ช่วงนี้เจ้าก็เอาใจนางไปก่อน หากความ สัมพันธ์ของพวกเจ้าดีขึ้นแล้ว ก็ค่อยๆ บอกนาง ข้าขอเตือนเจ้าไว้ ก่อนว่านี่เป็นครั้งสุดท้าย หากข้าจับได้ว่าเจ้าไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย ข้างนอกอีก ข้าจะหักขาเจ้าเสีย!”
ต๋าหว่า “…”
ไม่รู้ทำไม ต๋าหว่ารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา…
“เอาเถอะ พูดเรื่องสำคัญดีกว่า” ผู้อาวุโสสูงสุดนั่งลงที่เก้าอี้ ตำแหน่งเจ้าบ้าน
ต๋าหว่าตื่นกลัวจนเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นไม่หยุด
โชคดีทีผู้อาวุโสสูงสุดตัดสินไปแล้วว่าเขามีอนุภรรยาที่ตั้งท้อง
จึงไม่แปลกใจที่เขามีท่าทางตื่นตระหนก
ผู้อาวุโสสูงสุดยกนํ้าชาในถ้วยขึ้นมาดื่มอย่างไม่รีบร้อน “เรื่อง ที่ให้เจ้าไปทำเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ยินพ่อบ้านเวินบอกว่าเจ้าพา เด็กคนหนึ่งกลับมา เป็นเด็กคนนี้หรือเปล่า?”
สถานการณ์นี้มิได้อยู่เหนือความคาดหมายของเขา ต๋าหว่ารู้ ว่าตนควรพูดว่าอย่างไร จึงไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น เขามี สีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยขึ้นว่า “เรียนท่านปู่ ข้าไม่มั่นใจว่าเป็นเขาหรือ ไม่ขอรับ”
ผู้อาวุโสสูงสุดเห็นว่าเมื่อกล่าวถึงเรื่องสำคัญ สีหน้าของหลาน ชายก็เปลี่ยนไป จึงลอบคิดว่าถึงไม่เอาไหน แต่อย่างน้อยก็ทำ ภารกิจของตนเองได้
ผู้อาวุโสสูงสุดครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า “ราชาพ่อมดลอบเก็บลูก ไว้ แล้วให้คนพาหนีไปนอกเผ่า เขาทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้เพื่อให้ จดจำกันได้ในภายภาคหน้า เจ้าคงจะตรวจสอบบนร่างของเด็กคน นั้นแล้วกระมัง?”
ต๋าหว่าท่องบทนี้ได้ขึ้นใจ “ข้าตรวจสอบแล้วขอรับ แต่กลับไม่ พบสัญลักษณ์ของราชาพ่อมด เด็กอายุเท่านี้ มีพลังระดับเทียนขั้น สูงสุด นับว่าเทียบเท่ากับราชาพ่อมดได้เลยขอรับ ดังนั้นหลานจึง ไม่มั่นใจว่าสรุปแล้วเป็นเด็กที่พวกเราตามหาหรือไม่”
แม้ว่าเวินซวี่จะไม่ได้ความ แต่เมื่อมอบหมายภารกิจให้เขาไป ทำ เขาย่อมทำอย่างเต็มที่ หากไม่เป็นเช่นนั้น มีหรือที่ผู้อาวุโส
สูงสุดจะปล่อยเขาไว้เช่นนี้? ผู้อาวุโสสูงสุดมิได้เคลือบแคลงใจว่า เขาตรวจสอบละเอียดหรือไม่ และไม่ได้เสนอว่าตนเองจะตรวจ สอบอีกครั้ง เขาเพียงแต่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เป็นลูกของ ราชาพ่อมดจริงหรือไม่นั้น ถามราชาพ่อมดเอาก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“หา!” ต๋าหว่าตกใจ “จะให้พวกเขาพ่อลูกพบหน้ากันหรือ ขอรับ? ถ้าเกิด…”
ความดุดันปรากฏในดวงตาของผู้อาวุโสสูงสุด “ไม่มีถ้าเกิด หากไม่เข้าถํ้าเสือจะได้ลูกเสือรึ? ให้พวกเขาได้พบหน้ากันสักครั้ง เขาเป็นลูกของราชาพ่อมดหรือไม่ จะได้รู้กัน!”
ราชาพ่อมดและราชินีแม่มดมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง อายุมาก กว่าโจวจิ่นสามปี ปีนี้อายุสิบสองขวบ เพียงแต่น่าเสียดาย ที่เขาไม่ ได้สืบทอดคุณสมบัติของราชาพ่อมด ไม่เหมือนกับโจวจิ่นซึ่งถือ กำเนิดมาพร้อมกับพลังเวทที่แข็งแกร่ง
ด้วยคุณสมบัติที่มี หากฝึกฝนเป็นอย่างดี เขาก็จะกลายเป็น ราชาพ่อมดรุ่นต่อไปที่ยิ่งใหญ่ได้
แต่ราชินีแม่มดจะยอมให้บุตรชายของอนุภรรยาขึ้นนั่งบน บัลลังก์ของราชาพ่อมดอย่างนั้นหรือ?
หากสังหารโจวจิ่นได้ จากนั้นก็จับราชาพ่อมดขังไว้ อำนาจก็จะ กลับมาอยู่ในมือของสภาอาวุโสโดยปริยาย
เมื่อถึงตอนนั้น เผ่าพ่อมดทั้งเผ่าก็จะตกอยู่ใต้อำนาจของสกุล เวิน
แต่สิ่งที่อวี๋หวั่นยังคิดไม่ตกก็คือ ในเมื่อจงเกลียดจงชังโจวจิ่น เสียขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ฆ่าเขาไปเลยเล่า?
เธอจำได้ว่าภารกิจที่ต๋าหว่ารับมาก็คือ คนเป็นเห็นตัว คนตาย เห็นศพ หากเข้าตาจนค่อยสังหาร ทว่าหากสังหารแล้วจะได้เงินค่า ตอบแทนเพียงหนึ่งในสิบส่วน เมื่อเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าไม่มีใครคิดจะ จับตายโจวจิ่นหรอก
“ยังจำเหล่าขอทานที่เจ้าเห็นในตลาดมืดได้ไหม?” เยี่ยนจิ่ว เฉาถาม
อวี๋หวั่นกินขนมกุหลาบหมดแล้ว และกำลังเริ่มลงมือกินลูก ท้อ ลูกท้อทั้งใหญ่ทั้งหวาน เนื้อฉํ่าไม่แห้ง เมื่อกัดเข้าไป จะได้นํ้า ของลูกท้อเต็มคำ จนเธอกินอย่างเพลิดเพลิน
“ท่านว่าอย่างไรนะ” อวี๋หวั่นกินอย่างมีความสุข จนไม่ทันฟัง สิ่งที่เยี่ยนจิ่วเฉาพูด
เยี่ยนจิ่วเฉายกนิ้วเรียวออกมา แล้วเช็ดนํ้าลูกท้อข้างมุมปาก ของเธอ จากนั้นก็แตะนิ้วเข้าปากของตน
อวี๋หวั่นหน้าแดงกํ่า
“พลังเวท” เยี่ยนจิ่วเฉาพูดด้วยสีหน้าปกติ
“พะ…พลังเวทอะไร” อวี๋หวั่นถามด้วยท่าทางตกใจ
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดว่า “ราชินีแม่มดต้องการพลังเวทของโจวจิ่น”
“อ่า…” อวี๋หวั่นตะลึงงัน
ใช่แล้ว พลังเวทของโจวจิ่น
ทำไมเธอนึกไม่ถึงกันนะ?
พลังเวทสามารถแย่งชิงกันได้ โจวจิ่นและบุตรชายของราชินี แม่มดเป็นพี่น้องต่างมารดา ก็ยิ่งง่ายต่อการช่วงชิงพลัง เมื่อพลัง ของโจวจิ่นเข้าไปอยู่ในร่างของพี่ชายต่างมารดา ก็จะไม่แสดง อาการต่อต้าน มิหนำซํ้ายังง่ายต่อการใช้พลังอีกด้วย
อวี๋หวั่นไม่มีกะจิตกะใจจะลิ้มรสอาหารชั้นเลิศอีกต่อไป เธอวาง ลูกท้อหวานลง เอ่ยขึ้นว่า “ผู้หญิงคนนี้โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว ตนเองให้กำเนิดลูกที่ไม่มีพลังเวท จึงต้องมาทำร้ายเด็กคนอื่น? เช่นนั้นก็หมายความว่าตอนนี้โจวจิ่นกำลังตกอยู่ในอันตราย?”
เยี่ยนจิ่วเฉาหยิบลูกท้อที่เธอกัดไปแล้วหนึ่งคำขึ้นมา “มีที่ไหน บ้างที่เขาปลอดภัย? เมื่อมีเงินรางวัลย่อมมีผู้กล้า ต่อให้เขาไม่พา ตนเองมาส่งถึงที่ หรือไม่เจอพวกเรา สุดท้ายก็จะถูกจับกลับมายัง เผ่าพ่อมดอยู่ดี”
พูดจบ เขาก็หยิบลูกท้อชิ้นนั้นใส่เข้าปาก
ทันใดนั้นอวี๋หวั่นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ทุกครั้งที่เธอกินอะไรไม่หมด อาหารเหล่านั้นก็จะลงไปอยู่ในท้อง ของเยี่ยนจิ่งเฉา ก่อนหน้านี้เห็นเพียงครั้งสองครั้ง เธอก็ไม่ได้นำมา ใส่ใจ แต่เมื่อลองมองย้อนกลับไป แม้ว่าจะไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในใจก็รู้สึกเขิน แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกปวดใจ
เขาเป็นใครกัน? เขาเป็นถึงคุณชายแห่งเมืองเยี่ยน เป็นเชื้อ
พระวงศ์แห่งต้าโจว จะมากินของเหลือจากเธอได้อย่างไร?
เขากินอย่างไม่ใส่ใจ แต่ทุกครั้งที่มองมา สายตาของเขาล้วน แฝงไปด้วยความอ่อนโยน
คนบางคนก็มีบุคลิกเปิดเผยแต่กำเนิด แต่บางคนกลับตรง กันข้าม เยี่ยนจิ่วเฉาแม้จะเก็บงำความรู้สึกไว้ แต่ความรู้สึกของ เขานั้นเอ่อล้นจนสัมผัสได้
บนโลกนี้ ต่อให้ไม่มีเยี่ยนจิ่วเฉาคนที่สอง ก็ไม่มีใครดีเท่าสามี ของเธอแล้ว
ถ้าหากเขาไม่อยู่ เธอก็คงรักใครไม่ได้อีก ไม่มีใครที่จะรักเธอได้ มากเท่าเขาอีกแล้ว
เดิมทีการที่โจวจิ่นและราชาพ่อมดได้พบหน้ากันนั้นล้วนอยู่ใน แผนการ โจวจิ่นต้องการพบหน้าท่านพ่อ ส่วนพวกเขาก็ต้องการ นํ้าตาราชาพ่อมด นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แต่ทว่า เมื่อ คาดเดาความปรารถนาของราชินีแม่มดได้แล้ว พวกเขาจำเป็น ต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม
“ไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป” อาม่าบอก “โจวจิ่นมีพลังเวท ระดับเทียนขั้นสูงสุด หากต้องการชิงพลังของเขา ย่อมต้องมีพลัง ระดับสูงกว่าเขา ไม่เช่นนั้นก็ต้องให้เขายินยอมด้วยตนเอง แต่เท่า ที่ข้ารู้ นอกจากราชาพ่อมดแล้ว ไม่มีพ่อมดคนใดที่มีพลังเหนือกว่า โจวจิ่น”
อวี๋หวั่นจับมือของโจวจิ่นไว้ แล้วพูดกับเขาอย่างจริงใจว่า
“เมื่อเจ้าเข้าวังไป ไม่ว่าพบหน้าผู้ใด คนเหล่านั้นจะข่มขู่เจ้าอย่างไร ก็อย่าได้มอบพลังเวทให้พวกเขาโดยเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“อื้ม!” โจวจิ่นพยักหน้า สายตาของเขาจับจ้องไปยังหน้าท้อง ของอวี๋หวั่น “ข้าต้องคอยปกป้องนาง ให้นางออกมาดูโลกได้อย่าง ปลอดภัย ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดชิงพลังเวทไป”
อวี๋หวั่นรู้สึกว่าเด็กคนนี้น่ารักเหลือเกิน เขาเป็นเด็กคนหนึ่ง ลูกในท้องของเธอก็ยังเป็นทารก ไหนเลยจะต้องให้เขาปกป้อง? แต่ความตั้งใจที่เขามีนั้นแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันสูงส่งของเขา
อวี๋หวั่นลูบศีรษะของเขาด้วยความเอ็นดู “ข้าเองก็จะไม่ยอม ให้ใครมาช่วงชิงพลังเวทของเจ้าเหมือนกัน เมื่อครู่ที่ข้าบอกเจ้า ก็ เพื่อป้องกันไว้ก่อน ต๋าหว่า สือซัน แล้วก็ท่านพ่อของข้าจะเข้าวังไป กับเจ้า พวกเขาจะคอยปกป้องเจ้า แล้วก็มัน มันก็จะปกป้องเจ้า เช่นกัน”
อวี๋หวั่นพูดพลางส่งขวดหยกใบเล็กให้กับโจวจิ่น
“หนอนพิษหรือ?” โจวจิ่นรับขวดหยกมา
“อื้ม” อวี๋หวั่นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ยังจำที่ข้าบอกได้ใช่ไหม? เมื่อพบกับราชาพ่อมด ไม่ว่าเขาจะถามสิ่งใด เจ้าต้องแสร้งทำเป็น ไม่รู้”
“ข้าจำได้ขอรับ” โจวจิ่นบอก
ราชินีแม่มดจัดการเรื่องนี้ได้รวดเร็วนัก หลังจากที่ผู้อาวุโส สูงสุดแจ้งข่าวไป ช่วงบ่ายก็ส่งรถม้ามารับทันที
กระนั้น นางก็ไม่ได้ส่งรถม้ามาเพียงคันเดียว
“เหตุใดมีสองคันเล่า” ต๋าหว่าเอ่ยถาม
พ่อบ้านเวินตอบว่า “ราชินีแม่มดรู้ว่านายท่านรองมีลูก จึง ต้องการให้แม่นางท่านนั้นเข้าวัง นางอยากพบหน้าแม่ของเด็ก ขอรับ”