หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 496.1 พบราชินีแม่มด (1)
ทันทีที่อวี๋หวั่นได้ยินเรื่องนี้ สิ่งแรกที่เธอคิดก็คือตัวตนของ พวกเขาถูกเปิดเผยแล้ว ราชินีแม่มดคิดจะจัดการพวกเขา แต่เมื่อ ลองใคร่ครวญดูแล้ว เรื่องนี้ความเป็นไปได้นั้นมีน้อยเหลือเกิน
พวกเขาซ่อนตัวได้แยบยล แม้แต่กลิ่นอายของพ่อมดจากต๋า หว่าก็ถูกหนอนพิษของอวี๋หวั่นกลบจนหมด บวกกับการปลอมตัว เป็นเวินซวี่ ทำให้ยากที่จะบอกได้ว่าเขาเป็นปรมาจารย์พิษตัว ปลอม
อวี๋หวั่นให้ผิงเอ๋อร์ไปเรียกอิ่งลิ่วมา แล้วบอกว่า “ความ สัมพันธ์ของเวินซวี่และราชินีแม่มดเป็นอย่างไร”
อิ่งลิ่วไม่ได้พักมาตั้งแต่เช้า เขาออกไปสืบข้อมูล หนึ่งในสิ่งที่ เขาสืบมาได้ก็คือความสัมพันธ์ของเวินซวี่และราชินีแม่มด
อิ่งลิ่วตอบว่า “ราชินีแม่มดอายุมากกว่าเวินซวี่ไม่กี่ปี นางเป็น พี่สาวคนโต เป็นพี่น้องมารดาเดียวกับเวินซวี่ ความสัมพันธ์ของ สองพี่น้องนับว่าดี แต่ราชินีแม่มดไม่ชอบใจน้องชายลูกอนุภรรยา คนอื่นๆ ขอรับ”
หากเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าราชินีแม่มดใส่ใจเลือดเนื้อเชื้อ ไขของเวินซวี่ จึงเรียกเธอเข้าวัง?
แต่ก็มีคุณชายบางคนที่ไม่พอใจกับเรื่องนี้
เขานอนหลับไปตื่นหนึ่ง จึงจะรู้ว่าผู้อาวุโสสูงสุดเข้าใจผิดว่า ต๋าหว่ามีความสัมพันธ์กับอวี๋อาหวั่น แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเวินซ วี่จะไม่ได้ดูกเฬวรากซากศพ แต่เมื่อเทียบกับคุณชายเยี่ยนซึ่งงาม ประหนึ่งเทพเซียนแล้ว ต่อให้มีเวินซวี่สักสิบคนก็เทียบไม่ได้แม้แต่ นิ้วโป้งเท้าของเขา
คุณชายเยี่ยนเดือดดาล!
แต่อวี๋หวั่นกลับคิดว่าเรื่องนี้นับว่าเป็นการดี
ได้เข้าใกล้ราชาพ่อมด ทั้งยังได้เข้าไปสืบความในรังของศัตรู
“ราชินีแม่มดรักน้องชายถึงขนาดนี้ ก็ต้องเอ็นดูลูกที่ยังไม่ ลืมตาดูโลกของเขาอย่างแน่นอน” อวี๋หวั่นยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูน
“โจวจิ่น ข้าจะเข้าวังไปกับเจ้า!”
เธอรู้สึกสบายใจเหลือเกินที่ได้ปกป้องโจวจิ่นด้วยตนเอง
อวี๋หวั่นเข้าวัง คุณชายบางคนก็ต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย เพราะฉะนั้นแผนการย่อมเปลี่ยนไป อวี๋เซ่าชิงเฝ้าอยู่ที่บ้าน ส่วน เยี่ยนจิ่วเฉาเข้าวังไปพร้อมกับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นพูดว่า “ท่านจะเข้าวังไปด้วยได้ แต่รูปร่างหน้าตาของ ท่านโดดเด่นเกินไป ข้าต้องแปลงโฉมให้ท่านหล่อน้อยกว่านี้สัก หน่อย”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่อาจเข้าวังไปในฐานะคุณชายแห่งเมืองเยี่ยน อ วี๋หวั่นคิดว่าจะให้เขาเป็นองครักษ์ผู้ติดตามของโจวจิ่น แต่หน้าตา
และรูปร่างของเขาสะดุดตาเช่นนี้ จะมีใครเชื่อว่าเขาเป็นองครักษ์?
อวี๋หวั่นใช้วิชาปลอมตัวเปลี่ยนให้ใบหน้าของเยี่ยนจิ่วแลดูเป็น ชายหนุ่มธรรมดา แต่แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ดวงตาคู่นั้นของเขายังคง ดูงดงาม ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่วิชาปลอมตัวจะช่วยได้
“สามีของข้า งามกระไรปานนี้” อวี๋หวั่นใช้จังหวะที่ไม่มีใครเห็น เขย่งปลายเท้า จุมพิตลงบนริมฝีปากของเขา แล้วพูดว่า “ปากของ ท่านสีสดเกินไป ต้องกลบสักหน่อย”
เยี่ยนจิ่วเฉา “…”
หลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉาปลอมตัวแล้ว ก็เปลี่ยนไปสวมชุด องครักษ์ ขึ้นรถม้าไปพร้อมกับโจวจิ่น
ก่อนออกเดินทาง โจวอวี่เยี่ยนดึงแขนเสื้อของอวี๋หวั่น เดิมที นางอยากดึงแขนเสื้อของเยี่ยนจิ่วเฉา เพราะเยี่ยนจิ่วเฉาใกล้ชิด กับศิษย์น้องเล็กของนางมากกว่า แต่เยี่ยนจิ่วเฉาน่ากลัวเหลือเกิน นางไม่กล้าเข้าใกล้เขา
แน่นอนว่าอวี๋หวั่นก็น่ากลัว แต่ก็น่ากลัวน้อยกว่าเยี่ยนจิ่วเฉา
นางกระซิบว่า “วังหลวงอันตรายมาก ขอฝากศิษย์น้องของข้า ไว้กับพวกเจ้าด้วย พวกเจ้าอย่าห่วงแต่นํ้าตาพ่อมด แล้วไม่สนใจ ความเป็นความตายของศิษย์น้องข้านะ”
แม้ว่าลึกๆ ในใจของโจวอวี่เยี่ยนจะรู้ว่าพวกอวี๋หวั่นจะไม่ทำ อย่างนั้น แต่นางก็อดเป็นห่วงศิษย์น้องไม่ได้ จึงทำได้เพียงมาบอก ด้วยสีหน้าหนักใจ
ในตอนนี้อวี๋หวั่นพอจะล่วงรู้แผนการของราชินีแม่มด ถ้าหาก โจวอวี่เยี่ยนมาพูดกับเธอเช่นนี้ตอนอยู่บนเรือ เธอคงจะไม่สนใจ นาง ทว่าตั้งแต่ที่เธอมองนางเป็นภรรยาในอนาคตของอิ่งลิ่ว ก็ พลันรู้สึกว่านางน่ารักขึ้นมาก
อวี๋หวั่นยิ้ม ตอบว่า “เข้าใจแล้ว พวกข้าจะพาโจวจิ่นกลับมา อย่างปลอดภัย”
เมื่อโจวอวี่เยี่ยนเห็นใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มและท่าทางเป็นมิตร ของอวี๋หวั่น นางก็อ้าปากค้าง “…ข้าว่าเจ้าน่ากลัวกว่านี้ดีกว่า เจ้า เป็นเช่นนี้แล้วข้าไม่ค่อยชิน”
“…” อวี๋หวั่นทำสีหน้าถมึงทึงในทันใด
หลังคาเรือนของเผ่าพ่อมดนั้นรูปร่างกลม ซึ่งแตกต่างกับ สถาปัตยกรรมในต้าโจวและหนานจ้าวมาก เสื้อผ้าอาภรณ์ของชาว บ้านก็ต่างกัน สตรีสวมเสื้อผ้าสีหม่น ส่วนบุรุษกลับสวมเสื้อผ้า สีสันฉูดฉาดสดใส
อวี๋หวั่นพึมพำว่า “ข้าว่าการแต่งตัวของคนสกุลเวินนับว่าปกติ กว่ามาก” อย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับรสนิยมของชาวจงหยวน มากกว่า
ในเมื่อต๋าหว่าต้องรับบทเป็นสามีของอวี๋หวั่น เขาจึงนั่งบนรถ คันเดียวกับอวี๋หวั่น
ต๋าหว่าสัมผัสได้ว่ามีสายตาคมกริบคู่หนึ่งจับจ้องเขาผ่านช่อง ของม่านอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับงูพิษซึ่งกำลังจะกัดเขาให้ตาย
ทำเอาเขาตกใจกลัวจนเม็ดเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องเขม็งไปยังรถม้าฝั่งตรงข้าม จนโจวจิ่นซึ่งนั่ง อยู่ด้านข้างทนดูไม่ได้
โจวจิ่นถอนหายใจออกมาอย่างที่พวกผู้ใหญ่ชอบทำ แล้ววาง แม่กุญแจขงเบ้งในมือลง “เอาเถอะ เห็นแก่ที่สภาพจิตใจของท่าน ยํ่าแย่อยู่ ข้าจะยอมแพ้ให้สักตา”
…เอาละ ไหนๆ ก็ต้องแพ้อยู่แล้ว ขอมีจุดจบที่ดีสักหน่อยก็ แล้วกัน
“ราชินีแม่มดเป็นพี่สาวของเจ้า ชื่อเล่นของนางคือหลินหลาง นางรักและเอ็นดูเจ้า ประเดี๋ยวเจ้าเจอนาง อย่าได้วิตกกังวลเหมือน กับตอนที่เจ้าพบกับผู้อาวุโสสูงสุด” อวี๋หวั่นเล่าข้อมูลที่อิ่งลิ่วสืบมา ได้ให้ต๋าหว่าฟัง
“อ้อ” ต๋าหว่าตอบ
อวี๋หวั่นพูดต่อว่า “แล้วก็ ข้างกายของราชินีแม่มดมีแม่มดอีก สองคน คนแรกชื่อหลีชั่ว อีกคนหนึ่งชื่อหงหลวน พวกนางเป็นคน สนิทของราชินีแม่มด และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจ้า”
ต๋าหว่าสะดุ้งโหยง “มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับข้าหมายความว่า อย่างไร คงไม่ใช่สตรีที่เวินซวี่เคยพัวพันด้วยหรอกกระมัง?”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ถูกต้อง เวินซวี่เคยพัวพันกับพวกนาง แต่ พวกนางต้องรับใช้ราชินีแม่มด จึงไม่ได้เข้าไปอยู่ในจวนกับเวินซวี่ ราชินีแม่มดไม่รู้เรื่องนี้”
“เจ้าเวินซวี่คนนี้ไปยุ่งกับสตรีทุกที่เลยหรืออย่างไรกัน…” ต๋า หว่าโมโห แล้วเขาจะต้องแสดงเช่นนี้ต่อไปหรือ?
“อีกประเดี๋ยวพบหน้าพวกนางแล้วข้าจะทำอย่างไร” สตรีสาม คนในเรือนก็ทำให้เขาปวดหัวแทบแย่ ในวังหลวงอีกสองคน จิต วิญญาณการแสดงของต๋าหว่าแห้งเหี่ยวหมดแล้วเนี่ย!
อวี๋หวั่นยิ้ม “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลไป มีข้าอยู่ เจ้าแสร้งทำ เป็นสนใจเพียงข้ากับลูกในท้องข้า ไม่กล้าเข้าใกล้พวกนาง เช่นนี้ก็ เท่ากับแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์แล้ว”
เมื่ออวี๋หวั่นพูดเช่นนี้ ต๋าหว่าจึงใจเย็นลง อันที่จริงท่านปู่อะไร นั่นเข้าใจเขาผิดก็นับว่าไม่เลวเหมือนกัน มีเกราะกำบังชั้นดีเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะถูกเปิดเผย
“แต่ถ้าราชินีแม่มดถามเรื่องของเจ้าขึ้นมา…” ต๋าหว่าถามอวี๋ หวั่น
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ “ก็บอกว่าข้าเป็นคนที่ตลาดมืด ที่เจ้าไป ตลาดมืดทุกเดือน ไม่ใช่เพื่อตามหาตัวโจวจิ่นเพียงอย่างเดียว แต่ เพื่ออยู่กับข้าด้วย”
เวินซวี่เริ่มตามหาโจวจิ่นในตลาดมืดเมื่อหนึ่งปีก่อน อวี๋หวั่น อายุครรภ์หกเดือน จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเวลา
ในรถม้าด้านข้าง แม่กุญแจขงเบ้งถูกเยี่ยนจิ่วเฉาขยำจน เละเทะไปเสียแล้ว
โจวจิ่นไม่กล้ามอง เขายกมือขึ้นปิดตา แล้วถอนหายใจออกมา
“ข้าพูดเพียงไม่กี่ประโยค ท่านต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ?”
รถม้าเคลื่อนมาถึงวังหลวง
เมื่อเทียบกับวังหลวงขอต้าโจวซึ่งใหญ่โตโอฬาร และวังหลวง ของหนานจ้าวซึ่งวิจิตรตระการตา วังหลวงของเผ่าพ่อมดแลดู เรียบง่ายกว่ามาก หลังคาทรงงอนขึ้น กระเบื้องสีดำ ผนังสีเทา กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่และน่าเกรงขามกำจายไปทั่ว ราวกับ ด้านในประดิษฐานจิตวิญญาณแห่งทวยเทพ ชวนให้รู้สึกยำเกรง
คนที่ไม่เชื่อเรื่องเทพเซียนอย่างอวี๋หวั่นก็อดชะงักไปครู่หนึ่ง และจับจ้องวังหลวงแห่งนี้ไม่ได้
โจวจิ่นหันหน้าไปยังวังหลวงแล้วก้มลงคำนับ อวี๋หวั่นไม่เขาใจ ว่าโจวจิ่นคำนับอะไร ต๋าหว่าจึงอธิบายว่า “เขากราบไหว้เทพพ่อ มด” ต๋าหว่าก็อยากทำ แต่ต๋าหว่าทำไม่ได้
ในตอนนี้ต๋าหว่าไม่ใช่พ่อมด เขาเป็นปรมาจารย์พิษ ปรมาจารย์พิษคนหนึ่งมาคำนับเทพพ่อมดก็ออกจะไม่สมเหตุสม ผลไปสักหน่อย
วังหลวงของเผ่าพ่อมดไม่มีนางกำนัลหรือขันที มีเพียงสาวก ชายและสาวกหญิง ในบรรดาสาวกทั้งหลาย มีทั้งพ่อมดแม่มด และคนธรรมดา ก่อนหน้านี้สาวกที่ไปรับพวกเขายังจวนสกุลเวิน นั้นเป็นกลุ่มแรก
ราชินีแม่มดรักและเอ็นดูน้องชาย ไหนเลยจะกล้าส่งสาวก ระดับล่างมารับเขา?
พวกเขาตามสาวกเข้าไปในวังหลวง
อวี๋หวั่นนึกอยากชื่นชมบรรยากาศของวังหลวงแห่งนี้สัก หน่อย น่าเสียดายที่ราชินีแม่มดส่งเกี้ยวมา พวกเขานั่ง
บนเกี้ยว เกี้ยวเคลื่อนไปตามทางเดินเล็กสายหนึ่ง พริบตา เดียวก็ถึงตำหนักของราชินีแม่มด
พวกเขาเข้าวังหลวงของที่นี่เป็นครั้งแรก
ทว่าสาวกกลับไม่บอกไม่กล่าว พาพวกเขาตรงไปยังตำหนัก ของราชินีแม่มดทันที แสดงว่าเวินซวี่เป็นที่รักของนางจริงๆ
บทที่ 496.2 พบราชินีแม่มด (2)
เวินซวี่เป็นเจ้านาย เขาเดินอย่างองอาจห้าวหาญอยู่ด้านหน้า ส่วนเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นองครักษ์ เขาเดินด้วยสีหน้าเย็นเยียบอยู่ด้าน หลัง หากไม่รู้ มองเผินๆ อาจคิดว่าเขาเป็นเจ้านายตัวจริง
แน่นอนว่าเหล่าสาวกได้แต่คิดในใจ ที่พวกเขาไม่พูดก็เพราะ พวกเขาไม่กล้า
ด้านในตำหนักของราชินีแม่มดนั้นหรูหราว่าที่เห็นภายนอก มาก พื้นตำหนักทำจากหินอัคนีขัดเสียจนเงาวับ ชั้นวางของหล่อ ขึ้นจากทองคำส่องแสงวับวาว ตำหนักแลดูลึกลับ แต่ก็วิจิตรเหลือ เกิน
ราชินีแม่มดเป็นผู้หญิงที่งามสะคราญ ทว่าแตกต่างกับผู้ หญิงคนอื่นที่อวี๋หวั่นเคยพบมา นางสวมเสื้อคลุมยาวสีดำรัดเอว ชายกระโปรงสีดำระกับพื้น นางรูปร่างสะโอดสะอง ราวกับเป็นสาว งามผู้ครองพลังเวท
ความน่าเกรงขามแผ่ออกมาจากร่างของนาง
ประโยคหนึ่งแล่นผ่านสมองของอวี๋หวั่น…ราชินีครองพิภพ!
ราชินีแม่มดรักน้องชายเป็นที่สุด สายตาของนางย่อมไม่สนใจ ผู้ใด นางยกมือขึ้น รีบร้อนเข้าไปหาน้องชายซึ่งไม่พบหน้ากันมา นาน รอยยิ้มอ่อนโยนวาดผ่านใบหน้าของนาง
ยามที่นางไม่ยิ้ม ใบหน้าของนางดูเย็นชาดุจภูเขานํ้าแข็ง แต่ เมื่อยิ้มออกมากลับดูสดใส ราวกับแสงอาทิตย์แห่งเหมันตฤดู
“ซวี่เอ๋อร์ เจ้ามาแล้ว” ราชินีแม่มดจับมือน้องชาย
นํ้าเสียงของนางเปี่ยมไปด้วยพลังของผู้เป็นราชินี
เดิมทีต๋าหว่ารู้สึกกลัวราชินีแม่มด บัดนี้กลับถูกมนตร์เสน่ห์ ของรอยยิ้มและนํ้าเสียงของนาง ทำให้คิดว่าตนเองเป็นเวินซวี่เสีย แล้ว
ต๋าหว่าไม่ตื่นตระหนกอีกต่อไป
เขาจับมือนาง พร้อมกับเอ่ยว่า “ท่านพี่”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าท่านพี่ ราชินีแม่มดก็ยิ้มกว้างและสดใสกว่า เดิม
ราชินีแม่มดดึงมือของเขา พาเขาเข้ามานั่งข้างตน “ไม่พบกัน นาน ให้พี่ได้มองเจ้าชัดๆ สักหน่อย”
ราชินีแม่มดพูดพลางลูบใบหน้าของน้องชาย
ต๋าหว่ากลัวเหลือเกินว่านางจะทำให้หน้ากากของเขาหลุด ภาย หลังจึงรู้ว่าเขาคิดมากไปเอง หน้ากากนั้นแนบสนิทไปกับใบหน้า ของเขาจนเป็นเนื้อเดียวกัน
“ซวี่เอ๋อร์เจ้าผอมลง” ราชินีแม่มดนึกสงสารน้องชาย
สตรีผู้กุมอำนาจล้นฟ้า กลับรักและเอ็นดูคนคนหนึ่งได้มาก เพียงนี้ เห็นแล้วรู้สึกประทับใจเหลือเกิน ต๋าหว่าแทบนํ้าตารื้น มิน่า
เล่าเวินซวี่ถึงยอมบุกนํ้าลุยไฟเพื่อพี่สาว
“ข้าน้อยถวายบังคมราชินีแม่มด” อวี๋หวั่นย่อเขาตามถวาย บังคม
ในตอนนั้นราชินีแม่มดจึงได้ละสายตาจากน้องชาย แล้วหันไป มองสตรีท้องโย้ที่ยืนอยู่ “เจ้าคือผู้ที่ซวี่เอ๋อร์พามาหรือ?”
“เพคะ” อวี๋หวั่นตอบ
“เดินมานี่ ให้ข้าดูสักหน่อย” ราชินีแม่มดกล่าวด้วยนํ้าเสียง เรียบเฉย
นํ้าเสียงอ่อนโยนซึ่งใช้กับเวินซวี่กลับถูกแทนที่ด้วยนํ้าเสียง ดุดันทรงพลังของราชินี
อวี๋หวั่นค่อยๆ เดินเข้าไป
ฤดูร้อนของเผ่าพ่อมดไม่ได้ร้อนระอุเฉกเช่นในต้าโจว แต่ก็ ช่วยไม่ได้ที่คนท้องมักจะร้อนง่ายกว่าคนทั่วไป อวี๋หวั่นสวมเสื้อ คลุมผ้าเนื้อโปร่ง ขนาดใหญ่กว่าปกติ ด้านในเป็นชุดหลัวฉวินเอว สูง เป็นชุดที่สวมสบาย จึงเห็นท้องของเธอไม่ชัดเจน
“กี่เดือนแล้ว” ราชินีแม่มดถาม
“ทูลราชินีแม่มด หกเดือนกว่าแล้วเพคะ” อวี๋หวั่นตอบ
“เงยหน้าขึ้น” ราชินีแม่มดบอก
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นตามที่นางบอก
ใบหน้าของอวี๋หวั่นเล็กเท่ามือ แม้ว่าเธอจะอ้วนท้วนสมบูรณ์
ขึ้นมา ใบหน้าอวบอิ่มมีนํ้ามีนวล ก็ยังดูงดงาม องคาพยพบน ใบหน้าได้รูป คนที่งามกว่าเธอมิใช่ว่าจะไม่มี แต่ก็ต่างออกไป หาก มองดูแต่ละส่วน อวี๋หวั่นอาจมิได้สะดุดตา แต่เมื่อมองโดยรวม แล้วกลับงามจนไม่อาจละสายตาได้
ราชินีแม่มดมองเธออย่างพินิจพิจารณา
“เป็นคนที่ไหน” ราชินีแม่มดเอ่ยถาม
“นางเป็นคนตลาดมืด” ต๋าหว่าตอบ
เห็นอยู่ว่านางถามอวี๋หวั่น ต๋าหว่าก็พูดแทรกขึ้นมา ราชินี แม่มดไม่กล่าวโทษต๋าหว่า แต่กลับหันไปมองเขา “ที่บ้านมีใคร บ้าง”
ต๋าหว่าพูดไปตามบทที่ซักซ้อมกันไว้ตั้งแต่เช้า “ไม่มีขอรับ นาง เป็นเด็กกำพร้า เป็นสาวใช้อยู่ที่ตำหนักทมิฬ ข้าพบนาง จึงซื้อ ตัวนางมา”
“เจ้านี่นะ” ราชินีแม่มดจิ้มไปยังศีรษะของต๋าหว่า แล้วถลึงตา ใส่เขา แต่กลับมิได้มีคำตำหนิออกมาจากปากนาง “เจ้าเองก็มีอนุ อยู่ที่จวนตั้งมาก น่าเสียดายที่หลายปีมานี้กลับได้มาเพียงเด็กผู้ หญิงสองคน ทั้งยังเป็นลูกอนุอีก หากท้องนี้เจ้าได้ลูกชาย ข้าจะให้ รางวัลนาง”
หมายความว่านางจะยกสถานะให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นลอบคิดว่า จะให้รางวัลอย่างไรกัน? จะปลดตำแหน่ง ของฮูหยินรอง แล้วยกให้ผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเธอ
เป็นภรรยาเอก?
ดูแล้วราชินีแม่มดคนนี้รักน้องไร้ขีดจำกัดจริงๆ
และนั่นหมายความว่าราชินีแม่มดกับผู้อาวุโสสูงสุดต้อง จัดการผู้อาวุโสสามเช่นกัน
ในตอนนี้พวกเขาต้องการผู้อาวุโสสามก็เพราะราชาพ่อมดยัง มีชีวิตอยู่ และยังเป็นเพราะราชินีแม่มดไม่อาจให้กำเนิดผู้สืบทอด บัลลังก์ที่เหมาะสม พวกเขาต้องร่วมมือกับผู้อาวุโสสามคาน อำนาจกับราชาพ่อมด แต่เมื่อใดที่ราชาพ่อมดไม่อยู่แล้ว ผู้อาวุโส สามที่กุมอำนาจมหาศาลไว้ในมือจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่น่า กลัวที่สุดของพวกเขา
ราชินีแม่มดยังพูดคุยกับต๋าหว่าอีกพักใหญ่ ระหว่างนั้น หลีชั่ว และหงหลวน แม่มดคนสนิทของราชินีแม่มดก็รินชาให้กับต๋าหว่า ต๋าหว่าทำท่าทางเพลิดเพลินกับของอร่อย ไม่ได้ใส่ใจมองพวกนาง
ราชินีแม่มดมอบของบำรุงครรภ์ให้อวี๋หวั่นอีกมาก ให้คนพาอวี๋ หวั่นไปพักในห้อง จากนั้นจึงคุยเรื่องสำคัญกับน้อง
ชาย “ข้าได้ยินว่าเจ้าพาเด็กคนนั้นมาแล้วหรือ?”
“เขารออยู่ด้านนอกขอรับ” ต๋าหว่าตอบ
ราชินีแม่มดให้คนพาโจวจิ่นเข้ามา
เด็กอายุเก้าขวบ ร่างกายผ่ายผอม ทว่าท่าทางผึ่งผายสง่างาม คิ้วโก่งได้รูป ใบหน้างดงามดุจหยก
บุตรชายของราชินีแม่มดอายุสิบเอ็ดขวบ ใบหน้าของเขาถอด แบบมาจากมารดา แต่เมื่อเทียบกับเด็กผู้ชายตัวน้อยคนนี้ ก็ยังนับ ว่าด้อยกว่าอยู่หลายส่วน
เมื่อโจวจิ่นเห็นราชินีแม่มด เขาไม่ได้คำนับ เพียงแต่ยืนนิ่งอยู่ กับที่
“เจ้าชื่ออะไร” ราชินีแม่มดถาม
“โจวจิ่น” เขาตอบ
ความน่าเกรงขามของราชินีแม่มดนั้น แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสก็ ไม่อาจต้านทานได้ ทว่าเด็กอายุเก้าขวบคนหนึ่ง กลับยืนอยู่ได้โดย ไม่ครั่นคร้าม
“มานี่” ราชินีแม่มดกล่าว
โจวจิ่นเดินตรงเข้าไป
ราชินีแม่มดยกมือขึ้น กระชากเสื้อผ้าของเขาออก!
ต๋าหว่าตกใจจนลุกพรวดขึ้นมา!
ในตอนนั้นเขาคิดว่าราชินีแม่มดจะทำร้ายโจวจิ่น!
โจวจิ่นยังคงเยือกเย็น ราวกับผู้ที่ถูกฉีกเสื้อผ้าออกนั้นไม่ใช่ ตน!
ราชินีแม่มดจ้องมองโจวจิ่น จากนั้นสายตาของนางก็เคลื่อน ไปบนหลังของเขา “ผู้ใดสักให้เจ้า”
“ข้าจำไม่ได้” โจวจิ่นบอก
ราชินีแม่มดมองเขา “เจ้าไม่กลัวข้าหรือ?”
แม้แต่บุตรชายของราชินีแม่มดเองยังไม่ใจกล้าถึงเพียงนี้
บนร่างกายของเขาไม่มีสัญลักษณ์ของราชาพ่อมด แต่เรื่อง รอยสักนี้น่าสงสัย อีกทั้งบุคลิกและความอดทนของเด็กคนนี้ก็น่า สงสัย ราชินีแม่มดคล้ายกับจะมองเห็นเงาเลือนรางของราชาพ่อ มดครั้นยังเยาว์วัยในร่างของเด็กคนนี้
“ท่านพี่” ต๋าหว่าเอ่ยปาก
ราชินีแม่มดให้คนนำเสื้อผ้าสะอาดมา และลงมือเปลี่ยนให้โจ วจิ่นด้วยตนเอง “พี่เขยเจ้านอนป่วยอยู่นานแล้ว
นานๆ เจ้าจะมาสักที ไปหาเขาพร้อมกับข้าสักหน่อยเถิด”
ในที่สุดก็จะได้พบราชาพ่อมดแล้วหรือ? ต๋าหว่าพยายามกด ความตื่นเต้นซึ่งถาโถมขึ้นในใจ เขาเหลือบมองโจว
จิ่น สีหน้าของโจวจิ่นในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับโจวจิ่นตอนที่มา ถึงที่นี่
น่าแปลก สรุปแล้วเขาไม่ใช่ลูกของราชาพ่อมดหรอกหรือ?
จะได้พบหน้าพ่อแท้ๆ ไฉนจึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเล่า!
ราชินีแม่มดยืนขึ้น จูงมือของโจวจิ่นด้วยความอ่อนโยน “เจ้ารู้ ไหม ว่าเจ้าเหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งของราชาพ่อมดมาก ไม่แน่ว่า เมื่อราชาพ่อมดเห็นเจ้าแล้ว อาการป่วยของเขาจะดีขึ้นบ้าง”
แม้ว่าอวี๋หวั่นจะดูผิวเผินคล้ายกับกำลังพักผ่อน แต่ความจริง
แล้วเธอกำลังเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวในตำหนัก เธอเห็นว่าราชินี แม่มดจูงมือโจวจิ่นออกไป ท่าทางราวกับเป็นมารดาผู้อ่อนโยน และเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ส่วนต๋าหว่าก็เดินตามต้อยๆ อยู่ด้าน หลัง
ทั้งสามคนเดินออกไปจากตำหนักของราชินีแม่มด
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสายตาให้อิ่งสือซัน อิ่งสือซันเข้าใจในทันที และ เดินตามไป
“นั่นใคร?” ราชินีแม่มดถามพลางมองไปยังอิ่งสือซัน
“องครักษ์คนสนิทของข้า” โจวจิ่นตอบ
ราชินีแม่มดลูบศีรษะของโจวจิ่นอย่างอ่อนโยน “ข้าปกป้อง เจ้าได้ ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์”
โจวจิ่นไม่ตอบ
“แต่ในเมื่อเขาตามมาแล้ว ก็ตามมาเถิด” ราชินีแม่มดยิ้ม
พวกเขาเดินอ้อมผ่านสวนดอกไม้ซึ่งประดับไปด้วยโขดหิน และสายนํ้า จากนั้นก็เดินเข้าไปยังตำหนักหลังหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วย ดอกไม้สีม่วงบานสะพรั่ง
ทันทีที่เห็นดอกไม้สีม่วง โจวจิ่นก็ชะงักฝีเท้าไป
ราชินีแม่มดมองโจวจิ่น แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้ารู้จัก ดอกไม้นี้หรือ? เป็นดอกไม้ของเผ่าศักดิ์สิทธิ์ หลายปีก่อนแม่มด คนหนึ่งปลูกเอาไว้”