หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 52 พระสนม (1)
อวี๋หวั่นรู้อยู่แล้วว่าชื่อเสียงของหอจุ้ยเซียนโด่งดัง ทว่าไม่รู้ว่า จะดังไปถึงวังหลวง
สำหรับอวี๋หวั่น สถานที่อย่างวังหลวง ราวกับการใช้ชีวิตอยู่ใน ตำนาน เอจะสามารถเข้าไปในวังและทำอาหารให้กับเหล่าสนมของ ฮ่องเต้ได้จริงหรือ?
“เต้าหู้เหม็นเถิด เป็นสิ่งที่เจ้าทำได้ดีที่สุด คนอื่นทอดก็ไม่ เหม็นเหมือนเจ้าทอด!” นายท่านฉินกล่าวตามความจริง
อวี๋หวั่นเหลือบมองเขาเบาๆ “ข้าขอบคุณท่านละกัน…”
นายท่านฉินยิ้มและกล่าวว่า “หอเทียนเซียงที่เก่งกาจเพียง นั้น ก็ยังไม่ได้ไปทำอาหารในวัง คราหน้าหากข้าป่าวประกาศเรื่องนี้ ออกไป ธุรกิจของเราจะคงจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น!”
จริงสิ หอเทียนเซียงมีพี่ชายของสวี่เสียนเฟยเป็นผู้ก่อตั้ง พ่อ ครัวของพวกเขายังไม่ได้เข้าวังด้วยซํ้า เหตุใดจึงถึงคราวของหอจุ้ย เซียนที่เพิ่งมีชื่อเสียงเล่า?
อวี๋หวั่นมักคิดว่าโชคที่หล่นมาจากท้องฟ้า ไม่ค่อยเป็นความ จริง
“นายท่านฉิน ท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใดคือพระสนมที่ต้องการกิน อาหารจากหอจุ้ยเซียนของพวกเรา?” อวี๋หวั่นถาม
นายท่านฉินส่งสายตาพลางยิ้ม “เจ้าลองเดาดูสิ?”
อวี๋หวั่นหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าเดาไม่ออก ท่านบอกมา เถิด”
นายท่านฉินยืดเอวและเอ่ยว่า “สวี่เสียนเฟย!”
สวี่เสียนเฟย? นั่นมิใช่มารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชายรอง หรอกหรือ? ผู้ที่อยากกินอาหารของหอจุ้ยเซียนเป็นนางหรือ?
เมื่อวานนี้เธอเพิ่งปฏิเสธคำขอแต่งงานขององค์ชายรอง วันนี้ สวี่เสียนเฟยมีรับสั่งให้พ่อครัวแม่ครัวของหอจุ้ยเซียนเข้าวัง มิใช่ เรื่องบังเอิญหรือ?
“สวี่เสียนเฟยเจาะจงว่าข้าต้องไปหรือไม่?” อวี๋หวั่นกล่าวถาม
“เหตุใดเล่า? เจ้าไม่ชอบหรือ? รางวัลตอบแทนอย่างงาม! เยอะเท่านี้!” นายท่านฉินทำท่าทาง “ยิ่งไปกว่านั้นกุ้ยเหริน[1] ล้วนไม่ขาดเงิน เพียงได้กินอย่างมีความสุข ก็อาจจะตบรางวัลให้ อย่างงาม เจ้าก็จะมีเงินใช้สร้างบ้านแล้ว”
นี่เป็นความจริงอย่างยิ่ง อวี๋หวั่นเข้าใจว่านายท่านฉินคิดว่าคง เป็นการดี จึงได้มาตามเธอไป
“เอาละ ที่เจ้าถามข้า ข้าก็บอกแล้ว เดิมข้ายังอยากเห็นแก่ หน้าเจ้า” นายท่านฉินถูจมูกอย่างโกรธเคือง
เดิมที ความจริงก็คือคนในวังของสวี่เสียนเฟย ‘ระบุ’ ให้อวี๋ หวั่นไป ยามนั้นคนในวังได้กินเต้าหู้เหม็นของหอจุ้ยเซียน และถาม
นายท่านฉินว่าผู้ใดเป็นผู้คิดค้นวิธีทำสิ่งนี้ นายท่านฉินจึงบอกว่า เป็นรองผู้ดูแลของหอจุ้ยเซียน คนในวังจึงบอกกับนายท่านฉิน ว่า เช่นนั้นก็ให้นางเข้าวังมาทำอาหารให้พระสนมเถิด
ในสายตาของนายท่านฉิน นี่เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นเมื่อ เงื่อนไขต่างๆ สมบูรณ์พร้อม อวี๋หวั่นคิดค้นเต้าหู้เหม็น ดังนั้นฝีมือ ของนางย่อมเหนือกว่าเหล่าปรมาจารย์ทั้งหลาย หากไม่เรียกให้ นางไปวังหลวง เช่นนั้นจะบอกว่าสมเหตุสมผลได้หรือ?
ทว่าทั้งหมดนี้ในสายตาของอวี๋หวั่น ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่อง เดียวกัน
สวี่เสียนเฟยรับสั่งให้เธอเข้าวังไปทำอาหาร ในช่วงที่สำคัญ เช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนเกินไป
อย่างไรเสีย ‘พระราชเสวนีย์’ ได้ออกมาแล้ว หากเธอไม่ไป ก็จะ ถือว่าเป็นการ ‘ดูหมิ่นเบื้องสูง’
อวี๋หวั่นคำนวณในใจและเอ่ยกับนายท่านฉิน “ได้ ข้าจะไป เปลี่ยนเสื้อผ้าและเข้าวังหลวงพร้อมกับท่าน”
เพื่อไม่ให้คนในครอบครัวต้องกังวล อวี๋หวั่นจึงไม่ได้เล่าเรื่อง องค์ชายรอง และมิได้บอกว่าเป็นการเรียกเข้าพบของสวี่เสียนเฟย เพียงแต่บอกว่าหอจุ้ยเซียนมารับให้เข้าไปเจรจาธุรกิจในวัง เธอไป สักครู่ไม่นานก็กลับ
ระหว่างทางไปวังหลวง อวี๋หวั่นถามนายท่านฉินเกี่ยวกับสวี่
เสียนเฟยผู้มีอำนาจในวังหลัง นายท่านฉินไม่ได้เอะใจว่าเหตุใดเธอ จึงถามเช่นนี้ ในเมื่อพวกเขาต้องไปทำอาหารให้สวี่เสียนเฟย หากรู้ ว่าพระสนมผู้นี้ชอบสิ่งใดย่อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
“หากเอ่ยถึงพระสนมผู้นี้…” นายท่านฉินบอกกับอวี๋หวั่นใน สิ่งที่เขารู้
หลังจากอวี๋หวั่นฟังจบ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าประวัติการสร้าง อนาคตครอบครัวของพระสนมผู้นี้ ก็คือการหลีกหนีจากรากหญ้า ในแบบโบราณ
สวี่เสียนเฟยเกิดในชนชั้นพ่อค้าวาณิชย์ ในเวลานั้นสกุลสวี่หา ใช่สกุลสวี่เช่นในปัจจุบัน และถูกจัดว่าเป็นพ่อค้าที่รํ่ารวยเป็นระดับ สามในสวี่โจว เขาทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อเปิดช่องทางให้บุตรสาว ของตระกูลได้เข้าไปเป็นหญิงงาม
หากจะเอ่ยถึง ก็เป็นเพราะจำนวนหญิงงามของสวี่โจวในรุ่น นั้นไม่ได้มีการเพิ่มขึ้น จึงทำให้สกุลสวี่ได้มีโอกาสอุดช่องโหว่
สถานะของพ่อค้าในต้าโจวนั้นตํ่าต้อย สวี่เสียนเฟยจึงกลาย เป็นหญิงงามระดับล่างสุดของกลุ่ม รูปลักษณ์ของนางนับว่าโดด เด่น ทว่าเหม่ยเหริน[2] ในวังหลังมีมากนัก ย่อมไม่เคยขาดสตรีผู้ เลอโฉม
“นับว่าเป็นโชคดี ที่นางได้อยู่ในสายตาของฮ่องเต้” นายท่าน ฉินกล่าวต่อบนรถม้า “ในขณะนั้น หม่าฮองเฮาเพิ่งตั้งครรภ์องค์ ชายใหญ่ จึงไม่สะดวกที่จะปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้ ดังนั้นจึงเลือก
หญิงงามที่พึงใจเข้ามาอยู่ในวังของตน”
“สวี่เสียนเฟยก็เป็นหนึ่งในหญิงงามที่ถูกเลือกมาหรือ?” อวี๋ หวั่นถาม
นายท่านฉินยิ้มและส่ายหัว “ไม่ ในขณะนั้นมีลี่เฟยอยู่องค์ หนึ่ง นางเป็นที่รักของฝ่าบาทมาก เหล่าหญิงงามไม่อาจเทียบกับ นางได้ ทว่าในไม่ช้าลี่เฟยก็ตั้งครรภ์มังกรอีกเช่นกัน”
อวี๋หวั่นหยุดชั่วคราว “ช้าก่อน มิใช่ว่าองค์ชายรองถือกำเนิด จากสวี่เสียนเฟยหรอกหรือ? เป็นไปได้อย่างไรที่ลี่เฟยจะตั้งครรภ์ มังกรก่อน?”
นายท่านฉินกล่าวว่า “เด็กคนนั้นไม่ได้เกิดมา”
อวี๋หวั่นเคยได้ยินเรื่องขององค์ชายจากไป๋ถัง และรู้ว่าองค์ชาย ใหญ่มีอายุมากกว่าองค์ชายรองถึงห้าปี ลี่เฟยตั้งครรภ์ในปีเดียว กับหม่าฮองเฮา หรือจะกล่าวก็คือ ในระยะเวลาห้าปี ไม่มีองค์ชาย คนใดถือกำเนิด จนกระทั่ง…สวี่เสียนเฟยได้ให้กำเนิดเยี่ยนไหวจิ่ง
เมื่ออวี๋หวั่นคิดถึงตอนนี้ ความเย็นก็ก่อกำเนิดขึ้นที่ฝ่าเท้า
นายท่านฉินกล่าวต่อไปว่า “หลังจากลี่เฟยทราบว่าตนกำลัง ตั้งครรภ์ ก็ทำตามหม่าฮองเฮา หาหญิงงามที่หน้าตาดีและอายุ น้อยมาสองสามคน”
“สวี่เสียนเฟยถูกเลือกมาโดยลี่เฟยหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
นายท่านฉินยังส่ายหัวอีกครั้ง
หญิงงามทุกคนที่เข้ามาในวังหลวง ส่วนใหญ่จะถูกเหล่านาง สนมชั้นสูงดึงมาเป็นพวก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อช่วงชิง ความโปรดปรานเท่านั้น แต่ยังเป็นทุนในการตั้งหลักอีกด้วย แม้ การมีผู้อยู่เบื้องหลังที่ผิดพลาดจะทำให้ตายเร็ว ทว่าการไม่มีผู้อยู่ เบื้องหลังยิ่งตายเร็วกว่า สวี่เสียนเฟยก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ในขณะนั้นนางเป็นเพียงตาอิ้ง[3]เท่านั้น” นายท่านฉินกล่าว
ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญกับสวี่ตาอิ้งผู้โดดเดี่ยว ป้ายชื่อสี เขียว[4] ของนางไม่เคยถูกนำขึ้นสู่หน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้สัก ครั้ง หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ในชาตินี้นางคงได้เฉาตายอยู่ใน วัง
“เจ้าเดาสิว่านางทำสิ่งใด?” นายท่านฉินถามด้วยความสนใจ
“ทำสิ่งใดรึ?” อวี๋หวั่นถาม
ดูเหมือนนายท่านฉินจะนึกถึงบางสิ่งที่น่าขัน “นางปลูกผักใน วังหลัง”
อวี๋หวั่นรู้สึกประหลาดใจ
นายท่านฉินกล่าวว่า “วันหนึ่งฮ่องเต้ได้เสวยผักกาดขาวที่มี รสชาติดียิ่ง จึงเอ่ยถามพ่อครัวหลวงว่าผู้ใดเป็นคนทำ จะตบรางวัล ให้อย่างงาม พ่อครัวหลวงกลับบอกว่ามิใช่ที่ทักษะการทำอาหาร ทว่าเป็นที่วัตถุดิบชั้นดีที่สวี่ตาอิ้งเป็นคนปลูก
ฮ่องเต้จึงเสด็จไปยังที่พักของสวี่ตาอิ้ง ซึ่งเป็นวังเก่าที่รกร้าง
สวี่ตาอิ้งม้วนแขนเสื้อ ถือจอบขุดดินปลูกผักอยู่ในสวนด้านหลัง ลักษณะเช่นนี้เอง นางจึงเข้าไปอยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้
ครั้นเมื่อฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์เคยอาศัยอยู่ในตำหนักเย็น นานหลายปี มักเสวยไม่เคยอิ่ม ไทเฮาก็ปลูกผักให้ฮ่องเต้และเยี่ย นอ๋องในวัยเยาว์แบบนั้นเช่นกัน
นั่นเป็นความทรงจำที่ฮ่องเต้ไม่อยากหวนกลับไปนึกถึง ไม่เคย มีผู้ใดกล้าแตะต้องมัน ทว่าสวี่ตาอิ้งเสี่ยงต่อการถูกตัดหัว ที่ บังอาจบังคับให้ฮ่องเต้ต้องนึกถึงตำหนักเย็น”
สวี่เสียนเฟยเป็นบุตรสาวของพ่อค้า ทว่าไม่ใช่สาวชาวบ้าน นางจะเพาะปลูกได้อย่างไร? ไป๋ถังเพาะปลูกเป็นหรือ? จะเป็นไปได้ อย่างไร? ดังนั้นการทำไร่เอย การเพาะปลูกเอย ล้วนเป็นอีกหนึ่ง กลอุบายในวังมังกร
อวี๋หวั่นได้รู้จักสวี่เสียนเฟยมากขึ้นเล็กน้อย “หลังจากนั้นนาง ก็ไม่เป็นที่โปรดปรานรึ?”
นายท่านฉินหัวเราะเยาะตัวเอง “จะไม่เป็นที่โปรดปรานได้ อย่างไร? ก็เคยไม่ได้รับความโปรดปราน ทว่าสุดท้ายก็ชนะ”
ฮ่องเต้ได้มอบอำนาจในการควบคุมตำหนักทั้งหกให้กับสวี่เสีย นเฟย ไม่ใช่เพราะเขาโปรดปรานนาง หรือต้องการความรักที่ เร่าร้อนบนแท่นบรรทม ทว่าในสายตาของฮ่องเต้ นางคือสตรีที่ เหมาะสมที่สุดในการปกครองวังหลัง
สตรีผู้มากด้วยกลอุบายเช่นนางเรียกตัวเข้าพบในวันนี้ ไม่ว่า อย่างไรก็ต้องมิใช่เรื่องบังเอิญ
…
วันนี้นอกจากอวี๋หวั่นที่ติดตามนายท่านฉินเข้าวังหลวง ก็ยังมี พ่อครัวอีกสองคนจากหอจุ้ยเซียน ซึ่งทั้งสองถูกนายท่านฉินพามา จากเจียงจั่ว ล้วนอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ มีความแน่วแน่ในการ ทำงาน พวกเขาเคยไปบ้านเก่าของสกุลอวี๋ และขอให้ลุงใหญ่ช่วย ถ่ายทอดวิชาปรุงอาหารให้ด้วยความอ่อนน้อม
นายท่านฉินพาพวกเขาทั้งสองมาด้วยความมั่นใจอย่างยิ่ง
อวี๋หวั่นแอบถามในใจ ในครานี้ มีเรื่องใดที่เกี่ยวกับฝีมือการทำ อาหารด้วยหรือ?
รถม้ามาถึงวังหลวง มีขันทีรออยู่ที่นั่นแต่เช้าตรู่
“ขันทีอู๋ ให้ท่านต้องรอเสียนาน!” นายท่านฉินกล่าวทักทาย ด้วยรอยยิ้ม
ดูเหมือนว่า ท่านนี้คือคนในวังที่ได้ชิมอาหารของหอจุ้ยเซียน อ วี๋หวั่นลอบมองขันทีผู้นั้นผาดหนึ่ง เขาอายุน้อยกว่าลุงวั่นไม่กี่ปี รูป ร่างหน้าตานับว่างดงาม ดูมีเมตตาและมีอัธยาศัยดี ทว่าดวงตา กลับฉายประกายคมกริบดุจปลายดาบโดยไม่ตั้งใจ
สามารถทำงานภายใต้เงื้อมมือของสวี่เสียนเฟยได้ คิดว่าคง มิใช่คนธรรมดาทั่วไป
“พ่อครัวเหล่านี้มาจากหอจุ้ยเซียนหรือ?” ขันทีอู๋มองไปยังอวี๋ หวั่นและพ่อครัวอีกสองคนด้วยรอยยิ้ม
“เป็นเพียงดรุณีน้อยเองรึ?” เขามีนํ้าเสียงประหลาดใจ
……………………………………………………..
[1] กุ้ยเหริน เป็นตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ตำแหน่งนี้
สามารถมีได้นับไม่ถ้วน พระสนมขั้นกุ้ยเหรินมีขันทีรับใช้ได้ 4 คน นาง
กำนัลรับใช้ได้ 4 คน
[2] เหม่ยเหริน คือ ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้นที่ 4
[3] ตาอิ้ง คือ ตำแหน่งเจ้าจอมระดับตํ่าสุด ซึ่งมีจำนวนไม่จำกัด เรียง
ลำดับสูงไปตํ่าจาก กุ้ยเหริน贵⼈ ฉางจ้าย常在 และตาอิ้ง答应
[4] ป้ายชื่อสีเขียว คือ ป้ายไม้ไผ่ที่ทาสีเขียวด้านบน แต่ละอันจะมีชื่อและ
ตำแหน่งของเหล่าสนมนางใน ฮ่องเต้จะใช้ในยามที่ต้องการเลือกสตรีมา
ถวายงาน
บทที่ 52 พระสนม (2)
นายท่านฉินยิ้มพลางเอ่ยว่า “นางเป็นรองผู้ดูแลของหอจุ้ย เซียน อย่าได้มองว่านางเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ เชียวนา นาง ทำได้ดีเชียว! แม่นางอวี๋นี่คือขันทีอู๋ที่ข้าเพิ่งบอกเจ้าเมื่อครู่”
อวี๋หวั่นก้าวไปข้างหน้าและคารวะขันทีอู๋
ขันทีอู๋เพียงมองเธอด้วยรอยยิ้มจางๆ โดยไม่แสดงท่าทางใดๆ จากนั้นก็กล่าวกับนายท่านฉิน “ไปพบพระสนมก่อนเถิด”
นายท่านฉินรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก ที่จะได้เห็นสนมของฮ่องเต้!
เดิมคิดว่าเข้าวังมาเพื่อทำอาหาร ก็ควรจะถูกพาไปที่ห้องครัว ทันที…
คนกลุ่มหนึ่งเดินตามขันทีอู๋ไปยังตำหนักเสียนฝู
ตำหนักเสียนฝูกว้างใหญ่ยิ่ง หลังจากเดินผ่านไปสองสาม ประตู และเดินเลี้ยวไปสักสองสามครั้งก็มาถึงห้องโถงของพระ สนมเสียนเฟย
ขันทีอู๋หยุดอยู่ด้านนอกห้องโถงและกล่าวด้วยความเคารพ “ทูลพระสนม คนจากหอจุ้ยเซียนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามา”
นํ้าเสียงที่ผ่อนคลายทว่าเคร่งขรึม
ขันทีอู๋นำอวี๋หวั่นและคนอื่นๆ เข้าไปยังห้องโถง
บนแท่นประธานในห้องโถงใหญ่ อวี๋หวั่นมองเห็นสวี่เสียนเฟย ที่เล่าลือกัน
นางสวมชุดชาววังสีม่วง บนศีรษะเสียบปิ่นปักผมรูปหงส์แปด หาง รูปร่างหน้าตางดงามอ่อนช้อย มือเรียวเล็กบอบบางและข้อ ต่อนิ้วที่ได้สัดส่วน นั่งอยู่ในพระราชวัง แผ่กลิ่นอายแข็งแกร่งไม่ อาจบรรยาย
สมกับที่เป็นสตรีผู้ครองวังหลังมาถึงยี่สิบปี กลิ่นอายเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่สตรีธรรมดาจะมีได้
“ก้มลงคำนับพระสนม” ขันทีอู๋เอ่ยเตือน
นายท่านฉินทรุดตัวคุกเข่าแนบศีรษะลงกับพื้น “ฉินจั่วถวาย บังคมพระสนม ขอพระองค์ทรงมีอายุยืนหมื่นปีหมื่น หมื่นปี”
……
อวี๋หวั่นและพ่อครัวอีกสองที่อยู่ด้านหลังก็ถวายบังคมตาม นายท่านฉิน
ทั้งสามนับว่าเชื่อถือได้ ไม่ทำให้นายท่านฉินต้องอับอาย
“มีสตรีด้วยหรือ?” นํ้าเสียงของสวี่เสียนเฟยดูแปลกใจเล็ก น้อย “เงยหน้าขึ้น ให้ข้าดูหน่อย”
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ
ในเมื่อนางเข้าวังมาในฐานะแม่ครัว อวี๋หวั่นจึงแต่งตัวเหมือน แม่ครัว กระโปรงยาวรัดเอวสีขาวล้วน เครื่องนุ่งห่มผ้าฝ้ายวสันต ฤดูสีเหลืองนวล ไร้เครื่องประทินโฉมตกแต่งใบหน้า ทรงผมเกล้า มวยเดี่ยว การแต่งกายเช่นนี้ไม่เป็นที่สะดุดตาในฝูงชน ทว่าสวี่เสีย นเฟยไม่เพียงมอง กลับมองสำรวจอยู่เนิ่นนาน
หากกล่าวถึงสตรีที่องคาพยพทั้งห้างดงามละเอียดอ่อนกว่าอ วี๋หวั่นนั้นมีมากนัก ทว่ามองแล้วสบายตาเช่นนี้มีเพียงแค่นาง
อุปนิสัยสงบนิ่งเยือกเย็น เพียงแค่มองนางเช่นนี้ หัวใจที่ ร้อนรนก็ดูเหมือนจะสงบลงได้อย่างช้าๆ
ความสงบสุข
ประโยคนี้ปรากฏขึ้นในใจของสวี่เสียนเฟยโดยไม่อาจหาเหตุ ผล
“พระสนม” มามาผู้ดูแลเรียกนางเบาๆ
นายท่านฉินไม่กล้าเงยหน้ามองไปรอบๆ โดยพลการ ทว่าก็ รู้สึกว่าสวี่เสียนเฟยเฝ้ามองรองผู้ดูแลนานเกินปกติ
สวี่เสียนเฟยหยิบชาร้อนที่มามาผู้ดูแลส่งมาให้ พลางจิบเบาๆ “ข้ารู้สึกถูกชะตากับแม่นางผู้นี้ ให้นางอยู่พูดคุยกับข้า พวกเจ้าก็ไป เตรียมอาหารเถิด”
นายท่านฉินขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ มิใช่เรียกนางมาเพื่อ ให้ทำเต้าหู้เหม็นหรอกหรือ? ให้อยู่พูดคุยหมายความว่าอย่างไรกัน
แน่? หากพวกเขาทำรสชาติอาหารออกมาไม่ดีพอในภายหลัง จะ นับเป็นความผิดพลาดของผู้ใดเล่า?
นายท่านฉินรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางอย่างที่เขามองข้ามไป ทว่า ยังไม่ทันจะเข้าใจ ก็ถูกขันทีอู๋นำไปยังห้องครัวเล็กๆ ของตำหนัก เสียนฝู
สวี่เสียนเฟยมิได้เรียกอวี๋หวั่นให้ยืนขึ้น
อวี๋หวั่นจึงต้องคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นราวกับนํ้าแข็งนานถึงครึ่ง ชั่วยาม
นักสืบที่คอยสังเกตอยู่นอกห้องโถงเห็นท่าไม่ดี จึงหันตัวเพื่อ กลับไปรายงานต่อเยี่ยนไหวจิ่ง ทว่าชายในชุดดำของสวี่เสียนเฟ ยมาขัดขวางไว้…
……………
ห้องครัวขนาดเล็ก
นายท่านฉินวางโถใส่หน่อไม้ดองลงบนเตา ทันใดนั้นก็กลับนึก ขึ้นได้ “โอ้! ข้าจำได้แล้ว! องค์ชายรองเคยช่วยแม่นางอวี๋ไว้!”
นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงการแข่งขันทำอาหารระดับเทพ อ วี๋หวั่นถูกคู่แข่งขันทำร้ายและขังไว้ในอุโมงค์นํ้าแข็ง องค์ชายรอง ปกปิดตัวตนของอวี๋หวั่นเพื่อรักษาชื่อของนาง คนอื่นๆ ไม่ทราบ เรื่องนี้ ทว่าเขาและคนสกุลอวี๋จะไม่รู้เรื่องเช่นกันหรือ?
ขณะนั้นก็เคยสงสัย ทว่าหลังเกิดเรื่อง องค์ชายรองก็ไม่ได้มา
ติดตาม พวกเขาจึงค่อยๆ มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นความเมตตาของ องค์ชายรอง
ทว่าหาก…ไม่ใช่เพียงความเมตตาเล่า?
เป็นไปได้หรือไม่ ที่สวี่เสียนเฟยอาจเข้าใจผิดบางอย่าง จึง เรียกตัวอวี๋หวั่นมา?
นายท่านฉินใคร่จะแทงตัวเองให้ตาย “ข้า…ข้าลืมเรื่องที่ สำคัญเช่นนี้ไปได้อย่างไร! ข้ามันสมองหมู! ข้า ข้า ข้า…ข้าช่างไร้ซึ่ง มโนธรรม!”
นายท่านฉินยกโถลงจากเตาและเดินออกไปจากห้อง หลัง จากก้าวข้ามธรณีประตูไปเพียงก้าวเดียว ขันทีอู๋ก็เดินเข้ามาพร้อม กับรอยยิ้มบนใบหน้า “เถ้าแก่ฉิน ท่านจะไปที่ใด? อาหารของพระ สนมพร้อมแล้วหรือ?”
นายท่านฉินยิ้มและกล่าวว่า “จู่ๆ ข้าก็นึกได้ว่ามีวัตถุดิบบาง ชิ้นตกอยู่บนรถม้า ข้ากำลังจะไปนำมา”
ขันทีอู๋ยิ้มและเอ่ยว่า “ที่นี่คือวังหลวง ขาดวัตถุดิบอันใด? หาก ไม่มีจริงๆ จะให้คนไปนำมาให้”
นายท่านฉินรู้สึกสิ้นหวัง ที่ไม่อาจส่งข่าวได้…
………………
ตำหนักองค์ชายรอง
หลังจากเยี่ยนไหวจิ่งอ่านเอกสารราชการในมือและข้อมูลของ
นักสืบที่ถูกส่งมาจากก้งเฉิงเสร็จสิ้น เยี่ยนไหวจิ่งจึงเตรียมตัวเข้า วังเพื่อไปถวายบังคมสวี่เสียนเฟย ทันทีที่เขาออกจากตำหนัก ก็ เห็นขันทีน้อยรออยู่ที่ประตูด้วยท่าทีอ่อนน้อม
นี่คือคนในวังของสวี่เสียนเฟย
“มารออยู่ที่นี่ มีเรื่องอันใด?” เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้วถาม
ขันทีน้อยกล่าวว่า “พระองค์กำลังจะเสด็จไปถวายบังคมพระ สนมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ยตอบเบาๆ
ขันทีน้อยกล่าวว่า “พระสนมตรัสว่า ก่อนที่องค์ชายจะ พิจารณาได้ว่าจะอภิเษกกับสตรีสกุลใด ไม่จำเป็นต้องไปถวาย บังคมนางพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนไหวจิ่งคิ้วขมวดมุ่น “พระสนมเอ่ยเช่นนั้นจริงหรือ?”
ขันทีน้อยโค้งกายเอ่ยตอบ “พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย หากองค์ชาย ตัดสินพระทัยได้แล้ว ข้าน้อยจะพาพระองค์ไปถวายบังคมพระ สนมทันที”
เยี่ยนไหวจิ่งกำหมัดแน่น “ไม่จำเป็น เจ้าไปบอกพระสนมของ เจ้า ว่าวันหน้า…วันหน้าข้าค่อยไปเยี่ยมนาง”
ขันทีน้อยน้อมกายส่ง “น้อมส่งเสด็จองค์ชาย”
…
ณ วังหลวง ตำหนักเสียนฝู อวี๋หวั่นนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็น เยือก เป็นเวลาครึ่งชั่วยาม หัวเข่าของเธอบวมและแสบร้อนระบม ทว่าใบหน้าของเธอก็มิได้แสดงความเจ็บปวดใดๆ หลังยังคงยืด ตรง เงาร่างเย็นเยือกและแข็งกร้าว
สวี่เสียนเฟยปอกเปลือกส้มด้วยท่าทีไม่แยแสใดๆ และในที่สุด นางก็เอ่ยลอยๆ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงปล่อยให้เจ้าคุกเข่าอยู่ ที่นี่?”
การใช้เล่ห์เหลี่ยม จะใช้กับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ อย่างเช่นเหยียน หรูอวี้ นั่นไม่อาจสุภาพมากเกินไป ทว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ในหมู่บ้าน คงไม่อยู่ในสายตาของสวี่เสียนเฟย
“เพราะองค์ชายรอง” สีหน้าของอวี๋หวั่นสงบราบเรียบ
สวี่เสียนเฟยคลี่ยิ้มอย่างแผ่วเบา “เจ้าก็ฉลาดดีนะ ดูเหมือน ว่าเจ้าจะยอมรับว่า เจ้ายั่วยวนองค์ชาย บุตรของข้าเสียแล้ว”
อวี๋หวั่นเอ่ยด้วยท่าทีที่ไม่หยิ่งยโสหรือถ่อมตน “หากข้าบอกว่า ข้าไม่ได้ยั่วยวน พระสนมจะเชื่อหรือไม่เพคะ?”
สวี่เสียนเฟยก้มลงมองนาง “สตรีเช่นเจ้า ข้าเห็นมามากมาย นัก ปากช่างดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ทว่าท้องกลับมีนํ้าเน่ามากกว่าผู้ใด องค์ชายรองมีศักดิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ ไม่เคยสัมผัสกับสตรีชาวบ้าน ทั่วไปเช่นพวกเจ้า แรกเจอเย้ายวนหอมหวาน ยากที่จะไม่หลงใหล มัวเมา”
อวี๋หวั่นเอ่ยช้าๆ “ชาวบ้านทั่วไป? ขออภัยที่ข้าเอ่ยตรงๆ ชาติ กำเนิดของข้า ดูจะสูงกว่าพระสนมอยู่เล็กน้อย”
ในสี่ชนชั้นของจีน ต้าโจวเน้นเกษตรมากกว่าการค้า แม้ เกษตรกรจะยากจน ทว่าในแง่ของชาติกำเนิดก็อยู่สูงกว่าบรรดา พ่อค้า
“บังอาจนัก!” สวี่เสียนเฟยไม่ชอบเมื่อมีผู้ใดเอ่ยถึงชาติกำเนิด ของนาง แม้ว่าในยามนี้สกุลสวี่จะมีหน้ามีตาเพียงใด ทว่าพวกเขา ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าพวกเขาเคยเป็นพ่อค้า ต่อหน้าผู้คน เหล่านั้นประจบสกุลสวี่ ทว่าลับหลังกลับเย้ยหยันเช่นไรไม่อาจรู้
หม่าฮองเฮาสิ้นความโปรดปรานไปนานแล้ว นางห่างจาก ตำแหน่งฮองเฮาอีกเพียงก้าวเดียว และก้าวเดียวนั้น ก็คือชาติ กำเนิดของนาง!
สวี่เสียนเฟยวางส้มที่ปอกไว้ครึ่งลูกลง และมองอวี๋หวั่นที่ไร้ซึ่ง ความเกรงกลัวและกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ด้วยสายตาเย็นชา “แม้แต่องค์หญิงก็ยังไม่อาจหาญทำตัวกำเริบเสิบสานเช่นนี้ต่อ หน้าข้า ข้าคิดว่าเจ้าคงเบื่อชีวิตแล้วกระมัง! เจ้าคิดว่าบุตรชายของ ข้ารักเจ้า แล้วข้าจะไม่กล้าทำอันใดกับเจ้าเช่นนั้นรึ?”
อวี๋หวั่นส่ายศีรษะ “ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นการ คาดเดาของท่านเอง”
สวี่เสียนเฟยแสยะยิ้มเย็นชา “การคาดเดาของข้าอย่างนั้น หรือ? ได้ เช่นนั้นเจ้าก็บอกข้ามา ว่ายืมความกล้ามาจากผู้ใด เจ้า
จึงบังอาจไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา?”
อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างใจเย็น “อยากลงโทษผู้ใด ย่อมหาข้ออ้างได้ เสมอ วันนี้ข้าหมอบอยู่ใต้เท้าของท่านด้วยความเคารพนบนอบ ท่านคงไม่อาจระบายอารมณ์กับข้ากระมัง?”
สวี่เสียนเฟยเอ่ยกระทบกระเทียบ “ระบายอารมณ์? เจ้า หมายความว่า เจ้าไม่ได้ทำอันใดผิด ทั้งหมดคือข้ากลั่นแกล้งเจ้า รึ?”
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นและเผชิญหน้ากับสายตาของสวี่เสียนเฟย “ข้าไม่รู้ว่าพระสนมได้ยินเรื่องระหว่างข้ากับองค์ชายรองมาจากที่ ใดและมากเพียงใด แม้ว่าจะเป็นการสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ทว่า ไม่เท่าไรก็รีบตัดสินว่าบุคคลนั้นดีหรือเลว พระสนมไม่ได้ฟังความ จากข้า กลับเข้าใจสุ่มสี่สุ่มห้าว่าข้าหลอกล่อองค์ชายรอง ขออภัยที่ ข้าต้องเอ่ยตามตรง ข้ามิได้รับความเป็นธรรม”
สวี่เสียนเฟยชะงัก “พูดได้ดี!”
“พระสนม” มามาผู้ดูแลส่ายศีรษะให้สวี่เสียนเฟย
สวี่เสียนเฟยกระซิบ “ข้ารู้ดี”
มามาผู้ดูแลบอกเป็นเชิงว่า สวี่เสียนเฟยไม่ควรฆ่าอวี๋หวั่น ใน เมื่ออวี๋หวั่นเป็นสตรีที่องค์ชายรองชอบพอ การฆ่านางเป็นเรื่องเล็ก ทว่าแม่ลูกขัดแย้งเป็นเรื่องใหญ่ มีวิธีจัดการกับนางที่ดีกว่านี้!
สวี่เสียนเฟยอยู่ในตำแหน่งเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร? เหตุใดจึง
ไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนเองได้แม้แต่น้อย? ทำได้เพียงขู่ ขวัญอวี๋หวั่นให้หวาดกลัว ทว่าวิธีนี้กลับใช้ไม่ได้ผล ต่อให้เปลี่ยนวิธี ก็เท่านั้น
สวี่เสียนเฟยมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว และค่อยๆ ยกมุมปากขึ้น “ข้า ได้ยินเกี่ยวกับคดีพ่อของเจ้า”
ดวงตาของอวี๋หวั่นสั่นไหวเล็กน้อย
สวี่เสียนเฟยจ้องมองสีหน้าของเธอและยิ้มอย่างเย้ยหยัน “แท้จริงแล้วไม่สำคัญว่าใครแย่งความดีความชอบใคร ทว่าสำคัญ ที่ฮ่องเต้ต้องการปกป้องผู้ใดมากกว่า เจ้าคิดว่าเมื่อตัดสินโทษแล้ว พ่อของเจ้ายังมีทางรอดหรือ?”
“เหตุใดพระสนมจึงคิดว่า คนที่ฮ่องเต้ต้องการปกป้องไม่ใช่พ่อ ของข้าเล่า” อวี๋หวั่นถามกลับ
มามาผู้ดูแลส่ายหัว ดรุณีผู้นี้ช่างห้าวหาญนัก ผู้ใดกันแน่ที่ถูก ซักถาม?
สวี่เสียนเฟยยิ้มหยัน “อย่าบอกนะ ว่าเจ้ายังไม่รู้ว่าความ สัมพันธ์ระหว่างสกุลเหยียนกับจวนคุณชายเป็นเช่นไร?”
อวี๋หวั่นจ้องนางไม่กะพริบตา “พระสนมหมายความว่า ฮ่องเต้ ทรงคุ้มครองสกุลเหยียนเพียงเพราะเห็นแก่หน้าจวนคุณชาย หรือ?”
“หรือจะเห็นแก่หน้าเจ้าเล่า?” สวี่เสียนเฟยยิ้มเยาะ
อวี๋หวั่นลดสายตาลงและเอ่ยด้วยเสียงกระซิบ “ในสายตาของ ฮ่องเต้ คุณชายเยี่ยน…มีความสำคัญปานนี้เชียวหรือ?”
สวี่เสียนเฟยเลิกคิ้วและกล่าวว่า “สำคัญดังขุนเขาไท่ซาน เหนือกว่าความเป็นพ่อแม่ลูก”
มุมปากของอวี๋หวั่นกระตุก “หากเป็นเช่นนี้ ข้าแนะนำพระ สนมว่าอย่าทรงทำผิดซํ้าแล้วซํ้าเล่า”
ประโยคหลังไม่ได้เชื่อมต่อกับประโยคก่อนหน้า สวี่เสียนเฟย ไม่เข้าใจว่าอวี๋หวั่นกำลังเอ่ยถึงสิ่งใด สวี่เสียนเฟยมองไปที่อวี๋หวั่น อย่างแปลกใจ “หากเจ้าไปจากองค์ชายรอง ข้าจะรับปากเจ้า ไม่ว่า ตอนนั้นฮ่องเต้จะตัดสินโทษเช่นไร ข้าจะรักษาชีวิตพ่อของเจ้า แทนเจ้า”
อวี๋หวั่นยิ้มจางๆ “พระสนมไม่จำเป็นต้องคุกคามข้า ข้าไม่ได้ ตั้งใจจะแต่งเข้าจวนองค์ชาย องค์ชายรองมิได้บอกพระสนมหรอก หรือ? เขาขอแต่งงานกับข้าในฐานะสนมเช่อเฟย ทว่าข้าปฏิเสธไป แล้ว”
“เจ้า!” สวี่เสียนเฟยยืนขึ้นด้วยความโกรธ!
อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างใจเย็น “หรือนี่ไม่ใช่สิ่งที่พระสนมต้องการ? พระสนมโกรธเคืองด้วยเรื่องอันใดอีก? หรือข้าต้องทำท่าทีเหมือน ถูกบีบบังคับให้ต้องไปจากบุตรชายท่านด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ไม่อนุญาตให้ข้าดูถูกบุตรชายท่านหรือ? ในสายตาของท่าน บุตร ชายอาจเป็นที่หมายปอง ทว่าในสายตาของข้า เขาไม่ได้เป็นสิ่งใด
เลย”
“เจ้า!” สวี่เสียนเฟยวิ่งลงบันได เงื้อมือหมายจะตบหน้าเธอ ด้วยความโกรธแค้น!