หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 53 รสชาติของแม่ (1)
ดวงตาของอวี๋หวั่นเย็นชา เธอยื่นมือออกไปคว้าจับข้อมือของ นางไว้
สวี่เสียนเฟยไม่คาดคิดมาก่อนว่าสตรีเลวทรามผู้นี้จะกล้า หยุดนาง และลบหลู่ดูหมิ่นร่างกายสนมของฮ่องเต้ด้วยมือสกปรก!
สัญชาตญาณทำให้สวี่เสียนเฟยต้องการเอาข้อมือนวลเนียน ออกจากมือของอวี๋หวั่น ทว่านางได้รับการปรนนิบัติดูแลอยู่ในวัง ตลอดทั้งปี จะมีเรี่ยวแรงมากดังเช่นอวี๋หวั่นที่ทำงานตลอดทั้งปีได้ อย่างไร? สวี่เสียนเฟยรู้สึกว่าข้อมือถูกหนีบด้วยคีมเหล็กเย็นเยือก แทบจะไม่อาจขยับได้เลย!
นางตะโกนเสียงดัง “บังอาจ!”
“แม่นางอวี๋ รีบปล่อยพระสนมบัดเดี๋ยวนี้” มามาผู้ดูแลเดิน เข้ามา
อวี๋หวั่นมองไปที่มามาผู้ดูแล “ข้าไม่เคยแนะนำตระกูล เหตุใด เจ้าจึงรู้ชื่อสกุลของข้า?”
ความจริงถูกเผยออกมาแล้ว หากเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ เป็นการตบหน้านายบ่าวเท่านั้น ทว่ามามาผู้ดูแลไม่ฉุนเฉียวเท่าสวี่ เสียนเฟย นางเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ “แม่นางอวี๋ เจ้าปล่อยพระ สนมก่อนเถิด แล้วค่อยคุยกัน”
อวี๋หวั่นมองสวี่เสียนเฟย “เช่นนั้นนางต้องสัญญาว่าจะไม่ตบ ข้า”
สวี่เสียนเฟยตอบอย่างเย็นชา “ข้าเป็นสนมของฮ่องเต้ หาก ตบเจ้าแล้วอย่างไร? เจ้ากล้าดูหมิ่นข้าถึงเพียงนี้ มีโทษประหาร!”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเฉยเมย “เช่นนั้นข้าก็ต้องลากพระสนมไป ลงหลุมกับข้าด้วย”
ม่านตาของสวี่เสียนเฟยหดลงในฉับพลัน!
หญิงคนนี้เอ่ยอันใด? ลากนางไปลงหลุมด้วย? เกรงว่าหาก มิได้บ้า ก็คงไม่กล้าเอ่ยวาจากบฏเช่นนี้ออกมา!
มามาผู้ดูแลก็มองอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าประหลาดใจ ราวกับว่า นางไม่คาดคิดว่าอวี๋หวั่นจะกลับกลายเป็นคนคุกคามสวี่เสียนเฟย เสียเอง นางไม่เกรงกลัวอำนาจจริงๆ หรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่ ในใจของอวี๋หวั่น ก็ยังรู้สึกหวาดกลัวต่อเบื้อง สูง แต่ทว่า นั่นอยู่บนเงื่อนไขของการอยู่รอด เธอไม่เคยมองว่า ความหยิ่งในศักดิ์ศรีสำคัญไปกว่าชีวิต คุกเข่าคำนับ ก้มศีรษะ ไม่ เกี่ยวข้องกับความเป็นตาย ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ ทว่าบนโลกนี้มี คนอยู่ประเภทหนึ่ง ที่แม้ว่าเราจะประจบสอพลอ อยู่ตํ่าเช่นฝุ่นผง ด้วยความนอบน้อมเพียงใด ทว่าเขาก็ยังจะเหยียบยํ่าอย่างไร้ความ ปรานี ใคร่อยากจะเหยียบยํ่าเราให้ตาย
ถึงอย่างไรก็ต้องตาย ไฉนต้องตายอย่างอยุติธรรมละ?
“ข้าจะลงโทษประหารเจ้าเก้าชั่วโคตร!” สวี่เสียนเฟยโกรธจัด
“หากพระสนมสิ้นพระชนม์จะลงโทษอย่างไรเล่า?”
“เจ้า…”
เมื่อถึงจุดนั้น อวี๋หวั่นเชื่อว่า เยี่ยนจิ่วเฉาจะปกป้องครอบครัว ของเธอต่อไป ทว่าตอนนี้อวี๋หวั่นไม่คิดว่า สวี่เสียนเฟยจะตายไป พร้อมกับเธอจริงๆ
มามาผู้ดูแลกล่าวด้วยความจริงใจ “แม่นางอวี๋ หากเจ้ามีอัน ใดจะเอ่ยก็เอ่ยดีๆ เถิด อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นวังหลวง แม่นางอวี๋เป็น เพียงสามัญชนธรรมดา ทำให้พระสนมของฮ่องเต้ทรงขุ่นเคือง ถือ เป็นการไม่เคารพอย่างมาก หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจริง ก็ เพียงพอที่จะทำให้แม่นางอวี๋ได้รับโทษประหาร”
อวี๋หวั่นมองไปที่สวี่เสียนเฟยชั่วขณะและเอ่ยถามว่า “เช่นนั้น พระสนมยอมรับปากว่าจะไม่ตบข้าแล้วหรือ?”
สวี่เสียนเฟยฮึดฮัดอย่างเย็นชา
อวี๋หวั่นปล่อยมือออกจากสวี่เสียนเฟยอย่างแผ่วเบา
วินาทีต่อมา สวี่เสียนเฟยตบหน้าอวี๋หวั่นด้วยมืออีกข้างของ นาง ความเร็วนั้นถึงกับทำให้ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
อวี๋หวั่นหลบอย่างง่ายดาย
สวี่เสียนเฟยตะครุบได้เพียงอากาศ นางเดินเซไปสองสามก้าว จนเกือบจะล้มลงกับพื้น
หลังจากจากตั้งหลักได้ สวี่เสียนเฟยก็พาลโกรธอวี๋หวั่น “ทหาร! ลากตัวนางออกไป!”
ขันทีด้านนอกห้องโถงรีบวิ่งเข้ามาล้อมตัวอวี๋หวั่น
ดวงตาของอวี๋หวั่นเป็นประกายก่อนจะเอ่ยว่า “พระสนม หาก ท่านฆ่าข้า ไม่เกรงว่าจวนคุณชายจะทำให้ท่านต้องลำบากหรือ?”
“จวนคุณชาย?” สวี่เสียนเฟยหรี่ตาด้วยความสงสัย “เจ้ามี ความสัมพันธ์อันใดกับจวนคุณชาย?”
ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจบรรยายได้ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ จะชี้แจงกับสวี่เสียนเฟย อวี๋หวั่นจึงเลี่ยงตอบง่ายๆ “ข้าเป็นผู้ที่ช่วย ชีวิตคุณชายน้อยทั้งสามของจวนคุณชาย หรือว่าตอนที่พระสนม ได้ยินเรื่องของข้า จะพลาดข้อมูลสำคัญเช่นนี้? ดูเหมือนว่าสายลับ ของพระสนมจะยังใช้ไม่ค่อยได้…”
ชายชุดดำที่อยู่หลังฉากกั้นลดศีรษะลง สวี่เสียนเฟยกังวล เกี่ยวกับข้อมูล ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาไม่ได้สืบมา
สวี่เสียนเฟยจ้องมองอวี๋หวั่นไม่กะพริบตา พยายามหาความ ผิดปกติในสีหน้าของเธอ ทว่าก็ต้องผิดหวัง เมื่อสีหน้าของอวี๋หวั่น ราบเรียบ ดวงตาของเธอไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
มามาผู้ดูแลกระซิบ “พระสนม ครั้งหนึ่งคุณชายน้อยของจวน คุณชายเคยถูกลักพาตัวไปและได้รับการช่วยเหลือในหมู่บ้านเหลี ยนฮวา”
และอวี๋หวั่นก็มาจากหมู่บ้านเหลียนฮวา
อวี๋หวั่นก็ใช้ยาแรงอีกครั้ง “หากพระสนมไม่เชื่อ จะส่งคนไป ตรวจสอบที่จวนคุณชายก็ได้”
เธอเอ่ยเช่นนี้แล้ว สวี่เสียนเฟยต้องเชื่ออย่างแน่นอน ทว่าไม่รู้ ว่านางคิดเช่นไร สวี่เสียนเฟยกลับหัวเราะเยาะ “เจ้าต้องการจะยืม มือของข้า เพื่อนำข่าวที่เจ้าได้รับความทรมานไปบอกกับจวน คุณชาย ข้าเกือบตกหลุมพรางเจ้าเสียแล้ว”
อวี๋หวั่นตกใจมาก สติสัมปชัญญะของสตรีผู้นี้นับว่าใช้ได้ เห็น ได้ชัดว่ากำลังจะโกรธแทบตาย ทว่าก็ไม่ไขว้เขวแม้แต่น้อย
สวี่เสียนเฟยปัดแขนเสื้อของนางและกลับไปยังที่นั่งอย่างสงบ “ที่ข้าบอกว่าเจ้ายืมความกล้าหาญมาจากผู้ใดจึงบังอาจมาสู้กับข้า จวนคุณชายหรอกรึ? มันก็พอจะทำให้ข้าไว้หน้าเจ้าอยู่บ้าง”
อวี๋หวั่นมองไปที่นาง “พอที่จะไว้หน้าอยู่บ้างหรือพระสนม?”
รอยยิ้มของสวี่เสียนเฟยจางลง “อย่าได้วางท่าได้ใจมากเกินไป เจ้าคิดว่าเจ้าไร้ซึ่งข้อผิดพลาดอย่างนั้นรึ? เจ้าคงยังไม่รู้สินะ ว่า เยี่ยนจิ่วเฉาออกไปนอกเมือง แม้ว่าข้าจะให้เจ้านำข่าวไปแจ้งยัง จวนคุณชาย ก็ไม่มีผู้ใดมาช่วยเจ้าได้”
อวี๋หวั่นบีบนิ้ว ชายคนนั้นออกจากเมืองไปในช่วงหัวเลี้ยว หัวต่อเช่นนี้ หรือว่าสวรรค์อยากจะฆ่าเธอกัน
“ทว่าคุณชายเยี่ยนอาจจะกลับมา…”
“กลับมาในตอนที่สายไปแล้ว” สวี่เสียนเฟยเอ่ยขัดอวี๋หวั่น ด้วยท่าทางยิ่งยโส “เจ้าก็อย่าได้ข่มขู่ข้าหากเยี่ยนจิ่วเฉาสามารถ มาคิดบัญชีกับข้าหลังสารทฤดู ในเมื่อข้ากล้าจัดการกับเจ้า ก็มีอีก หลายร้อยวิธีที่ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะคิดบัญชีกับข้า”
ใช่แล้ว กระทำผิดในกำมือของนาง ความจริงจะเป็นเช่นไร มิใช่มีเพียงคำพูดของสวี่เสียนเฟยหรือ?
รอให้เยี่ยนจิ่วเฉากลับมา สวี่เสียนเฟยก็คงทำให้ตนเองไร้ มลทินไปเสียแล้ว
แผนการของสตรีผู้นี้น่ากลัวและยากจะจัดการเสียยิ่งกว่าเหยี ยนหรูอวี้หลายเท่าตัว
สวี่เสียนเฟยเอ่ยอย่างไม่แยแส “ทหาร คุมตัวนางไว้!”
“ฮูหยินเซียวเข้าเฝ้า——”
มีเสียงก้องกังวานดังมาจากด้านนอกห้องโถง
สีหน้าของสวี่เสียนเฟยเย็นเยียบ ไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากให้กัน ไว้ กลุ่มองครักษ์ก็พุ่งเข้ามาในห้อง หลังจากนั้น ซั่งกวนเยี่ยนก็เดิน ตามเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
นางสวมชุดเทพธิดาสีขาวเรียบๆ แขนกว้าง ปกนอกเป็นผ้า โปร่งสีทอง ทำให้นางดูเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับสุริยัน
เหล่าสาวงามในวัง เมื่ออยู่ต่อหน้านางก็ดูจืดชืดไปทันที
การปรากฏตัวของซั่งกวนเยี่ยนทำให้สวี่เสียนเฟยผู้สง่างามดู
หมองมัวไปในฉับพลัน
ใบหน้าของสวี่เสียนเฟยดำมืด “ฮูหยินเซียว เจ้าพาชายกลุ่ม หนึ่งเข้ามาในห้องบรรทมของข้า คงจะไม่เกรงกลัวโทษประหาร แล้วกระมัง?”
ซั่งกวนเยี่ยนยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยว่า “พวกเขาล้วนเป็นขันที ของตำหนักเยี่ยนอ๋อง หากจะกล่าวอย่างเคร่งครัด พวกเขาไม่นับ ว่าเป็นชาย อย่างไรเล่า? พระสนมไม่เชื่อหรือ? ถอดกางเกง!”
บรรดาองครักษ์ก็ถอดกางเกงจริงๆ
อวี๋หวั่นอกสั่นขวัญแขวน!
เอะอะก็ถอดกางเกง ทำอันใดกัน?!
สวี่เสียนเฟยเมินหน้าด้วยความรังเกียจ…
มามาผู้ดูแลยืนกันอยู่ด้านหน้านาง และเอ่ยกับซั่งกวนเยี่ยน “ฮูหยินเซียว!”
ซั่งกวนเยี่ยนโบกมือ กางเกงของเหล่าองครักษ์ที่ถกลงไปครึ่ง หนึ่งก็ถูกมัดกลับขึ้นไป
สวี่เสียนเฟยส่งสายตาให้มามาผู้ดูแล นางจึงถอยไปอยู่ด้าน ข้าง สวี่เสียนเฟยมองซั่งกวนเยี่ยนที่อยู่กลางห้องโถงใหญ่ พลัน เอ่ยถามด้วยใบหน้าเย็นชา “ฮูหยินเซียว เจ้ามีเจตนาใดจึงพากลุ่ม ขันทีเข้ามาในตำหนักเสียนฝู?”
ซั่งกวนเยี่ยนคลี่ยิ้มงาม “มิได้มีเจตนาใดเป็นพิเศษ ข้าเพียง
แต่อยากชิมอาหารของหอจุ้ยเซียน ทว่าหลังจากข้าไปที่หอจุ้ย เซียน กลับพบว่าพ่อครัวของพวกเขาถูกเชิญออกไป”
วาจาเช่นนี้ หลอกคนวิปลาสยังมิได้
ดวงตาของสวี่เสียนเฟยส่องประกายเย็นชา “ดังนั้นเจ้าก็เลย พาองครักษ์มาที่ตำหนักเสียนฝูของข้าเพื่อชิงตัวอย่างนั้นรึ?”
ซั่งกวนเยี่ยนกล่าวอย่างไร้เหตุผล “มิใช่หรอก ข้าจะกล้าชิงตัว คนจากพระสนมได้อย่างไร? ข้ามาทานอาหารเย็นที่วังของพระ สนมต่างหากเล่า”
ขณะที่เอ่ย นางก็มองไปยังอวี๋หวั่นอย่างเย็นชา พลางเอ่ยด้วย นํ้าเสียงที่อ่อนโยน “เจ้ายังจะอยู่ที่นี่ด้วยเหตุใด? อยากจะทำให้ พระสนมกับข้าหิวตายรึ? ยังไม่รีบไปทำอาหารมาอีก!”
“เจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นโค้งกาย และหันหลังเดินไปนอกห้องโถง
“ช้าก่อน ข้าอนุญาตให้เจ้าไปแล้วรึ?” สวี่เสียนเฟยหยุดอวี๋ หวั่นอย่างแผ่วเบา
อวี๋หวั่นบังเอิญเดินไปถึงด้านข้างของซั่งกวนเยี่ยน แม้เธอจะ ไม่รู้ว่าซั่งกวนเยี่ยนทราบข่าวได้อย่างไร ทว่าเธอก็เข้าใจว่าซั่งกวน เยี่ยนมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือตน
เธอใช้หางตาเหลือบมองซั่งกวนเยี่ยน ซั่งกวนเยี่ยนยกมือขึ้น พลางหันไปเผชิญสายตากับสวี่เสียนเฟยที่นั่งอยู่ “เจ้าออกไป ก่อน”
สวี่เสียนเฟยกล่าวอย่างเย็นชา “ข้าไม่ได้บอกให้นางไป!”
รอยยิ้มของซั่งกวนเยี่ยนจางหายไป “สวี่เสียนเฟย”
ประกายแห่งความดุร้ายเกรี้ยวกราดพุ่งออกมาจากยอดฝีมือ ทั้งสองฝ่าย บรรยากาศในห้องโถงก็เริ่มตึงเครียดขึ้นทันที
บทที่ 53 รสชาติของแม่ (2)
สวี่เสียนเฟยเอ่ยหยามเหยียด “ซั่งกวนเยี่ยน เจ้าคิดว่าตัวเอง ยังเป็นพระชายาเยี่ยนอ๋องเหมือนเมื่อก่อนจริงๆ หรือ? ตั้งแต่วันที่ เจ้าแต่งงานใหม่ เจ้าก็ไม่ได้เป็นคนของราชวงศ์อีกแล้ว ข้าแนะนำ ให้เจ้ายอมทำตามแต่โดยดี อย่าต้องให้ใช้กำลังบังคับจะดีกว่า เรื่องที่เจ้าบุกรุกตำหนักเสียนฝู ข้าอาจจะไม่ถือสา ทว่าสตรีผู้นั้น เจ้าจะเอาไปไม่ได้!”
ซั่งกวนเยี่ยนจับมืออวี๋หวั่น “แล้วหากข้าจะพานางไปเล่า?”
มุมปากของสวี่เสียนเฟยกระตุก “เช่นนั้นข้าก็ต้องจับเจ้าไป ด้วย”
ทันทีที่นางเอ่ยจบ ก็มีเสียงดังขึ้นอีกครั้งจากด้านนอกห้องโถง “ฮ่องเต้เสด็จ——”
คิ้วของสวี่เสียนเฟยกระตุก โมงยามเช่นนี้ เหตุใดฮ่องเต้จึง เสด็จมา?
นางหันมองซั่งกวนเยี่ยนที่อยู่ด้านข้าง ซั่งกวนเยี่ยนยิ้มให้นาง อย่างมีชัย นางแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ซั่งกวนเยี่ยนเป็นคนเชิญ ฮ่องเต้มา! น่าเสียดายนักที่สตรีผู้นี้มิได้แต่งเข้าวังหลัง!
สวี่เสียนเฟยและซั่งกวนเยี่ยนไปต้อนรับฮ่องเต้ด้วยตนเองที่ ห้องโถงใหญ่ อวี๋หวั่นถูกทิ้งไว้ในห้องด้านข้างกับองครักษ์ของซั่งก
วนเยี่ยนที่อยู่ล้อมรอบเธอ และจ้องมองยอดฝีมือแห่งตำหนักเสีย นฝูดังเช่นพญาเสือเฝ้าตะครุบเหยื่อ
“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญ” สวี่เสีย นเฟยยิ้มอ่อนโยน ถวายบังคมอย่างนุ่มนวล
ซั่งกวนเยี่ยนก็ก้าวไปข้างหน้าและถวายบังคม “หม่อมฉัน ถวายบังคมฝ่าบาท”
ความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของฮ่องเต้ “ฮูหยิน เซียวก็มาที่นี่ด้วยหรือ?”
สวี่เสียนเฟยกำลังจะอ้าปากฟ้องเรื่องนาง ซั่งกวนเยี่ยนก็ชิง เอ่ยก่อน “ใช่แล้ว ใช่แล้วเพคะ พระสนมเชิญหม่อมฉันมาเพคะ!”
สวี่เสียนเฟยตกตะลึง ข้าไปชวนเจ้าเมื่อใดกัน?
ในขณะที่นางพยายามจะอธิบาย ฮ่องเต้ก็เอ่ยอีกครั้ง “เจ้า เรียกข้ามา แล้วก็ยังเรียกฮูหยินเซียวมาอีก มีเรื่องน่ายินดีอันใด หรือ?”
“แน่นอนเพคะ! พระสนมได้เชิญนักปรุงอาหารผู้มากฝีมือใน หมู่ประชาชนมา หวังจะทำอาหารเลิศรสให้พระองค์เสวยเพคะ!” ปากของซั่งกวนเยี่ยนเร็วจนสวี่เสียนเฟยไม่อาจหาช่องแทรกได้
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ฮ่องเต้มองสวี่เสียนเฟยด้วยดวงตาอ่อน โยน “ตั้งแต่ข้าหายจากอาการป่วย ความอยากอาหารของข้าก็ยัง ไม่ดีนัก สนมรักของข้าก็ยังใส่ใจ”
ยามนี้จะกล่าวว่าไม่ได้เชิญพ่อครัวมาเพราะฮ่องเต้ก็เป็นไปไม่ ได้เสียแล้ว สวี่เสียนเฟยต้องกลํ้ากลืนความเสียหายอย่างไม่อาจ เอ่ยสิ่งใด
“พระสนม ฮ่องเต้เสด็จมาแล้ว บอกให้พ่อครัวเตรียมอาหาร เย็นได้แล้วกระมัง” ซั่งกวนเยี่ยนยิ้มพร้อมเอ่ยกับสวี่เสียนเฟยจน จบโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้พูด ก่อนจะเอ่ยกับฮ่องเต้ต่อ “ฝ่า บาทอาจยังมิทราบ พ่อครัวที่พระสนมเชิญมาเป็นคนของหอจุ้ย เซียนที่เอาชนะหอเทียนเซียงในงานแข่งขันปรุงอาหารระดับเทพ พวกเขามีแม่ครัวหญิงผู้หนึ่ง ทักษะการทำอาหารของนางยอด เยี่ยม ผู้คนต่างก็เรียกนางว่าแม่นางตู้คนที่สอง!”
“จริงรึ?” ฮ่องเต้ก็เคยได้ยินเรื่องแม่นางตู้ ทว่าไม่มีโอกาสได้ ลิ้มรสชาติฝีมือของนาง “รีบนำอาหารมาเถิด ข้าหิวแล้ว”
…
กล่าวกันว่านายท่านฉินถูกขันทีอู๋กักตัวให้อยู่ในห้องครัวเล็กๆ แม้แต่แมลงวันก็ยังออกไปไม้ได้ นายท่านฉินกระวนกระวาย จน เกือบคิดว่าจะทำให้ขันทีอู๋เป็นลมด้วยไม้นวดแป้ง ทว่าโชคดีที่อวี๋ หวั่นปรากฏตัวได้ทันเวลา
“แม่นางอวี๋?” ขันทีอู๋ผงะ
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “ฮ่องเต้บอกให้ข้ามาทำ อาหาร ข้าขอเข้าไปได้ไหม?”
ขันทีอู๋ตกตะลึง “แน่…แน่นอน”
อวี๋หวั่นจึงเดินเข้าไปในห้องครัวเล็กๆ
นายท่านฉินดึงเธอไปที่มุม และกวาดสายตาสำรวจมองเธอ ขึ้นลง
“ข้าไม่ได้บาดเจ็บ” แค่ว่าคุกเข่านานแล้วก็เจ็บนิดหน่อย
นายท่านฉินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและถามว่า “เกิดอัน ใดขึ้น? สนมเซียนเซียนบอกอะไรเจ้า? เหตุใดนางจึงกักขังเจ้าไว้ นานเพียงนี้?”
อวี๋หวั่นตอบไปว่า “เรื่องมันยาว”
นายท่านฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นางเข้าใจผิดในความ สัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับองค์ชายรองแล้วก็มาโทษเจ้ารึ?”
“อื้ม” อวี๋หวั่นพยักหน้า
“เรื่องนี้เป็นความผิดข้า!” นายท่านฉินตบตัวเอง
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างใจเย็น “สวี่เสียนเฟยเรียกพบข้า ท่านขัดไม่ ได้หรอก อย่าได้ตำหนิตัวเองเลย”
ถึงจะกล่าวเช่นนั้น นายท่านฉินก็ยังคงโทษตัวเองอยู่มาก ถึง แม้อวี๋หวั่นจะไม่เป็นไร ทว่าหากมันเกิดขึ้นเล่า เขากลัวว่าจะต้อง รู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
เมื่อนึกขึ้นได้ นายท่านฉินจึงกล่าวว่า “จริงสิ เมื่อครู่เจ้าบอก ว่าฮ่องเต้เสด็จมา มันเรื่องอันใดกัน?”
อวี๋หวั่นเดินไปที่เตาและเปิดโถที่มีเต้าหู้เหม็น “ขากลับข้าจะ ค่อยๆ เล่าให้ท่านฟัง ตอนนี้ทำอาหารกันก่อนเถิด อย่าให้ฝ่าบาท ต้องรอ”
…
ณ ห้องโถงใหญ่ ฮ่องเต้นั่งลงพร้อมกับสวี่เสียนเฟยและซั่งก วนเยี่ยน
สวี่เสียนเฟยต้องกลํ้ากลืนความผิดพลาดอย่างไม่เต็มใจ นาง ย่อมไม่ปล่อยให้ซั่งกวนเยี่ยนปล่อยคนของตนไปโดยไร้ประโยชน์ นางมองไปยังฮ่องเต้ซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน “ในเมื่อฮ่องเต้ทรงอยากลิ้มรสชาติฝีมือของแม่นางตู้น้อย เช่นนั้น วันนี้ก็ให้นางทำอาหารทั้งหมดเถิด”
ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย ทว่าสิ่งที่ฮ่องเต้สนใจจริงๆ คือ ความปรารถนาของสวี่เสียนเฟย เขาจึงตอบตกลงทันที
สวี่เสียนเฟยหลุบตามองตํ่า และใช้ฝาถ้วยหมุนใบชาที่ลอยอยู่ ด้านใน สาวชาวบ้านผู้หนึ่ง นางไม่เชื่อว่าฝีมือการทำอาหารของ นางจะดีสักเท่าไร! หากฮ่องเต้ไม่ค่อยเสวย ก็จัดการนางได้อย่าง บริสุทธิ์ยุติธรรม และยังไม่ต้องทำให้มือตนเองต้องสกปรกแปด เปื้อนด้วย
ทันทีที่นายท่านฉินได้ยินว่าอวี๋หวั่นต้องเป็นแม่ครัวใหญ่ ขา ของเขาก็อ่อนแรงลงทันที แม่นางอวี๋ทำเต้าหู้เหม็นได้ดี ทว่าอาหา รอื่นๆ…นับว่าเป็นหายนะเลยล่ะ…หากทำให้ฮ่องเต้อาเจียนจะทำ
เช่นไร? จะไม่ตัดศีรษะพวกเขาด้วยความโกรธหรือ?
“ข้า ข้า ข้า…ข้าคิดว่าเรามาจัดเลี้ยงเต้าหู้เหม็นกันเถอะ เต้าหู้ เหม็นทอด เต้าหู้เหม็นต้ม เต้าหู้เหม็นนึ่ง…”
นายท่านฉินนับนิ้วได้ครึ่งทาง อวี๋หวั่นก็เดินออกไปพร้อม ตะกร้า
ท่าทีของนายท่านฉินเปลี่ยนไป “เจ้า เจ้าจะทำอะไร?”
อวี๋หวั่นเอ่ย “เลือกผัก”
เจ้ายังกล้าหยิบมันจริงๆ!
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมาอาหารจานแรกก็ถูกนำถวาย เป็น เต้าหู้เหม็นที่มีไส้สามชนิด อย่างแรกคือนํ้าปรุงเต้าหู้ยี้ อย่างที่สอง เป็นหัวผักกาดดองหั่นเต๋าของลุงใหญ่ และอย่างที่สามคือหน่อไม้ ดองหั่นเต๋าของอวี๋หวั่น
กลิ่นเหม็นรุนแรงทั้งสามผสมผสานเข้าด้วยกัน ส่งกลิ่นเหม็น ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถง ทันทีที่นำจานเข้ามา ฮ่องเต้ก็แทบจะ อาเจียน!
สวี่เสียนเฟยปิดจมูกด้วยความรังเกียจ “นี่มันคืออันใดกัน?”
มีเพียงซั่งกวนเยี่ยนที่นํ้าลายสอ นางอยากกินตั้งแต่อยู่ที่จวน สกุลเว่ยแล้ว ทว่าถูกสาวใช้ตัวน้อยป้องกันอย่างแน่นหนา ในวันนี้ นางเอาตัวเองมาอยู่ในตำหนักได้อย่างชาญฉลาดยิ่งนัก!
ซั่งกวนเยี่ยนยัดเต้าหู้เหม็นเข้าปากโดยไม่เสียเวลาพูดพรํ่า
ชิ้นนี้เป็นไส้หน่อไม้ดอง ผิวเต้าหู้กรอบเสียจนกัดแล้วมีเสียง ทว่า ใจกลางเต้าหู้ยังนุ่มพอจะดูดเข้าไป หน่อไม้ดองสัมผัสเย็น ทั้ง เหม็นและเย็น ยิ่งประกอบกับกลิ่นของเต้าหู้เหม็น กัดไปเพียงหนึ่ง คำ รูจมูกก็มีกลิ่นเหม็น!
หลังจากซั่งกวนเยี่ยนทานอย่างสะอาดหมดจด นางก็คิดได้ว่า ฮ่องเต้ยังไม่แม้แต่ขยับตะเกียบ นางจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ฝ่าบาท ไม่มีพิษเพคะ!”
ขันทีน้อยที่ชิมอาหาร : เห็นได้ชัดว่าเจ้าบังคับตัวเองไม่ได้…
เต้าหู้เหม็นรสชาติดีจริงๆ ทว่าน่าเสียดายที่ฮ่องเต้ไม่ โปรดปราน
ไม่โปรดปรานก็ถูกแล้ว แม้ว่านางจะชอบมันมาก สวี่เสียนเฟ ยก็วางตะเกียบลงอย่างไม่เต็มใจ การจัดการกับหญิงผู้นั้นย่อม สำคัญกว่าความอยากอาหาร
“หาได้คู่ควรกับฉายา!” ฮ่องเต้วางตะเกียบลงเบาๆ
ฝีมือการทำอาหารที่ยากที่สุดของอวี๋หวั่นคือเต้าหู้เหม็นและ หน่อไม้ดอง ทั้งสองอย่างนี้ไม่อาจทำให้ฮ่องเต้ประทับใจได้ และ หลังจากนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก เมื่อนำอาหารสองสามอย่างถัดไปขึ้น ทูลถวาย ฮ่องเต้ก็คงไม่สนใจจะลิ้มลองอีกแล้ว
เมื่อขันทีน้อยลองชิมอาหาร ก็พลันยกมือทาบอก
เมื่อสวี่เสียนเฟยเห็นท่าทีใคร่จะอาเจียนเช่นนั้นก็ดีใจมาก จึง
รีบหยิบตะเกียบคีบใส่ลงในชามของฮ่องเต้ “ฝ่าบาท พระองค์ลอง ดูสักหน่อยเถิด”
สิ่งนี้เป็นขนมอบที่ไม่รู้ว่าทำมาจากส่วนผสมอะไร มีเนื้อหยาบ อีกทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นของดิน
“ฝ่าบาท” สวี่เสียนเฟยมองฮ่องเต้อย่างคาดหวัง
ฮ่องเต้ไม่อาจฉีกหน้านางได้ จึงทนกัดหนึ่งคำ หลังจากนั้น ท้องของเขาก็วูบวาบ!
เมื่อขันทีวังเห็นท่าไม่ดี จึงรีบนำกระโถนมา!
ซั่งกวนเยี่ยนก็ชิมหนึ่งคำเช่นกัน โอ้แม่เจ้า อยากจะตัดหัว!
สวี่เสียนเฟยมีความสุขยิ่งนัก
ในที่สุดฮ่องเต้ก็ไม่อาเจียนออกมา เขากลั้นไว้ได้
ฮ่องเต้โบกมือให้ขันทีวังถอยห่างออกไป
วินาทีต่อมา สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ฮ่องเต้หยิบตะเกียบขึ้นมา คีบขนมอบที่เกือบจะอาเจียนออก มาเมื่อครู่ กัดกินคำแล้วคำเล่า
“ฝ่า…ฝ่าบาท?” สวี่เสียนเฟยไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
“นี่คือผลของอวี๋เฉียน[1]” ฮ่องเต้เอ่ยอย่างสะอึกสะอื้น “ตอน ที่ข้าอยู่ที่ตำหนักเย็น ข้ามักจะหิวโหย ในตำหนักเย็นมีต้นอวี๋เฉีย นอยู่ต้นหนึ่ง มารดาข้าก็หยิบใบอวี๋เฉียนมาทำขนมอวี๋เฉียนให้ข้า
และน้องหกกิน”
ทว่าทักษะการทำอาหารของไทเฮายังไม่ดี นางเป็นบุตรสาว ของครอบครัวที่มั่งมี จะเข้าใจทักษะทำอาหารได้อย่างไร? สิ่งที่ทำ ออกมามักจะต้องกลํ้ากลืนกินอย่างฝืนทน
ฮ่องเต้นํ้าตาไหลอาบหน้า “ขนมอวี๋เฉียนของท่านแม่…ก็ รสชาติเช่นนี้”
…………………………………………………….
[1] อวี๋เฉียน คือ ผลของต้นเอล์ม