หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 523.1 รักไม่แยกจาก โจมตีถึงชีวิต (1)
ในที่สุดรถม้าก็มาถึงประตูเมือง
กลิ่นอายราชาศักดิ์สิทธิ์ในร่างของอวี๋หวั่นถูกซ่อนไว้ชั่วคราว ไม่ได้ทำให้องครักษ์ดูแลเมืองพบเบาะแสใด แต่ถึงเป็นเช่นนี้ เวร ยามของเผ่าพ่อมดก็เข้มงวดกว่าเมื่อก่อนมาก
องครักษ์คนหนึ่งเข้ามาขวางทางรถม้า “ที่นั่งอยู่ด้านในคือผู้ ใด?”
ฮูหยินรองเปิดม่านมององครักษ์ผู้นั้นอย่างไม่โกรธเคืองทว่า น่ายำเกรง “แม้แต่รถม้าจวนสกุลเวิน เจ้าก็ไม่รู้จักหรือ?”
องครักษ์ผงะ ทีแรกเขารีบร้อนหยุดรถจึงไม่ทันสังเกตเห็น สัญลักษณ์บนรถม้า เขาก้าวถอยหลังยอมรับ ยกมือคำนับอย่าง ร้อนรน “ที่แท้ก็เป็นฮูหยินเวิน ข้าน้อยตาไร้แวว ทำงานบกพร่อง ขอฮูหยินเวินโปรดอภัย”
“ข้าจะออกไปนอกเมืองสักหน่อย”
“เอ่อ…” องครักษ์เหลือบมองฮูหยินรองด้วยความแปลกใจ “ขอบังอาจถามฮูหยิน ต้องการออกนอกเมืองด้วยเหตุอันใด ขอรับ?”
ฮูหยินรองกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าได้ยินว่านอกหมู่บ้านมีของ ใหม่ๆ มาไม่น้อย ข้าอยากออกไปจับจ่าย เหตุใดรึ? ไม่อนุญาต?”
องครักษ์รีบกล่าวอย่างสุภาพ “ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่ ข้าน้อยจะ กล้าขัดขวางการเดินทางฮูหยินเวินได้อย่างไร? เพียงแต่ระยะนี้ใน เผ่าเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง นอกหมู่บ้านล้วนเป็นคนต่างถิ่นแดนไกล นำของปลอมปะปนกับของจริง เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ฮูหยินเวิน โปรดไตร่ตรองอีกครั้ง”
ต๋าหว่าเปิดม่านพูดอย่างโกรธเคือง “ใต้เท้าอยู่ด้วย มีอันใดไม่ ปลอดภัย?”
องครักษ์ผงะไปอีกครั้ง “ใต้เท้าเวินก็อยู่หรือขอรับ?”
ต๋าหว่าประชดประชัน “หากไม่อยู่คงไม่รู้ว่าคนสกุลเวินจะออก นอกเมืองสักคราก็ยังถูกขัดขวาง หากเรื่องนี้ไปถึงหูของราชินี แม่มดกับผู้อาวุโสใหญ่ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีท่าทีเช่นไร”
ทันทีที่องครักษ์ได้ยินเช่นนี้ ก็ตื่นตระหนกรีบยกมือขออภัย “ใต้เท้าเวินโปรดอภัย! ข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่ง องค์ราชินีมี รับสั่งให้ตรวจสอบผู้คนที่จะเดินทางออกนอกเมืองอย่างเข้มงวด คิดว่าใต้เท้าเวินคงทราบว่าในเผ่ามีสายสืบ สายสืบพวกนั้นไม่ เพียงแต่บุกรุกวังหลวง ยังเคยลักพาตัวองค์ชายเยี่ยยางไปด้วย แม้ว่าองค์ชายจะเสด็จกลับมาแล้ว ทว่าตราบใดที่สายสืบยังไม่ถูก จับ เผ่าพ่อมดก็ไม่มีวันสงบสุข ขอใต้เท้าเวินโปรดเข้าใจในความ ลำบากของข้าน้อยด้วยขอรับ”
ความหมายก็คือ แม้จะเต็มใจปล่อยพวกเขาออกจากเมือง ทว่าก็ยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่ดี
เป็นถึงคนสกุลเวิน ฝ่ายมารดาของราชินีแม่มด หากไม่มีคำ สั่งของราชินีแม่มดก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่หากกล่าวว่าราชินีแม่มด มุ่งเป้าไปที่ครอบครัวฝั่งมารดาก็มิใช่เสียทีเดียว ทว่ายามที่ราชินี แม่มดมีโทสะจริงจัง แม้เพียงจุดบกพร่องเล็กๆ ก็จะไม่ปล่อยผ่าน ไปง่ายๆ
“เช่นนั้นเจ้าก็ค้นเถิด” ต๋าหว่าพูด
“ล่วงเกินแล้วขอรับ!” องครักษ์กล่าวจบก็เดินไปที่รถม้าของ ต๋าหว่า
สารถีของต๋าหว่าคือโจวอวี่เยี่ยนที่ปลอมเป็นบุรุษ ส่วนมู่ชิง ปลอมเป็นสตรีนั่งในรถม้า หลุบตาลงไม่ให้คนสังเกตเห็นสีตาที่ แตกต่าง
องครักษ์กวาดมองร่างของมู่ชิง
ฮูหยินรองไม่พอใจ “เจ้าเอาแต่จ้องมองสาวใช้ของข้าด้วยเหตุ ใด?”
องครักษ์กล่าว “อา สาวใช้ของฮูหยินเวินท่านนี้ดูไม่ค่อยคุ้น นัก”
ในฐานะนายหญิงของจวนสกุลเวิน แม้ว่านางกับเวินซวี่จะไม่ ได้มีชีวิตคู่ที่ดีนัก ทว่าสถานะของนางในตระกูลก็ยังเป็นที่จับตา มองอย่างยิ่ง นางได้เข้าร่วมงานสำคัญไม่น้อย และมักจะพาหงอวี้ ไปอยู่ข้างกายเสมอ องครักษ์เคยพบหงอวี้ จึงรู้สึกว่าสาวใช้ผู้นี้ดูไม่
เหมือนนัก
มู่ชิงบีบนิ้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ฮูหยินรองวางมือประกบกับมือของเขาอย่างนุ่มนวล
มือของฮูหยินรองอบอุ่นอ่อนนุ่ม ด้วยความอ่อนโยนของสตรี แม้ไม่มีพละพลังเช่นบุรุษ ทว่ากลับทำให้คนสงบลงอย่างอธิบายไม่ ถูก
มู่ชิงรู้สึกว่าตนคลายกังวลลงได้แล้ว
กลับเป็นต๋าหว่าที่ไม่สู้ดี
นั่นไม่ใช่สาวใช้จริงๆ สักหน่อย!
แต่เป็นไอ้เด็กแสบ!
หวั่นโหรวไปจับมือไอ้เด็กแสบนั่นได้อย่างไร?!
ดวงตาของต๋าหว่าถลึงโตจนองครักษ์สงสัยว่าตนเห็นภาพ หลอน
ใต้เท้าเวินซวี่เห็นสิ่งใด เหตุใดทำท่าเหมือนจะกินคนเช่นนี้?
ฮูหยินรองกล่าวอย่างใจเย็น “ข้ามีสาวใช้มากมาย อยากให้ผู้ ใดไปด้วยก็เป็นผู้นั้น แม้แต่เรื่องนี้เจ้าก็ต้องยุ่งหรือ?”
“ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่!” องครักษ์ละอายใจ
“พี่องครักษ์กำลังหาข้าอยู่หรือไม่?” บนรถม้าคันหลัง อวี๋หวั่น เปิดม่าน เธอแปลงกายเป็นหงอวี้ ข้างกายเธอคือเยี่ยนจิ่วเฉา โจว
จิ่นและราชาพ่อมดที่หลับใหล สารถีคืออิ่งสือซัน
องครักษ์เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย พลันคลี่ยิ้มเดินไปหาอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นเปิดม่านให้เขาตรวจสอบอย่างเปิดเผย
องครักษ์มองเข้าไปข้างในและสบตากับโจวจิ่นเช่นเคย
องครักษ์ก็ตกอยู่ในภวังค์
“ล้วนเป็นสาวใช้กับผู้ดูแลของจวน”
จิตสำนึกเช่นนี้ผุดขึ้นในหัวขององครักษ์ เขาเดินไปยังรถม้า คันที่สามอย่างล่องลอย จากนั้นก็เปิดม่านดู “อื้ม เป็นผู้ดูแลจริงๆ”
ชุยเฒ่าและอาม่าแอบทอดถอนใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่มีโจวจิ่น ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไปได้อย่างไร?
บัดนี้หลัวช่าทหารทั้งสี่กำลังปกป้องสิ่งที่สำคัญกว่าอยู่ที่ตำ หนักกวังหมิง จึงทำให้พวกเขาได้โอกาส พวกเขาเดินทางออกจาก เมือง มุ่งหน้าออกนอกหมู่บ้านอย่างเกรียงไกร
นอกหมู่บ้านผู้คนพลุกพล่าน เป็นที่ที่เหมาะแก่การติดต่อกัน
“พวกท่านพ่อน่าจะถึงนอกหมู่บ้านแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ ใด?” อวี๋หวั่นเรียกสัตว์พิษตัวน้อย
ไข่ดำทั้งสามมีหนอนกู่อยู่บนตัว สัตว์พิษตัวน้อยสามารถรับรู้ กลิ่นอายจากพวกเดียวกันได้
“ดูเหมือนจะอยู่ตรงนั้น” อวี๋หวั่นชี้ไปที่ถนนสายยาวทางทิศ
ตะวันออก
อิ่งสือซันกล่าว “เช่นนั้นเราไปตอนนี้เลยหรือไม่?”
“อื้ม” อวี๋หวันพยักหน้า
สัตว์พิษตัวน้อยต้องนำทาง ดังนั้นรถม้าของอวี๋หวั่นกับเยี่ยน จิ่วเฉาจึงอยู่หน้าสุด
ต๋าหว่ามีใจอยากอยู่กับฮูหยินรองให้นานอีกหน่อย จึงให้รถม้า ตนอยู่ท้ายสุด
เริ่มแรกนอกหมู่บ้านก็ไม่ใหญ่แล้ว ยิ่งมีคนต่างถิ่นมากขึ้น เรื่อยๆ อาณาเขตนอกหมู่บ้านยิ่งดูเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของหมู่บ้าน เหลียนฮวา
“อยู่ที่ใดกันแน่นะ? เหตุใดไปตะวันออกที ตะวันตกที?” อวี๋ หวั่นกล่าวพลางมองสัตว์พิษตัวน้อยที่สับสนจนหัวหมุนอยู่กลาง ฝ่ามือ
ไม่แปลกที่สัตว์พิษตัวน้อยจะเป็นบ้า ก็เพราะเจียงน้อยจอม เจ้าเล่ห์รวดเร็วดั่งแสง เหล่าไข่ดำอยากกินสิ่งนั้น ก็พาไปตรงนั้น อยากกินสิ่งนี้ก็แวบหายไม่เห็นตัว
รถม้าแล่นเข้ามาในตลาดสด ฝูงชนพลุกพล่าน ความเร็วจำ ต้องลดลงมา
ฮูหยินรองแหวกม่านมองลอดออกไปด้านนอกเป็นครั้งคราว
“เจ้ามาที่นี่ครั้งแรกหรือ?” ต๋าหว่าถาม
“ใช่แล้ว” ฮูหยินรองลดม่านลง
“เช่นนั้น…ลงไปเดินเล่นสักหน่อยดีหรือไม่?” ต๋าหว่ากล่าว
ฮูหยินรองผงะ
ต๋าหว่าไอเบาๆ ทีหนึ่ง “อย่างไรเสียรถม้าก็เคลื่อนช้าเช่นนี้ มิสู้ ลงไปเดินเล่นดีกว่าหรือ”
“ข้าก็อยากลงไปด้วย” มู่ชิงกล่าว
ต๋าหว่ากล่าวอย่างรังเกียจ “เจ้าอย่าได้คิดเลย ตาของเจ้าเป็น จุดสนใจเกินไป” และที่สำคัญที่สุดคือ ข้าไปเดินเล่นกับหวั่นโหรว เจ้าจะมาวุ่นวายอันใด? ปล่อยให้คนรํ่าลากันดีๆ ไม่ได้หรือ?!
“ข้าสวมหมวกก็ได้นี่” มู่ชิงหยิบหมวกที่มีผ้าคลุมหน้ามาสวม อย่างไร้เดียงสา
ใบหน้าของต๋าหว่าเป็นสีดำ
พวกเขาลงจากรถม้า
“ฮูหยินน้อย ทางนั้นมีองครักษ์” จู่ๆ อิ่งสือซันก็กระซิบ
“เข้าใจแล้ว อย่าได้ตื่นตระหนก แค่ผ่านไปเฉยๆ ก็พอ” อวี๋ หวั่นกล่าว
อิ่งสือซันเคลื่อนรถม้าผ่านกลุ่มองครักษ์ไป
“ใต้เท้าเวิน!” องครักษ์ลาดตระเวนจำเวินซวี่ได้
ต๋าหว่าแสร้งเป็นเวินซวี่มานาน เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตนแล้ว เขา
ส่งเสียงอื้มตอบรับและเดินไปข้างหน้ากับฮูหยินรองต่อไป
องครักษ์เหล่านี้คงเป็นคนหน้าใหม่ เคยพบเวินซวี่แต่ในวัง เท่านั้น ยังไม่เคยเห็นฮูหยินรอง จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดเสียงวิพาก วิจารณ์
“นี่ สตรีผู้นั้นเป็นใคร? เหตุใดถึงอยู่กับใต้เท้าเวิน?”
“คงมิใช่ฮูหยินเวินกระมัง?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? ทั้งตระกูลรู้ดีว่าฮูหยินเวินไม่เป็นที่ โปรดปราน ใต้เท้าเวินจะพานางออกมาหรือ? พวกเจ้าดูสิ ใต้เท้า เวินดีกับนางเพียงใด!”
ต๋าหว่าไม่รู้ว่าตนถูกจับตามองอยู่ เมื่อเขากับฮูหยินรองเดิน ผ่านแผงลอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็เห็นเชือกข้อมือละเอียดอ่อนงดงาม เส้นหนึ่ง ทอด้วยเชือกสีแดงกับลูกปัดหยกขาว เขาให้ฮูหยินรอง หยุดก่อน
“มีอันใดหรือ?” ฮูหยินรองถามด้วยความสงสัย
ต๋าหว่ากระแอมเบาๆ รวบรวมความกล้าดึงมือของนาง และ วางเชือกถักสีแดงบนข้อมืออวบอิ่มขาวนวล
ฮูหยินรองผิวพรรณขาวใส เชือกถักสีแดงสดเข้ากับนางมาก ยิ่งขับให้นางดูขาวใสเปล่งประกาย
ด้านรูปลักษณ์ฮูหยินรองนับว่ามีหน้าตาสะสวย ทว่าเมื่อเทียบ กับอนุภรรยาเรือนหลังก็ยังดูโดดเด่นน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ต๋าหว่า
ก็รู้สึกว่านางงดงาม งดงามกว่าผู้ใดทั้งสิ้น
“ช่างงดงามนัก”
ต๋าหว่าในใจคิดเช่นนี้ ปากก็เอ่ยเช่นนี้
นี่ไม่ใช่คำพูดยกยอ ดวงตาของเขาล้วนเป็นประกาย
ฮูหยินรองแก้มแดงฉ่า กำลังคิดจะถอดออก “สิ่งที่แม่นาง น้อยใส่ไม่เหมาะกับข้าหรอก”
นี่เป็นเครื่องประดับของสตรีวัยแรกแย้ม ในอดีตนางมองมัน มากเพียงใด ก็ไม่กล้าสวมมันกับข้อมือ
“เหตุใดจะไม่เหมาะกับเจ้า? เจ้าสวมแล้วดูงดงามยิ่งนัก!” ขณะที่ต๋าหว่ากำลังพูด ก็มีเด็กหญิงอายุราวสิบห้าสิบหกเดินมา ข้างๆ นางเลือกสายคล้องมือเช่นเดียวกับที่ฮูหยินรองสวมใส่ ต๋า หว่าพูดอย่างไม่คิด “ดูดีกว่านางอีก!”
สตรีสาว “…….”
ฮูหยินรอง “…….”
ในที่สุดต๋าหว่าก็ซื้อมัน
ทว่าฮูหยินรองอายที่จะใส่มัน เมื่อได้รับมาก็กำไว้ในมือ
อีกด้านหนึ่ง ในที่สุดการหลบหนีของพวกเขาก็ถูกเปิดเผย คน แรกที่ล่วงรู้ไม่ใช่ราชินีแม่มด แต่เป็นผู้อาวุโสใหญ่
หลังจากพูดคุยเปิดอกกับราชินีแม่มด ผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังไม่
วางใจกับการตัดสินใจของราชินี เขาคิดว่าตนต้องโน้มน้าวราชินี แม่มดอีกครั้ง จึงเดินทางเข้าวัง
เขาเป็นปู่ของราชินีแม่มด จะเข้าวังย่อมไม่จำเป็นต้องให้ราชินี แม่มดเชิญ แต่เมื่อเขาไปถึงตำหนักราชินีแม่มด ก็ได้รับแจ้งว่า ราชินีแม่มดออกไปแล้ว
“ไปที่ใด?” เขาถาม
หงหลวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คล้ายว่าจะไปเยี่ยมองค์ชายเยี่ยยาง พร้อมกับใต้เท้าเวินซวี่เจ้าค่ะ”
“ไปเยี่ยมองค์ชายเยี่ยยางหรือ?” คิดดูแล้วเยี่ยยางหายตัวไป และกลับวังมาได้ในที่สุด ในฐานะทวด เขาก็ควรจะไปเยี่ยมองค์ ชายเยี่ยยางสักหน เขาหันตัวกลับมุ่งหน้าไปยังตำหนักองค์ชายเยี่ย ยาง
แต่เมื่อมาถึงตำหนักองค์ชายเยี่ยยาง บรรดานางข้าหลวงที่ เฝ้ายามก็แจ้งว่าองค์ชายเยี่ยยางไปที่ตำหนักราชาพ่อมดแล้ว ราชินีแม่มดและใต้เท้าเวินซวี่ก็ไปตามหาเขาเช่นกัน
เมื่อคว้านํ้าเหลวอีกครั้ง ผู้อาวุโสใหญ่ก็ขมวดคิ้วแน่น ทว่าไม่ ได้เอ่ยสิ่งใด เขาหันตัวกลับไปที่ตำหนักราชาพ่อมด
นางข้าหลวงที่ดูแลราชาพ่อมดคุกเข่าอยู่นอกฉากกั้น เมื่อเห็น ผู้อาวุโสใหญ่ก็คำนับด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสใหญ่”
“ราชินีแม่มดกับองค์ชายเยี่ยยางละ?” ผู้อาวุโสใหญ่ถาม
“ข้าไม่เห็นราชินีแม่มด องค์ชายเยี่ยยาง…” นางข้าหลวง กล่าวไปพลาง ก็รู้สึกสับสนไปพลาง “องค์ชายเยี่ยยาง… องค์ชาย เยี่ยยาง…”
บทที่ 523.2 รักไม่แยกจาก โจมตีถึงชีวิต (2)
ผู้อาวุโสใหญ่ก็เป็นพ่อมดใหญ่ระดับเทียน เมื่อเห็นว่าแววตา นางข้าหลวงผิดแปลกไป ก็รู้ได้ทันทีว่านางถูกสะกดจิต ดวงตาของ เขาพลันเยียบเย็น เดินอ้อมฉากกั้นไป เห็นแท่นบรรทมที่ราชาพ่อ มดควรนอนอยู่ กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า โซ่ที่ควรมัดราชา พ่อมดไว้ก็ขาดสะบั้น
“เหตุใดเป็นเช่นนี้? ราชาพ่อมดละ?”
“เยี่ยยางละ?”
“เวินซวี่กันราชินีแม่มดละ?!”
เวลานี้ ราชินีแม่มดอยู่ข้างโลงศพในวิหารกวังหมิง หลัวช่า วิญญาณตื่นขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง และขอวัตถุดิบยาบางอย่างกับนาง ยาเหล่านี้จะช่วยให้หลัวช่าวิญญาณตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทั้งยัง ฟื้นฟูพลังกลับไปสู่ช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุด กระทั่งสามารถปลด ผนึกของราชาพ่อมดกับราชาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์
ส่วนเล็กๆ ของการปิดผนึกในยามนั้นคือโซ่เหล็กนอกโลง ราชินีแม่มดตัดโซ่เหล็กนั้นแล้ว ทว่าการปิดผนึกกว่าครึ่งที่เหลือ คือโลงศพ ซึ่งราชินีแม่มดไม่มีอำนาจมากพอจะจัดการได้
“เข้าใจแล้ว ยาที่ท่านกล่าวถึง ข้าจะไปหามาให้แทนท่าน เช่น นั้น ก่อนจะถึงเวลานั้น ขอท่านผู้ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดโปรดรออย่าง
วางใจเถิด”
ยามที่ราชินีแม่มดออกมาจากวิหารกวังหมิง ผู้อาวุโสใหญ่ก็ได้ ตรวจสอบที่มาที่ไปของเหตุการณ์ทั้งหมดจนกระจ่างแล้ว ที่แท้ เยี่ยยางกลับวังมาคราวนี้ก็ดูเปลี่ยนเป็นอีกคน ไม่แยแสผู้ใด ทั้งยัง ไปหาราชาพ่อมดลับหลังราชินี
เวินซวี่เองก็เข้าวัง เดิมทีจะไปตำหนักราชาพ่อมดพร้อมกับ ราชินี ทว่าน่าเสียดายที่เกิดการเคลื่อนไหวในวิหารกวังหมิงเสีย ก่อน ราชินีแม่มดจึงปล่อยเขาและไปดูหลัวช่าวิญญาณ จา กนั้นเวินซวี่ก็พาองครักษ์สองนายไปตำหนักราชาพ่อมดกับเขา ——
และจากนั้น นางข้าหลวงก็ถูกใช้เวทมนตร์ คำพูดของนางไม่ อาจใช้เป็นหลักฐาน
ไม่เพียงแต่นางข้าหลวงที่เฝ้าราชาพ่อมดเท่านั้นที่ถูก เวทมนตร์ ยังมีองครักษ์เฝ้าประตูด้วย
เพราะถูกใช้คาถา องครักษ์จึงเห็นเพียงราชาพ่อมด ไม่เห็น เวินซวี่กับเยี่ยยางในรถม้า
“เจ้าเด็กนี่…เหตุใดถึงทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้? พาราชาพ่อ มดกับเยี่ยยางออกจากวัง! เขาคิดจะทำอะไรกันแน่!”
“ท่านปู่ ท่านมาแล้วหรือ?” ราชินีแม่มดพบกับผู้อาวุโสใหญ่ที่ ประตูวัง
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวว่า “ราชาพ่อมดหายไปแล้ว เยี่ยยางก็ไม่ พบเช่นกัน! ข้าสงสัยว่าเวินซวี่จะพาพวกเขาไป!”
“อะไรนะ?” ราชินีแม่มดตกใจ
“ผู้อาวุโสใหญ่! ผู้อาวุโสใหญ่!” องครักษ์จวนสกุลเวินนายหนึ่ง ควบม้ามาด้วยความเร็ว พลิกตัวลงจากหลังม้า แล้วก้าวไปตรง หน้าเขากับราชินีแม่มด
“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วเอ่ยถาม
องครักษ์หน้าตาตื่นราวกับคนเห็นผี “พะ พบ…องค์ชายเยี่ย ยางแล้วขอรับ!”
องครักษ์พบเขาที่เรือนจวนของเวินซวี่ ราชาพ่อมดมาถึงมือ แล้ว ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวปัญหาไว้อีก จึงทิ้งเขาไว้ในห้องนอนของ เวินซวี่ ยามที่สาวใช้มาทำความสะอาดจัดแจงที่นอนให้เวินซวี่ก็ เห็นว่าจู่ๆ มีคนคนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา จึงกรีดร้องด้วยความตกใจ
ผู้ดูแลสกุลเวินได้ยินเสียง จึงวิ่งมาดู นี่ไม่ใช่องค์ชายเยี่ยยาง หรอกหรือ?
ผู้ดูแลรีบปลุกเยี่ยยาง และถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
“ข้าจำไม่ได้” เยี่ยยางกล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่ก็หม่นลงเล็กน้อย “พลังเวทแข็งแกร่งเสียจริง!”
แม้แต่ความทรงจำก็ถูกลบหายไปจนสิ้น!
ดูจากเผ่าพ่อมดทั้งหมด ก็ไม่มีพ่อมดคนใดมีความสามารถ เช่นนี้
“เป็นโจวจิ่น!” ราชินีแม่มดกัดฟันพูด
เมื่อเรื่องราวมาถึงจุดนี้ หากราชินีแม่มดยังเดาไม่ออกว่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรก็ดูไม่สมควรนัก เด็กที่ถูกร่างแยกของ หลัวช่าวิญญาณพากลับมาไม่ใช่เยี่ยยางแต่แรก แต่เป็นเจ้าเด็ก เลี้ยงแกะโจวจิ่น!
เขาใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของหลัวช่าวิญญาณ ใช้เวทมนตร์ ปิดฟ้าข้ามทะเล[1] ไม่เพียงหลอกนางสำเร็จ แต่ยังพาราชาพ่อมด ออกจากวังไปด้วย
นางก็คิดอยู่แล้ว อยู่ดีๆ เด็กคนหนึ่งจะมีนิสัยเปลี่ยนไปหลัง จากถูกลักพาตัวได้อย่างไร?
“เป็นความประมาทของข้า! ข้าไม่คิดว่าเจ้าเด็กสารเลวนั่นจะ กล้าทำเช่นนี้! ช่างร้ายกาจนัก!”
จริงสิ ต่อให้หลัวช่าวิญญาณจะอ่อนแอเพียงใด ก็ยังเป็นหลัว ช่าวิญญาณ ไม่มีทางถูกหลอกง่ายๆ แต่โจวจิ่นทำได้ จะสามารถ เช่นนี้ก็ไม่แปลก อย่างไรเขาก็เป็นสายเลือดของราชาพ่อมด แต่ ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและสติปัญญาเช่นนั้น มิใช่ทุกคนจะมีได้
“สมกับเป็นทายาทของราชาศักดิ์สิทธิ์กับราชาพ่อมด” ผู้ อาวุโสใหญ่ทอดถอนใจ
ราชินีแม่มดเอ่ยเสียงเย็นชา “ท่านปู่ นี่เวลาใดแล้วท่านยังมี แก่ใจไปชื่นชมบุตรของสองคนนั่นอีกหรือ?”
ผู้อาวุโสใหญ่ทอดถอนใจ “หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ยามแรกเจ้า จะทำเช่นไร?”
ราชินีแม่มดลมหายใจหยุดชะงัก
ผู้อาวุโสใหญ่มองนางเนือยนิ่ง “เจ้าควรจะฆ่าราชาพ่อมดตั้ง นานแล้ว หากฆ่าเขาไป ไม่ว่าเรื่องใดก็จะไม่เกิดขึ้น”
ราชินีแม่มดนิ่งเงียบ
ใช่ นางน่าจะฆ่าบุรุษผู้นั้นตั้งนานแล้ว ทว่ายังไม่สาแก่ใจ นาง อยากดูบุรุษผู้นั้นทรมานครั้งแล้วครั้งเล่าจนแก่ชรา นางต้องการ ตามหาเด็กมารนั่น และทำลายมันต่อหน้าเขา!
นางต้องการให้ความอดทนและเพียรพยายามของเขาในช่วง หลายปีที่ผ่านมาเผาไหม้จนหมดสิ้น อยากเห็นเขาโกรธเกลียดนาง หมดหนทางกับนาง!
ราชินีแม่มดบีบนิ้วอย่างเย็นชา “ข้าจะไม่ให้พวกมันทำสำเร็จ! ราชาพ่อมด โจวจิ่น แล้วก็คนพวกนั้น ผู้ใดก็อย่าหวังจะได้หนี!”
ราชินีแม่มดระดมสรรพกำลังทั้งหมดที่สามารถหาได้ ผู้อาวุโส ใหญ่ก็ระดมกองกำลังองครักษ์จากสภาผู้อาวุโส ทั้งสองกลุ่มรีบมุ่ง หน้าไปที่ประตูเมือง
“พบเห็นใต้เท้าเวินหรือไม่?”
“ใต้เท้าเวินกับฮูหยินรองไปทางนั้นแล้ว”
องครักษ์เฝ้าเมืองชี้บอกทาง กององครักษ์ไล่ล่าก็มุ่งหน้าไป สังหารอย่างเย็นชา
พวกอวี๋หวั่นเดินทางผ่านตลาดไปแล้ว กำลังจะนั่งรถม้าไป รวมกับพวกอวี๋เซ่าชิง การเดินครั้งนี้ก็จะหยุดลงอีกครั้ง
ต๋าหว่าก็ควรแยกทางกับฮูหยินรองแล้ว
“ใต้เท้าเวิน ได้เวลาออกเดินทางแล้ว” โจวอวี่เยี่ยนแต่งตัว เป็นสารถีเอ่ยเตือน
ต๋าหว่ารู้สึกขมขื่น “ข้ารู้ พวกเจ้าไปรอข้าข้างหน้า ข้า…ข้า กล่าวกับนางไม่นานก็จะตามไป”
โจวอวี่เยี่ยนขับรถม้าไปหาอวี๋หวั่นและคนอื่นๆ อย่างช้าๆ
ต๋าหว่าจูงม้า ยืนอยู่ที่ทางสี่แยกกับฮูหยินรอง ข้างหลังเป็นเผ่า พ่อมด ข้างหน้าเป็นทางไม่หวนกลับ
ฮูหยินรองเหลือบมองต๋าหว่าปราดหนึ่ง ก่อนจะหลับตาพลาง เอ่ยอย่างเร่งเร้า “พวกท่านรีบไปเถอะ”
“เจ้า…จะไม่ถามหรือว่าเหตุใดพวกเราถึงต้องทำสิ่งเหล่านี้?”
“ข้าเชื่อว่าท่าน…ต้องมีเหตุผลของตนแน่” ฮูหยินรองยิ้ม ตบ ที่อานม้าแล้วกล่าว “ขึ้นม้าเถอะ ประเดี๋ยวตามไม่ทัน”
“เจ้าจะกลับอย่างไร?” ต๋าหว่าถาม
ฮูหยินรองยิ้ม “ข้าแค่บอกองครักษ์เหล่านั้นว่าข้าเป็นฮูหยิน ของจวนสกุลเวิน ย่อมมีคนพาข้ากลับไปส่ง”
ต๋าหว่ารู้สึกแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก “เมื่อครู่…ข้าพบผู้อาวุโส สามระหว่างทาง ขอโทษ ข้าให้คนสะกดจุดเขา”
ฮูหยินรองผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เหลือบมองอิ่งสือซันและ คนอื่นๆ ที่จากไปแล้ว “ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้พวกเขาฆ่าพ่อของ ข้า”
“อา…” ต๋าหว่าตกตะลึง
ฮูหยินรองยิ้มอย่างนุ่มนวล “เอาละ ได้เวลาไปแล้วจริงๆ”
ต๋าหว่ากัดริมฝีปาก พลิกตัวขึ้นม้า “ข้า…”
ต๋าหว่าอยากจะบอกนางว่าตนชื่อต๋าหว่า
ข้าไม่ใช่เวินซวี่
เวินซวี่ไม่อาจกลับมาได้อีกแล้ว
ข้าก็ไม่อาจกลับมาได้อีกแล้วเช่นกัน
ฮูหยินรองถือผ้าเช็ดหน้า โบกมือลาด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ”
ต๋าหว่าหันหน้ามองตรง สองขาบีบท้องม้า ควบออกไป
ฮูหยินรองยืนนิ่งอยู่ตรงทางแยก มองดูร่างที่หายลับไปสุดทาง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลงทีละน้อย
นางเงยหน้าขึ้นราวกับถูกสายลมเม็ดทรายพัดให้ตาพร่า นาง
รู้สึกเจ็บดวงตาเล็กน้อย
นางหันหลังเดินกลับไป
ทันใดนั้น เสียงเกือกม้ากระทบพื้นก็ดังมาจากด้านหลัง หัวใจ ของนางสั่นไหว หันกลับไปอย่างไร้ยางอาย ก็เห็นต๋าหว่าขี่ม้าพุ่งมา หานาง
ลมหายใจของนางบีบรัดขึ้นทันใด
ต๋าหว่าหยุดม้าตรงหน้านาง สูดหายใจแล้วพูดด้วยนํ้าเสียงสั่น เครือ “เจ้าอยากไปกับข้าหรือไม่?”
“อะไรนะ?” ฮูหยินรองผงะงวยงง
ต๋าหว่าใช้ความกล้าหาญทั้งชีวิต ใบหน้าของเขาแดงกํ่า หัวใจ เต้นรัว “ข้าบอกว่าเนี่ยหวั่นโหรว เจ้าอยากไปด้วยกันกับข้าหรือ ไม่?”
ฮูหยินรองพูดด้วยความงุนงง “ไป…ด้วยกันคือ…”
นางอํ้าอึ้ง ไม่กล้าพูดต่อ
ต๋าหว่าทุ่มสุดตัว พูดออกไปด้วยความกล้าหาญ “ไปจากจวน สกุลเวิน! ไปจากเผ่าพ่อมด! ข้าไปที่ใด เจ้าก็ไปที่นั่น! ที่ที่ข้าอยู่ก็คือ บ้านของเจ้า เนี่ยหวั่นโหรว!”
หลังจากพูดจบ ก็โน้มตัวส่งมือให้นาง
ฮูหยินรองมองมือใหญ่ที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างล่องลอย ไม่รู้ว่า
ด้วยความตื่นเต้นหรือไม่ มือนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดง กลางฝ่ามือชุ่ม ไปด้วยเหงื่อ
“ข้า….”
ดวงตาของฮูหยินรองร้อนผ่าว หัวใจยิ่งร้อนรุ่มจนเจ็บปวด
ต๋าหว่ารอคำตอบอย่างกระวนกระวาย นางเป็นนายหญิงจวน สกุลเวิน เป็นบุตรีของจวนสกุลเนี่ย หากให้นางละทิ้งทุกอย่าง ท่อง ไปทั่วหล้ากับเขา ก็ดูโหดร้ายเกินไปหน่อย อีกอย่างเขาไม่ใช่เวินซวี่ ตัวจริง ไม่ใช่สามีของนาง ไม่ใช่คนที่นางรัก…
การร้องขอเช่นนี้ไม่ยุติธรรมเลย
ดวงตาของต๋าหว่าหมองหม่นลง เขาถอนมือกลับ
ทันใดนั้นฮูหยินรองก็คว้ามือของเขาไว้
ต๋าหว่าตกตะลึง
ฮูหยินรองปาดนํ้าตาแล้วเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ “ไม่ได้จะพา ข้าไปหรือ?”
“อืม! อืม!” ต๋าหว่าพยักหน้าราวกับโขลกกระเทียม
ฮูหยินรองกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นไยยังไม่รีบพาข้าขึ้นไป?”
ต๋าหว่ากะพริบตาด้วยความประหลาดใจไม่คาดคิด รีบดึงฮู หยินรองขึ้นมา
ไหนเลยจะรู้ว่าเวลานี้ สถานการณ์ผันเปลี่ยนกะทันหัน ลูกธนู
ดอกหนึ่งยิงมาจากด้านหน้า ต๋าหว่าตกใจหน้าซีด หันตัวกลับไปปก ป้องฮูหยินรองในอ้อมแขนแน่น
ฮูหยินรองกลับใช้มือผลักต๋าหว่าลงจากหลังม้า
ลูกธนูปักกลางอกฮูหยินรอง เลือดแดงสดไหลรินออกมา นาง บนอานม้าตัวแข็งทื่อ เลือดกระอักไหลจากมุมปาก
ต๋าหว่าดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจ “ไม่…ไม่——“
ร่างของฮูหยินรองตกลงจากหลังม้า
ต๋าหว่ารีบวิ่งเข้าไปรับนาง
“เนี่ยหวั่นโหรว…เนี่ยหวั่นโหรว…”
ต๋าหว่ากอดนางแน่น “เนี่ยหวั่นโหรว…เนี่ยหวั่นโหรว…”
“เจ้า…เจ้าคือ…” ฮูหยินรองกระอักเลือดอย่างรุนแรงอีกครั้ง นางกำเชือกแดงไว้ไม่ปล่อย ทว่ากลับล้มลงอย่างอ่อนแรง
ดวงตาของนางปิดลงในอ้อมแขนของเขา
ต๋าหว่ารํ่าไห้คล้ายใจจะขาด!
“ข้าคือต๋าหว่า…”
“ข้าคือต๋าหว่า——”
…………………………………………
[1] ปิดฟ้าข้ามทะเล คือ การอำพรางเป้าหมายที่แท้จริง สร้างเป้า
หมายปลอมเพื่อหลอกล่อ รอกระทั่งสบโอกาสจึงลงมือทำตาม
เป้าประสงค์ที่แท้จริง