หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 524.1 ช่วยชีวิตสุดกำลัง เขามาแล้ว (1)
กององครักษ์ไล่ตามมาไม่ขาดสาย
โจวอวี่เยี่ยนเคลื่อนรถม้าไปอย่างช้าๆ เดิมทีได้ยินเสียงเกือก ม้าก็คิดว่าเป็นต๋าหว่า ทว่าไม่นานเสียงเกือกม้าก็ดังเลี้ยวจากไปอีก ทาง
นางชะเง้อมองไปข้างหลัง เห็นเพียงหลังม้าที่ควบจากไป
“ทำสิ่งใดหล่นไปหรือ?” นางแอบพึมพำ
ไม่นาน นางก็สัมผัสได้ถึงไอสังหารทรงพลังกลุ่มหนึ่ง ดวงตา ทอประกายเย็บวาบ กระชากบังเหียนหยุดรถม้า
มู่ชิงที่อยู่ในรถไม่อาจทรงตัว พุ่งถลาออกมาด้านนอก โจวอ วี่เยี่ยนยกมือกั้นไม่ให้เขาตกลงพื้น
“เกิดอะไรขึ้นศิษย์พี่?” มู่ชิงถามด้วยความสงสัย
โจวอวี่เยี่ยนกล่าวอย่างหวาดระแวง “ดูเหมือนจะมีคนมา ข้า จะไปดูต๋าหว่า เจ้าไม่ต้องอยู่รอในรถ รีบไปหาที่ซ่อนตัว!”
“โอ้” ทันทีที่ได้ยินว่ามีอันตราย มู่ชิงไม่กล้าที่จะลังเล รีบสวม หมวก เดินไปซ่อนตัวในที่อาศัยซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล
เมื่อโจวอวี่เยี่ยนเห็นว่าเขาซ่อนตัวดีแล้ว ก็ใช้วิชาตัวเบาเหาะ เหินไปยังทิศที่ต๋าหว่าจากไป
ยามนางมาถึงที่เกิดเหตุ เหล่าองครักษ์ที่ไล่ตามมาก็ถึงแล้ว กลุ่มคนดำทะมึน ทุกคนถือหน้าไม้ประกายเย็นเยียบแวววาว นี่ ไม่ใช่องครักษ์วังหลวงที่เคยเห็น ทว่าดูเหมือนกับกององครักษ์ รักษาพระองค์ลึกลับมากกว่า
ด้านข้างม้าฝีเท้าดีของต๋าหว่า ต๋าหว่าคุกเข่าลงข้างหนึ่ง โอบ ร่างของฮูหยินรองซึ่งอาบไปด้วยเลือดและลูกธนูที่ปักกลางอก รํ่าไห้ราวกับเด็กน้อยคนหนึ่ง…
คิ้วของโจวอวี่เยี่ยนเด้งขึ้น และขมวดอย่างไม่คาดคิด
เหตุใดจากไปเพียงครู่เดียวถึงเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ได้?
วินาทีก่อนนางยังเป็นฮูหยินรองสตรีผู้งดงาม บัดนี้ร่างกาย กลับโชกเลือด…องครักษ์เหล่านี้กล้าสังหารคนไม่เลือกหน้า? ไม่ เห็นหรือว่าหนึ่งในนั้นเป็นน้องชายของราชินีแม่มด อีกคนหนึ่งก็ เป็นบุตรีตระกูลเนี่ย?
หรือว่าตัวตนของต๋าหว่าถูกเปิดเผยแล้ว?
แม้เป็นเวลาเพียงชั่วพริบตา ความสงสัยก็ผุดขึ้นในใจโจวอ วี่เยี่ยนนับไม่ถ้วน แน่นอน บัดนี้ไม่ใช่เวลาจะจัดการกับความสงสัย ของตน หากแต่ต้องรีบขับไล่องครักษ์ให้ล่าถอยและพาพวกเขา ออกไปสำคัญกว่า
โจวอวี่เยี่ยนชักแส้จากเอว เหวี่ยงขึ้นไปกลางอากาศ โจมตี องครักษ์คนหนึ่งที่ยิงธนูใส่ต๋าหว่ากับฮูหยินรองอย่างดุเดือด
เสียงฟาดดังสนั่น หน้าไม้ในมือองครักษ์ถูกกำลังภายในของ แซ่สะเทือนแยกเป็นสองส่วน องครักษ์ตกใจ ดึงกระบี่จากเอวพุ่ง โจมตีโจวอวี่เยี่ยน โจวอวี่เยี่ยนไม่ปล่อยให้เขาได้โอกาส วาดแส้ตัด คอของเขาขาดสะบั้น
เขาเป็นศพแรกที่โจวอวี่เยี่ยนสังหาร
นางมีวรยุทธ์สูงส่งก็จริง แต่นางก็เป็นบุตรีสกุลโจว มีบิดาที่รัก นาง มีศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รักและเคารพนาง ไม่เคยมีผู้ใดปฏิบัติไม่ดี ต่อนาง หากต้องฝึกวรยุทธ์เพื่อป้องกันตัว ไม่สู้ฝึกฝนร่างกายให้ แข็งแกร่งยังดีเสียกว่า นางไม่เคยคิดที่จะฆ่าคน
ทว่าสถานการณ์ยามนี้ ทำให้นางไม่อาจใจอ่อนออมมือ
เมื่อเห็นสตรีผู้มีจิตใจงดงามเช่นนั้นต้องนอนจมกองเลือด ใจ ของนางก็สุมด้วยไฟโทสะ
เดนเหล่านี้เป็นเดรัจฉานใดกัน? เหตุใดสตรีไร้เรี่ยวแรงไร้ทาง สู้ก็ยังลงมือได้?
องครักษ์ไล่ล่าคนที่เหลือเห็นโจวอวี่เยี่ยน ต่างก็เล็งธนูยิงศรใส่ นางราวกับห่าฝนมืดฟ้ามัวดิน
โจวอวี่เยี่ยนโบกแส้ยาวด้วยความเร็ว สร้างเกราะกำบังที่มอง ไม่เห็น ปัดลูกธนูออกทีละดอก ธนูดอกหนึ่งพุ่งข้ามศีรษะนางไป ทางต๋าหว่าที่อยู่ด้านหลัง
โจวอวี่เยี่ยนหันกลับไปมองด้วยความตกใจ “ระวัง!”
ต๋าหว่าสิ้นอาลัย กอดร่างฮูหยินรองแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว ราวกับถูกดูดวิญญาณ ไม่ได้ยินเสียงใดๆ แม้แต่น้อย
โจวอวี่เยี่ยนเบี่ยงตัวไปปัดธนูดอกนั้น แต่องครักษ์คนหนึ่งก็ คว้าแส้ของนางไว้ ดวงตานางประกายเฉียบคม ระเบิดกำลังภายใน ผลักองครักษ์ผู้นั้นกระเด็นออกไป ทว่าก็พลาดโอกาสที่ดีที่สุดใน การสกัดลูกธนูไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าลูกธนูกำลังจะแทงทะลุหัวใจของต๋าหว่า จู่ๆ ลูกดอกลูกหนึ่งก็พุ่งสกัดลูกธนูนั้น
โจวอวี่เยี่ยนมองลูกดอกที่ตกลงสู่พื้นก็พลันรู้สึกดีใจ “อิ่งลิ่ว!”
ร่างสูงใหญ่โดดลงจากท้องฟ้า ทว่าไม่ใช่อิ่งลิ่ว
“อิ่งสือซัน?” โจวอวี่เยี่ยนประหลาดใจ นั่นไม่ใช่อาวุธลับขอ งอิ่งลิ่วหรือ? เหตุใดเขาถึงใช้มันเป็น? หรือของอิ่งลิ่วก็คือของเขา แล้วของเขาก็คือของอิ่งลิ่ว?
สายตาของนางตกกระทบกับปลอกมีดหนังบนเอวของอิ่งสือ ซัน
นี่เป็นสิ่งที่อิ่งลิ่วซื้อให้อิ่งสือซัน เขาก็ซื้อให้ตนเองอันหนึ่ง คู่นี้ ช่างดูเข้าคู่กันยิ่งนัก
เคร้ง!
ดาบยาวในมืออิ่งสือซันฟันลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่โจวอวี่เยี่ยน “มัว อึ้งอันใด? อยากตายหรือ?”
โจวอวี่เยี่ยนตกใจกลัวได้สติกลับมา นางกระชับแส้ในมือ ฟาด ลูกธนูอีกดอกที่พุ่งเข้ามา
“อิ่งลิ่วละ?” โจวอวี่เยี่ยนถาม “เขาไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
อิ่งสือซันมองนางอย่างเย็นชา “เจ้าห่วงตัวเจ้าก่อนเถอะ!”
กององครักษ์ไล่ล่าครั้งนี้แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมกว่าที่เคยไม่ น้อย ด้านคุณชายไม่ถูกลอบโจมตี ทว่าคุณชายกังวลถึงความ ปลอดภัยของพวกเขา จึงสั่งให้ตนมาตามหา
โชคดีที่ได้มา ศิลปะการต่อสู้ของโจวอวี่เยี่ยนมิได้อ่อนด้อย ทว่าอาการไขว้เขวเมื่อครู่นี้มันเรื่องใดกัน?
ราวกับเดาความคิดดูแคลนของอิ่งสือซันออก โจวอวี่เยี่ยนขบ เม้มริมฝีปากตน “เพราะเจ้ามาถึงได้กวนใจข้า! ข้าเองสู้ได้อยู่ แล้ว!”
นี่เป็นความจริง หากไม่ใช่เพราะปลอกมีดหนังของเขาที่ทำให้ นางนึกถึงอิ่งลิ่ว นางก็คงไม่วอกแวกหรอก
“จริงหรือ?” อิ่งสือซันถามกลับอย่างเย็นชา กำลังภายในอัน น่าสะพรึงกลัวกลุ่มหนึ่งพุ่งโจมตีโจวอวี่เยี่ยน แต่โจวอวี่เยี่ยนไม่ได้ หยุดมัน
“อ๊า——” ต่อจากเสียงกรีดร้อง โจวอวี่เยี่ยนกก็ถูกพลังกำลัง ภายในจนพลิกหมุนกระเด็นออกไปราวกับว่าวที่เชือกขาด
อิ่งสือซันหมายจะคว้าตัวนางไว้ แต่ก็ถูกคนล้อมเสียก่อน เขา
แยกร่าง ท่ามกลางวิกฤตอันเลวร้ายโจวอวี่เยี่ยนกวาดแส้พันท้อง ม้าของต๋าหว่า ด้วยพละกำลังมหาศาลทำให้ม้าซวนเซไปหลายก้าว แต่โชคดีที่หยุดนางไว้ได้
โจวอวี่เยี่ยนดีดปลายเท้า พลิกตัวกลับลงพื้น นางเก็บแส้ ตบ อานม้าอย่างสบายใจ “เด็กดี ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไรแล้ว!”
ม้าเงยหน้าส่งเสียงร้อง
โจวอวี่เยี่ยนหันมององครักษ์ที่ทำร้ายนาง กัดฟันกรอด “กล้า ลอบโจมตีข้า? ไม่อยากมีชีวิตแล้วกระมัง!”
โจวอวี่เยี่ยนเหาะขึ้นไปบนอากาศ วาดแส้ใส่องครักษ์ผู้นั้น เขา ไม่ทันตั้งรับถูกฟาดล้มลงกับพื้น
โจวอวี่เยี่ยนยังอยากใช้กระบวนท่าจัดการต่อ แต่อิ่งสือซันก็ กล่าวว่า “เอาละ เลิกบ้าสงคราม! รีบพาพวกต๋าหว่าออกไปก่อน!”
“…รู้แล้วน่า!” โจวอวี่เยี่ยนเหลือบมองต๋าหว่าผู้สิ้นหวัง แล้ว มองฮูหยินรองที่เขากอดไว้แน่น นางทอดถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ ใช้ วิชาตัวเบาพาพวกเขาออกไปข้างละคน
องครักษ์จะตามไป แต่ก็ถูกอิ่งสือซันหยุดไว้
ไปได้ครึ่งทาง โจวอวี่เยี่ยนก็พบกับอิ่งลิ่วที่ตามมาเสริม
อิ่งลิ่วเห็นคนสองคนในอ้อมแขนที่โจวอวี่เยี่ยนหอบกลับมา ก็ ตกตะลึงในทันที “ไยเป็นเช่นนี้?”
โจวอวี่เยี่ยนกล่าว “ข้าก็ไม่รู้ พี่หวั่นและคุณชายเยี่ยนละ?”
“พวกเขาอยู่ตรงนั้น มากับข้า!” ขณะกล่าว อิ่งลิ่วก็ดึงต๋าหว่า จากมือของโจวอวี่เยี่ยน แต่ต๋าหว่าปฏิเสธที่จะปล่อยมือของฮูหยิน รอง อิ่งลิ่วแกะอยู่นานจนเกือบจะตัดนิ้วของเขาทิ้ง
โจวอวี่เยี่ยนจ้องมองเขา “หากยังโอ้เอ้ ร่างของนางจะถูกคน ชิงไป!”
ไม่รู้ว่าประโยคนี้กระตุ้นต๋าหว่าหรือไม่ ต๋าหว่านํ้าตาไหล ใน ที่สุดก็ยอมปล่อยมือ
อิ่งลิ่วอุ้มเขาขึ้น ส่วนโจวอวี่เยี่ยนก็อุ้มฮูหยินรองไว้ในอ้อมแขน
“ไม่มีผู้ใดตามเจ้ามาใช่หรือไม่?” อิ่งลิ่วถาม
“ไม่มี อิ่งสือซันขวางพวกเขาไว้” โจวอวี่เยี่ยนกล่าว
“อ้อ” อิ่งลิ่วตอบรับ
โจวอวี่เยี่ยนกะพริบตาอย่างงุนงง “ท่าทีเช่นนี้อะไรกัน? เจ้าไม่ ห่วงความปลอดภัยของเขาหรือ?”
อิ่งลิ่วเหลือบมองนางด้วยความแปลกใจ “ข้าเชื่อเขา”
สายตาเช่นนั้น คล้ายกับถามโจวอวี่เยี่ยนกลับว่าเรื่องนี้ต้อง ถามด้วยหรือไม่?
อย่างไรโจวอวี่เยี่ยนก็รู้จักพวกเขาน้อยมาก ไม่เข้าใจว่าแก่น แท้ของพวกเขาคืออะไร พวกเขาเป็นหน่วยกล้าตายของคุณชาย เป็นองครักษ์เงาของคุณชาย ชีวิตของพวกเขาเป็นของคุณชาย พวกเขาเคยไปที่ที่อันตรายที่สุด ทำภารกิจที่เสี่ยงตายที่สุด ทุกวัน
พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความตาย และอาจตายเมื่อไรก็ได้ แต่ ไม่อาจใช้เหตุผลนี้มีชีวิตอยู่ในความกลัวได้
ห่วงคืออะไร? นั่นคือสิ่งที่หน่วยกล้าตายไม่ต้องการมากที่สุด
เขาเพียงแค่ต้องเชื่อมั่นในอิ่งสือซัน เชื่อว่าเขาจะสามารถกลับ มาอยู่ข้างกายคุณชายและตนได้เสมอ
บทที่ 524.2 ช่วยชีวิตสุดกำลัง เขามาแล้ว (2)
อิ่งลิ่วนำทางพาพวกเขาไปยังรถม้าที่จอดอยู่บนถนนร้างเล็กๆ นี่คือรถม้าของอาม่ากับชุยเฒ่า ผิงเอ๋อร์ก็อยู่บนนั้นด้วย
“เหตุใดถึงมีรถม้าคันเดียว?” โจวอวี่เยี่ยนมองรถม้าที่ไม่ เหมือนคันของอวี๋หวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉา “พวกพี่หวั่นละ?”
อิ่งลิ่วกล่าว “คุณชายกับฮูหยินน้อยกำลังไปตามนายท่านกับฮู หยิน”
“ชุยเฒ่าละ?” โจวอวี่เยี่ยนก้าวเข้าไปในรถม้า
ชุยเฒ่ากำลังแทะขาลูกแพะ ทันทีที่เห็นสตรีเปื้อนเลือดกับลูก ธนูที่หน้าอก เขาก็ผงะ “ทำอะไรเนี่ย?”
“เจ้าพูดอะไร? ช่วยคนไง!” โจวอวี่เยี่ยนกล่าว
“คนตายแล้ว จะช่วยได้อย่างไร?”
“เจ้า!”
“หวั่นโหรวยังไม่ตาย! นางยังไม่ตาย!”
นั่นคือเสียงกรีดร้องของต๋าหว่า
อิ่งลิ่วนั่งด้านนอกและวางต๋าหว่าลงข้างตน เมื่อต๋าหว่าได้ยิน ชุยเฒ่ากล่าว ก็พลันเปิดม่านเดินเข้าไป จ้องชุยเฒ่าราวกับจะกิน เลือดกินเนื้อ
ชุยเฒ่าสะดุ้งโหยง จนขาลูกแพะในมือตกพื้น เขาผงะนิ่ง เมื่อ ได้สติกลับมาก็ตบไปที่หัวเขาป้าบหนึ่ง “ไอ้เด็กตัวเหม็น! เจ้าอยาก ตายหรือ?”
ต๋าหว่าถูกตบ ทว่ากลับยังคงจ้องมองชุยเฒ่านิ่งไม่ขยับ “นาง ยังไม่ตาย!”
“ไยนางจะยังไม่ตาย? ชีพจรก็ไม่มีแล้ว!” ชุยเฒ่าพูดพลางจับ ข้อมือเนี่ยหวั่นโหรว “หากไม่เชื่อข้า ก็ดูเอาเอง!”
ต๋าหว่าตะคอกดังลั่น “ข้าไม่สน! เจ้าต้องช่วยนาง เจ้าต้องช่วย นาง!”
ชุยเฒ่าจ้องมองเขา “ข้าเป็นหมอ ไม่ใช่เทพเทวดา! จะช่วย ชีวิตคนตายได้อย่างไร!”
ต๋าหว่ากอดฮูหยินรองไว้ในอ้อมแขน ดวงตาหลุบลงด้วยความ เศร้าสลด “นางยังไม่ตาย… นางยังไม่ตาย…”
อาม่าทนดูต่อไปอีกไม่ไหว จึงเอ่ยกับชุยเฒ่า “ลองรักษาดู หน่อยเถิด”
“ข้าจะรักษาได้อย่างไรละ?” ชุยเฒ่าพึมพำ
อาม่ายกมือข้างหนึ่งวางบนหน้าผากของฮูหยินรอง หลับตา เงียบสงบสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่ควรเป็นเช่นนี้…”
“อะไรไม่ควรรึ?” ชุยเฒ่ามองอาม่าอย่างประหลาดใจ
อาม่าพึมพำบ่น “คนดีเช่นนี้ จะตายก่อนเวลาอันควรได้
อย่างไร?”
“ใช่ไหมเล่า นางตายแล้ว?” ชุยเฒ่ากล่าว
อาม่ากล่าว “ข้าหมายถึง…นางจะตายได้อย่างไร?”
แม้จะตายก่อนวัยอันควร ทว่าดวงชะตาชัดเจนว่ายังมีแสง แห่งชีวิตอยู่เลือนราง วันนี้ไม่ควรเป็นวันตายของนางสิ
นี่ฟังดูไม่น่าเหลือเชื่อนัก แต่นางไม่ใช่กรณีพิเศษ ความจริง แล้วตามการคำนวณเดิมของเขา เขาควรจะหลับใหลอยู่ใต้ผืนดิน ไปนานแล้ว หลังจากนั้นพวกอาเว่ยสามคนก็แยกย้ายกันไปตาม ทางของตน ทว่าทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น
ชะตาของทุกคนเปลี่ยนไป ตอนแรกเขาไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุ ใด กระทั่งเขาพยายามดูชะตาของอาหวั่นและพบว่ามันไม่ปรากฏ บางทีนางอาจเป็นตัวแปรของทุกคน
อาม่ากล่าวกับชุยเฒ่าว่า “เจ้าจัดการอาการบาดเจ็บของนาง ก่อน อีกครู่เมื่อได้พบอาหวั่นและราชาพ่อมดแล้วอาจมีหนทาง”
อิ่งลิ่วพยักหน้า “ใช่แล้ว ราชาพ่อมดต่อชีวิตให้กับโจวจิ่น บางทีอาจทำให้ฮูหยินรองยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้”
“พวกเจ้านี่น้า…” ชุยเฒ่าส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ เขาเป็นหมอ และไม่เห็นด้วยกับการใช้เวทมนตร์คาถา ในความเห็นของเขา ฮู หยินรองไม่มีชีพจรแล้ว จะทำให้กลับมามีชีวิตได้อย่างไร? พบราชา พ่อมดแล้วอย่างไร? สุดท้ายก็ต้องเตรียมงานศพให้นาง
ชุยเฒ่าเปิดกล่องยาและเริ่มจัดการกับอาการบาดเจ็บของฮู หยินรอง
ต๋าหว่าเห็นเขาพับแขนเสื้อ ท่าทีไร้ความปรานีอย่างสิ้นเชิง พลันขมวดคิ้ว “เจ้าเบามือหน่อย! อย่าให้นางเจ็บ!”
ชุยเฒ่าพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ตายแล้วจะไปเจ็บได้ อย่างไร!!!”
ต๋าหว่าโกรธจัด “นางยังไม่ตาย!”
อาม่าปวดหัวกับทั้งสอง “เอาละ หยุดเถียงกันได้แล้ว ชุยเฒ่า เจ้ารีบหน่อย อีกครู่องครักษ์ไล่ล่าก็จะมาแล้ว อยากจัดการก็คงทำ ไม่ได้แล้ว”
ชุยเฒ่าหยิบกริชและจินชวงเย่าออกมา กำลังจะดึงลูกธนูบน หน้าอกของฮูหยินรอง
“ใช้ยาชา!” ต๋าหว่าบอก
ชุยเฒ่า “…”
อย่างเจ้ายังรู้จักยาชาด้วยหรือ!!!
ยาชายากกลั่น สภาพเช่นนี้เห็นๆ ว่าไม่รู้สึกตัวแล้ว จำเป็นต้อง ใช้ที่ใดกัน?
ชุยเฒ่ามองต๋าหว่าแทบจะกินเขา พลางส่ายหัว แล้วให้ยาหมา ฝู่ส่าน[1]แก่ฮูหยินรอง
ยามที่อิ่งสือซันสลัดกลุ่มองครักษ์ไปได้แล้วรีบมาที่นี่ การ จัดการบาดแผลก็ใกล้จะเสร็จสิ้น
พวกเขาเริ่มออกเดินทางไปรวมตัวกับเยี่ยนจิ่วเฉา อวี๋หวั่น และอวี๋เซ่าชิง แต่สิ่งที่พวกเขานึกไม่ถึงคือ มาพบเยี่ยนจิ่วเฉากับอ วี๋หวั่นแล้ว ทว่าอวี๋เซ่าชิงกับฮูหยินกลับหายตัวไป เหลือเพียงไข่ดำ น้อยสามคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ด้วยใบหน้าไร้เดียงสา ดวงตาดำ ใสกลมโตจ้องมองหลุมใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า
“ตกลงไปแล้ว” เสี่ยวเป่าพูดอย่างจริงจัง
“ผู้ใดตกลงไป?” โจวอวี่เยี่ยนถาม
“ท่านตา ท่านยาย แล้วก็อีกคน…” เสี่ยวเป่าครุ่นคิดอยู่ครู่ หนึ่ง ไม่รู้ควรจะเรียกพี่ชายหรือพี่สาว
“เป็นร่างแยกของหลัวช่าวิญญาณ” เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องเขม็ง
พวกเขามาถึงก่อนกลุ่มของอิ่งสือซันเพียงก้าวเดียว ยามนั้น ทั้งสามก็ตกลงไปในหลุมแล้ว ดูจากร่องรอยการต่อสู้ที่นี่ก็พอเดา ได้คร่าวๆ ว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไร ราชินีแม่มดส่งหลัวช่าวิญญาณ มา หลัวช่าวิญญาณร่างแยกพบอวี๋เซ่าชิงกับเจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ ร่างแยกไม่สามารถเอาชนะเจียงน้อยจอมเจ้าเล่ห์ได้ จึงหันไปโจมตี อวี๋เซ่าชิงกับไข่ดำทั้งสาม เพื่อปกป้องหลานทั้งสาม อวี๋เซ่าชิงจึงดึง ร่างแยกของหลัวช่าวิญญาณลงหลุมไปพร้อมกัน และเจียงน้อย จอมเจ้าเล่ห์ก็กระโดดลงไปช่วยอวี๋เซ่าชิง
“นี่มันหลุมอะไรกัน? ดูลึกยิ่งนัก” อวี๋หวั่นพูดอย่างกังวลขณะ มองดูหลุม
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองหลุมลึกและกล่าวว่า “นี่คือหลุมลึก ของเผ่าพ่อมด หากตกลงไป…จะไม่สามารถออกมาได้”
สีหน้าของอวี๋หวั่นเปลี่ยนไป “เช่นนั้นท่านพ่อท่านแม่จะไม่— —”
หูของอิ่งสือซันขยับ “คุณชาย! ฮูหยินน้อย! องครักษ์ไล่ล่าตาม มาแล้ว! หลัวช่าทหารอีกสองสามตนก็มาด้วย!”
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงมืออวี๋หวั่น “รีบไป!”
อิ่งสือซัน อิ่งลิ่วและโจวอวี่เยี่ยนอุ้มไข่ดำน้อยขึ้นรถม้า
ในคืนพระจันทร์เต็มดวง เยี่ยนจิ่วเฉาสูญเสียพลังทั้งหมด หากไม่หมดสิ้นหนทาง ทางที่ดีพวกเขาก็ไม่ควรสู้กับหลัวช่าทหารที่ ร้ายกาจพวกนั้น
ทุกคนขึ้นรถม้า
อิ่งสือซันดึงบังเหียน “คุณชาย จะไปที่ใดขอรับ?”
เยี่ยนจิ่วเฉามองย้อนกลับไป องครักษ์ไล่ล่ามาจากทุกทิศทุก ทาง ยิ่งสถานที่รกร้างว่างเปล่ามากเพียงใดก็ยิ่งใช้ไม่ได้ เข้าไปใน ตลาดจะดีกว่า “นำรถม้าไปจอดที่ตลาด”
“ขอรับ!”
อิ่งสือซันกลับรถม้ามุ่งหน้าไปที่ตลาด อิ่งลิ่วและโจวอวี่เยี่ยนก็ เคลื่อนรถม้าอีกคันตามไปติดๆ เมื่อผ่านสี่แยกเยี่ยนจิ่วเฉาให้ อิ่งสือซันหยุดรถม้า
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ที่นี่แหละ นำของสำคัญ ติดตัวไป รถม้าไม่ต้องใช้!”
อาม่าถือหนังสือ ชุยเฒ่าหยิบล่วมยา ต๋าหว่าอุ้มฮูหยินรองที่ แน่นิ่งไร้สติ
ทันทีที่เห็นทั้งสอง อวี๋หวั่นก็ตกตะลึง อยากถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เธอจับมือเยี่ยนจิ่วเฉาแน่น
พวกเขาเดินผ่านตรอก มาถึงถนนที่มีการสัญจรไปมาคับคั่ง
“แย่แล้ว! ด้านหน้าเป็นองครักษ์ไล่ล่า!” อิ่งสือซันกล่าว
พวกเขารีบกลับหลังเลี้ยวเข้าอีกตรอกหนึ่ง ท้ายตรอกนี้เป็น บ้านพักอาศัย ไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะหลบซ่อน ร้านค้ายังเข้าไปเดินได้ แต่บ้านเรือนคนอื่นมีหรือจะให้พวกเขาบุ่มบ่ามเข้าไปได้?
กององครักษ์ไล่ล่าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จู่ๆ ประตูเรือนด้านหลังอวี๋ หวั่นก็มีเสียงดังเปิดออก มือชรามือหนึ่งยื่นออกมาจับแขนอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นตกใจหันไปมอง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ดวงตาก็ เบิกโตขึ้นในทันที