หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 545.1 ครอบครัวพร้อมหน้า (1)
ทุกคนรู้จักราชาพ่อมด จึงไม่มีใครใส่ใจเขา ทว่าผู้ที่ดึงความ สนใจของทุกคนได้ก็คือบุรุษผู้ที่เขาพามาด้วย
บุรุษคนนั้นอายุอานามใกล้เคียงกับอวี๋เซ่าชิง เพียงแต่ว่ารูป ร่างของเขาผอมกว่าอวี๋เซ่าชิงเล็กน้อย สวมอาภรณ์ผ้าไหมสี กรมท่า บนศีรษะประดับกว้านหยก ห้อยป้ายหยกไขแพะทรงกลม ไว้ที่เอว ดูจากการแต่งกายของเขาแล้ว ย่อมรู้ได้ว่าเขาไม่ใช่คนไม่มี อันจะกิน และด้วยรูปร่างหน้าตา แม้จะไม่ได้นับว่าเป็นบุรุษรูปงาม แต่องคาพยพบนใบหน้าก็สมดุล ท่าทางผึ่งผาย ข้อบกพร่องอย่าง เดียวก็คือคิ้วข้างขวาของเขา ดูคล้ายกับแผลเป็น แต่หากไม่สังเกต ก็จะมองไม่เห็น
เสียงเรียกท่านพ่อเมื่อครู่เป็นเสียงของเขา
ตอนนี้ นอกจากพ่อครัวเทพเป้า ในลานบ้านมีคนอยู่ทั้งหมด ห้าคน ผู้ที่เอ่ยคำว่าท่านพ่อย่อมไม่มีทางเป็นโจวจิ่น อิ่งลิ่ว หรือ อิ่งสือซัน
อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปมองพ่อครัวเทพเป้า
โจวจิ่น อิ่งลิ่ว และอิ่งสือซันก็หันไปมองพ่อครัวเทพเป้าเช่นกัน
พวกเขาเห็นเพียงว่าพ่อครัวเทพเป้านิ่งไป ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ท่านพ่อ’ จากนั้นนํ้าตาก็ไหลรินออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขา
มองไปยังบุรุษคนนั้นทั้งนํ้าตา
หัวใจของพ่อครัวเทพเป้าพลันเต้นระรัว เขาไม่อาจควบคุม ความรู้สึกแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านไปทั้งตัวได้
กล่าวตามตรง พ่อครัวเทพเป้าจินตนาการภาพของบุตรชาย นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เหมือนกับบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย ทว่าไม่รู้ เพราะเหตุใด เขาจึงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกผูกพันที่ไม่เคยสัมผัสมา ก่อน จึงเร่งร้อนเดินเข้าไป
เขาไม่ทันได้สังเกตเห็นม้านั่งหินตรงหน้า จึงสะดุดและล้มลง
ท่านปู่เป้าอายุมากแล้ว หากล้มลงไปสักครั้ง ไม่ตายก็คงพิการ ลุกไม่ขึ้น!
“ท่านปู่เป้าเจ้าคะ!” อวี๋หวั่นหน้าถอดสี
โจวจิ่นก็ยื่นมือออกไปโดยสัญชาตญาณ
อิ่งลิ่วคิดจะใช้วิชาตัวเบาเข้าไปช่วยพยุงเขา แต่กลับถูกอิ่งสือ ซันจับแขนเอาไว้เสียก่อน
อิ่งสือซันส่งสายตาให้อิ่งลิ่ว อิ่งลิ่วร้อง ‘โอ้’ อย่างรู้ความ เมื่อ หันกลับไปอีกที ก็พบว่าบุรุษชุดสีนํ้าเงินเข้มคนนั้นได้เข้าไป ประคองพ่อครัวเทพเป้าแล้ว
วินาทีที่ถูกประคอง นํ้าตาที่พ่อครัวเทพเป้ากลั้นไว้ก็พรั่งพรู ออกมา เขาจับมือของบุรุษผู้นั้น สายตาจับจ้องไปยัง
ใบหน้าของอีกฝ่าย เสียงของพวกเขาสั่นเทิ้ม…
พ่อครัวเทพเป้าเดินไปยังระเบียงทางเดินอย่างเงียบเชียบ ปล่อยสองพ่อลูกไว้ในลานบ้าน
อวี๋หวั่น โจวจิ่น และคนอื่นๆ ก็เดินเข้ามา ดวงตาทั้งสี่คู่มองไป ที่เขา ราวกับกำลังถามว่า ‘ทำได้อย่างไร บุรุษชุดสีนํ้าเงินเข้มคนนั้น เป็นใคร’ พวกเขาถึงกับคิดว่าราชาพ่อมดใช้อาคม
“ข้าไม่ได้ใช้อาคม” ราชาพ่อมดยิ้ม
บนใบหน้าของเขาไม่มีรอยแผลแล้ว แม้ว่าวันเวลาจะทิ้งร่อง รอยเอาไว้ แต่เขาก็ยังคงดูเป็นบุรุษฉกรรจ์ที่หล่อเหลา
แน่นอนว่าในตอนนี้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะมาชมความงาม ของราชาพ่อมดหรอก
“ถ้าหากไม่ใช่อาคม หรือว่า…เขาจะเป็นลูกของท่านปู่เป้า จริงๆ?” อวี๋หวั่นถามพลางมองไปยังบุรุษอาภรณ์สีนํ้าเงินเข้มคน นั้น
ทั้งสองไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกัน พ่อครัวเทพเป้ารํ่าไห้ราวกับเป็น เด็ก บุรุษหนุ่มก็ร้องไห้นํ้าตาไหลอาบข้างแก้ม ร่างของเขาสั่นเทิ้ม มือของเขาจับมือของพ่อครัวเทพเป้า
ราชาพ่อมดพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ใช่ เขาเป็นลูกของพ่อครัว เทพเป้า”
“นั่น…” ช่างเหลือเชื่อจริงๆ อวี๋หวั่นละสายตาจากบุรุษ อาภรณ์สีนํ้าเงินเข้ม แล้วหันมามองราชาพ่อมด “ท่านหาเขาเจอ
จากที่ไหน ท่านไม่ได้บอกหรือว่า…มีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการ?”
ราชาพ่อมดหัวเราะ พร้อมทั้งตอบคำถามข้อที่สองของอวี๋หวั่น “ข้าก็ไปจัดการเรื่องนี้อย่างไรเล่า”
“อ่า…” อวี๋หวั่นพูดไม่ออก
ในตอนที่เธอขอให้ราชาพ่อมดช่วยสร้างอาคมให้กับท่านปู่เป้า เพื่อเติมเต็มปณิธานของท่านปู่เป้า แต่ราชาพ่อมดบอกว่ามีเรื่อง สำคัญต้องไปจัดการ จึงผลักเรื่องนี้ไปให้โจวจิ่น ในตอนนั้นเธอยัง คิดเสียอีกว่าเขาต้องไปจัดการราชการของเผ่า ไม่คิดเลยว่าเขาจะ ช่วยท่านปู่เป้าตามหาลูกชาย
เธอเข้าใจราชาพ่อมดผิดไป…
ความกระดากใจปรากฏบนสีหน้าของอวี๋หวั่น
ราชาพ่อมดมองออกแต่มิได้พูดออกมา เขายิ้ม แล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้บอกเจ้าแต่แรก เพราะข้าไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ทัน การณ์หรือไม่”
เขาเป็นราชาพ่อมด ไม่ได้เป็นเทพเจ้า สามารถทำนายชีวิตคน สามารถใช้อาคมทำให้เกิดภาพลวงตา แต่ก็หาใช่ว่าจะทำได้ทุก สรรพสิ่งไม่ เขาเพียงทำนายตำแหน่งใกล้เคียง กว่าจะหาพบก็ใช้ เวลาและแรงไปมหาศาล
โจวจิ่นกะพริบตาปริบๆ มองราชาพ่อมด
ราชาพ่อมดลูบศีรษะของเขาด้วยความเอ็นดู “เวทมนตร์เหล่า
นี้ ข้าจะค่อยๆ สอนเจ้า”
เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องรอเวลาอันเหมาะสม หากเร็วเกินไป พลังเวทก็จะได้รับความเสียหาย ทำนายไม่ได้ หากช้าเกินไป พ่อ ครัวเทพเป้าก็อาจจะรอไม่ไหว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้นับว่าเป็นโชคดี ของพ่อครัวเทพเป้า
“ท่านบอกเขาว่าอย่างไร” อวี๋หวั่นถาม
ราชาพ่อมดมองไปยังบุรุษหนุ่ม “อันที่จริงข้าก็ไม่พูดอะไรมาก ข้าแค่บอกว่าข้าคือราชาพ่อมด ข้าหาพ่อแท้ๆ ของเขาพบแล้ว”
อวี๋หวั่นเอ่ยถามเขาด้วยความประหลาดใจว่า “เขาก็เชื่อท่าน เลยหรือ? ง่ายดายขนาดนั้นเชียว?”
ราชาพ่อมดหัวเราะ “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหลายปีมานี้เขาไม่ ได้ตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด?”
พ่อครัวเทพเป้าและบุรุษหนุ่มกอดกันร้องไห้ น่าจะพูดคุยกัน จนกระจ่างแล้ว ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง ในยามที่ยังไม่สายเกินไป ในยามที่เวลาชีวิตยังไม่สิ้นสุด ท่านปู่เป้าก็ได้พบกับบุตรชายที่ พลัดพรากจากกันไปสักที
อวี๋หวั่นรำพึงรำพันว่า “ที่แท้ก็อยู่ที่เผ่าพ่อมด…”
ราชาพ่อมดยิ้มอย่างมีเลศนัย “ใต้หล้าไหนเลยจะมีสิ่งที่ได้มา โดยปราศจากความพยายาม”
ไม่มีวันไหนเลยที่อวี๋หวั่นไม่คาดหวังให้ท่านปู่เป้าได้พบหน้าลูก
แต่เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงกลับรู้สึกเหลือเชื่อ
“ท่านปู่เป้า เข้าไปนั่งข้างในเถิดเจ้าค่ะ” เธอเดินเข้าไปประคอง พ่อครัวเทพเป้าเข้าห้องไปพร้อมกับบุรุษหนุ่ม
อวี๋หวั่นจะไปชงชาให้ทั้งสอง แต่พ่อครัวเทพเป้ากล่าวว่า “อา หวั่นอยู่ที่นี่ก่อนเถิด”
จากคำบอกเล่าของบุรุษหนุ่ม อวี๋หวั่นก็ได้รู้ว่าเขาแซ่เจียง เขา ได้แซ่นี้มาจากบิดาซึ่งเลี้ยงเขามา ครั้นยังเด็ก เขาก็รู้ว่าตนเองถูก เก็บมาเลี้ยงแล้ว ผู้ที่เก็บเขามานั้นเป็นวาณิชซึ่งผ่านทางมา พวก เขาจิตใจดี แต่น่าเสียดายที่เขามักจะเดินทางไปค้าขายต่างถิ่น ไม่ อาจเลี้ยงเด็กได้ จึงมอบเขาให้กับครอบครัวชาวนาที่นั่น เขามอบ เงินให้กับครอบครัวชาวนาจำนวนหนึ่ง เพื่อให้พวกเขามีชีวิตความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ครอบครัวชาวนามีบุตรสาวคนหนึ่งทำงานเป็นสาวใช้ในตำบล ครอบครัวที่นางรับใช้อยู่ไม่มีบุตร เมื่อรู้ว่าครอบครัวนางเก็บทารก เพศชายคนหนึ่งได้ จึงถามคนที่บ้านนางว่ายินดีมอบเด็กคนนั้นให้ หรือไม่
ฮูหยินท่านนั้นอยากมีลูก ครอบครัวชาวนาใคร่ครวญอยู่พัก ใหญ่ สุดท้ายก็ตอบตกลง
“ฮูหยินท่านนั้นก็คือแม่บุญธรรมของท่าน” อวี๋หวั่นบอก
“ฮูหยินเจียง…ดีกับเจ้าหรือไม่?” พ่อครัวเทพเป้าเอ่ยถาม
เสียงสั่น
เจียงจิงเหนียนยิ้ม “ท่านแม่ดีกับข้ามาก”
แท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าที่เก็บเขาได้คนแรก หรือว่า ครอบครัวชาวนาที่รับเขามา ล้วนแต่เป็นคนจิตใจดี ทุกคนดีต่อเขา มาก เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว ครอบครัวของฮูหยินเจียงเหมาะ สมให้เขาไปอยู่มากที่สุด
ฮูหยินเจียงเป็นหญิงหม้ายในสกุลเจียง สามีของนางล่วงลับไป นานแล้ว ภายหลังนางมิได้แต่งงานใหม่ สกุลเจียงรักและเอ็นดูนาง เมื่อรู้ว่านางรับอุปการะเด็กคนหนึ่ง จึงปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับลูก หลานสายเลือดของสกุลเจียง
เจียงจิงเหนียนอับโชค แต่ในขณะเดียวกันเขาก็พบกับโชคดี เขาถูกพรากไปจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ก็ได้ไปพบผู้มีนํ้าใจงาม คนแล้วคนเล่า เขาได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เติบโตขึ้นมาเป็น วิญญูชนผู้เปี่ยมความรู้ เพียงแต่ว่าฮูหยินเจียงล้มป่วยและจากไป ตั้งแต่เขาอายุสิบหกปี ก่อนจะจากไป ฮูหยินเจียงได้บอกเล่าชีวิต ของเขาให้เขาฟัง
‘ข้าคิดว่า…ท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าต้องเสียใจมากเป็นแน่’
ฮูหยินเจียงหยิบห่อผ้าของเขาออกมา แม้ว่าของสิ่งนี้จะเก่า มากแล้ว แต่ก็เป็นเนื้อผ้าชั้นดี ฮูหยินเจียงจึงเชื่อว่าเขาไม่ได้ถูก ครอบครัวทอดทิ้ง ต้องเกิดเรื่องขึ้นเป็นแน่
หลายปีมานี้ฮูหยินเจียงก็ไหว้วานคนออกไปสืบความ แต่ก็ ปราศจากข่าวคราว
นางไม่อยากเก็บเรื่องนี้ลงโลงไปด้วย นางไม่อยากให้เจียงจิงเห นียนต้องเสียใจ
เจียงจิงเหนียนจึงตัดสินใจตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดด้วย ตนเอง สกุลเจียงทำเครื่องหยก เขาได้เรียนรู้วิชาจากปรมาจารย์ใน จวน ฝีมือในการทำเครื่องหยกของเขายอดเยี่ยม นับว่าเหนือกว่า คนรุ่นก่อน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาไม่ยักจะชอบการแกะสลัก หยก
เขาชอบทำอาหาร
ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเขาก็คือการเปิดภัตตาคารที่ มีชื่อเสียงก้องไกลไปทั้งใต้หล้า
ทว่าเขาต้องตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด จึงทำให้เรื่องนี้ต้อง ล่าช้า ภายหลังจึงจับพลัดจับผลูมาอยู่ที่นี่ แต่งงาน มีลูก จึงลง หลักปักฐานอยู่ที่นี่
บทที่ 545.2 ครอบครัวพร้อมหน้า (2)
ภัตตาคารของเขาเป็นภัตตาคารแรกที่ซื้อสุรารสเลิศจากพ่อ ครัวเทพเป้า
พ่อครัวเทพเป้าและเจ้าของภัตตาคารทำธุรกิจกันมานับปี แต่ กลับไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเจ้าของภัตตาคารคือลูกของพ่อครัวเทพ เป้า!
เจียงจิงเหนียนกล่าวว่า “เสี่ยวเอ้อร์นำสุรามาให้ข้า ข้าลองชิม ไปหนึ่งคำ รู้สึกว่าเป็นสุราที่ดีที่สุดเท่าที่ข้าเคยดื่มมา”
เพราะเป็นสุราที่พ่อของเขาหมักเอง
“ขะ…ข้าก็ว่าเหตุใดข้าจึงทำใจกดราคาภัตตาคารนี้ไม่ลง…” พ่อครัวเทพเป้าพึมพำ
อวี๋หวั่นหัวเราะ ที่กล่าวกันว่าทุกสิ่งในชีวิตมนุษย์ล้วนเป็นลิขิต สวรรค์นั้น ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
อวี๋หวั่นมองไปยังเจียงจิงเหนียน “ท่านลุงเจียงเจ้าคะ ท่าน บอกว่าท่านแต่งงานแล้ว แล้วป้าสะใภ้เจียงและหลานชายอยู่ไหน หรือเจ้าคะ”
เจียงจิงเหนียนตอบด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยนว่า “นางพาลูกกลับ บ้านเดิมไปเยี่ยมญาติ อีกสองสามวันจะกลับมา”
อวี๋หวั่นจับมือขาวซีดของพ่อครัวเทพเป้า และพูดเย้าหยอก เขาว่า “ไม่เพียงได้พบลูกชาย แต่ยังได้พบลูกสะใภ้และหลานชาย ท่านปู่เป้า ท่านได้กำไรนะเจ้าคะ!”
พ่อครัวเทพเป้าหัวเราะจนนํ้าตาไหล
พเนจรมาครึ่งค่อนชีวิต ไปมาทั้งต้าโจวและหนานจ้าว จาก หนานจ้าวเดินทางมายังเผ่าพ่อมด ความลำบากที่อวี๋หวั่นเคยพบ มานั้นเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับพ่อครัวเทพเป้า ชายชราคนนี้ ทุ่มเทแรงกายแรงใจออกตามหาลูก โชคดีที่ในวาระสุดท้ายของ ชีวิต พวกเขาก็ได้พบหน้ากันอีกครั้ง
จะกลับหรือไม่กลับต้าโจวไม่สำคัญอีกต่อไป ลูกอยู่ที่ไหน ที่นั่น ก็คือบ้านของเขา
“แม่ของเจ้าก็อยากให้ข้าหาเจ้าจนพบ นางบอกว่าให้ข้าช่วย ดู…ข้ากลัวว่าข้าจะตามหาเจ้าไม่พบ วันใดวันหนึ่งข้าอาจ…” เรื่อง อัปมงคล พ่อครัวเทพเป้าไม่ได้พูดออกมา เขาหัวเราะจนตัวโยน
เขาไม่ได้บอกผู้ใด ว่านี่เป็นคำสัญญาที่ให้ไว้กับภรรยา ฮูหยิน เลือกที่จะเผาศพ เพื่อให้เขาสามารถพาเถ้ากระดูกของนางติดตัว ไปด้วยทุกแห่งหน นางเป็นห่วงว่าวันหนึ่งเขาอาจตายไปโดยที่ยัง ไม่ได้กลับบ้านเกิด จึงไม่อยากให้เขาต้องโดดเดี่ยว
เจียงจิงเหนียนรับคำนับเถ้ากระดูกของมารดาผู้ล่วงลับ
พ่อครัวเทพเป้าร่างกายไม่แข็งแรง พูดไปสักพักก็ผล็อยหลับ
ไป
เจียงจิงเหนียนอุ้มบิดาไปนอนบนเตียง แล้วหยิบผ้าขึ้นมาห่ม ให้
อากาศในเดือนเจ็ดของเผ่าพ่อมดนั้นไม่นับกว่าหนาว แต่พ่อ ครัวเทพเป้าอายุมาก ร่างกายของเขาจึงค่อนข้างเย็น
เจียงจิงเหนียนค่อยๆ จัดผ้าห่มของบิดา
หลังจากพ่อครัวเทพเป้าหลับสนิท ทั้งสองคนก็ออกจากห้อง
มีเรื่องหนึ่งที่อวี๋หวั่นทนไม่ไหว จำต้องพูดออกไป “ท่านลุง เจียง”
“อาหวั่นมีเรื่องจะพูดกับข้าหรือ?” เจียงจิงเหนียนมองไปยัง ดรุณีน้อยที่คอยดูแลบิดาของตน พร้อมทั้งเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงนุ่ม นวล
“เกี่ยวกับสุขภาพของท่านปู่เป้าเจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นพูดเสียงค่อย
เจียงจิงเหนียนอ้าปาก คล้ายกับมีเรื่องจะพูด แต่ก็ไม่ได้พูด ออกมา
ท่านพ่อของเขาอายุน้อยกว่าพ่อตาของเขา ทว่าแบกรับความ ทุกข์จากการสูญเสียภรรยาและบุตร กอปรกับหักโหมทำงานหนัก ทำให้ร่างกายอ่อนแอ แม้ว่าตัวเขาจะไม่ใช่หมอ แต่ทันทีที่เขาเห็น ท่านพ่อ เขาก็ตระหนักได้ว่าท่านพ่อเหลือเวลาไม่มากแล้ว
“อันที่จริงหลังจากที่ข้าพลัดพรากจะท่านพ่อกับท่านแม่มา ผู้
ที่ใช้ชีวิตด้วยความทรมานก็คือพวกเขา” เจียงจิงเหนียนรู้สึกว่า ตนเองโชคดีเหลือเกินที่ได้พบคนใจดี ทั้งยังได้พบกับฮูหยินเจียงซึ่ง รักเขาประหนึ่งลูกในไส้ แม้แต่ยามที่เขาตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง เขาก็ยังหนุ่มแน่น มีกำลังวังชา ทั้งยังมีทรัพย์สินที่ฮูหยินเจียงทิ้ง ไว้ให้ เขาแทบไม่เคยตกระกำลำบาก แต่ท่านพ่อและท่านแม่กลับ ไม่เป็นเช่นนั้น ท่านแม่ผู้ให้กำเนิดเขาตรอมใจจนล้มป่วย สุดท้ายก็ จากโลกนี้ไป ท่านพ่อของเขาต้องลากสังขารซึ่งร่วงโรยไปตามกาล เวลา เพียงเพื่อตามหาเขา…และตามหามาครึ่งค่อนชีวิต
อวี๋หวั่นปลอบเขาว่า “ท่านลุงเจียง ท่านมีชีวิตที่ดี พวกเขาก็จะ วางใจนะเจ้าคะ! ถ้าหากท่านมีชีวิตที่ลำบาก พวกเขาก็จะโทษตัว เองยิ่งกว่าเดิม”
บนโลกนี้มีเรื่องใดที่น่าดีใจไปกว่าการที่พ่อแม่เห็นลูกมีชีวิตที่ ดี?
ในตอนที่รู้ว่าเจียงจิงเหนียนเติบโตขึ้นมาอย่างดี ท่านปู่เป้าก็ รู้สึกดีใจเหลือเกิน สิ่งที่เขากลัวที่สุดหาใช่การที่ไม่มีโอกาสได้พบกับ ลูก หากแต่เป็นการที่ไม่รู้ว่าลูกเป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อลูกมีชีวิต ที่ดี เขาก็จะไม่เสียใจ
เจียงจิงเหนียนบอกกับอวี๋หวั่นว่า “ขอบคุณที่เจ้าคอยดูแล ท่านพ่อข้า ท่านพ่อข้าบอกว่าช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของ เขาก็คือหลังจากที่ได้พบกับพวกเจ้า”
อวี๋หวั่นหลุบตาลง เธอยิ้มแล้วบอกว่า “อันที่จริงพวกข้าไม่ได้
ทำสิ่งใดให้ท่านปู่เป้าเลย ในทางกลับกัน ท่านปู่เป้าเป็นคนที่ช่วย พวกข้าไว้ครั้งแล้วครั้งแล้ว ท่านลุงเจียงอาจยังไม่รู้ ในหมู่บ้านเหลี ยนฮวา มีโจรลักม้ากลุ่มหนึ่งจะสังหารพวกข้า แต่ก็ถูกท่านปู่เป้า วางยาพิษเสียก่อน อีกทั้งไม่นานมานี้ พวกข้าถูกราชินีแม่มดตาม ล่า ก็เป็นท่านปู่เป้าที่ช่วยพวกข้าไว้ เพราะฉะนั้น พวกข้าต่างหากที่ ต้องขอบคุณท่านปู่เป้า”
เจียงจิงเหนียนยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไร และไม่ได้สนทนาเรื่องบุญ คุณกับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นพูดต่อว่า “ท่านลุงเจียง ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป หรือเจ้าคะ”
เจียงจิงเหนียนเหลือบมองไปยังพ่อครัวเทพเป้าซึ่งกำลังหลับ สนิท เขาอดรู้สึกปวดใจไม่ได้ “ข้าย่อมหวังว่าจะสามารถกลับไป บ้านเกิดพร้อมกับท่านพ่อ แต่ว่าดูจากอาการของเขาในตอนนี้แล้ว คงไม่เหมาะที่จะเดินทางไกล ข้าจึงคิดว่าจะย้ายมาที่นี่พร้อมกับป้า สะใภ้และหลานของเจ้า เพื่ออยู่กับเขาในวาระสุดท้ายของชีวิต หลัง จากนั้นข้าก็จะนำร่างของท่านพ่อและเถ้ากระดูกของท่านแม่กลับ ต้าโจว ฝังพวกเขาไว้ด้วยกัน ให้พวกเขาได้กลับสู่มาตุภูมิของตน”
…….
อวี๋หวั่นเดินออกมาจากห้องของพ่อครัวเทพเป้า ในสมองของ เธอยังคงคิดถึงเรื่องของพ่อครัวเทพเป้า จนลืมไปเสียสนิทว่าตอน นี้เธอพักอยู่ในห้องของโจวอวี่เยี่ยน แต่กลับเดินตรงไปยังห้องของ
ตนกับเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉากำลังวาดภาพอยู่ริมหน้าต่าง
คุณชายเยี่ยนมิได้มีความสนใจในด้านนี้ นี่เป็นความชอบและ ความทรงจำของยอดฝีมือไร้นามคนหนึ่ง
ว่าก็ว่าเถิด ภาพวาดนี้งดงามเหลือเกิน
อวี๋หวั่นเดินมาด้านหลังของเขา สูดนํ้ามูกด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“เป็นอะไรไป” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
“ข้าไม่อยากให้ท่านปู่เป้าเป็นอะไร” อวี๋หวั่นพูดอย่างลำบากใจ
“เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่ต่อ อยู่เป็นเพื่อนเขา” เยี่ยนจิ่วเฉาบอก
อวี๋หวั่นก้มหน้า แล้วพูดด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือว่า “อีกทั้ง ข้า คิดถึงท่านแม่กับท่านพ่อ” ท่านปู่เป้าได้พบหน้าลูกชายแล้ว แต่ ท่านพ่อกับท่านแม่ของเธออยู่ที่ไหนยังไม่แน่ชัด สรุปแล้วหลุมลึก ไร้ที่สิ้นสุดนั้นคืออะไร ทำไมนานขนาดนี้แล้วยังไม่เห็นพวกเขาออก มาสักที
โสตประสาทของเยี่ยนจิ่วเฉาเลือกที่จะปิดรับคำว่า ‘ท่านแม่’ ความสนใจของเขาล้วนไปรวมกันที่คำว่า ‘ท่านพ่อ’ ในประโยคนั้น นัยน์ตาของเขากระตุกวูบ เอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงทุ้มตํ่า “บุรุษคนนั้น ตามหาเจ้าหรือ?”
อวี๋หวั่นชะงักไป
“หึ!” เยี่ยนจิ่วเฉาวางพู่กันลงด้วยสีหน้าเย็นเยียบ “ข้าว่าแล้ว เชียวว่าเขาต้องมาหาเจ้า! เขาบอกอะไรกับเจ้า”
อะไรกัน อวี๋หวั่นกำลังงุนงง
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูกด้วยความรังเกียจ “เขาบอกเจ้า ใช่หรือไม่ว่าเขาเป็นพ่อแท้ๆ ของเจ้า ไม่ใช่ข้า?”
อวี๋หวั่น “???”
เยี่ยนจิ่วเฉาหันหน้ามามองอวี๋หวั่น “ย่อมได้ เจ้าก็ไม่ใช่เด็ก แล้ว เรื่องบางเรื่องเจ้าก็ควรได้รู้ มิผิด ข้าไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเจ้า พ่อ ของเจ้าติดหนี้ก้อนโต จ่ายไม่ไหว แต่ก็ไม่กล้าล่วงเกินผู้ที่ไม่ควร ล่วงเกิน สุดท้ายก็ต้องมาขอร้องข้า ให้ข้าช่วย เขายินดีมอบเจ้าให้ กับข้า”
อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ
เรื่องในอดีตของยอดฝีมือคนนี้เกินจริงยิ่งกว่าละคร จะให้เธอ พูดต่อว่าอย่างไร…
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ “เจ้าคงจะรู้ ว่าตอนนั้น ข้าพูดกับเขาว่าอย่างไร?”
ข้าจะไปรู้ได้ยังไงกัน? ข้าไม่ใช่เด็กอับโชคคนนั้นสักหน่อย
“ข้าบอกว่า ข้าอยากได้เด็กคนหนึ่งมาทำยาอายุวัฒนะ” เยี่ยน จิ่วเฉาพูดอย่างไม่ยี่หระ เขาเลิกคิ้วมองอวี๋หวั่น ราวกับกำลังบอก ว่า ‘ทีนี้เจ้าก็คงรู้แล้วสินะ ว่าพ่อไม่เอาไหนของเจ้าตั้งใจให้เจ้าไป
ตาย’
อวี๋หวั่น “อ้อ”
เยี่ยนจิ่วเฉา “?!”
อ้อ? จะตอบแค่นี้จริงๆ หรือ?
อวี๋หวั่นกลอกตา แล้วพูดว่า “เรื่องนั้น…ข้าว่า…ท่านพ่อข้า… เขาไม่ได้อยากให้ข้าไปตายหรอก เขามอบข้าให้ท่าน…ก็เพราะ ต้องการให้ข้าโตขึ้นไปเป็นภรรยาของท่าน!”
เยี่ยนจิ่วเฉาหน้าแดงระเรื่อ “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน?! เป็น สาวเป็นนางไม่รู้จักกระดากอาย! เจ้าจะมาเป็นภรรยาข้าได้ อย่างไร! ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นกับเจ้า!!!”
เสี่ยวเป่าเดินจับกางเกงเข้ามา “ท่านพ่อ ท่านแม่ไปไหน ขอรับ?”
“อยู่นี่ไง!” เยี่ยนจิ่วเฉาอุ้มเสี่ยวเป่าส่งให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่น “…”
เยี่ยนจิ่วเฉา “…”