หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 546.1 พี่จิ่วเล่นพิเรนทร์ (1)
ย่างเข้ายามสนธยา แสงอาทิตย์อัสดงส่องข้ามกำแพงวัง หลวง
ราชินีแม่มดนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างสง่างาม สายตาจับจ้องไป ยังตำหนักกลาง
โดยรอบเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม แต่นางกลับไม่ได้ยิน อะไรสักอย่าง สาวกหญิงชายรีบร้อนหอบหิ้วกระเป๋าสัมภาระผ่าน หน้านางไป แต่นางก็คล้ายกับมองไม่เห็น
นางสวมอาภรณ์ที่หรูหราที่สุด ผ้าไหมสีดำแกมสีทอง แขน เสื้อกว้าง ชายกระโปรงระกับพื้น ประทินโฉมอย่างละเมียดละไม นางสวมมงกุฎหงส์ทอง ดูราวกับเป็นราชินีของเหล่าปีศาจแห่ง อันธการ
ทันใดนั้นเอง หลีชั่วก็เข้ามาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย นางรีบ ร้อนจนไม่ทันได้ระวังขณะก้าวข้ามธรณีประตู จึงสะดุดและล้มลง นํ้าตาไหลรินด้วยความเจ็บปวด
แต่หลีชั่วกลับมิได้ใส่ใจความเจ็บปวดที่หัวเข่าและฝ่ามือ นาง รีบคลานเข้าไปเบื้องหน้าราชินีแม่มด แล้วพูดด้วยความร้อนรนว่า “ราชินีแม่มดเพคะ! แย่แล้วเพคะ! ผู้อาวุโสสามนำคนก่อกบฏ! ตอนนี้สภาอาวุโสถูกเขาควบคุมแล้ว! วังหลวงไม่ปลอดภัยแล้ว!
ท่าน…ท่านรีบหนีเถอะเพคะ!”
ราชินีแม่มดไม่ตอบ ดวงตามิได้มองหลีชั่วเสียด้วยซํ้าไป นาง ยังคงจับจ้องไปเบื้องหน้า
“ราชินีแม่มดเพคะ!” หลีชั่วเร่งเร้า “องครักษ์ของวังหลวงหนี ไปแล้ว! อีกไม่นานผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสสองก็จะพาคนบุกเข้า มาที่นี่! หากท่านยังไม่ไป ก็จะไม่ทันการณ์แล้วนะเพคะ!”
“ข้าไม่ไป” ราชินีแม่มดพูดด้วยนํ้าเสียงไม่สะทกสะท้าน “ข้า เป็นราชินีของที่นี่ จะให้ข้าไปได้อย่างไร?”
หลีชั่วจึงบอกว่า “ท่านเป็นราชินี แต่ท่านเป็นราชินีที่เคย จองจำราชาพ่อมดนะเจ้าคะ! ข้าได้ยินว่าราชาพ่อมดหายดีแล้ว ลูกชายของเขากลายเป็นราชาพ่อมดคนใหม่! หลัวช่าวิญญาณก็ ถูกคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์พวกนั้นจัดการ! ราชินีแม่มดเพคะ! พวกเรา ไม่มีทางชนะหรอก!”
ถ้าหากหลัวช่าวิญญาณยังอยู่ ต่อให้ทุกคนจะลุกขึ้นก่อกบฏ นางก็ไม่กลัว ทว่าในบัดนี้หลัวช่าวิญญาณไม่อยู่แล้ว ไม่มีสิ่งใดรับ ประกันชีวิตของพวกเขาได้
การตายของหลัวช่าวิญญาณนั้นเสียงดังกัมปนาทจนทุกคน รับรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องรายงาน คนในวังหลวงล้วนรู้ว่ากลิ่นอายของ มันหายไป ส่วนเรื่องที่โจวจิ่นกลายเป็นราชาพ่อมดคนใหม่ และ ราชาพ่อมดหายดีแล้วนั้น กลับเป็นผู้อาวุโสสามที่นำไปแจ้งแก่ สภาอาวุโส
มิเช่นนั้นคนของผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งคอยสนับสนุนราชินีแม่มดมี หรือจะกล้าตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนาง?
เดิมที หากมีเพียงผู้อาวุโสสาม พวกเขาอาจเหมารวมเขาเข้า กับคนเผ่าปีศาจ กล่าวหาว่าเขาสมคบคิดกับสายลับจากเผ่า ศักดิ์สิทธิ์เพื่อล้มล้างอำนาจของราชินีแม่มด ทว่าบัดนี้ราชาพ่อมด หายดีแล้ว เมื่อได้ยินว่าพวกเขาเป็นพันธมิตรกับผู้อาวุโสสาม ครา นี้ไม่ว่าอยากไรก็คงยัดเยียดความผิดให้ไม่ได้แล้ว
หลีชั่วพยายามหว่านล้อมอย่างสุดความสามารถ “ราชินี แม่มดเพคะ! บ่าวขอร้อง! หนีไปจากที่นี่ด้วยกัน
เถอะเพคะ! เรื่องอื่นค่อยวางแผนกันใหม่! แม้จะไร้ตำแหน่ง ราชินี! แต่อำนาจยังคงอยู่นะเพคะ! อำนาจของท่านไม่ได้หายไป! ท่านปล่อยไว้ก่อนเถิดเพคะ วันข้างหน้าท่านกลับมามีอำนาจ…”
“เยี่ยยางเล่า?” นางยังพูดไม่ทันจบ ราชินีแม่มดก็เอ่ยขึ้นด้วย นํ้าเสียงเย็นเยียบ
หลีชั่วชะงักไป จากนั้นก็ตอบทันควันว่า “หงหลวนไปหาองค์ ชายอยู่เพคะ นางจะพาองค์ชายหนีไป ท่านก็รีบไปเถอะเพคะ!”
“ปล่อยข้า! ข้าจะหาท่านแม่! ข้าจะหาท่านแม่!”
เยี่ยยางสะบัดแขนจากหงหลวน แล้ววิ่งเข้ามา!
“ท่านแม่!” เยี่ยยางพุ่งไปยังบัลลังก์ของราชินีแม่มด
ราชินีแม่มดมีสีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง นางกอดบุตรชายที่โผ
เข้ามาหา พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงสั่นเล็กน้อย “เจ้ามาทำอะไร ที่นี่”
“ท่านแม่! พวกเขาจะให้ข้าหนีไปจากที่นี่! วังหลวงเกิดเรื่อง อะไรขึ้นหรือขอรับ ทำไมข้าต้องหนีไปด้วย ข้าไม่ได้เป็น
องค์ชายของเผ่าพ่อมดหรอกหรือ? ท่านพ่อข้าเป็นราชาพ่อมด ท่านแม่ข้าเป็นราชินีแม่มด!”
ราชินีแม่มดลูบใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขา แล้วพึมพำว่า “ถูก ต้องแล้ว ท่านพ่อของเจ้าเป็นราชาพ่อมด แม่ของเจ้าเป็นราชินี แม่มด เจ้าไม่จำเป็นต้องหนี!”
“ราชินีแม่มดเพคะ!” หลีชั่วร้อง
หงหลวนรีบตามมา นางหันไปมองลานด้านนอกซึ่งกำลัง อลหม่านไปหมด “องค์ชาย! ราชินีแม่มด! ประตูหลักถูกคนของ สภาอาวุโสปิดล้อมไว้หมดแล้ว รีบหนีทางประตูด้านข้างเถอะ เพคะ!”
หงหลวนพูดพลางเข้าไปจับเยี่ยยาง
เยี่ยยางสะบัดมือออกจากนาง “ปล่อยข้านะ! ข้าจะอยู่กับท่าน แม่!”
หงหลวนคุกเข่าลงทันใด “ราชินีแม่มดเพคะ! หากท่านไม่ไป องค์ชายเยี่ยยางก็จะไม่ไปนะเพคะ! บ่าวขอร้องละเพคะ! ไปกันเถิด เพคะ เพื่อองค์ชายเยี่ยยาง!”
“แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชินีแม่มด!” องครักษ์คนหนึ่งวิ่งกระหืด กระหอบเข้ามา “ผู้อาวุโสใหญ่ถูกจับแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? พูดอีกรอบ! ใครถูกจับ” หลีชั่วเดินเข้าไป หาองครักษ์
องครักษ์ตัวสั่นเทิ้ม ตอบว่า “ผะ…ผู้อาวุโสใหญ่! ผู้อาวุโสใหญ่ พาครอบครัวหนีออกจากเผ่าพ่อมด ไหนเลยจะรู้ว่าหนีไปได้เพียง ครึ่งทาง ก็ถูกผู้อาวุโสสี่พาคนไปดักไว้เสียแล้ว! ได้ยินว่า…ผู้อาวุโส ห้ากับผู้อาวุโสเจ็ดเป็นคนบอกความลับ… ”
“ชั่วช้า!” หลีชั่วกำหมัดแน่น!
ผู้อาวุโสสี่และผู้อาวุโสสองเป็นพวกเดียวกัน พวกเขาล้วนแต่ เป็นคนสนิทของราชาพ่อมด หลายปีมานี้คอยวางแผนมาต่อกร กับพวกเขาอยู่เสมอ แต่ติดที่ราชาพ่อมดอยู่ในเงื้อมมือของพวก เขา คนเหล่านั้นจึงไม่กล้ากระโตกกระตาก พวกเขาไม่เคยภักดีกับ ราชินีแม่มดมาตั้งแต่แรกแล้ว จึงรอเพียงวันที่ราชินีแม่มดและผู้ อาวุโสใหญ่เพลี่ยงพลํ้า ส่วนผู้อาวุโสห้าและเจ็ดนั้น เดิมทีพวกเขา สนิทสนมกับผู้อาวุโสสามอยู่แล้ว ที่สนับสนุนราชินีแม่มดก็เพราะ ผู้อาวุโสสามชักนำ ทว่าในตอนนี้ผู้อาวุโสสามลุกขึ้นต่อต้านราชินี แม่มด พวกเขาย่อมทำเช่นเดียวกัน
“ราชินีแม่มด ท่านคงไม่อยากให้องค์ชายเยี่ยยางเป็นอะไร กระมัง…” หงหลวนพยายามชักจูง
ราชินีแม่มดมองไปยังบุตรชายในอ้อมอก ในที่สุดนางก็ใจอ่อน
จึงบอกกับหงหลวนว่า “ตกลง พวกเราไปกันเถอะ!”
“ข้าอยากรู้นักว่าใครหน้าไหนกล้าหนี!”
ร่างของผู้อาวุโสสามปรากฏขึ้นที่ประตูตำหนัก พร้อมกับเสียง ดุดันน่าเกรงขาม
หงหลวนหน้าถอดสี นางรีบดึงราชินีแม่มดกับเยี่ยยางไว้ด้าน หลัง
หลีชั่วผงะถอยไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังผู้อาวุโสสาม ด้วยความหวาดระแวงและตื่นตระหนก
ผู้อาวุโสสามสาวเท้าเข้าไป แล้วบอกกับราชินีแม่มดซึ่งนั่งอยู่ บนบัลลังก์ว่า “จะไม่มีใครไปไหนทั้งนั้น!”
หลีชั่วตวาดว่า “ผู้อาวุโสสาม! ที่นี่คือวังหลวง ราชินีแม่มดไม่ ได้เรียกเจ้า แต่เจ้ากลับขนกองทัพบุกมาถึงที่นี่ คิดจะโค่นบัลลังก์ หรืออย่างไร?”
“คนที่โค่นบัลลังก์ก็คือพวกเจ้านั่นแหละ!” ผู้อาวุโสสามตวาด เขาเหลือบมองใบหน้าเย็นชาของราชินีแม่มด แล้วกล่าวว่า “ราชินี แม่มดคงไม่ลืมหรอกกระมังว่าหลายปีมานี้ตนเองทำสิ่งใดลงไป บ้าง?”
ราชินีแม่มดหัวเราะด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “อย่ามาทำเป็นพูด ดี ข้าทำอะไรไว้เจ้าย่อมกระจ่างดี เจ้ายังคอยหนุนหลังข้า เจ้าเห็น ว่าข้ากำลังหมดอำนาจ จึงคิดจะประจบประแจงเจ้านายคนใหม่ก็
เท่านั้น”
ผู้อาวุโสสามยกมือขึ้นประสานกัน “เจ้านายเก่าเจ้านายใหม่ อะไรพ่ะย่ะค่ะ? เดิมทีเผ่าพ่อมดก็มีเจ้านายอยู่เพียงคนเดียว ก็คือ ราชาพ่อมด!”
“ฮ่าๆๆๆ…” ราชินีแม่มดเชิดหน้าหัวเราะลั่น “เนี่ยเฉิงเอิน หนอ เนี่ยเฉิงเอิน หนังหน้าของเจ้าหนาเสียยิ่งกระไร แม้แต่ข้ายัง เทียบไม่ได้ ถ้าหากเจ้าคิดจะภักดีต่อเขา ไฉนจึงไม่ทำแต่แรก? ตอนที่เขาถูกข้าจับขัง เหตุใดเจ้าถึงไม่พูดอะไรเลยเล่า เขาเป็นเจ้า นายคนเดียวของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ผู้อาวุโสสามถูกตอกหน้า แต่เขาก็มิได้มีท่าทีเดือดดาล และไม่ ได้ตื่นตระหนก เขาเพียงแต่มองราชินีแม่มดด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “ในเมื่อราชินีแม่มดปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ คงจะรู้ว่าเหตุใดข้าถึง ต้องโค่นบัลลังก์ท่าน!”
ราชินีแม่มดชะงักไป “เป็นเพราะเนี่ยหวั่นโหรว?”
ผู้อาวุโสสามกล่าวด้วยนํ้าเสียงดุดันว่า “ถูกต้อง! พวกเจ้า สังหารหวั่นโหรว! แล้วยังจงใจปิดบังข้า! หลอกให้ข้าต่อสู้ราวกับ เป็นคนโง่งม! หวั่นโหรวอยู่ในสกุลเวินก็ทุกข์ทรมานมามากพอแล้ว แม้แต่ตอนตายยังถูกพวกเจ้าหลอกใช้! จะให้ข้ายอมปล่อยไปได้ อย่างไร!”
ราชินีแม่มดแสยะยิ้ม “ถ้าเจ้ารักลูกสาวจริง ตอนนั้นก็คงไม่ให้ นางแต่งงานหรอก เจ้าเองก็เคยขายลูกสาวเพื่อความก้าวหน้าไม่
ใช่รึ?”
ผู้อาวุโสสามขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ถ้าหากพวกเจ้าไม่หลอกข้า ตั้งแต่แรก ข้าจะเชื่อหรือว่าเวินซวี่คือคนที่ลูกข้าฝากชีวิตไว้ได้?”
ราชินีแม่มดเลิกคิ้ว “เช่นนั้นหลังจากที่เนี่ยหวั่นโหรวแต่ง เข้าไปในสกุลเวินเล่า? หลังจากที่เจ้ารู้ว่าเวินซวี่ไม่ใช่คนดีเล่า? ทำไมเจ้าไม่ช่วยลูกสาวออกมา เห็นได้ชัดว่าความรักที่เจ้ามีให้ ลูกสาวมิได้มีอะไรมากกว่านั้น เมื่อสูญเสียไปแล้วจึงแสร้งทำเป็น พ่อที่ดี เจ้าไม่คิดว่าเรื่องนี้น่าเศร้าหรือ?”
บทที่ 546.2 พี่จิ่วเล่นพิเรนทร์ (2)
บุตรสาวแต่งงานไป มีหรือที่จะตัดการติดต่อไปทันที? มิ จำเป็นต้องบอกว่าเผ่าพ่อมดไม่เคยมีกรณีนี้มาก่อน ต่อให้มี การ แต่งงานของทั้งสองครอบครัวก็มีเรื่องเกี่ยวข้องมากมาย ดึงผม เส้นเดียวสะเทือนไปทั้งตัว ก้าวพลาดครั้งแรก ก้าวต่อๆ มาก็พลาด ตามไปด้วย ทุกสิ่งระเนระนาด และนั่นไม่ใช่วังวนที่จะถอนตัวออก มาได้ง่ายๆ
แต่นั่นเป็นความกังวลในตอนแรกของผู้อาวุโสสาม ตั้งแต่ เผชิญเรื่องราวมามากมาย ผู้อาวุโสสามจะมีอำนาจก็ดี มีชื่อเสียง และผลประโยชน์ก็ดี แต่เกียรติยศของวงศ์ตระกูลก็ไม่อาจเทียบได้ กับความรู้สึกของลูก หากเขาเลือกได้อีกครั้ง ต่อให้เขาไม่ได้อยู่ใน สภาอาวุโส เขาก็จะช่วยลูกออกมาจากคุกแห่งนั้นให้ได้
แน่นอนว่าที่ราชินีแม่มดพูด ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ให้กับเนี่ยหวั่นโหรว หากแต่เพื่อกระตุ้นโทสะของผู้อาวุโสสาม
นางไม่มีความสุข ใครก็อย่าหวังจะได้มีความสุข!
ผู้อาวุโสสามเกือบถูกหลอก โชคดีที่ยังถอนตัวได้ทัน ผู้อาวุโส สามกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ราชินีแม่มดดูคล้ายกับมีเรื่องจะ พูด เช่นนั้นมิสู้ไปคุยกับพัศดีในคุกเถิด!”
พูดจบ เขาก็โบกมือ องครักษ์สวมเกราะเหล็กกลุ่มหนึ่งก็กรูกัน
เข้ามา
เยี่ยยางลุกขึ้นยืน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยไฟโทสะ “พวกเจ้า จะทำอะไรกับท่านแม่ข้า!”
ผู้อาวุโสสามกล่าวว่า “องค์ชายเยี่ยยาง นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า เชิญเจ้ากลับตำหนักไปก่อน หลบไป”
เยี่ยยางเป็นเพียงเด็กอายุสิบสอง เขายังเด็กมาก ไม่มีความ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ราชินีแม่มดและผู้อาวุโสใหญ่ทำ ต่อให้ผู้อาวุโส สามอยากแก้แค้น แต่ก็ไม่ถึงกับลงมือกับเยี่ยยาง ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยยางเป็นโอรสของราชาพ่อมด พยัคฆ์ดุร้ายเพียงใดก็ไม่กินลูก ตัวเอง ผู้อาวุโสสามไหนเลยจะกล้าแตะต้องเขา
“เจ้าให้ข้าหลบไปข้าก็ต้องหลบรึ! เจ้าเป็นใครมีหน้ามาสั่ง!” เยี่ยยางหยิบเชิงเทียนด้านข้างมาเขวี้ยงใส่ผู้อาวุโสสาม
ผู้อาวุโสสามไม่หลบ เชิงเทียนจึงกระแทกโดนหน้าผากของ เขาเต็มๆ และมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผล
เหล่าองครักษ์ดึงหอกยาวออกมา
“หยุดเดี๋ยวนี้!” ผู้อาวุโสสามบอก
องครักษ์ชะงัก
เยี่ยยางยืนอย่างองอาจ สายตาจ้องมองไปที่พวกเขา “ข้าจะ อยู่ที่นี่ ข้าอยากรู้เหมือนกันว่า ใครหน้าไหนกล้าทำร้ายท่านแม่ข้า แม้แต่ผมเส้นเดียว!”
พวกเขามองหน้ากัน และอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าผู้อาวุโส สาม
ราชาพ่อมดและราชินีแม่มดไม่ลงรอยกันราวกับนํ้าและไฟ ไม่ จำเป็นต้องให้ราชาพ่อมดออกคำสั่ง ผุ้อาวุโสสามก็รู้ดีว่าตนเอง สามารถจับนางได้ ทว่าไม่ใช่กับเยี่ยยาง ตราบใดที่ราชาพ่อมดไม่ ออกจำสั่ง ผู้อาวุโสสามก็ไม่กล้าลงมือโดยพลการ
ขณะที่สถานการณ์กำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ ออก ราชาพ่อมดก็มาถึง
นี่เป็นครั้งแรกที่ราชาพ่อมดปรากฏตัวต่อหน้าธารกำนัล หลัง จากที่หายป่วยแล้ว เขาไม่มีรอยแผลจากพิษแล้ว รูปร่างหน้าตา ของเขากลับมาเป็นดังเดิม เพียงแต่เมื่อเทียบกับเมื่อสิบปี ทั้งขอบ ตาและข้างปากล้วนแต่มีร่องรอยแห่งวัย
“หงหลวน พาเยี่ยยางกลับตำหนักไป” ราชาพ่อมดสั่ง
หงหลวนลอบมองไปยังราชินีแม่มด เมื่อเห็นว่าราชินีแม่มด พยักหน้าน้อยๆ นางก็ค้อมตัวน้อยๆ “เพคะ”
หงหลวนจับแขนเยี่ยยาง
“ข้าไม่ไป!” เยี่ยยางดิ้น
ราชินีแม่มดมองเขา เยี่ยยางจึงชะงักไป ไม่ดิ้นรนอีกต่อไป และเดินออกไปพร้อมกับหงหลวน
หลีชั่วหลุบตาลง รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ในใจ
เหตุใดผู้ที่พาเยี่ยยางกลับตำหนักนั้นคือหงหลวน ทั้งที่ปกติ แล้วผู้ที่ใกล้ชิดกับเขามากกว่าก็คือนาง
นางคือสาวกหญิงที่เยี่ยยางไว้เนื้อเชื่อใจ
เมื่อหงหลวนไปกับเยี่ยยาง นั่นหมายความว่าราชาพ่อมดก็จะ ไว้ชีวิตหงหลวน ส่วนชะตาชีวิตของนางย่อมไม่อาจรู้ได้
“พวกเจ้าออกไปก่อน” ราชาพ่อมดบอกกับผู้อาวุโสสาม
“พ่ะย่ะค่ะ!” ผู้อาวุโสสามและองครักษ์ถอยออกไป
หลีชั่วคาดหวังว่าราชาพ่อมดจะบอกให้ตนออกไปด้วย หาก เป็นเช่นนั้นนางจะได้ถือโอกาสหนีไป แต่น่าเสียดาย ที่ราชาพ่อมด กลับไม่ได้พูดอะไร
ราชาพ่อมดเอ่ยขึ้นว่า “ข้าไม่อาจสังหารเจ้า เจ้าเป็นแม่ของ เยี่ยยาง ข้าไม่อยากให้เยี่ยยางกลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ แต่ว่า ความผิดของเจ้าก็ไม่อาจละเว้นโทษ”
ราชินีแม่มดหัวเราะค่อนแคะ “ที่แท้ท่านก็รักเยี่ยยางถึงเพียง นี้ เพื่อเขาแล้ว ท่านถึงกับยอมปล่อยหอกข้างแคร่อย่างข้าเอาไว้”
ราชาพ่อมดตอบว่า “แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็น หอกข้างแคร่ ที่ข้าต้องจัดการเจ้า เป็นเพราะเจ้าทำผิดกฎของเผ่า”
ราชินีแม่มดหัวเราะอย่างเย็นชา “กฎของเผ่า? ราชาพ่อมดที่ ไปมีสัมพันธ์กับคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ มีสิทธิ์พูดเรื่องกฎของเผ่ากับข้า ด้วยหรือ?”
ราชาพ่อมดกลับตอบว่า “อาเยียนไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายผิด มนุษย์มนาอย่างเจ้า นางบังเอิญเป็นคนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ก็เท่านั้น”
“อย่างนั้นหรือ?” ราชินีแม่มดหัวเราะแดกดัน “ท่านเชื่อคำ พูดนี้ด้วยหรือ? ท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่านางลอบเข้ามาในเผ่า ด้วยวิธีใด นางยั่วยวนบุรุษที่มีภรรยาแล้วเช่นท่านได้อย่างไร?”
ความขุ่นเคืองปรากฏขึ้นในดวงตาของราชาพ่อมด “บุรุษที่มี ภรรยาแล้ว? เวินหลินหลาง การแต่งงานของพวกเราเกิดขึ้นได้ อย่างไรเจ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ ไม่ต้องให้ข้าเตือนความจำหรอกกระมัง! ยังกล้าพูดอีกหรือว่าอาเยียนยั่วยวนข้า ข้ากับอาเยียนไปกราบไว้ ศาลพ่อมดตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะแต่งงานกับเจ้าแล้ว อาเยียนต่างหาก ที่เป็นภรรยาที่แท้จริงของข้า!”
“เหลวไหล!” ราชินีแม่มดกำหมัดแน่น
ราชาพ่อมดมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาไม่ได้หลบตานาง “ข้าไม่ได้พูดเหลวไหล แต่เจ้าไม่เชื่อเอง!”
“เหตุใดเจ้าต้องจะแต่งงานกับข้าให้ได้ ในใจของข้ามีผู้อื่นอยู่ แล้ว และข้าก็กราบไหว้ฟ้าดินกับคนผู้นั้นแล้ว ต่อให้ข้าแต่งงานกับ เจ้า เจ้าก็ไม่ใช่ภรรยาที่แท้จริงของข้าอยู่ดี!”
คำปฏิเสธการแต่งงานในตอนนั้นของราชาพ่อมดแล่นปราด เข้ามาในสมองของราชินีแม่มด นางรู้สึกราวกับร่างของตนกำลัง สั่นคลอน ราวกับบัลลังก์ของนางกำลังพังทลายลง!
เรื่องราวในอดีตนั้นแสนเจ็บปวด ราชาพ่อมดไม่อยากหวนนึก กลับไป และไม่อยากรู้สึกว่าตนเองนั้นไร้เดียงสา ในตอนนั้นเขาไม่ แข็งแกร่งพอ ไม่อาจปกป้องอาเยียน จึงจำต้องประนีประนอมกับ เผ่าและสภาอาวุโส ที่เขาไม่ได้อธิบายให้เวินหลินหลางฟัง ก็เพราะ อธิบายไปย่อมไร้ประโยชน์ เวินหลินหลางไม่มีทางเชื่อเขา
แม้แต่ในตอนนี้ เขาก็ไม่แน่ใจว่าเวินหลินหลางได้ฟังที่เขาพูด หรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร หลังจากนี้ เขาก็จะไม่เห็นหน้าเวินหลิน หลางอีก
ทันใดนั้นเอง สายฝนก็โปรยลงมา
ราชาพ่อมดหันหน้าไปมอง สีหน้าของเขาระทมทุกข์ “ครั้งแรก ที่ข้าได้พบอาเยียน ฝนก็ตกเช่นนี้”
เขาถือร่มคันหนึ่ง เดินฝ่าสายฝนอยู่บนถนน ทันใดนั้นเอง ก็มี ดรุณีสวมอาภรณ์สีม่วงคนหนึ่งเข้ามาใต้ร่มของเขา
‘ขอโทษด้วย ข้าไม่มีร่ม! ขอหลบสักหน่อย!’
ใบหน้าเจ้าเนื้อเฉกเช่นหญิงสาววัยแรกแย้ม ดวงตาเป็น ประกาย ฟันซี่ขาว งดงามเข้ากับหยาดนํ้าฝน
เพียงแรกพบก็ไม่อาจลืมได้
“เจ้าคงไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมีสภาพยํ่าแย่เช่นนี้กระมัง”
ตายแล้วตายลับ ทว่ามีชีวิตอย่างทุกข์ทรมานนี้แลจึงจะเป็น บทลงโทษที่เอน็จอนาถที่สุด
ราชาพ่อมดหันหลังกลับ
“ฝ่าบาท!” เวินหลินหลางเรียกเขา “ท่านคงยังจำได้ว่าเมื่อสิบ ห้าปีก่อน…ท่านให้ร่มกับแม่นางคนหนึ่ง?”
ราชาพ่อมดขมวดคิ้ว “จำไม่ได้แล้ว”
เวินหลินหลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หัวเราะจนนํ้าตาไหล นาง โยนด้ามร่มในมือทิ้ง
เขามีคนในใจ เหตุใดจึงไม่ใช่นาง
นางไม่ยอม!
ครองคู่กันมาสิบกว่าปี นางไม่เชื่อหรอก!
“ฝ่าบาท สรุปว่าตลอดหลายปีมานี้ ท่านเคย…”
“ไม่เคย” ราชาพ่อมดพูดตัดบท “แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยมี ใจให้เจ้า ไม่แม้แต่ครั้งเดียว”
ราชินีแม่มดตัวสั่นเทิ้ม “เช่นนั้นท่านแต่งงานกับข้า…”
ราชาพ่อมดพูดด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “สกุลเวินของเจ้าบังคับ ข้า เพื่อนำยาถอนพิษมาให้อาเยียน ต่อให้ข้าต้อง
ไปแต่งงานกับบุรุษ ข้าก็จะทำ”
เวินหลินหลางทนไม่ไหวอีกต่อไป นางกระอักเลือกออกมา แล้วล้มกับพื้น…
……
ในเรือนซึ่งแสงตะวันสาดส่องถึง เด็กน้อยสามคนกำลังกวัด แกว่งดาบไม้วิ่งมาในทุ่งหญ้า
“ย้าๆๆๆๆๆๆๆ!” เสี่ยวเป่าร้อง
“ว้ากก!” เอ้อร์เป่าร้อง
ส่วนต้าเป่าไม่ร้อง เขาพุ่งเข้าไปกดน้องชายทั้งสองไว้ไม่ให้ขยับ
เสี่ยวเป่าและเอ้อร์เป่ากลอกตา ลิ้นจุกปาก!
ในห้อง เยี่ยนจิ่วเฉาและอวี๋หวั่นยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูเด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน
สองมือของเยี่ยนจิ่วเฉาไพล่หลัง เขาเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้านิ่งว่า “ข้าคิดว่ามีเรื่องหนึ่งที่ข้าจำเป็นต้องบอกให้เจ้ารู้ ถูกต้อง เป็นดังที่ เจ้าคิด ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และเสี่ยวเป่าเป็นลูกของข้า”
อวี๋หวั่นโบกมือ “ข้ารู้ๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเขาก็ยังเป็นลูก ของข้า ข้าจะดูแลเขาให้เหมือนกับลูกที่ข้าคลอดออกมาเอง!” ตอน ที่ท่านเป็นอ๋องแห่งเผ่าปีศาจ ท่านก็พูดแบบนี้ ข้าเดาทางออกแต่ แรกแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉามีสีหน้าขึงขัง “เจ้าไม่เข้าใจ พวกเขาเป็นเพียงน้อง ชายของเจ้า ทางที่ดีเจ้าควรจะเลิกคิดเรื่องที่ไม่ควรคิด เจ้าไม่มีทาง มาแทนนางได้!”
“นางไหนอีก?” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว
เยี่ยนจิ่วเฉามองออกไปไกล “นางในใจของข้า”