หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 547.1 นํ้าตาราชาพ่อมด (1)
อวี๋หวั่นถามว่า “นางผู้นั้น…คือท่านแม่ของพวกเขาใช่ไหม?”
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ย่อมต้อง เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเจ้าควรจะตระหนักได้ว่าใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใด แทนที่นางได้ เจ้าก็มาแทนไม่ได้”
อวี๋หวั่น “…”
การสารภาพรักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับพายุทอร์นาโด อวี๋ หวั่นจึงไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกริษยาตนเองดีหรือไม่
สุดท้ายแล้วอวี๋หวั่นก็ต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้า เธอเดินออกไป ด้วยความเขินอาย ทิ้งให้เยี่ยนจิ่วเฉายืนงงอยู่ในห้องอย่างโดด เดี่ยว
หรือว่าเขาพูดตรงเกินไปจนนางตกใจ?
ปกติแล้วต่อให้ตีเขาให้ตาย คำพูดเหล่านี้ก็ไม่มีทางง้างออก จากปากเขาได้ ทว่าหลังจากที่สูญเสียความทรงจำไป ก็พูดออกมา ตรงๆ จนอวี๋หวั่นหัวใจเต้นระรัว ใบหน้าแดงกํ่า
เธอกลับไปยังห้องของโจวอวี่เยี่ยน โจวอวี่เยี่ยนเพิ่งตื่น เมื่อ ลืมตาขึ้นมาก็บังเอิญเห็นอวี๋หวั่นยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่หน้าเตียง ดวงตา รูปผลซิ่งของนางเบิกกว้าง “ท่านพี่หวั่น ท่านเป็นอะไรหรือ”
“อ๋า?” อวี๋หวั่นได้สติ เธอปรับสีหน้าเป็นปกติ “ไม่มีอะไร เจ้าตื่น แล้วหรือ? รู้สึกอย่างไรบ้าง? ไม่สบายตรงไหนหรือ เปล่า?”
“ข้า…” โจวอวี่เยี่ยนลูบศีรษะ “ข้ายังมึนหัวอยู่บ้าน ร่างกาย…รู้สึกไม่ค่อยมีแรง น่าแปลก ข้าเป็นอะไรไปหรือ?”
อวี๋หวั่นพูดกระซิบ “เจ้าโดนวิชาคุมวิญญาณของหลัวช่า วิญญาณเข้า หมดสติไปหลายวัน”
“วิชาคุมวิญญาณ?” โจวอวี่เยี่ยนจำเรื่องในวันนั้นไม่ได้ แต่ นางเคยได้ยินเรื่องของหลัวช่าวิญญาณ นางคว้ามือของอวี๋หวั่น “หลัวช่าวิญญาณมาแล้วหรือ? มันไปไหนแล้วเล่า? ไม่มีใครเป็น อะไรใช่ไหม? ศิษย์น้องเล่า?”
อวี๋หวั่นยิ้ม ตอบว่า “เรื่องของหลัวช่าวิญญาณจัดการ เรียบร้อย ไม่มีใครเป็นอะไร โจวจิ่นสบายดี ในเมื่อเจ้าตื่นแล้ว ก็กิน อะไรก่อนเถิด ไว้ข้าค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟัง”
“อื้ม” โจวอวี่เยี่ยนทำตามอย่างว่าง่าย นางไปอาบนํ้าร้อน เปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าสะอาด และไปหาอะไรกินในห้องครัว
ในตอนนั้นเอง ชุยเฒ่ากับอาม่าก็ฟื้นแล้วเช่นกัน แม้ว่าทั้งสอง คนจะอายุมากแล้ว แต่หลายปีมานี้พวกเขาก็มิได้มีเรื่องเดือดเนื้อ ร้อนใจ และไม่ได้ตกระกำลำบาก ร่างกายแข็งแรง ดื่มนํ้าแกงโสม ไปก็จะสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
คนเดียวที่ทำให้คนอื่นไม่ไว้วางใจก็คือโจวจิ่น
หลังจากที่หลัวช่าวิญญาณสลายไป โจวจิ่นก็แทบไม่ได้ออก จากห้องของตนเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทุกคนกำลัง
วุ่นวายกับเรื่องอื่นอยู่ หรือเป็นเพราะเยี่ยนจิ่วเฉาสูญเสีย ความทรงจำและไม่ได้เล่นแม่กุญแจขงเบ้งกับเขาแล้ว เด็กคนนี้จึง กลับกลายเป็นนิสัยเดิมเฉกเช่นก่อนหน้านี้
เมื่ออวี๋หวั่นยกบัวลอยนํ้าหมักดอกกุ้ยฮวาเข้าไปในห้อง เขา กำลังนั่งมองดอกไม้อยู่ริมหน้าต่าง ดอกกุ้ยฮวาในลานบ้านบาน สะพรั่ง แลดูราวกับผืนบุปผาสีทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมยั่วยวน ทำให้รู้สึกเพลินตาเพลินใจ
กระนั้นแล้วเขากลับมองดอกไม้ด้วยท่าทางโดดเดี่ยวเหลือเกิน
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปด้านหลัง วางถาดลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยถาม เสียงค่อยว่า “มองอะไรอยู่หรือ”
“ดอกไม้” โจวจิ่นบอก
“ท่านปู่เป้าบอกว่า เขาซื้อเรือนหลังนี้ก็เพราะดอกกุ้ยฮวาสี ทองเหล่านี้ เขาชอบดอกกุ้ยฮวาเหมือนกัน”
“ข้าไม่ชอบดอกกุ้ยฮวา”
“แต่เจ้าก็ยังมองอยู่นี่?”
“ไม่มีอะไรให้มอง”
“หรือว่า…ให้พี่พาเจ้าออกไปเดินเล่นข้างนอกดีไหม? เจ้า อยากดูอะไร พี่จะพาไป”
“ไม่มีให้เห็นแล้ว” โจวจิ่นหลุบตาลง
อวี๋หวั่นพูดไม่ออก
อะไรที่ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว? หรือว่าจะเป็นดอกเซียนศักดิ์สิทธิ์ ในตำหนักราชาพ่อมด?
ดอกเซียนศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้นจากเลือดเนื้อและกลิ่นอาย ของราชาศักดิ์สิทธิ์ หลังจากที่ราชาศักดิ์สิทธิ์ตาย ดอกเซียน ศักดิ์สิทธิ์ในตำหนักราชาพ่อมดและกระท่อมเล็กก็สลายไป ไม่หลง เหลืออยู่แม้แต่ดอกเดียว
อวี๋หวั่นจำได้ว่าโจวจิ่นเคยพูดไว้ว่าสถานที่ที่เขาเคยอยู่ในวัย เด็กนั้นมีดอกไม้สีม่วง เมื่อมาคิดดูแล้วคงจะเป็นดอกเซียน ศักดิ์สิทธิ์กระมัง
ทว่าในตอนนี้ อวี๋หวั่นก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่โจวจิ่นบอกว่า ‘ไม่มีให้ เห็นแล้ว’ คือดอกเซียนศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้ที่ปลูกดอกเซียนศักดิ์สิทธิ์ กันแน่
ราชาศักดิ์สิทธิ์เป็นแม่ของโจวจิ่น แม้ว่านางจะกลายเป็นหลัว ช่าวิญญาณ นางก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าจุดจบของ นางนั้นได้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ที่นางผนึกร่างของราชาศักดิ์สิทธิ์เข้า กับหลัวช่าวิญญาณ ทว่าที่โชคร้ายก็คือ การรู้ว่าแม่ของตนตายไป แล้ว กับการที่เห็นแม่ของตนตายไปต่อหน้าต่อตานั้นแตกต่างกัน มาก
อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าควรปลอบเขาว่าอย่างไรดี
“ท่านพี่หวั่น ข้าไม่เป็นไร”
กลับเป็นโจวจิ่นที่พูดปลอบใจอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นวางมือบนไหล่ของเขา “ไม่เป็นไร หากเจ้ารู้สึกเศร้าก็ พูดออกมา อยากร้องไห้ก็ร้องไห้ออกมา”
“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ” โจวจิ่นบอก “อย่างน้อย ข้าก็เห็นแล้วว่า ท่านแม่หน้าตาเป็นอย่างไร ต่อให้นางจะจำข้าไม่ได้ แต่ที่นางกลาย เป็นเช่นนี้ก็เพราะนางเคยรักข้ามาก่อน”
เป็นเพราะต้องการเปลี่ยนโชคชะตาของโจวจิ่น จึงได้ทำข้อ แลกเปลี่ยนกับหลัวช่าวิญญาณ และเพื่อที่จะปกป้องให้โจวจิ่น เติบโตขึ้นมาได้ นางจึงใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ทำเรื่องต้องห้าม ลงไป ทั้งหมดล้วนมาจากความรักที่นางมีให้โจวจิ่น
หัวใจนางน่ายกย่องยิ่งนัก
อวี๋หวั่นมองไปยังสีหน้าของโจวจิ่น เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้ กำลังฝืนตัวเองอยู่ เธอจึงค่อยวางใจ และเอื้อมมือไปกอดเขาเอาไว้ “นางรักเจ้า คนที่นางรักก็ที่สุดก็คือเจ้า ถ้าวิญญาณของนางที่อยู่ ในปรโลกรับรู้ นางย่อมต้องดีใจมากที่มีลูกที่ปราดเปรื่องเช่นเจ้า”
“ท่านพี่หวั่นคิดอย่างนั้นจริงหรือ?” โจวจิ่นมองอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าคิดว่าพี่ จะโกหกเจ้า? หรือเจ้าคิดว่าตนเองไม่ดีพอ?”
โจวจิ่นส่ายหน้า สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ท้องของอวี๋หวั่น “เจ้าตัวเล็กไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?”
“ไม่เป็นไร ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยซ่อนเขาไว้” เรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อคืนนั้นเสี่ยงอันตราย โจวจิ่นใช้ชีวิตของตนปกป้องคนอื่นๆ ทั้ง ที่เขาก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง แต่กลับมีวุฒิภาวะและความกล้า หาญที่มากกว่าเด็กเก้าขวบ เมื่อได้ร่วมมือกับเขา อวี๋หวั่นก็ชอบ เมื่อได้เป็นเพื่อนกับเขา อวี๋หวั่นก็เอ็นดู
“ข้า…ข้าขอจับได้ไหม?” โจวจิ่นเอ่ยถามด้วยความสงสัย
อวี๋หวั่นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วจับมือของเขามาวางบน ท้องของเธอ
ท้องของอวี๋หวั่นซึ่งก่อนหน้านี้ปราศจากการเคลื่อนไหว ทันทีที่ โจวจิ่นวางมือลง ท้องของเธอก็ขยับในทันใด ทั้งยังมิได้ขยับเพียง ชั่วประเดี๋ยวเดียว แต่ยังเตะเท้าหลายครั้งจนโจวจิ่นรู้สึกว่ามือของ ตนคันยุบยิบ โจวจิ่นทำตากลมโตด้วยความตื่นเต้น
ทันใดนั้นเอง โจวจิ่นก็รู้สึกราวกับศีรษะเล็กๆ กำลังถูไถอยู่กับ ฝ่ามือของเขา
โจวจิ่นกะพริบตาปริบๆ รู้สึกคล้ายกับบางอย่างในหัวใจของ เขาค่อยๆ ละลายลง
……
หลังจากที่อาม่าและชุยเฒ่าฟื้นแล้ว อวี๋หวั่น อิ่งลิ่วและอิ่งสือ
ซันก็เข้าไปในห้องเพื่อปรึกษาเรื่องที่ยังค้างคาอยู่
อวี๋หวั่นตั้งท้องได้เจ็ดเดือนเศษแล้ว ไม่เหมาะแก่การเดินทาง ไกล พวกเขาจึงคิดว่าควรรอให้เด็กคลอดออกมาก่อนดีหรือไม่
“รอไม่ได้” ชุยเฒ่าบอก
“ทำไมเล่า” อิ่งลิ่วถาม
ชุยเฒ่าตอบว่า “อาหวั่นยังเหลือเวลาอีกประมาณสองเดือน กว่าจะครบกำหนดคลอด แต่เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือเวลาเพียงไม่กี่วัน ตอนนี้เหลือเพียงนํ้าตาพ่อมด ไม่น่าจะต้องกังวลว่าราชาพ่อมดจะ อิดออดไม่มอบตัวยานี้ให้ เพียงแต่ว่า ยังต้องใช้ตัวยาอื่นอีก ตัวยา บางชนิดมีอยู่เพียงในต้าโจว จำต้องใช้ขณะยังสดใหม่ เพราะ ฉะนั้นข้าจึงคิดว่าควรกลับไปถึงต้าโจวก่อนที่อาการของเขาจะ หนัก”
“อืม” อาม่าก็เห็นด้วย เมื่ออยู่ไฟไปไหนไม่ได้ หลังจากอยู่ไฟก็ อาจเดินลำบาก ตอนนั้นก็คงย่างเข้าฤดูหนาว หากพาเด็กทารกใน ห่อผ้าเดินทางไกลก็อาจลำบาก ต่อให้พวกเขาไม่กลัวลำบาก แต่ก็ จะทำให้อาการของเยี่ยนจิ่วเฉาแย่ลง
อวี๋หวั่นรีบพูดว่า “ข้าเดินทางได้ ไม่เป็นไร”
ร่างกายของเธอเป็นอย่างไรเธอย่อมกระจ่างดี ท้องของเธอไม่ เป็นอะไรมาก ทั้งยังเป็นสายเลือดของสตรีศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้ขึ้นเขา ลงห้วยก็ไม่ใช่ปัญหา
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอยังทำใจไปจากที่นี่ไม่ได้ก็คือพ่อครัวเทพเป้า
ท่านปู่เป้าเหลือเวลาอีกไม่มาก ถ้าหากเป็นไปได้ เธอก็หวังว่า จะได้อยู่เป็นเพื่อนเขาจนวาระสุดท้ายของชีวิต ทว่าในตอนนี้ สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เธอจำต้องบอกลาท่านปู่เป้า
อวี๋หวั่นจึงเดินไปยังห้องของท่านปู่เป้า
เจียงจิงเหนียนไปรับลูกกับภรรยา ในห้องจึงเหลือเพียงท่านปู่ เป้า ด้วยกังวลว่าเขาจะล้มลงไปอีก อวี๋หวั่นจึงเตรียมรถเข็นให้เขา เขากำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่บนรถเข็น
“ท่านปู่เป้า กำลังเขียนอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นเดินเข้าไป ถาม
พ่อครัวเทพเป้าเอ่ยอย่างกระฉับกระเฉง “ข้ากำลังเขียนตำรา อาหารอยู่ ครานี้ต้องเขียนตำราอาหารไว้เล่มหนึ่งจริงๆ ได้แล้ว”
อวี๋หวั่นสีหน้ายิ้มแย้ม “ข้าช่วยฝนหมึกนะเจ้าคะ”
พ่อครัวเทพเป้ากล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก ไปจัดข้าวของเถิด”
มือของอวี๋หวั่นซึ่งกำลังถือแท่นฝนหมึกชะงัก เธอกะพริบตา ปริบๆ มองไปยังพ่อครัวเทพเป้า “ท่านปู่เป้ารู้แล้วหรือเจ้าคะ?”
พ่อครัวเทพเป้ายิ้ม “มีอะไรเดายากกัน? จิ่วเฉากำลังรอ ถอนพิษใช่ไหม? เจ้าเองก็ใกล้คลอด แต่ยังอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้า เจ้า จะรอคลอดลูกในเผ่าพ่อมดหรืออย่างไร? คลอดแล้วจะไปจากที่นี่ อย่างไร เจ้าคิดว่าทารกแบเบาะจะแข็งแกร่งอย่างพี่ชายสามคน
หรืออย่างไร?”
บทที่ 547.2 นํ้าตาราชาพ่อมด (2)
ทารกแรกเกิดบอบบางยิ่งกว่าสิ่งใด ไหนเลยจะเหมือนกับเด็ก น้อยทั้งสามที่ผ่านลมผ่านฝนมานับไม่ถ้วน? หรือต่อให้เป็นเด็ก น้อยทั้งสาม ตอนที่ยังอายุไม่ถึงสองขวบ พวกเขาก็อ่อนแอไม่ต่าง กัน
อวี๋หวั่นกอดแขนของพ่อครัวเทพเป้า ศีรษะของเธออิงกับหัว ไหล่ของเขา “ข้าไม่อยากจากท่านปู่เป้าไปนี่เจ้าคะ…”
พ่อครัวเทพเป้าลูบศีรษะของอวี๋หวั่นด้วยความเอ็นดู “รอให้ ลูกโตก่อน แล้วค่อยมาหาข้า ทำไม? เจ้ากลัวว่าข้าจะอยู่ได้อีกไม่ นานหรือ?”
อวี๋หวั่นผละออกมา แล้วมองไปยังพ่อครัวเทพเป้าด้วยสีหน้า จริงจัง “ข้าจะไปคิดเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ? ท่านปู่เป้าต้องอายุ ยืนถึงร้อยปีแน่นอน!”
พ่อครัวเทพเป้าหัวเราะร่า หัวเราะจนหายใจไม่ทันและไอออก มา อวี๋หวั่นรีบรินนํ้าร้อนให้เขา มองดูเขาด้วยความรู้สึกปวดใจ
พ่อครัวเทพเป้าดื่มนํ้าไปครึ่งกา “เอาน่า ปู่ไม่เป็นอะไรหรอก!”
อวี๋หวั่นจับมือของเขา เธอกลั้นนํ้าตาจนรู้สึกปวดหนึบที่ลำคอ “…ท่านต้องรักษาสุขภาพนะเจ้าคะ”
พ่อครัวเทพเป้ายิ้ม นํ้าตารื้นอยู่ข้างขอบตา “เจ้าเด็กโง่ ข้าก็
ต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้ว”
ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าการลาจากในครั้งนี้เป็นการลาจากชั่วนิรัน ดร์
อวี๋หวั่นไม่ได้พูดอะไรอีก เธอเพียงกอดแขนของพ่อครัวเทพ เป้าไว้ หยดนํ้าตาไหลออกมาไม่หยุด
พ่อครัวเทพเป้าตบหลังของอวี๋หวั่นเบาๆ จากนั้นก็หันหน้าไป นํ้าตาหยดลงกับพื้น
เขาไม่เคยบอกใคร ตลอดหลายปีที่ตามหาลูก แต่ก็ไร้ผล ไม่ใช่ ว่าเขาไม่เคยคิดยอมแพ้ เขาเคยอยากตาย เขากระโดดนํ้าฆ่าตัว ตายแล้วเสียด้วยซํ้า แต่เจ้าเด็กโง่คนนี้กลับกระโดดลงไปในนํ้าซึ่ง เย็นราวกับนํ้าแข็งเพื่อช่วยเขาขึ้นมา
‘เมื่อครู่ข้ายังเห็นเขายืนอยู่ตรงนี้ ที่แท้ก็ฆ่าตัวตายหรอกหรือ’
‘เจ้าน่ะสิตาย! ไปตายทั้งบ้านเลยไป!’
‘จะ…จะ…เจ้าแก่ไร้สติ!’
‘เจ้านั่นแหละแก่ไร้สติ!’
อันที่จริง สตรีสูงวัยคนนั้นพูดถูกแล้ว เขาตั้งใจฆ่าตัวตาย จริงๆ แต่เมื่อเห็นเด็กโง่ซึ่งยอมตัวเปียกลงไปช่วยเขา ขึ้นมาก็ตัว สั่นเทิ้มเพราะความหนาวเหน็บ อีกทั้งดวงตาเป็นประกายใสของ นาง ทำให้เขาไม่อาจยอมรับว่าเขาฆ่าตัวตาย
‘ข้าหิว ข้ายืนไม่ไหว จึงตกนํ้า’ เขาพูดเช่นนี้
‘อ้อ’
‘มีของกินหรือไม่?’
‘ขนมนี้ได้หรือไม่?’ เจ้าเด็กโง่หยิบขนมนํ้าตาลกรอบออกมา จากกระเป๋า แกะเปลือกออกแล้วส่งให้เขา
‘ไม่อร่อยเลย!’ เขารีบสวาปามลงไปจนไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
เจ้าเด็กโง่คนนี้ไม่มีทางรู้ ว่าการช่วยชีวิตเขาในวันนั้น ทำให้เขา มีวันนี้ได้
‘พ่อครัวเทพเป้า อันที่จริงคนที่สูญเสียคนในครอบครัวไปไม่ได้ มีแค่ท่าน ท่านพ่อข้าเขาก็…ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของปู่ข้า เขาพรากจาก ครอบครัวตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าคนที่บ้านไม่ต้องการเขา หรือว่าเพราะ เหตุผลอื่น แต่สรุปว่าตอนนี้ท่านพ่อข้าก็โตแล้ว มีลูกสองคนแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดตัวเองคือใคร’
‘หึ! ลูกข้าอายุสองเดือนก็หายไปแล้ว’
‘ท่านพ่อข้าก็ถูกเก็บมาตอนที่ยังอยู่ในห่อผ้าเหมือนกัน’
‘ละ…ลูกข้าขาดสารอาหาร อ่อนแอมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่’
‘ท่านพ่อข้าก็ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนกัน! ท่านลุงใหญ่บอก ว่า ท่านพ่อข้าป่วยบ่อย เกือบจะเลี้ยงไม่โตแล้ว!’
‘ละ…ลูกชายข้าน่าสงสารกว่าพ่อเจ้า!’
‘ใครบอกกัน? ท่านพ่อข้าไปออกรบ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็
ไม่รู้! ตอนที่เขาไป ท่านแม่ข้ายังท้องอยู่เลย เขายังไม่รู้ด้วยซํ้าว่าตัว เองมีลูก!’
หากจะเปรียบกันเรื่องความน่าเวทนา คงไม่มีสิ่งใดน่าเวทนา ไปกว่าเขาซึ่งเลือกที่จบชีวิตตัวเองแล้ว มิใช่ว่าเขาสู้ไม่ได้ เพียงแต่ เขาคิดว่าเรื่องนี้ออกจะน่าขันไปสักหน่อย คนที่เพิ่งจะฆ่าตัวตาย อย่างเขา ต้องมานั่งเถียงกับเด็กสาวโง่งมคนหนึ่งว่าชีวิตใครน่า สงสารกว่ากัน
ในตอนนั้นเอง เขาก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่อยากตายแล้ว
หากถามว่าเหตุใดเขาถึงรักและเอ็นดูนางน่ะหรือ? ก็เพราะ หากไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้ ไฟแห่งความหวังของเขาก็คงไม่ถูกจุดขึ้น มาอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่มืดมนไร้หนทางเดินต่อ นางกลับจุดเทียน เล่มหนึ่งในหัวใจของเขา
ต้องขอบคุณนาง ในที่สุดเขาก็อดทนมาจนถึงวันนี้ วันที่เขาได้ พบกับเลือดเนื้อเชื้อไขที่พลัดพรากกันไปนานนับสิบปี
……
อวี๋หวั่นไม่ได้รีบร้อนเดินทาง แต่เธอรอพบหน้าป้าสะใภ้เจียง และลูกชายของลุงเจียงก่อน บิดาของป้าสะใภ้เจียงเป็นผู้คุ้มกัน จากประเทศมรกต เขาคุ้มกันพ่อมดกลุ่มหนึ่งมาที่นี่ หลังจากนั้น บิดาของป้าสะใภ้จางก็ได้พบโอกาสในการหารายได้จากหมู่บ้าน นอกเผ่า พวกเขาจึงตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นี่ และประกอบ กิจการคุ้มกันสินค้า
ป้าสะใภ้จางเป็นคนอ่อนโยน เอาใจใส่ กตัญญูรู้คุณ ฉลาด เฉลียวและมากความสามารถ อวี๋หวั่นจึงวางใจให้นางดูแลท่านปู่ เป้า
เมื่อรู้ว่าพวกเขาจะไปแล้ว ผู้อาวุโสสามจึงเดินทางมาที่นี่
ผู้อาวุโสสามมารับเนี่ยหวั่นโหรว
อำนาจของสกุลเวินถูกโค่นลง เวินซวี่ตายไปแล้ว ผู้อาวุโสสาม จึงขอร้องต่อราชาพ่อมด ให้เขาอนุญาตให้เนี่ยหวั่นโหรวตัด สัมพันธ์กับสกุลเวิน และราชาพ่อมดก็อนุญาต
เนี่ยหวั่นโหรวซึ่งยังหลับไม่ได้สติถูกสาวใช้สกุลเนี่ยช่วยกัน ประคองขึ้นมาบนรถม้า ต๋าหว่ายังคงไม่อยากปล่อยนางไป
แต่เขาและเนี่ยหวั่นโหรวนั้นอยู่คนละระดับ ที่จริงแล้ว…เขา ไม่มีสิทธิ์ที่จะรั้งเนี่ยหวั่นโหรวไว้ที่นี่ด้วยซํ้า
กระนั้นหากจะให้ผู้อาวุโสสามยอมรับเขา ผู้อาวุโสสามก็คงไม่ ยินยอม เคยพลาดเรื่องเวินซวี่มาแล้วครั้งหนึ่ง เขาไม่มีทางผิด พลาดเป็นครั้งที่สอง เจ้าต๋าหว่าคนนี้เป็นเพียงผู้พิทักษ์ของ ตำหนักทมิฬในตลาดมืด เรียกง่ายๆ ว่าคงไม่ใช่คนดีเด่อะไร บุรุษ พรรค์นี้จะไปเหมาะสมกับบุตรสาวของเขาได้อย่างไร?
ราชาพ่อมดก็มารับโจวจิ่น
โจวอวี่เยี่ยนและมู่ชิงเป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักกับโจวจิ่น พวกเขา ผูกพันกับโจวจิ่น จึงได้รับคำเชิญให้ไปอยู่ที่วังหลวงด้วยกัน
“แต่ว่า…ข้าไม่อยากแยกจากท่านพี่หวั่น” โจวอวี่เยี่ยนพูด ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
มู่ชิงจึงพูดว่า “ข้าก็ไม่อยากแยกจากท่านพี่หวั่นเหมือนกัน แต่ท่านพี่หวั่นมีคคุณชายเยี่ยนกับพวกสือซันคอยดูแลอยู่แล้ว ศิษย์น้องยังเด็กนัก แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยแยกจากพวกเรา ถ้า พวกเราไม่อยู่ ศิษย์น้องต้องเหงาเป็นแน่”
โจวอวี่เยี่ยนซบหน้าร้องไห้ลงบนไหล่ของมู่ชิง “ข้า…ข้าก็ไม่ อยากแยกจากอิ่งลิ่ว…”
ตลอดทางมาที่นี่ นางไม่ใช่คุณหนูใหญ่ผู้เอาแต่ใจอีกต่อไป นางเป็นศิษย์พี่หญิงของโจวจิ่น เป็นทั้งญาติและที่พึ่งของเขา นาง สัญญากับท่านพ่อไว้แล้วว่าจะดูแลโจวจิ่นให้ดี
ระหว่างผู้ที่นางมีใจให้กับศิษย์น้องเล็ก สุดท้ายแล้วนางก็ต้อง เลือกอย่างหลัง
“ท่านพี่โจวจิ่น พวกข้าจะไปแล้ว ไม่มีอะไรให้ท่าน เลยวาดรูป ให้ท่านแทน!” เสี่ยวเป่าหยิบภาพวาดออกมา ขณะบอกลาโจวจิ่นพ ร้อมกับพี่ชายทั้งสอง “หลังจากนี้ถ้าท่านคิดถึงพวกข้า ก็หยิบภาพ วาดออกมาดูได้!”
“พวกข้าวาดอยู่หลายแผ่น แต่อันนี้ดีที่สุด!” เอ้อร์เป่าพูด
ต้าเป่าพยักหน้า
“โอ้” โจวจิ่นเปิดภาพวาดดู บนกระดาษสีนวล มีก้อนสีดำ
ขยุกขยุยอยู่สามก้อน นี่…นี่…นี่มันอะไรกัน?
“นี่คือต้าเป่า นี่คือเอ้อร์เป่า นี่คือเสี่ยวเป่า” เอ้อร์เป่าชี้ไปยัง ก้อนขยุกขยุยทั้งสามก้อนที่หน้าตาเหมือนกัน แล้วพูดด้วยสีหน้า จริงจังว่า “ท่านพี่โจวจิ่นต้องคิดถึงพวกเรานะ อย่าลืมพวกเรานะ”
โจวจิ่นมองไปยังก้อนสีดำในภาพวาด จากนั้นก็มองไปยังเด็ก ทั้งสาม “มะ…เหมือนจริง…สุดๆ…”
……
“เอาละ ข้าควรจะให้นํ้าตาพ่อมดกับพวกเจ้า” ราชาพ่อมดบอก
อวี๋หวั่นบอกว่า “ช้าก่อน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องให้ท่านช่วยอีกเรื่อง หนึ่ง”
ราชาพ่อมดพูดด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวลว่า “เจ้าอยากถามว่าพ่อ กับแม่เจ้าอยู่ที่ไหนกระมัง? แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าหลังจากที่ตกลงไปใน หลุมแล้วพวกเขาไปอยู่ที่ไหน แต่ข้าทำนายให้พวกเจ้าแล้ว พวก เขาไม่ได้มีภัยถึงชีวิต”
อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ “หมายความว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ หรือ?”
ราชาพ่อมดยิ้ม เขาพยักหน้าแล้วตอบว่า
“อยู่ดีเชียวละ ไม่นานคงได้พบกัน”
อวี๋หวั่นถอนหายใจยาวๆ
“เช่นนั้นข้าก็วางใจ ว่าแต่ สรุปแล้วนํ้าตาราชาพ่อมดคืออะไร หรือ”
ราชาพ่อมดยิ้ม เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หยิบศิลาเวททรง สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ค่อยๆ หลับตาลง นํ้าตาหยดหนึ่งหยดลงบน ศิลาเวท
เมื่อเขาลืมตาขึ้น อวี๋หวั่นก็พบว่าแววตาของเขาหายไป
“ดวงตาของท่าน…”
ราชาพ่อมดยิ้ม “นํ้าตาที่รวมพลังเวททั้งหมดของราชาพ่อมด ไว้ด้วยกัน จึงจะเรียกว่านํ้าตาราชาพ่อมด”
อวี๋หวั่นอดหวนนึกถึงคำพูดของต๋าหว่าไม่ได้ ‘พลังเวททั้งหมด ของพ่อมดอยู่ที่ดวงตาทั้งสองข้าง เมื่อพ่อมดสูญเสียพลังเวทไป พวกเขาก็จะสูญเสียดวงตาไปเช่นกัน’
จบภาค 2