หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 65.1 การกลับมาของพี่จิ่ว (1)
เหยียนหรูอวี้ไม่อาจอยู่ที่ร้านนํ้าชานานนัก นางนัดหมายกลุ่ม สตรีสูงศักดิ์ไปที่ทะเลสาบใกล้ๆ โดยอ้างว่าตนจะไปซื้อเครื่องดื่มให้ เหล่าพี่น้องสตรีของนาง ประมาณจากเวลา นางก็ควรกลับไปหาก ลุ่มสตรีสูงศักดิ์ได้แล้ว
เหยียนหรูอวี้เดินลงไปชั้นล่างพร้อมกับเครื่องดื่มสองสาม กล่อง ทันทีที่มาถึงประตู ก็มองเห็นอวี๋หวั่นที่แผ่กลิ่นอายสังหาร ออกมา
อวี๋หวั่นเพิ่งเดินออกจากตรอกที่ ‘บังเอิญพบ’ กับจ้าวเหิง เธอ ค้นเจอเงินเหรียญทองแดงห้าเหรียญบนตัวของจ้าวเหิง ทว่าแค่ เงินเหรียญทองแดงห้าเหรียญ ยังไม่พอยาไส้ด้วยซํ้า แน่นอนว่าสิ่ง ที่อวี๋หวั่นสนใจไม่ใช่เหรียญทองแดงเหล่านี้ แต่เป็นเรื่องที่บีบให้ เล่าออกมาจากปากของจ้าวเหิง
จ้าวเหิงบอกว่าเขาเคยเห็นภาพของเธอที่กำลังอุ้มท้อง ร่างกายของเธอถูกปกคลุมไปด้วยผื่นสีแดง หน้าตาอัปลักษณ์น่า เกลียดจนไม่เหมือนเค้าเดิม จ้าวเหิงที่เติบโตมากับเธอก็แทบจะจำ ไม่ได้ เช่นนั้น เพื่อนร่วมชั้นแซ่หยางซึ่งเพียงมองเห็นเธอจากที่ ไกลๆ ไม่กี่ครั้ง จะจำว่าเป็นเธอที่หอนางโลมได้อย่างไร?
ใช้หัวแม่เท้าคิดก็เดาได้ว่าคนแซ่หยางนั่นพูดจาโป้ปด!
แน่นอน เธอไม่สงสัยว่าทั้งสองเคยพบกันที่หอนางโลมใน เมืองสวี่โจว ทว่าหากเป็นอย่างที่หยางซิ่วไฉกล่าวว่าเขาจำเธอได้ ในทางกลับกัน เธอก็ควรจะจำหยางซิ่วไฉได้
หยางซิ่วไฉมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจ้าวเหิง เธอมักจะไป เยี่ยมจ้าวเหิงที่สำนักการศึกษาอยู่เสมอ แม้ว่าเธอจะไม่เคยพูดคุย กับหยางซิ่วไฉ แต่เธอก็รู้จักคนคนนี้อยู่บ้าง
หลังจากจำหยางซิ่วไฉได้ เธอก็เปิดเผยตัวตนกับหยางซิ่วไฉใน ทันที และขอร้องให้หยางซิ่วไฉช่วยเหลือเธอ ทว่าน่าเสียดายที่ หยางซิ่วไฉกลัวจะติดร่างแหไปด้วย จึงทิ้งเธอไว้และหนีไปคนเดียว
หากมีเพียงเท่านี้ อวี๋หวั่นก็ยังไม่คิดว่ามีสิ่งใดต้องตำหนิเขา
เพราะอย่างไรเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอ ขอร้องให้เขาเสี่ยง ทำให้ใครไม่พอใจ เพื่อช่วยเธอให้พ้นจากอันตราย ก็ดูเหมือนจะฝืน ใจเขาไปเสียหน่อย
ในเมื่อเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยว ก็ควรจะไม่ยุ่งเกี่ยวจนถึงที่สุด ทว่า หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็วิ่งโร่ไปนินทาให้จ้าวเหิงฟัง นี่หมายความว่า อย่างไร?!
เขาต้องรวบรวมความกล้าที่จะเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ อวี๋หวั่น นับถือว่าเขาก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง แต่หมอนั่นเลือกทำให้ตัวเอง เป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่เล่าเรื่องที่เธอเคยขอความช่วยเหลือจากเขา กลับยืนยันว่าเธอเข้าไปในหอนางโลมด้วยตัวเอง
คนตํ่าช้า! ไอ้ชาติชั่ว!
ว่ากันว่าสิ่งต่างๆ ถูกแบ่งเป็นหมวดหมู่ ผู้คนก็ถูกแบ่งตาม กลุ่ม คนที่เรียกว่าพี่น้องกับจ้าวเหิง ก็คงอยู่ในประเภทเดียวกับจ้าว เหิงเช่นกัน!
เหยียนหรูอวี้เห็นอวี๋หวั่นเดินไปข้างหน้าด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ไม่ มองถนนไม่มองทาง ก็รอเพียงอวี๋หวั่นเดินชนเสาเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ว่าอวี๋หวั่นดูเหมือนมีดวงตาอีกคู่หนึ่งอยู่บนหัว ขณะที่กำลังจะชนเสา เท้าของเธอก็พลันหยุดชะงักในทันที
หลังจากนั้น อวี๋หวั่นก็คล้ายกับรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง และ หันมองไปยังเหยียนหรูอวี้
เหยียนหรูอวี้ถูกจับได้โดยไม่ทันตั้งตัว ลุกลี้ลุกลนราวกับถูกจับ ได้ว่าทำสิ่งที่ไม่ดีคาหนังคาเขา แต่อวี๋หวั่นก็มิได้สนใจแม้แต่น้อย เธอเบนสายตาออกและก้าวเดินต่อไป
เหยียนหรูอวี้ที่ไม่เคยถูกมองข้ามมากก่อน โกรธจนควันออกหู “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจ
“คนแซ่อวี๋! ข้าบอกให้เจ้าหยุด!”
อวี๋หวั่นเดินต่อไปไม่หยุด
เหยียนหรูอวี้ดวงตาเบิกกว้างอย่างยากจะเชื่อ ไม่พบกันเพียง ไม่กี่วัน ดรุณีผู้นี้กลับยิ่งอาจหาญขึ้นเรื่อยๆ กล้าเมินเฉยนางเช่นนี้
บนถนนใหญ่ ดูเถิด ตอนนี้เป็นแค่หญิงในหมู่บ้านที่ตํ่าต้อย ยังกล้า ไม่ไว้หน้านางถึงเพียงนี้ หากรอให้ตัวตนของเด็กนั่นฟื้นคืนมาจริงๆ จะไม่เหยียบนางจนจมดินเลยรึ?!
“นี่ คุณหนูเหยียนบอกให้เจ้าหยุด เจ้าหูหนวกหรือว่าโง่กันแน่ ไม่ได้ยินหรือ?”
ในระหว่างที่โทสะของเหยียนหรูอวี้กำลังปะทุเดือด หญิงสูง ศักดิ์สองสามคนในอาภรณ์หรูหราดูดีปรากฏตัวต่อหน้าอวี๋หวั่น และขวางทางอวี๋หวั่นด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
พวกนางคือหญิงสูงศักดิ์ที่เชิญเหยียนหรูอวี้ไปเที่ยวทะเลสาบ แผนเดิมนัดพบกันที่ร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง หลังจากพบกัน เหยียน หรูอวี้ก็เสนอตัวไปซื้อเครื่องดื่มให้ พวกนางรออยู่นาน ทว่าก็ไม่เห็น เหยียนหรูอวี้กลับมา จึงพากันมาตามหานาง
ผู้ที่เอ่ยวาจาเมื่อครู่คือบุตรขุนนางแซ่หลี่ เป็นคนที่ใกล้ชิดกับ เหยียนหรูอวี้มากที่สุดในบรรดาสตรีชั้นสูง และสถานะของนางก็ สูงที่สุดในที่นี้ นอกจากเหยียนหรูอวี้ จึงไม่มีผู้ใดที่เหมาะสมไปกว่า นาง ในการออกหน้าแทนเหยียนหรูอวี้
เมื่อบุตรีชนชั้นสูงอีกสองคนเห็นคุณหนูหลี่เอ่ยปาก ก็ไม่ยอม น้อยหน้าแสดงความอ่อนแอ
“ใช่ เจ้าไม่ได้ยินรึ? หูหนวกจริงๆ สินะ?”
“หรือเจ้าจงใจไม่ให้เกียรติคุณหนูเหยียน? เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณ
หนูเหยียนคือใคร? นางเป็นบุตรีของจวนแม่ทัพ คนชั้นตํ่าเช่นเจ้า เมื่อเจอนางก็ทำได้เพียงก้มหัวคำนับ ยังกล้าดูหมิ่นไม่ไว้หน้า!”
“คนชั้นตํ่า?” อวี๋หวั่นปรายตามองคนทั้งสาม “หากข้าเป็นคน ชั้นตํ่า แล้วพวกเจ้าเล่าเป็นอันใด?”
“ท่านพ่อของข้าเป็นรองเสนาบดีกรมทหาร ท่านพ่อของคุณ หนูหูเป็นขุนนางแห่งประตูเหลือง[1] และท่านปู่ของคุณหนูจั่ว เป็นซิวจ้วนประจำสำนักราชบัณฑิตหลวง[2] ส่วนเจ้า…” คุณหนู หลี่กล่าวพร้อมกวาดสายตาขึ้นลงบนร่างอวี๋หวั่น “เป็นตัวอันใด?”
เหยียนหรูอวี้เดินเข้ามา เปิดวงล้อมด้วยท่าทาง ‘ใจดี’ “พอแล้วละ มันเป็นความผิดของข้าเอง ข้าอยากใช้โอกาสนี้เจรจา ดีๆ กับนาง ไม่คิดว่านางจะไม่พอใจข้าถึงเพียงนี้…”
คำพูดเหล่านั้นมีข้อมูลมากมาย อะไรคือ ‘เจรจาดีๆ’ แล้วอะไร คือ ‘ไม่พอใจถึงเพียงนี้’ หรือว่าก่อนหน้านี้ คนทั้งสองมีความ สัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกัน? แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร คุณหนูเหยียนก็ ไม่มีทางข้องแวะกับคนธรรมดาสามัญได้!
ทุกคนมองเหยียนหรูอวี้อย่างรู้สึกสงสัย
คุณหนูหลี่ถาม “คุณหนูเหยียน นางเป็นใครกันหรือ?”
เหยียนหรูอวี้แสดงท่าทีไม่อยากเอ่ยถึง “พอแล้วละ ไม่ต้อง เอ่ยถึงนางแล้ว เราไปกันเถิด อย่าให้เรื่องเล็กน้อยนี้ทำให้พวกท่าน อารมณ์เสียเลย มิเช่นนั้นข้าคงรู้สึกผิด”
“จะแสร้งทำตัวเป็นคนดีไปไย เยี่ยนหรูอวี้?” อวี๋หวั่นมองมา ด้วยดวงตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก
ทุกคนตกตะลึงกับนํ้าเสียงหนักแน่นไม่สั่นคลอน เหยียนหรูอวี้ ขมวดคิ้ว “แม่นางอวี๋…”
“แม่นางอวี๋รึ?” อวี๋หวั่นยิ้ม “ครานี้ไม่เรียกข้าว่าหญิงในหมู่ บ้านแล้วรึ?”
“ที่แท้เจ้าก็เป็นหญิงในหมู่บ้าน!” ดวงตาของคุณหนูหลี่มีแวว ของความดูถูกดูแคลน “โอ้สวรรค์ ยามนี้แม้แต่หญิงในหมู่บ้านก็ กล้าไม่เห็นบุตรีจวนแม่ทัพอยู่ในสายตาแล้วรึ?”
คุณหนูหูที่อยู่ด้านซ้ายเอ่ย “คุณหนูเหยียน ท่านไปรู้จักหญิง ในหมู่บ้านได้อย่างไร?”
เหยียนหรูอวี้ลังเลอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยความลำบาก ใจ “พ่อของนางเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านพ่อข้า”
คุณหนูหลี่เอ่ยเสียงสูง “บุตรสาวของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มี ความเคารพยำเกรงถึงเพียงนี้เลยรึ?”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างขบขัน “เหยียนหรูอวี้ ไยเจ้าไม่บอกพวกนาง ว่าพ่อของข้าไม่เพียงแต่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพ่อเจ้า แต่ ยังขโมยความดีความชอบทางทหารของพ่อเจ้าด้วยเล่า?”
คุณหนูหลี่จ้องขมึง “เจ้าว่าอย่างไรนะ? พ่อของเจ้าขโมยความ ดีความชอบทางทหารของบิดาเหยียนหรูอวี้ด้วยรึ? พ่อ…พ่อของ
เจ้า…พ่อของเจ้าก็คือ…”
“ใช่ พ่อของข้าคืออวี๋เซ่าชิง” อวี๋หวั่นยืดอกพูด ไม่ว่าโลก ภายนอกจะปรักปรำพ่อของเธออย่างไร แต่ในสายตาของเธอ ท่าน พ่อเป็นวีรบุรุษผู้ช่วยชาวประชาจากความทุกข์ยากเสมอมา
คุณหนูหลี่หัวเราะเยาะ “ไม่แปลกใจที่คุณหนูเหยียนเรียกเจ้า แล้วเจ้าไม่กล้าหยุด คงเพราะเจ้าไม่มีหน้าจะหยุดกระมัง!”
เหยียนหรูอวี้ดึงชายแขนเสื้อของคุณหนูหลี่ พลางเอ่ยเบาๆ “ไม่ต้องเอ่ยแล้ว อย่าทำให้นางขุ่นเคืองเลย”
คุณหนูหลี่ฮึดฮัด “ทำไมเล่า? ข้าต้องกลัวนางหรือ?”
พ่อของนางเป็นรองเสนาบดีกรมทหาร การจะบี้บุตรสาวของ อาชญากรให้ตาย ย่อมง่ายดายราวกับบี้มด ยิ่งไปกว่านั้นข้างกาย ของนางมีเหยียนหรูอวี้ ผู้สนับสนุนสกุลเหยียน ในเมืองหลวงมี น้อยคนที่กล้ากระตุกหนวดเสือ
เมื่อเห็นเหยียนหรูอวี้แสดงท่าทางไม่อยากพูดอีกครั้ง อวี๋หวั่น ก็ถอนหายใจ “เจ้าไม่ต้องแสดงแล้ว ข้าเห็นแล้วรู้สึกเหนื่อยแทน เจ้า มิใช่ว่าเจ้าอยากจะเอ่ยว่าข้าชอบยั่วยวนผู้ชาย มิเพียงแต่ ยั่วยวนองค์ชายรอง แต่ยังยั่วยวนคุณชายเยี่ยนด้วยหรอกรึ?”
เมื่อคำพูดนี้กล่าวออกไป ทุกคนต่างตะลึงงัน หญิงในหมู่บ้าน ว่าอย่างไรนะ? บุรุษสองคนผู้มีฐานะสูงส่งลํ้าค่าที่สุดในเมืองหลวง ถูกนางปั่นหัวรึ?
“ที่นางกล่าวเป็นความจริงหรือ?” คุณหนูหลี่มองเหยียนหรูอวี้ อย่างใจจดใจจ่อ
“คุณหนูเหยียน นางโป้ปดแล้วกระมัง? องค์ชายรองกับคุณ ชายเยี่ยนจะมองนางได้อย่างไร?”
“ใช่ แม้หน้าตานางจะพอไปวัดไปวาอยู่บ้าง ทว่าชาติกำเนิด ตํ่าต้อยเช่นนี้ จะอยู่ในสายตาขององค์ชายรองกับคุณชายเยี่ยนได้ อย่างไร?”
คุณหนูหูกับคุณหนูจั่วก็ไม่เชื่อเช่นกัน
หากกล่าวถึงความสวย อวี๋หวั่นก็นับว่าสวยมาก ทว่าองค์ชาย รองกับเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นใคร? พวกเขาเกิดในราชวงศ์ หญิงงามที่ พวกเขาพบเห็นตั้งแต่เด็กจนโตยังไม่มากพอหรือ? ไยจึงถูกหญิง ธรรมดาเพียงคนเดียวปั่นหัวได้?
พวกเขาเฝ้ารอคำพูดปฏิเสธจากเหยียนหรูอวี้ ทว่าเหยียนหรูอ วี้กลับเพียงแค่ถอนหายใจ “มิต้องเอ่ยแล้ว เราไปเที่ยวทะเลสาบ กันเถิด”
นี่เป็นการยอมรับโดยปริยาย!
หญิงบ้านนอกตํ่าต้อยผู้นี้ ล่อลวงชายทั้งสองคนที่พวกนาง อยากแต่งงานด้วยมากที่สุด!
น่าแปลกที่คนไม่ไว้หน้าใครเช่นเธอ กลับกล้าพึ่งพาชายหนุ่ม เพื่อสนับสนุนตัวเอง
พวกนางริษยาอวี๋หวั่น พวกนางต่างใฝ่ฝันอยากเป็นที่ โปรดปรานขององค์ชายและคุณชาย ทว่าคนหนึ่งก็ไว้ทุกข์ให้ไทเฮา และปฏิเสธการแต่งงาน อีกคนหนึ่งก็ไม่เข้าใกล้อิสตรีและปฏิเสธ การแต่งงานเช่นกัน พวกนางก็เคยอิจฉาริษยาเหยียนหรูอวี้ ทว่า เหยียนหรูอวี้มีสถานะสูงส่ง รูปร่างหน้าตางดงาม พวกนางคิดว่า ตนเองไม่อาจเทียบได้ การพ่ายแพ้ต่อเหยียนหรูอวี้ไม่ใช่ความอ ยุติธรรม ทว่าการพ่ายแพ้ต่อหญิงในหมู่บ้านผู้ตํ่าต้อยเช่นนี้ เป็น สิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
ยิ่งไปกว่านั้น การแต่งงานขององค์ชายรองเป็นที่จับตามอง พระชายาเอกเป็นบุตรีของจวนมหาเสนาบดี และสนมเช่อเฟยทั้ง สองเป็นบุตรีของราชครูและต้าฟูแห่งหออาลักษณ์หลวง หากเป็น เช่นนี้ กระทั่งตำแหน่งนางบำเรอนางก็ยังไม่อาจเป็น
สำหรับคุณชายเยี่ยน ไม่มีสิ่งใดต้องกลัว คุณหนูเหยียนเป็น มารดาที่ให้กำเนิดของคุณชายน้อย อย่างไรนางก็ต้องเป็นนาย หญิงของจวนคุณชาย ถึงแม้ว่าพวกนางจะสั่งสอนหญิงในหมู่บ้าน ผู้นี้แล้วอย่างไร? คุณชายเยี่ยนจะทำให้คู่หมั้นตนเองอับอาย เพียง เพื่อหญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าหรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ สายตาที่มองอวี๋หวั่นของพวกนางก็ไร้ซึ่งร่องรอย ของความยำเกรง
คุณหนูหลี่สืบเท้าประจันหน้า และจ้องมองอวี๋หวั่นไม่วางตา “คุกเข่าลง ก้มหัวคำนับยอมรับผิดต่อคุณหนูเหยียน และสาบาน
ว่าเจ้าจะไม่ยั่วยวนคุณชายเยี่ยนอีก แล้วพวกเราจะถือว่าวันนี้ไม่มี เรื่องอันใดเกิดขึ้น”
……………………………………………………… ………..
[1] ขุนนางแห่งประตูเหลือง ⻩⻔侍郎 มีหน้าที่เป็นผู้คุมกฎของขันที
ทั้งหมด ขุนนางในกรมนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นขันทีทั้งหมด
[2] ซิวจ้วนประจำสำนักราชบัณฑิตหลวง 翰林院修撰 เจ้าหน้าที่ระดับ
ซิวจ้วนประจำสำนักราชบัณฑิตหลวง มีหน้าที่ควบคุมการจดบันทึก เช่น คำ
พูดรวมและการกระทำของฮ่องเต้ ประวัติศาสตร์ และพิธีกรรมต่างๆ
บทที่ 65.2 การกลับมาของพี่จิ่ว (2)
“พอแล้วละ ช่างมันเถิด” เหยียนหรูอวี้ดึงแขนเสื้อของคุณหนู หลี่
คุณหนูหลี่เอ่ยอย่างเย็นชา “ช่างมันอันใดเล่า? ท่านน่ะ ใจดี เกินไปแล้ว! ข้าไม่รู้ว่าม้าดีโดนคนขี่ คนดีโดนคนแกล้ง ท่านเป็นถึง บุตรีแห่งจวนแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ ยอมให้หญิงในหมู่บ้านวางอำนาจ บาตรใหญ่กดขี่ท่าน หากใครรู้เข้า ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?”
เหยียนหรูอวี้เอ่ยเสียงเบา “หน้าของข้ามิได้สำคัญ พวกท่านไม่ ต้องทำลายมิตรภาพเพียงเพราะข้าก็พอ”
“ผู้ใดจะมีมิตรภาพกับนาง!” คุณหนูหลี่มองอวี๋หวั่นอย่างเยือก เย็น “เจ้าจะยอมคุกเข่าด้วยตัวเอง หรือจะให้คุณหนูอย่างข้าคนนี้ บีบให้เจ้าคุกเข่า?”
อวี๋หวั่นตอบรับสายตาของนาง “ข้าแนะนำว่าเจ้าควรทำตัว ใจดีกับข้า”
“พอแล้ว อย่าทะเลาะกัน” เหยียนหรูอวี้ยังคงโน้มน้าว
ทว่าการโน้มน้าวไม่ได้ผล กลับเป็นเหมือนนํ้ามันที่ราดลงบน กองไฟ ยิ่งทำให้ความโกรธของคุณหนูหลี่ลุกโชน
คุณหนูหลี่เกิดในครอบครัวทหาร นางเฝ้าดูพี่ชายฝึกศิลปะ การต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก นางจึงได้เรียนรู้มาเล็กน้อย และมีฝีมืออยู่
เหมือนกัน นางจับไหล่ของอวี๋หวั่นและใช้เท้ากระทุ้งด้านหลังเข่า หมายจะทำให้อวี๋หวั่นคุกเข่าลงกับพื้น ทว่าทันใดนั้นอวี๋หวั่นก็ยื่น มือมาจับข้อมือของนาง
ก่อนที่ทุกคนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คุณหนูหลี่ก็โซซัดโซเซล้มลง กับพื้นเสียแล้ว
คุณหนูหลี่หกคะเมนต่อหน้าสาธารณะ ใบหน้าของนางเปลี่ยน เป็นสีเขียวคลํ้าด้วยความโกรธ!
เหยียนหรูอวี้ขมวดคิ้ว “แม่นางอวี๋ เจ้าทำไม่ถูกต้อง ไยเจ้าต้อง ลงไม้ลงมือกับคุณหนูหลี่?”
อวี๋หวั่นถามกลับ “ข้าไม่ควรทำอันใด แล้วยืนอยู่เฉยๆ รอให้ ตนเองถูกทุบตีหรือ?”
คุณหนูหลี่มองไปยังเพื่อนของนางอย่างเย็นชา “เจ้าสองคน มัวทำอันใดอยู่? ไยไม่ช่วยข้าจัดการนาง!”
เมื่อคุณหนูหลี่ออกคำสั่ง คุณหนูหูกับคุณหนูจั่วก็เดินเข้าไป หมายจะจับกุมตัวอวี๋หวั่นไว้ ทว่าคุณหนูหลี่ยังไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ขอ งอวี๋หวั่น แล้วพวกนางจะเป็นได้อย่างไร?
อวี๋หวั่นกระดิกนิ้วเชิญชวน ทั้นใดนั้นทั้งสองก็ล้มคะมำลงทีละ คน
เหยียนหรูอวี้ลอบบีบนิ้วตนเอง หากเป็นเช่นนี้คงไม่อาจจัดการ นางได้ ไม่ได้เรื่องสักคน!
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าทำให้นางขุ่นเคือง” เหยียนหรูอวี้คุกเข่าลง พยุงคุณหนูหลี่ให้ลุกขึ้น
คุณหนูหลี่เค้นเสียงลอดไรฟัน “ข้าก็แค่ประมาทไปหน่อย จน ตกหลุมพรางของนางเท่านั้นละ! นางจะเก่งไปได้อีกสักเท่าไร? สู้ กับองครักษ์แห่งคฤหาสน์รองเจ้ากรมของพวกเราได้รึ?”
ดวงตาของเหยียนหรูอวี้เปล่งประกาย ใช่แล้ว นางจะลืมได้ อย่างไรว่าคุณหนูหลี่ออกมาพร้อมกับองครักษ์?
คุณหนูหลี่ให้สาวใช้ไปตามองครักษ์ที่ประจำอยู่ ณ ร้านขายผ้า มาสิบกว่าคน เดิมทีพวกเขามาดูแลพวกนางท่องเที่ยวที่ทะเลสาบ ทว่าคุณหนูหลี่โกรธอวี๋หวั่นมากจนไม่อาจยั้บยั้งอารมณ์ จึงสั่งให้ พวกเขาลงมือจัดการเธอ
คุณหนูหลี่ชี้ไปที่อวี๋หวั่นอย่างโหดเหี้ยม “ไปจับตัวเด็กผู้หญิงที่ ไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูงผู้นี้มาให้ข้า!”
“คุณหนู…” ผู้นำองครักษ์สีหน้ากระอักกระอ่วน หมัดของ พวกเขาใช้เพื่อจัดการกับเหล่าร้าย มิใช่ใช้เพื่อรังแกเด็กผู้หญิงตัว เล็กๆ
คุณหนูหลี่ชี้ที่ใบหน้าแดงบวมของนาง “ไม่เห็นรึว่านางทำร้าย ข้าจนเป็นเช่นนี้ แล้วยังมีคุณหนูหูและคุณหนูจั่วอีกที่ถูกนาง ทำร้าย! ยังไม่รีบไปจับตัวนางมาให้ข้าอีก!”
เพียงแค่การทะเลาะวิวาทกันของเหล่าสตรี ผู้นำองครักษ์ไม่
อยากจับนาง
คุณหนูหลี่โกรธจัด ดึงกระบี่ที่เอวของเขาออกมา “จะจับรึไม่? หากไม่จับข้าจะกลับไปรายงานท่านพ่อ ว่าเจ้ากับผู้หญิงคนนี้ รวมหัวกันรังแกข้า!”
ผู้นำองครักษ์ปวดหัว วันธรรมดาคุณหนูไม่เคยทำตัวไร้เหตุผล เช่นนี้ วันนี้เกิดอะไรขึ้น?
เหยียนหรูอวี้หลุบตาลง
คุณหนูหลี่เร่งรัดอีกครา องครักษ์ไม่มีทางเลือก จำต้องไปจับ กุมตัวอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นอาจมีกำลังมาก แต่อีกฝ่ายหาใช่โจรกระจอก ทว่าเป็น องครักษ์ที่ถูกฝึกมาอย่างดี หากต่อสู้กันจริงๆ อวี๋หวั่นไม่มีทาง เอาชนะได้ เวลานั้นมีรถม้าหรูหราสวยงามคันหนึ่งเคลื่อนมาหยุด อยู่ที่ด้านข้างพวกเขา
เมื่อหันไปมอง ก็เห็นสารถีชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ รูปร่างสูง ใหญ่ ดูแข็งแรงกำยำ ดวงหน้าคมเข้มหล่อเหลา แม้จะเป็นคนขับ รถ ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายสูงส่งสง่างามที่เป็นเอกลักษณ์ ยิ่งกว่า คุณชายในครอบครัวสกุลขุนนางเสียอีก
“เอ่อ…” คุณหนูหลี่งงงวย
คนอื่นอาจจะจำเขาไม่ได้ ทว่าอวี๋หวั่นกับเหยียนหรูอวี้จำเขาได้ ทันที
อิ่งสือซัน องครักษ์ส่วนตัวของเยี่ยนจิ่วเฉา
หลังจากอิ่งสือซันหยุดรถ ก็กระโดดลงมาและเหยียดแขน เรียวยาวออกไปเปิดผ้าม่านรถม้า
ด้านในรถม้า มีชายหนุ่มผู้สง่าผ่าเผยอย่างมิมีผู้ใดเทียบในชุด สีขาว ใบหน้างดงามราวกับหยกอยู่ หากอิ่งสือซันเป็นเอกบุรุษ คณิกา ชายคนนี้ก็คงเป็นเทพบุตรแห่งน่านฟ้า ทันทีที่เขาปรากฏ ตัว ผู้คนต่างตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
เหยียนหรูอวี้นำก้าวไปด้านหน้า “อวี้เอ๋อร์คารวะคุณชาย เยี่ยน”
ทุกคนต่างตกใจ ว่าอย่างไรนะ? เขาก็คือคุณชายเยี่ยน?
ได้ยินว่าคุณชายผู้นี้นิสัยดุร้าย แต่เกิดมางามล่มเมืองถึงเพียง นี้ พวกนางคิดว่าข่าวลือนั่นเกินจริงไปเสียหน่อย ทว่าเมื่อได้เห็น แล้ว ก็รู้สึกเพียงว่าความงามของพวกนางมิได้สักหนึ่งหรือสองใน สิบของเขาเลย
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้สนใจเหยียนหรูอวี้ พลางเดินไปหาอวี๋หวั่น อย่างเงียบๆ
อวี๋หวั่นไม่ได้มองเขา
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้ว
ดวงตาของคุณหนูหลี่กลิ้งกลอกไปมา “คุณชายเยี่ยน! ท่าน ต้องปกป้องพวกเรานะเจ้าคะ! นางรังแกคนอื่น ล่วงเกินคุณหนูเห
ยียนไม่พอ ยังทำร้ายข้ากับคุณหนูหูและคุณหนูจั่วอีก!”
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองคนทั้งสามคนเล็กน้อย “ลงมือไม่เบา เลยนะ…”
คุณหนูหลี่พยักหน้าเหมือนโขลกกระเทียม!
เยี่ยนจิ่วเฉาหันศีรษะและมองไปที่อวี๋หวั่น “เจ้าทำรึ?”
“ใช่”
“มือข้างใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามเสียงทุ้ม
คุณหนูหลี่ดีอกดีใจ หากได้ยินไม่ผิด นี่คงกำลังจะตัดมือนางใช่ หรือไม่? รู้อยู่แล้วคนบ้านนอกตํ่าต้อยเช่นนาง จะอยู่ในสายตาของ คุณชายเยี่ยนได้อย่างไร!
“ข้างนี้!” อวี๋หวั่นยื่นมือขวาออกไปอย่างอารมณ์เสีย
เยี่ยนจิ่วเฉาจับมือที่ด้านสากจากตรากตรำทำงานมาหลายปี
“เจ็บหรือไม่?” เขาเอ่ยถาม
ทุกคนตกตะลึง กระทั่งอวี๋หวั่นก็ยังตกตะลึง ราวกับไม่คาดคิด ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย
หูของอวี๋หวั่นเริ่มร้อนขึ้นเล็กน้อย เธอคิดจะถอนมือออก ทว่า เขากลับจับไว้แน่น
ทุกคนต่างอึ้งกับฉากที่เห็นอยู่ตรงหน้า
ไม่แปลกที่บุรุษจะโปรดปรานอิสตรี ทว่าการปกป้องเธอ
ท่ามกลางสายตาผู้คนที่จับจ้อง คงมิใช่การโปรดปรานทั่วไป
เหล่าองครักษ์รู้สึกขอบคุณพี่ใหญ่ที่ลังเลอยู่พักหนึ่ง ไม่ปล่อย ให้พวกเขาทำร้ายเด็กผู้หญิงคนนี้ไปเสียก่อน มิฉะนั้นหากนำศีรษะ ของพวกเขามารวมกัน ก็คงไม่พอสำหรับให้คุณชายเยี่ยนเพียงคน เดียวบั่น
ทว่าเหยียนหรูอวี้ก็ยังอยู่ตรงนี้ คุณชายเยี่ยนทำเช่นนี้ ไม่ เป็นการตบหน้าเหยียนหรูอวี้หรอกหรือ?
สีหน้าของเหยียนหรูอวี้ในยามนี้ไม่อาจทนมองได้ ไม่มีช่วง เวลาใดที่น่าอับอายไปกว่านี้ ทุกคนเข้าใจว่านางเป็นคู่หมั้นของ เยี่ยนจิ่วเฉา ทว่าเมื่อเยี่ยนจิ่วเฉาปรากฏตัว ก็ไม่ได้แลสายตามอง นางแม้แต่น้อย กลับรักหญิงในหมู่บ้านผู้นั้นสุดหัวใจ…
นางที่เป็นถึงบุตรีแห่งจวนแม่ทัพ ก็ยังไม่อาจเทียบหญิงบ้าน นอกจากชนบทหรือ!
เมื่อสายตาของนางตกกระทบลงบนฝ่ามือทั้งสองที่จับกัน แน่น ก็แทบคลั่งด้วยความหึงหวง
…
เยี่ยนจิ่วเฉาพาอวี๋หวั่นเข้าไปในรถม้า
อวี๋หวั่นดูแปลกไป ด้วยลักษณะนิสัยของเธอ เมื่อครู่เธอควร จะจับมือของเขาเพื่อกลั่นแกล้งเหยียนหรูอวี้ แต่กลับปล่อยพวก นางไปเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเธอใจดี แต่เพราะเธอไม่มีอารมณ์เช่นนั้น
เยี่ยนจิ่วเฉาถอนหายใจยาว “คุณชายผู้นี้ไม่อยู่เพียงไม่กี่วัน จิตใจเจ้าไม่อยู่กับตัวเช่นนี้เลยรึ? มิใช่ว่าจดหมายที่ข้าเขียนหาเจ้า ทุกวัน จะบรรเทาไข้ใจของเจ้าได้หรือ?”
อวี๋หวั่นหันมาด้วยความงงงวย “จดหมาย? จดหมายอันใด?”
“เจ้าไม่ได้รับหรือ?” คิ้วเรียวงามของเยี่ยนจิ่วเฉาขมวดแน่น “อิ่งสือซัน!”
อิ่งสือซันซึ่งกำลังขับรถกระแอมในลำคอ “จะโทษข้ามิได้ ข้า ส่งไปทั้งหมดแล้ว ทว่าเหตุใดจึงไม่ได้รับ แม่นางอวี๋คงจะเข้าใจ”
จดหมายของสถานีส่งสารแบ่งออกเป็นสามประเภทคร่าวๆ ประเภทแรกคือจดหมายราชการ ประเภทถัดไปเป็นจดหมายส่วน บุคคล และประเภทสุดท้ายเป็นจดหมายด่วน ทั้งเจ้าหน้าที่และ ประชาชนต่างใช้ได้ ทว่าเพื่อปกปิดสถานที่ที่พักในระหว่างการเดิน ทาง อิ่งสือซันจึงไม่อาจใช้ชื่อเยี่ยนจิ่วเฉา และเลือกส่งได้เพียง จดหมายส่วนบุคคลเท่านั้น จดหมายส่วนบุคคลจะถูกส่งไปชนบท เดือนละครั้ง และยิ่งในพื้นที่ยากจนอย่างหมู่บ้านเหลียนฮวา สาม เดือนส่งหนึ่งครั้งก็ยังมิใช่เรื่องแปลก
ใบหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉาเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน เขาใช้เวลาเขียน อยู่นาน กลับเขียนไปเสียเปล่า?!
อวี๋หวั่นเงียบลงอีกครั้ง นั่งเหม่อมองทิวทัศน์ข้างทางที่เปลี่ยน ไปอย่างล่องลอย
ครั้งนี้เยี่ยนจิ่วเฉาสังเกตเห็นความผิดปกติในตัวเธอได้ชัดเจน คล้ายกับเธอได้สูญเสียจิตวิญญาณและไม่อาจหาทางกลับมา เขา คิดว่าจะบอกเรื่องที่เหยียนหรูอวี้มิใช่แม่ผู้ให้กำเนิดของเด็กทั้งสาม เพื่อทำให้เธอดีใจดีหรือไม่ ทว่าเธออิจฉาเหยียนหรูอวี้ถึงเพียงนั้น เกรงว่าเธอจะมีปัญหากับเหยียนหรูอวี้อีก
เมื่อคิดไปคิดมา แม้หญิงที่เขานอนด้วยจะไม่ใช่เหยียนหรูอวี้ แต่ก็ไม่ใช่นางเช่นกัน จะมีความสุขได้อย่างไร?
อวี๋หวั่นไม่ได้ถามเรื่องจดหมายอีก ตอนนี้ในหัวของเธอเต็มไป ด้วยเรื่องเด็กคนนั้นที่ไม่รู้ว่าเกิดมาหรือไม่
เธอไม่รู้ว่าต้องบอกเรื่องทั้งหมดนี้กับเยี่ยนจิ่วเฉาหรือไม่
เสียงในหัวของเธอกำลังตีกัน เสียงหนึ่งบอกเธอว่าเยี่ยนจิ่ว เฉามีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริง อีกเสียงหนึ่งก็บอกเธอว่า หากเยี่ยนจิ่ว เฉารู้ความจริง ผลที่ตามมาอาจเป็นหายนะ
จริงสิ ชายใดจะเต็มใจยอมรับสตรีที่เคยอยู่ในหอนางโลมและ มีบุตรมาแล้ว?
เยี่ยนจิ่วเฉาเคาะหน้าผากเธอ “สมองน้อยๆ ของเจ้ากำลังคิด สิ่งใดอยู่รึ?”
อวี๋หวั่นหลุบตาลง “เยี่ยนจิ่วเฉา ท่านเคยคิดว่าที่ผ่านมาข้า เป็นคนเช่นไร และทำเรื่องอันใดมาบ้างหรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “เจ้าต้องการจะบอกเรื่องที่
เจ้าเคยมีคู่หมั้นมาก่อนหรือ?”
“ท่านรู้หรือ?” อวี๋หวั่นประหลาดใจ
“ยากเกินไปที่จะรู้หรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามกลับ
อวี๋หวั่นส่ายหัว หมู่บ้านมีขนาดใหญ่เพียงนั้น แม้เขาไม่ได้ถาม ก็คงได้ยินเรื่องนี้ไม่ยากนัก
“ก็เพียงแค่สัญญาแต่งงานหรือไม่?” เยี่ยนจิ่วเฉาเย้ยหยัน
อวี๋หวั่นเม้มริมฝีปาก “แล้วหาก…มิได้มีเพียงสัญญาแต่งงาน เท่านั้นเล่า?”
“หรือว่าเจ้าเคยนอนกับเขา?!”
“แล้วหาก…แล้วหากเคยนอนจริงๆ เล่า?”
เยี่ยนจิ่วเฉาสะดุ้งขนพอง “อิ่งสือซัน! ไปจัดการคนแซ่จ้าวให้ ข้าเดี๋ยวนี้!”
อิ่งสือซันหยุดรถม้า และพุ่งออกไปด้วยความเร็วแสง!
“อิ่งสือซัน ท่าน…ท่านกลับมาก่อน” อวี๋หวั่นหยุดอิ่งสือซันไว้ พลันก้มหน้าลงและเอ่ยกับเยี่ยนจิ่วเฉา “ข้าไม่ได้นอนกับเขา”
เยี่ยนจิ่วเฉาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ยังมิทันพ่นสุดลมหายใจ อวี๋หวั่นก็เอ่ยโพล่งออกมาอีกครั้ง “แต่เคยนอนกับคนอื่นแล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉา “???”
อวี๋หวั่นกล่าว “แล้ว…แล้วก็เคยมีลูก”
เยี่ยนจิ่วเฉา “!!!”