หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 66.1 ไฟโทสะของพี่จิ่ว (1)
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “บุรุษคนนั้นคือ ใคร?!”
แย่แล้ว ฆ่าเขาเลย! เผาเขาเลย! สับเขาเลย!
“…ไม่รู้” อวี๋หวั่นก้มหน้า “แล้วก็ อาจจะ ไม่ได้มีคนเดียว”
เยี่ยนจิ่วเฉาผู้ซึ่งรู้สึกประหนึ่งถูกศรธนูกระหนํ่าเข้าที่หัวใจ “…”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังท่าน”
“ข้าเองก็ยังจำไม่ได้ เพิ่งจะนึกออก”
“ไม่ใช่เพิ่งจะนึกออกด้วย ก็แค่…”
“ข้าก็บอกไม่ถูก เอาเป็นว่า แบบนั้นแหละ”
แบบนั้นแหละ? แบบนั้นคือแบบไหนกัน?!
ในห้องอันมืดสนิท เยี่ยนจิ่วเฉาโมโหจนลุกขึ้น เลิกผ้านวมขึ้น นั่งลงข้างขอบเตียง เท้าเปล่าเหยียบลงบนแท่นวางเท้าซึ่งเย็นยะ เยือก หายใจหอบด้วยความโมโห
ไม่ได้โมโหมากถึงเพียงนี้มานานเท่าไรแล้ว เขารู้สึกราวกับร่าง กำลังจะระเบิดออก!
นางใจกล้าเกินไปแล้ว เห็นว่าเขารักนาง จึงกล้าพูดพล่อยเช่น
นี้!
บุรุษ…แถมยังไม่ได้มีเพียงคนเดียวรึ?!
ลูกก็มีแล้ว!
ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกใคร!
เยี่ยนจิ่วเฉาโมโหจนปวดใจ!
“คุณชายคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง?” ในลานบ้านนอกประตู ใหญ่ อิ่งลิ่วปิดประตูห้องด้วยสีหน้าหนักใจ
สีหน้าของอิ่งสือซันก็ไม่สู้ดีเท่าไรนัก
ลุงวั่นกล่าวพลางทอดถอนใจ “ครั้งสุดท้ายที่คุณชายโกรธถึง เพียงนี้ก็เห็นจะเป็นตอนที่รู้สาเหตุการตายของท่านอ๋อง คุณชาย โมโหถึงกับขังตัวเองเอาไว้ในห้อง ไม่ออกมาจนล้มป่วย…”
“ครั้งนี้คุณชายคงจะไม่โกรธจนถึงกับล้มป่วยกระมัง?” อิ่งลิ่ว เอ่ยขึ้นด้วยความวิตก เขาเคยประสบพบเจอตอนที่คุณชายล้ม ป่วยมาแล้ว ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
ลุงวั่นถอนหายใจอีกครั้ง “ใครจะไปรู้ได้เล่า? ตั้งแต่ที่พบกับ แม่นางอวี๋ คุณชายก็ไม่เคยล้มป่วยอีกเลย ทว่าครั้งนี้เป็นแม่นางอ วี๋ที่ทำให้คุณชายโกรธ จุดจบจะเป็นอย่างไรก็พูดยาก…”
อิ่งลิ่วมองไปยังอิ่งสือซัน “ตอนนั้นเจ้าไม่ได้อยู่ด้วยหรือ? ไม่รู้ จักห้ามแม่นางอวี๋เอาไว้”
อิ่งสือซันโมโหจนควันออกหู “ข้าจะไปห้ามได้อย่างไร? เจ้าไม่รู้ อะไร นางไม่ได้พูดจาไร้สาระแม้แต่ประโยคเดียว!”
มีคนบิดเบือนความจริง นางก็เพียงแถลงไข มิได้พูดสิ่งใด ระคายหูนี่! เขาถึงไม่จำเป็นต้องทัดทาน!
อิ่งลิ่วและลุงวั่นมองเขาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง อิ่งสือซันรู้สึกพ่าย แพ้ราบคาบ “เอาเถอะๆ ข้าเข้าไปโน้มน้ามเขาสักหน่อยก็แล้วกัน”
อิ่งสือซันเสี่ยงชีวิตเข้าไปในห้องของคุณชาย
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่ที่ขอบเตียง สวมใส่อาภรณ์เนื้อบาง อากาศ ในยามดึกของเดือนสามค่อนข้างเย็น ทว่าอิ่งสือซันก็ยังได้ยินเสียง เม็ดเหงื่อของเยี่ยนจิ่วเฉาหยดลงบนแท่นวางเท้า
ร่างของของเยี่ยนจิ่วเฉาถูกปกคลุมด้วยความมืด อิ่งสือซันจึง มองไม่เห็นสีหน้าของเขา กระนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่ กำจายออกมารอบกาย
แต่ถึงจะเป็นยอดฝีมืออย่างอิ่งสือซัน ก็ยังอดรู้สึกขนลุกซู่ไม่ได้
“คุณชาย” อิ่งสือซันทำใจดีสู้เสือเอ่ยขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยี่ยนจิ่วเฉาจึงตอบกลับมา “มีอะไร?”
เสียงของเขาไม่นับว่าดัง แต่กลับทำให้อิ่งสือซันรู้สึกขนพอง สยองเกล้าอย่างบอกไม่ถูก
อิ่งสือซันมิได้ลืมว่าตนมาทำอะไร เขาตั้งสติ แล้วเอ่ยปากขึ้นว่า “คุณชาย ท่านอย่าโมโหไปเลย แม่นางอวี๋ไม่ได้บอกหรือว่านางก็จำ
ตัวเองไม่ได้? ใครจะรู้ว่าสิ่งที่นางพูดนั้นจริงหรือไม่ ถ้านางจำผิด เล่าขอรับ?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “เจ้าคิดว่าเรื่องแบบ นี้นางไม่มีหลักฐานหรืออย่างไร? ยังกล้ามาพูดต่อหน้าข้าอีก”
อิ่งสือซันรู้สึกสับสนประหนึ่งนํ้าท่วมสมอง เขาไม่อยากโน้ม น้าวอีกต่อไป จึงรีบเปลี่ยนคำพูด “เช่นนั้นก็ไม่ได้นับว่าขาดทุนนะ ขอรับ คุณชายก็นอนกับสตรีอื่น แล้วก็มีลูกเช่นกัน เท่าเทียมกับ แม่นางอวี๋แล้ว”
“เท่าเทียมได้อย่างไรกัน? ข้านอนกับสตรีเพียงคนเดียว! นาง…นางอาจจะผ่านมาไม่รู้กี่คน”
ความคิดของชาวยุทธภพต่างจากคนทั่วไป อิ่งสือซันจับ ประเด็นสำคัญในคำพูดของคุณชายได้อย่างว่องไว เขาเลิกคิ้วแล้ว กล่าวว่า “เช่นนั้นคุณชายก็นอนกับสตรีเพิ่มอีกสักหน่อยสิขอรับ”
“…” ความอัดอั้นตันใจสุมอยู่ในอกของเยี่ยนจิ่วเฉา เรื่องนี้ไม่ ได้เกี่ยวกับนอนหรือไม่นอนมิใช่หรือ? ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือสตรี ผู้เป็นที่รักของเขาถูกบุรุษเส็งเคร็งที่ไหนก็ไม่รู้เอาเปรียบต่างหาก เล่า!
“ฮัดชิ่ว!”
เยี่ยนจิ่วเฉาจามแรงๆ ครั้งหนึ่ง
เรื่องนี้หากเป็นคนอื่นก็คงไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน ปัญหาไม่
ได้อยู่ที่เมื่อชอบใครแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับอดีตของคนผู้นั้น แต่ปัญหาอยู่ที่เขาไม่กระจ่างเลยแม้แต่น้อยว่าคนผู้นี้มีอดีตเป็น อย่างไร
เรื่องที่นางหลงลืม มันไม่สำคัญสำหรับนาง หรือเพราะมันได้ สลักลงไปในใจของนางแล้วกันแน่?
วันใดนางนึกขึ้นมาได้ นางจะตระหนักได้ว่า…คนที่นางชอบที่ จริงแล้วเป็นคนอื่นเช่นนั้นหรือ?
หรือว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นไปได้ เขาอาจเป็นหนึ่งในเหล่าบุรุษที่ นางนิยมชมชอบ…
เยี่ยนจิ่วเฉารู้สึกราวกับไฟโทสะกำลังจะแผดเผาตนจนสิ้นใจ
“อิ่งลิ่วเล่า?” เยี่ยนจิ่วเฉาตวาด
อิ่งลิ่วพุ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว “คุณชาย!”
รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกมาจากก้นบึ้งในจิตใจของเยี่ยนจิ่วเฉา “เจ้าไปสืบดู ข้าต้องการรู้เรื่องราวทั้งหมดของนาง!”
……
ย่างเข้ายามสายัณห์ อวี๋หวั่นกลับถึงหมู่บ้าน
หลังจากที่อวี๋หวั่นสารภาพกับเยี่ยนจิ่วเฉาไปแล้ว ก็ลงจากรถ ม้า เธอนั่งรถม้าที่ตนเองเช่ากลับมายังตำบล
อวี๋หวั่นไม่กล้ามองสีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉา พ่อแม่ของเธอใน
โลกก่อนจากไปเร็วเหลือเกิน เธอเข้มแข็งมาโดยตลอด ทว่าความ เข้มแข็งนี้ก็พลันเปราะบางลงหลังจากที่เจอกับเยี่ยนจิ่วเฉา
ว่ากันว่าผู้หญิงเข้มแข็งขึ้น ก็เพราะอับจนหนทาง เปลี่ยนจาก เข้มแข็งเป็นอ่อนแอก็เพราะความสุข เธอไม่รู้ว่าคำกล่าวนั้นเป็น จริงหรือไม่ เธอรู้เพียงว่าจ้าวเหิงทำให้อาหวั่นต้องยืนหยัดด้วย ตนเองเร็วเกินไป ส่วนเยี่ยนจิ่วเฉากลับถอดชุดเกราะแห่งความ เข้มแข็งของเธอออกจนหมดสิ้น
เธอคิดว่าเธอไม่เสียใจที่บอกเยี่ยนจิ่วเฉาไป อดีตเหล่านั้นเป็น อดีตของอาหวั่น ก็นับว่าเป็นอดีตของเธอด้วยเช่นกัน เป็นอดีตที่ เธอสลัดไม่หลุด ลบทิ้งไปก็ไม่ได้ นี่เป็นราคาที่เธอต้องจ่ายในการ ฟื้นคืนชีพ ถ้าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่สามารถยอมรับเธอที่เป็นอย่างนี้ได้ เธอก็คงทำได้เพียงจบความสัมพันธ์นี้ลงด้วยความเสียใจ
“ท่านพี่ๆ!”
หลังจากกลับบ้าน เถี่ยตั้นน้อยก็วิ่งมาหา มือหนึ่งคว้ามือของอ วี๋หวั่น ดึงเธอเข้าบ้านไป
“มีอะไรรึ?” อวี๋หวั่นถาม
“มีคนส่งสาส์นมาที่หมู่บ้านด้วย!” เถี่ยตั้นน้อยทำตาลุกวาว
อวี๋หวั่นถามต่อ “คนส่งสาส์นมา แล้วเจ้าลากพี่มาทำไม?”
“ก็มีจดหมายของท่านพี่ไง!” เถี่ยตั้นน้อยพาอวี๋หวั่นเข้าไปใน บ้าน แล้วชี้ไปยังห่อผ้าซึ่งวางเป็นกองอยู่บนโต๊ะ “ท่านดู! จดหมาย
ของท่าน! จดหมายเยอะมาก! เพิ่งส่งมาวันนี้!”
จดหมาย…ของเธอ?
‘คุณชายผู้นี้ไม่อยู่เพียงไม่กี่วัน จิตใจเจ้าไม่อยู่กับตัวเช่นนี้เลย รึ? มิใช่ว่าจดหมายที่ข้าเขียนหาเจ้าทุกวัน จะบรรเทาไข้ใจของเจ้า ได้หรือ?’
เช่นนั้นก็หมายความว่า เยี่ยนจิ่วเขาเขียนจดหมายมาหาเธอ จริงๆ แต่ว่าเขียนมามากขนาดนี้เลย? คงไม่ได้ให้คนอื่นเขียนให้ หรอกมั้ง?
“ท่านพี่ ข้าช่วยท่านอ่านจดหมายได้นะ!” เถี่ยตั้นน้อยบอก พลางตบอก ตอนนี้เขานับว่าเป็นผู้รู้ตัวอักษร เขาเป็นเถี่ยตั้นน้อยที่ มีความรู้แล้ว!
อวี๋หวั่นลูบศีรษะของเขาเบาๆ “เจ้าจำตัวอักษรให้ครบหนึ่งพัน ตัวก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เถี่ยตั้นน้อยคอตก “…อื้ม”
อวี๋หวั่นรอจนเถี่ยตั้นน้อยเข้านอน เธอจึงจุดตะเกียงนํ้ามัน เพื่ออ่านจดหมาย มีจดหมายมากมายเหลือเกิน ประมาณสามร้อย ฉบับเห็นจะได้ อวี๋หวั่นชักจะสงสัยแล้วว่าตลอดทางเยี่ยนจิ่วเฉา คงจะไม่ได้ทำอะไร นอกจากเขียนจดหมาย
“ข้าจะออกจากเมืองหลวง ไม่จำเป็นต้องคิดถึงมาก ไม่กี่วันก็ จะกลับมา”
“ถึงถนนฉางอัน กำลังจะออกจากเมืองหลวงจริงๆ แล้ว”
“ถึงถนนเสวียนอู่แล้ว…”
“ถึงถนนจูเชวี่ยแล้ว…”
“กำลังจะถึงประตูเมืองทิศตะวันออกแล้ว…”
“ถึงประตูเมืองทิศตะวันออก…”
“ออกจากประตูเมืองทิศตะวันออกแล้ว…”
“ทังหยวนที่เมืองอวี้เป็นไส้เนื้อ…”
“ดอกโหยวไช่ที่อำเภอปั๋วสวยมาก…”
“…” “…”
จดหมายแต่ละฉบับมีข้อความเพียงหนึ่งถึงสองประโยค ทุก ฉบับล้วนเป็นเหมือนบันทึกซึ่งมิได้มีเนื้อหาสำคัญ แต่ไม่รู้ว่าเพราะ เหตุใด อวี๋หวั่นจึงเห็นภาพของเขานั่งลุกลี้ลุกลนอยู่บนรถม้า มือจับ พู่กันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
น่ารักเหมือนกันนะ
อวี๋หวั่นยิ้ม
แต่เพียงครู่เดียว เธอก็ยิ้มไม่ออกเสียแล้ว
เพราะเยี่ยนจิ่วเฉาจะไม่เขียนจดหมายมาหาเธออีกแล้ว
……
“คุณชาย”
ยามฟ้าสาง อิ่งลิ่วกลับถึงจวน
เยี่ยนจิ่วเฉายังไม่ได้ล้มตัวลงนอน เขานั่งนิ่งอยูู่ที่ขอบเตียง แสงรำไรเข้ามาตกลงบนใบหน้าอันแสนเย็นชาของเขา อิ่งลิ่วไม่ กล้ามอง ได้แต่ก้มหน้างุด และนำความที่ตนไปสืบมาได้แจ้งแก่ เยี่ยนจิ่วเฉา “ข้าไม่ได้ข่าวว่าแม่นางอวี๋เคยมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่น ทั้งยังเคยมีลูก”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเสียงทุ้ม “เช่นนั้นก็หมายความว่านางบอก ความเท็จกับข้ารึ?”
“เรื่องนั้น…” อิ่งลิ่วลังเล “ข้าน้อยไม่รู้ แต่ว่าข้าน้อยได้ยินมา อีกเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไร?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถาม
“เมื่อสามปีก่อน แม่นางอวี๋ไปบ้านท่านยายมาหนึ่งปี แต่น้อง สาวของจ้าวซิ่วไฉกล่าวหาแม่นางอวี๋ต่อหน้าคนในหมู่บ้านว่าในปี นั้นแม่นางอวี๋ไม่ได้ไปบ้านท่านยาย หากแต่…หากแต่เข้าไปในหอ คณิกา” อิ่งลิ่วฝืนใจพูดออกมา
สายตาของเยี่ยนจิ่วเฉาพลันเย็นเยียบขึ้นมา
อิ่งลิ่วพูดต่อ “ดังภาษิตกล่าวไว้ว่าลมในถํ้าย่อมมีที่มา ในเมื่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สกุลจ้าวพูด ไยไม่เรียกคนสกุลจ้าวมาถามเล่า ขอรับ จะได้รู้ว่าจริงหรือเท็จ แม่นางอวี๋ไม่ได้บอกหรือว่านางเองก็
จำไม่ได้? ไม่แน่ว่านางก็อาจจะถูกคนสกุลจ้าวหลอกลวงเช่นกัน เพื่อที่จะยกเลิกการแต่งงาน ไม่มีสิ่งใดที่คนสกุลจ้าวทำไม่ได้ นับ ประสาอะไรกับการกุข่าวลือขึ้นมาเล่าขอรับ!”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นชาว่า “ไปจับคนแซ่จ้าวนั่น มา!”
บทที่ 66.2 ไฟโทสะของพี่จิ่ว (2)
จ้าวเหิงไม่รู้ว่าช่วงนี้ตนดวงตกหรืออย่างไร ถูกจับตัวไปทุก วี่วัน วันนี้เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเดิน กระนั้นก็ยังถูกคนจับตัวไปอีก คนผู้นี้หยาบคายยิ่งนัก จับเขาเหวี่ยงขึ้นบ่าโดยไม่พูดพรํ่าทำเพลง พุ่งทะยานราวกับจะรีบไปเกิดใหม่ กระเด้งกระดอนจนเขาอาเจียน จนรู้สึกประหนึ่งเครื่องในจะทะลักออกมา
ครั้งมาถึงที่หมาย ก็ยังถูกโยนลงพื้นก้นจํ้าเบ้า
เขารู้สึกมึนงงอยู่นานกว่าจะเข้าไปกอดต้นไม้ใหญ่ พยุงตัวเอง ขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเขาก็เห็นเงาสีดำคู่หนึ่ง เมื่อมองตามไปก็เห็น ดิ้นแพรสีขาวเลอค่า ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงรัศมีแห่งความสูง ศักดิ์ที่พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้า
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความขลาดกลัว มองไปยังบุรุษร่างสูงตรง หน้า จากนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง “คุณ…คุณชายวั่น”
จะว่าไปก็น่าแปลก แม้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะเคยอาศัยอยู่ใน หมู่บ้านระยะหนึ่ง ทว่าเขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาจ้าวเหิง มีเพียงครั้ง เดียวที่เคยเห็นเงาเลือนรางของอีกฝ่ายก็คือในตอนที่เกิดแผ่นดิน ไหว ทว่าท่าทางและบุคลิกของเขาช่างโดดเด่นกระทั่งเห็นเพียง ครั้งเดียวจ้าวเหิงก็สามารถจดจำได้ว่าเป็นเขา
“ท่านเป็นคนจับข้ามาหรือ?” จ้าวเหิงไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด
คุณชายวั่นต้องจับเขามา มิใช่ว่าเขาดูไม่ออกว่าคุณชายวั่นคิด อย่างไรกับอาหวั่น แต่เขาตัดขาดความสัมพันธ์กับอาหวั่นไปแล้ว ทั้งยังย้ายออกจากหมู่บ้านเหลียนฮวาแล้ว ไม่มีทางไปมาหาสู่กับ อาหวั่นไปตลอดชีวิต เช่นนั้นคุณชายวั่นจะจับเขามาด้วยเหตุใด กัน?
อิ่งสือซันเตะเขาหนึ่งที “เจ้ามองหน้าเจ้านายข้าได้อย่างไร กัน?”
จ้าวเหิงล้มลงคุกเข่าบนพื้น หน้าผากกระแทกจนเลือดไหล
เขาเป็นถึงซิ่วไฉ แต่เล็กจนโตได้รับการเลี้ยงดูดังไข่ในหิน ไหน เลยจะเคยทุกข์ทรมานเช่นนี้ แต่ตอนนี้เขาเจ็บปวดเสียจนเหงื่อ โทรมกาย
ทว่าที่เจ็บปวดมากกว่าความเจ็บปวด ก็คือความอับอาย
เขาเป็นซิ่วไฉ เข้าไปพบข้าราชการก็ยังไม่ต้องคุกเข่าคำนับ คุณชายวั่นซึ่งไร้ชื่อเสียงผู้นี้กลับทำให้เขารู้สึกอัปยศอดสูยิ่งนัก!
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้แยแสกับท่าทางดิ้นรนดุจมดไรของจ้าวเหิง เขามองลงไปพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าขอถามเจ้า ข่าวลือที่ว่าอวี๋หวั่น เข้าไปในหอคณิกานั้น เจ้าเป็นคนกุขึ้น หรือว่าเจ้าได้ยินจากที่ใด มา?”
อวี๋หวั่น อวี๋หวั่นอีกแล้ว!
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องต้องเกี่ยวกับสตรีคนนี้อยู่รํ่าไป!
เมื่อกระต่ายเข้าตาจนก็ย่อมแว้งกัดคนได้ จ้าวเหิงเผชิญกับ หายนะเหนือความคาดหมายมาซํ้าแล้วซํ้าเล่า เขาโมโหสุดขีด “คุณชายวั่นอยากแต่งงานกับนาง จึงต้องมาสืบความเกี่ยวกับนาง หรอกหรือ? เหอะ เช่นนั้นคุณชายก็คงต้องระวังให้มากเสียแล้ว สตรีผู้นี้มิได้เพียงเข้าไปในหอคณิกา นางยังมีลูกกับบุรุษอื่นด้วย! ข้าไม่ได้กุเรื่องขึ้นมา! เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง! มีคนเห็นกับตา!”
“ผู้ใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาหักนิ้วพร้อมกับเอ่ยถาม
จ้าวเหิงยืดหลังตรงแล้วตอบว่า “เพื่อนร่วมชั้นของข้า! เขา เห็นนางเข้าไปในหอคณิกากับตา! นางปิดบังข้ามาตลอด! หากเขา ไม่มาบอกความจริงกับข้า ทุกวันนี้ข้าก็คงโง่งมต่อไปเรื่อยๆ! ข้าพูด เช่นนี้ไม่ใช่เพราะข้าต้องการทำลายความสัมพันธ์ของคุณชายวั่ นกับนาง ข้าเพียงแต่สงสารคุณชายที่ต้องมาร่วมชะตากรรมเช่น เดียวกับที่ข้าเคยเผชิญ ข้าทนไม่ได้ที่ต้องเห็นคุณชายวั่นถูกนาง หลอก! นางร้อยเล่ห์มารยา ไม่อาจออกเรือนกับซิ่วไฉ ก็วิ่งเข้าหา คุณชายวั่น คุณชายวั่นเป็นบัณฑิต อย่าไปข้องแวะกับสตรีไร้ศีล ธรรมเช่นนี้เลย!”
อิ่งสือซันถีบเขาจนหน้าคะมำลงกับพื้น “ให้เจ้าตอบเจ้าก็ตอบ ไม่ต้องมากความ!”
จ้าวเหิงเจ็บปวดจนกระอักเลือดสดๆ ออกมา
เยี่ยนจิ่วเฉายังคงมีสีหน้าเย็นชา “เพื่อนร่วมชั้นของเจ้าคือ ใคร?”
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม อิ่งลิ่วก็นำตัวซิ่วไฉแซ่หยางคนหนึ่งมา
เดิมทีหยางซิ่วไฉเป็นเพื่อนร่วมชั้นของจ้าวเหิง แต่หลังจากที่ จ้าวเหิงย้ายเข้าเมืองหลวงไป เขาก็ไม่ได้ไปเรียนที่สำนักการศึกษา ทั้งคู่จึงไม่ได้พบหน้ากันอีก หยางซิ่วไฉไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะต้องมา พบกันในสถานการณ์เช่นนี้
หยางซิ่วไฉมึนงงไปหมด
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้ใส่ใจที่จะแสดงฐานะของตน หยางซิ่วไฉมี ท่าทางเย่อหยิ่ง หลังจากที่อิ่งลิ่วจัดให้เขาสองสามหมัด เขาก็เริ่ม พูดง่ายขึ้น
เยี่ยนจิ่วเฉาถามสิ่งใด เขาก็ตอบโดยที่ไม่กล้าถามต่อแม้แต่ น้อย
จากคำให้การของจ้าวเหิง เมื่อสามปีก่อนหยางซิ่วไฉบังเอิญเจ อกับอวี๋หวั่นที่หอคณิกา หลังจากนั้นก็ละล้าละลังไม่กล้าบอกจ้าว เหิง จวบจนเขาได้ยินว่าจ้าวเหิงจะแต่งงานจึงรวบรวมความกล้า บอกความจริงกับเขา
ทว่าหลังจากที่เยี่ยนจิ่วเฉาสอบสวนอย่างโหดเหี้ยม เขาก็มิได้ พูดเหมือนเดิม
“ข้า…ข้าจำนางไม่ได้…เป็นนางที่เข้ามาหาข้า ขวางทางข้า เอาไว้…นางบอก…ว่านางคือคู่หมั้นของจ้าวซิ่วไฉ…ให้ข้า…ให้ข้า ช่วยนางออกไป…ใบหน้าของนางในตอนนั้นมีแต่รอยแดงจนข้า
กลัว…แต่ข้ารู้ว่านางไม่ได้โกหก…เรื่องที่นางพูด…ล้วนแต่ถูก ต้อง….”
เพื่อที่จะทำให้หยางซิ่วไฉเชื่อ อาหวั่นบอกเรื่องราวเกี่ยวกับ จ้าวเหิงไปไม่น้อย รวมไปถึงเรื่องที่จ้าวเหิงบอกนางเกี่ยวกับหยาง ซิ่วไฉอีกด้วย
จ้าวเหิงมิได้ล่วงรู้ว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เขาได้แต่ยืนนิ่ง ด้วยความตระหนก!
“นางเข้าไปซื้อผักในตำบล แล้วก็เจอเข้ากับโจรลักพาตัว… นางขอร้องให้ข้าช่วย…ข้า…ข้าไม่กล้า…”
แน่นอนว่าหยางซิ่วไฉไม่กล้า มีเหล่าอันธพาลอยู่ในหอนาง โลมจำนวนมาก หากเขาแย่งชิงแม่นางจากพวกเขาไป นั่นมิได้ เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ?
ในตอนนั้น อวี๋หวั่นคุกเข่าอ้อนวอนให้เขาช่วย กล่าวว่านางยัง คงบริสุทธิ์ นางไม่ได้ทำผิดต่อจ้าวเหิง จึงขอร้องให้เขาพานางกลับ ไป ซื้อตัวนางกลับไปก็ได้ ใช้เงินมากเท่าไร วันหลังนางจะนำกลับมา ใช้คืนให้
ทว่าหยางซิ่วไฉกลับหันหลังเดินจากไป
เขาทิ้งแม่นางน้อยไร้ที่พึ่งเอาไว้ในหอนางโลม
ทั้งที่นางมิใช่สตรีแปลกหน้า แต่เป็นคู่หมั้นของเพื่อนที่สนิท ชิดเชื้ออย่างจ้าวเหิง จิตใจของเขาทำด้วยอะไรกัน?
เยี่ยนจิ่วเฉาโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วมองหน้ากัน แอบคิดในใจว่า ‘แย่แล้ว คุณชายจะต้องไม่ล้มป่วยเป็นแน่’
สติสัมปชัญญะของเยี่ยนจิ่วเฉากำลังถูกกลืนกินทีละน้อย เขา ใช้โอกาสที่ยังมีสติอยู่กล่าวว่า “หอคณิกาที่ใด…ลูกของนางเป็น อย่างไรแล้ว…”
พูดจบ สายตาของเขาก็เปลี่ยนไป เขายกเก้าอี้ขึ้น แล้วทุ่มใส่ ศีรษะของหยางซิ่วไฉอย่างแรง
……
หยางซิ่วไฉล้มลง ดวงตายังเบิกโพลง เลือดสาดกระเซ็นใส่ ใบหน้าของจ้าวเหิง
จ้าวเหิงตกใจกลัว
……
เยี่ยนจิ่วเฉาฟื้นขึ้นสามวันให้หลัง จ้าวเหิงถูกอิ่งลิ่วซ้อมไปครั้ง หนึ่ง จากนั้นก็ถูกนำไปโยนทิ้งไว้ในตรอก
แต่ก่อนที่จะออกมา จ้าวเหิงก็ตอบทั้งสองคำถามของเยี่ยนจิ่ว เฉา
“คุณชาย นี่เป็นภาพวาดที่จ้าวเหิงวาดด้วยตัวเอง เขาบอกว่า เขาเห็นภาพวาด จึงมั่นใจว่าแม่นางอวี๋เคยตั้งครรภ์มาก่อน”
ลุงวั่นส่งสายตาให้กับอิ่งลิ่วจากนอกประตู บอกเป็นนัยว่าให้
เตือนคุณชายให้ดื่มยา
อิ่งลิ่วคิดในใจว่าคุณชายป่วยทางใจ อาการป่วยทางใจมิ จำเป็นต้องใช้ยา
อิ่งลิ่วไม่ได้ตอบลุงวั่น
ลุงวั่นร้อนรนเสียจนอยากจะเข้าไปเตะเขา!
เยี่ยนจิ่วเฉารับภาพวาดมา มองปราดหนึ่ง คิ้วขมวดเป็นปม
อิ่งลิ่วกล่าวว่า “อาจเป็นการปลอมตัว หรืออาจกินอะไรผิด สำแดง จึงเกิดรอยเช่นนี้ขึ้น”
“ภาพนั้นมาจากที่ใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาเสียงแหบพร่า
อิ่งลิ่วตอบ “ดูเหมือนว่าจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังตามสืบเรื่อง แม่นางอวี๋เช่นกันขอรับ จ้าวเหิงเห็นภาพนี้จากพวกเขา”
“คนอีกกลุ่มหนึ่ง?” เยี่ยนจิ่วเฉาครุ่นคิด
อิ่งลิ่วพยักหน้า “อีกทั้ง คุณชาย ท่านลองเดาสิขอรับว่าเมื่อ สามปีก่อนแม่นางอวี๋ถูกจับไปไว้ในหอคณิกาที่ใด”
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดลอยๆ ว่า “อย่าบอกนะว่าที่สวี่โจว”
“ที่สวี่โจวขอรับ” อิ่งลิ่วกล่าว
นัยน์ตาของเยี่ยนจิ่วเฉากระตุกวูบหนึ่ง “เจ้าแน่ใจรึ?”
“ตอนนั้นข้าเองก็ตกใจเช่นกัน ถามยํ้าจ้าวเหิงหลายครั้ง เป็น สวี่โจวไม่ผิดแน่ขอรับ อีกทั้ง…ยังเป็นเดือนสี่” อิ่งลิ่วกล่าว พลาง
จับจ้องไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา “คุณชาย จะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาพึมพำ “นั่นสิ จะไม่บังเอิญไปหน่อยหรือ…”
ทั้งช่วงเวลาและสถานที่ ทั้งหมดล้วนตรงกันพอดิบพอดี… แต่ว่าเขาจำอีกฝ่ายไม่ได้เสียแล้ว
เขาเคยลองถามเหยียนหรูอวี้ว่า ‘เจ้าเป็นถึงคุณหนูจวนสกุล เหยียน เหตุใดจึงไปอยู่ในหอคณิกาได้?’
‘ข้าถูกคนลักพาตัวไป…’ เหยียนหรูอวี้สะอึกสะอื้น
นี่เป็นเรื่องที่อวี๋หวั่นประสบมา
“คุณชาย ต้องการให้ข้าไปสืบที่สวี่โจวหรือไม่?” อิ่งลิ่วถาม
“ไม่จำเป็น”
เยี่ยนจิ่วเฉาชะงักไปครู่หนึ่ง “เตรียมรถ”
“ไปไหนหรือขอรับ?”
“หมู่บ้านเหลียนฮวา”
เขาจะไปพิสูจน์เอง ว่านางคือสตรีในคืนนั้นจริงหรือไม่