หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 12.1 จดจำได้ (1)
นายท่าน?
ที่แท้ชายชราที่ไม่เตะตาผู้นี้เป็นเจ้าของเรือนหลังนี้…พ่อครัว เทพเป้ารึ?
เหยียนหรูอวี้ตกใจ
เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน? ไม่ใช่พ่อครัวเทพหรอกกระมัง? เหตุใดสภาพมอซออย่างกับขอทาน?
อีกอย่าง เขามาอยู่กับแม่นางจากชนบทนี่ได้อย่างไรกัน?
ดูจากสภาพเปียกปอนเช่นนี้ หรือว่าจะไปตกนํ้ามา?
ความสงสัยนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในสมองของเหยียนหรูอวี้ ตี กันสะเปะสะปะเสียจนนางรู้สึกมึนงงไปหมด
แม้แต่ตัวนางเองยังลืมไปแล้วว่ามาทำอะไรที่นี่ นางได้แต่จ้อ งอวี๋หวั่นพยุงพ่อครัวเทพเป้าเขม็ง อีกทั้งบ่าวหนุ่มก็คำนับงกๆ เชิญพวกเขาเข้าไป
“คุณหนู!” ลี่จือกระซิบเตือน
เหยียนหรูอวี้จึงได้สติกลับมา นางมองไปยังพ่อครัวเทพเป้าซึ่ง กำลังก้าวข้ามธรณีประตู “พ่อครัวเทพเป้า ข้าเป็นศิษย์ของแม่นาง ตู้! แม่นางตู้ออกจากเมืองหลวงไปแล้ว นางหวังว่าข้าจะได้พบหน้า
ท่านสักครา”
ที่กล่าวว่า ‘ศิษย์’ นั้น เป็นสิ่งที่นางคิดขึ้นเอง นางมิได้เป็นทั้ง ศิษย์หรือเพื่อนของแม่นางตู้ ไร้ซึ่งความสัมพันธ์ฉันอาจารย์ศิษย์ ทว่าแม่นางตู้เดินทางออกจากเมืองหลวงไปเแล้ว ไม่สามารถพา คนมายืนยันได้ แต่นางก็ยังมีสิ่งที่แม่นางตู้เขียนเอาไว้ เมื่อมีสิ่งนี้ อยู่ นางก็ไม่กลัวว่าพ่อครัวเทพเป้าจะสงสัย
“นางให้เจ้ามาหาข้าด้วยเหตุใด?” พ่อครัวเทพเป้าเอ่ยถาม
“แม่นางตู้นาง…”
“นางมีเรื่องจะพูด หรือว่าเป็นเจ้าที่มาขอร้องข้า?”
“ข้า…”
ขณะที่เหยียนหรูอวี้กำลังลังเลอยู่ว่าควรบอกว่านางต้องการ อาหารยาสักชาม หรือว่าอ้อนวอนให้เขารับนางเป็นศิษย์ดี ภาย ภาคหน้าอาจได้รับมรดกจากเขา อวี๋หวั่นก็ทำท่าทางฟึดฟัดพร้อม กับเอ่ยขึ้นว่า “ข้าไม่ชอบนาง! ข้าขอตัวก่อน!”
เหยียนหรูอวี้ตกใจ
ชอบหรือไม่ชอบก็ควรเก็บเอาไว้ในใจ ห้ามให้ผู้อื่นรู้มิใช่หรือ? เหตุใดนางจึงพูดออกมาโดยปราศจากความกระดาก…มิได้รู้จักเส แสร้งเลยสักนิด?!
“นี่! เจ้าอย่าเพิ่งไป!” ชายชราเรียกอวี๋หวั่นซึ่งเดินลงจากบันได ไปแล้ว
ในจังหวะนั้น อวี๋หวั่นกำลังเดินผ่านเหยียนหรูอวี้พอดี เธอจึง เหลือบไปมองเหยียนหรูอวี้ด้วยสายตาเย็นชา กล่าวอย่างประชด ประชันว่า “เช่นนั้นท่านต้องให้นางออกไป”
เหยียนหรูอวี้ตื่นตะลึง “เจ้า!”
อวี๋หวั่นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ชายชรารีบกล่าวว่า “ได้ๆๆ ให้นางออกไป ให้นางออกไป! เดี๋ยว เจ้าต้องเล่าเรื่องให้ข้าฟังจนจบด้วยนา ประธานอะไรนั่น สรุปแล้ว ได้แต่งงานกับเสี่ยวซีหรือไม่ แล้วเขาจำลูกได้หรือไม่เล่า?”
ระหว่างทาง อวี๋หวั่นเล่าเรื่อง ‘ตกหลุมรักประธานเอาแต่ใจ’ ให้ พ่อครัวเทพเป้าฟัง!
พ่อครัวเทพเป้าฟังอย่างเพลิดเพลิน จนบอกให้เธอเดินอ้อมไป สองสามรอบแล้ว!
ดังนั้นเมื่อเธอขู่ให้ไล่เหยียนหรูอวี้ออกไป เธอไม่ได้กลัวแม้แต่ น้อย!
เหยียนหรูอวี้รู้สึกอับอายจนมีโทสะ นางไม่เคยคิดว่าอวี๋หวั่นจะ โอหังถึงเพียงนี้ กล้าบอกให้พ่อครัวเทพเป้าไล่นางออกไป คิดว่าตัว เองเป็นผู้ใดกัน? เป็นหลานสาวของพ่อครัวเทพเป้าหรืออย่างไร?!
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อครัวเทพเป้าก็เข้าข้างอวี๋หวั่นเสียด้วย สตรีคน นั้นมีความสามารถอันใดกัน? เหตุใดทุกคนที่ตนต้องการต่างไป เอาอกเอาใจนาง มาถึงที่นี่ก็ยังกล้าทำตัวเช่นนี้อีกหรือ?
นางเป็นปีศาจจิ้งจอกหรืออย่างไร?
หรือว่าเกิดมาดวงพิฆาตกัน?
เหตุใดเรื่องดีที่นางจะได้ประสบพบเจอ ล้วนแต่ถูกอวี๋หวั่นทำ เสียเรื่อง?!
“พ่อครัวเทพเป้า…” เหยียนหรูอวี้เปลี่ยนไปใช้นํ้าเสียงน่า สงสาร “แม่นางตู้…”
ปัง!
นางยังมิทันพูดจบ พ่อครัวเทพเป้าก็ดึงอวี๋หวั่นเข้ามาในบ้าน แล้วปิดประตูลงทันที!
เหยียนหรูอวี้ถูกปฏิเสธต่อหน้าต่อตา นางโมโหจนลมแทบจับ!
หลังจากเข้ามาในลานบ้าน อวี๋หวั่นเอามือทาบอก สีหน้าเต็ม ไปด้วยความเหลือเชื่อ
ชายชราที่วอแวตอแยเธอมาตลอดทาง…แท้จริงแล้วก็คือพ่อ ครัวเทพเป้าที่เขาเล่าลือกัน? น่าตกใจเกินไปแล้ว
พ่อครัวเทวดาผู้เลื่องชื่อ ทำไมมาเป็นคนแก่เร่ร่อนแบบนี้ล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนแก่เร่ร่อนที่ชอบนิยายรักนํ้าเน่าอะไรเทือกนี้ อีก…
อวี๋หวั่นรู้สึกว่าโลกทัศน์ของเธอกำลังสั่นสะเทือน เธอไม่อาจม องหน้าชายชรา…ที่วิ่งตามเธอและคอยพรํ่าถามว่าท่านประธาน ไปตกหลุมรักผู้หญิงอื่นหรือไม่…
ทั้งอวี๋หวั่นและพ่อครัวเทพเป้าตกลงไปในนํ้าทั้งคู่ บ่าวในเรือน พาพวกเขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้างกายของพ่อครัวเทพเป้ามีสาวใช้ คนหนึ่ง ซึ่งก็คือน้องสาวของบ่าวหนุ่มคนนั้น นางพาอวี๋หวั่นไปยัง ห้องของตน แล้วหยิบเสื้อผ้าออกมาชุดหนึ่ง “แม่นาง เสื้อผ้าเหล่า นี้ล้วนแต่ซักสะอาดแล้ว ท่านเปลี่ยนเถิด ข้ากลัวว่าท่านจะไม่ สบาย”
“ขอบคุณ” อวี๋หวั่นรับเสื้อผ้าชุดนั้นมาจากสาวใช้
สายใช้ยกนํ้าร้อนมาหนึ่งถัง “ไม่มีถังใหญ่สำหรับอาบนํ้า แม่ นางแช่เท้าสักหน่อยเถิด”
อวี๋หวั่นตอบรับอีกครั้งหนึ่ง สาวใช้ไปต้มนํ้าขิง อวี๋หวั่นเช็ดตัว แล้วเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อผ้าแห้ง หลังจากที่ได้แช่เท้า ร่างกายก็ พลันอบอุ่นขึ้นมา
อวี๋หวั่นสังเกตว่านํ้าถังนี้ไม่ใช่นํ้าร้อนทั่วไป ในนํ้าใส่ตัวยาสมุน ไพรแปลกๆ ไว้ ความรู้เรื่องยาสมุนไพรของเธอนับว่ามีมากพอ สมควร แต่สมุนไพรเหล่านี้เธอล้วนไม่เคยเห็นมาก่อน ได้ยินว่าพ่อ ครัวเทพเป้าชำนาญเรื่องอาหารยาสมุนไพร คิดไปคิดมาแล้ว ชาย ชราคนนี้ก็แตกฉานเรื่องการแพทย์เหมือนกัน มิน่าล่ะถึงพกบัว หิมะเทียนซานติดตัวไปด้วย
จะว่าไปแล้ว ลุงใหญ่ก็เคยประลองกับพ่อครัวคนนี้นี่ อย่างนั้น ก็นับว่าเธอกำลังสอดแนม ‘รังศัตรู’ อยู่ไหมนะ…
พ่อครัวเทพเป้ามิได้เอ่ยถามว่าอวี๋หวั่นเป็นใคร อวี๋หวั่นเองก็ไม่
ได้แนะนำตัว
“แม่นาง” สาวใช้เคาะประตูเบาๆ “ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”
“ได้” อวี๋หวั่นตอบ
สาวใช้ผลักประตูเข้ามา ก็เห็นอวี๋หวั่นแช่เท้าเสร็จแล้ว และ กำลังสวมรองเท้า นางจึงรีบเข้ามายกถังนํ้าออกไป
ขณะที่กำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู นางก็หันหน้ามา “แม่นาง โปรดตามข้ามา”
อวี๋หวั่นจึงเดินตามไป
สาวใช้นำอวี๋หวั่นไปยังห้องซึ่งอยู่ด้านในสุดของทางเดิน พร้อม กับเอ่ยขึ้นว่า “ห้องโถงลมแรง แม่นางเข้าไปนั่งด้านในเถิด ข้าจุด เตาเอาไว้แล้ว”
ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะกลัวว่าอวี๋หวั่นจะหนาว อวี๋หวั่นขอบคุณนาง แล้วเดินเข้าไปในห้อง
ห้องนี้เป็นห้องหนังสือ ชั้นหนังสือถูกจัดเรียงอย่างเป็น ระเบียบ มีกลิ่นหอมจางๆ ของนํ้าหมึก
“แม่นางอ่านหนังสือหรือไม่?” สาวใช้ถาม
“อ่านได้หรือไม่?” อวี๋หวั่นถาม
“อ่านได้เจ้าค่ะ แม่นางตามสบาย” พูดจบ นางก็ถือถังเดิน ออกไป
อวี๋หวั่นเดินมาด้านหน้าชั้นวางหนังสือ แล้วหยิบหนังสือออก มาเล่มหนึ่ง เป็นตำราการแพทย์ อวี๋หวั่นพลิกไปพลิกมาสองสาม หน้า ก็พบว่าหนังสือบนชั้นนี้ล้วนเกี่ยวกับการแพทย์ ดูแล้ว ที่พ่อ ครัวเทพเป้ามีชื่อเสียงเลิศลํ้าด้านอาหารยาสมุนไพรเช่นนี้ คงเป็น เพราะชีวิตประจำวันของเขาไม่อาจแยกจากวิชาแพทย์ได้
เห็นได้ชัดว่าจะกินข้าวก็ค่อยพึ่งฝีมือการทำอาหาร แต่วิชา แพทย์นั้นจำเป็นต้องศึกษา
อวี๋หวั่นพลิกหน้าตำราการแพทย์โบราณอย่างสนอกสนใจ จน มีเสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดินด้านนอก อวี๋หวั่นจึงจำใจปิดหนังสือ แล้ววางกลับเข้าชั้น
พ่อครัวเทพเป้าเดินเข้ามาอย่างกะปรี้กะเปร่า อายุเขาก็ไม่นับ ว่าน้อย แต่ร่างกายยังคงแข็งแรงเช่นนี้ อวี๋หวั่นไม่นึกสงสัยใน อาหารยาสมุนไพรของเขาเลย
“พ่อครัวเทพเป้า” อวี๋หวั่นเอ่ยทักทายโดยไม่ได้รู้สึกกังวล
“อืม” พ่อครัวเทพเป้าตอบรับเบาๆ
สาวใช้ยกนํ้าขิงเข้ามา อวี๋หวั่นดื่มนํ้าขิง ขณะที่เธอส่งถ้วยคืน สาวใช้ หนังสือเล่มหนึ่งก็ตกลงมาข้างเท้าของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นก้มลงไปหยิบหนังสือขึ้นมา ด้านในมีกระดาษแผ่นปลิว ออกมา
“นี่คืออะไร?” อวี๋หวั่นถามพลางหยิบกระดาษที่ปลิวออกมา
ดูแล้วกระดาษแผ่นนี้น่าจะเก่าพอสมควร ตัวอักษรบน กระดาษก็เลือนราง ทว่ายังพอมองออกว่าเป็นรายชื่อชุดหนึ่ง
“ข้าตั้งชื่อให้ลูกชาย” พ่อครัวเทพเป้ากล่าว
อันที่จริงพ่อครัวเทพเป้ามาฟังเรื่องเล่าของอวี๋หวั่น แต่เมื่อพูด ถึง ‘ลูกชาย’ ขึ้นมา บรรยากาศในห้องก็แปลกไปทันที
แน่นอนว่าอวี๋หวั่นรู้เรื่องที่ลูกชายของเขาหายตัวไป เรื่องนี้ ไม่ใช่ความลับอะไร อวี๋หวั่นเดาว่าเขาเองก็รู้ว่าเธอรู้เรื่องนี้ ถึงได้พูด ออกมาตรงๆ
“น่าจะเกิดปีนั้นแหละนะ” พ่อครัวเทพเป้าพูดต่อ
อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าจะพูดต่อว่าอย่างไร เธอจึงเสียบกระดาษกลับไป ในหนังสือ แล้วเก็บหนังสือกลับขึ้นชั้น
ขณะที่อวี๋หวั่นตัดสินใจขอตัวกลับ พ่อครัวเทพเป้าก็เอ่ยขึ้นว่า “เขียนเอาไว้ตั้งมาก น่าเสียดายที่ไม่ได้ใช้”
สาวใช้ถือชามเดินออกไป อวี๋หวั่นยังคงยืนอยู่ในห้องหนังสือ ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อหรือกลับไปดี เธอไม่ถนัดจัดการกับสถานการณ์ เช่นนี้ ถ้ารู้ว่าคำถามของเธอจะโยงถึงเรื่องราวอันน่าเจ็บปวดของ พ่อครัวเทพเป้า ไม่ว่าอย่างไรเธอก็คงไม่หยิบหนังสือมาเปิดดู
บทที่ 12.2 จดจำได้ (2)
“เจ้าจะไม่ปลอบใจข้าหน่อยหรือ?” พ่อครัวเทพเป้ากล่าวด้วย ความขุ่นเคือง พลางมองไปยังอวี๋หวั่นซึ่งไม่รู้สึกสะทกสะท้านอันใด
อวี๋หวั่น “เอ่อ…”
พูดมาเสียยาวเหยียด ที่แท้ระบายความในใจเช่นนี้ ก็เพราะ อยากให้ปลอบหรอกหรือ?
อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไร
“พ่อครัวเทพเป้า” อวี๋หวั่นเค้นสมองอย่างหนัก แล้วถอนหาย ใจเบาๆ “ที่จริงแล้วคนที่สูญเสียคนในครอบครัวไปไม่ได้มีแค่ท่าน ท่านพ่อข้าเขาก็…ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของปู่ข้า เขาพรากจากครอบครัว ตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าคนที่บ้านไม่ต้องการเขา หรือว่าเพราะเหตุผลอื่น แต่สรุปว่าตอนนี้พ่อข้าก็โตแล้ว มีลูกสองคนแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าพ่อ แม่ผู้ให้กำเนิดตัวเองคือใคร”
“หึ! ลูกข้าอายุสองเดือนก็หายไปแล้ว”
“พ่อข้าก็ถูกเก็บมาตอนที่ยังอยู่ในห่อผ้าเหมือนกัน”
“ลูกข้าขาดสารอาหาร อ่อนแอมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่”
“พ่อข้าก็ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนกัน! ท่านลุงใหญ่บอกว่า พ่อข้าป่วยบ่อย เกือบจะเลี้ยงไม่โตแล้ว!”
“นายท่านกับแม่นางท่านนั้นเล่า?” บ่าวหนุ่มยกจานขนมซึ่ง เพิ่งทำเสร็จมา พร้อมกับเอ่ยถามน้องสาว
สาวใช้ชี้ไปยังห้องหนังสือ “อยู่ด้านใน กำลังแข่งว่าใครน่า เวทนากว่ากันอยู่”
บ่าวหนุ่ม “…”
“ข้าๆๆ …ลูกชายข้าน่าสงสารกว่าพ่อเจ้า!”
“ใครบอกกัน? พ่อข้าไปออกรบ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้! ตอนที่เขาไป ท่านแม่ข้ายังท้องอยู่เลย เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองมี ลูก!”
พ่อครัวเทพเป้าสู้ไม่ได้จึงหยุดพูด
บ่าวหนุ่มใช้โอกาสนี้นำขนมเข้าไปวาง ไม่กล้ามองใบหน้าอัน โมโหโกรธาของเจ้านายบ้านตน แล้วค่อยๆ ย่องออกไป
อวี๋หวั่นนั่งลงบนเก้าอี้ หยิบขนมมันม่วงขึ้นมาค่อยๆ กิน
พ่อครัวเทพเป้าโกรธตาเขียว เขานั่งลงฝั่งตรงข้าม หยิบขนม มันม่วงขึ้นมาแล้วกัดด้วยความขุ่นเคือง
คนหนึ่งนิ่งสงบ อีกคนเคลื่อนไหว คนหนึ่งกินช้า อีกคนหนึ่ง กินเร็ว กินได้เพียงครึ่งเดียว ก็คล้ายกับจะนึกอะไรบางอย่างออก พร้อมกัน พวกเขาหยุดขนมในมือ แล้วมองไปยังอีกฝ่าย
“พ่อเจ้าอายุเท่าไหร่?”
“ลูกชายท่านอายุเท่าไหร่?”
ทั้งคู่เอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน
“สามสิบสี่?”
“สามสิบห้า!”
ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
อวี๋หวั่นเคยชินกับการนับอายุแบบโลกปัจจุบัน แต่พ่อครัวเทพ เป้ายังใช้การนับอายุแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด คำตอบก็ เหมือนกัน
อวี๋หวั่นพูดต่อ “พ่อข้าถูกเก็บได้ในฤดูใบไม้ผลิ”
พ่อครัวเทพเป้าพูดว่า “ลูกข้าเกิดเดือนหนึ่ง”
เกิดเดือนหนึ่ง หายไปตอนอายุสองเดือน บังเอิญว่าเป็นฤดู ใบไม้ผลิจริงด้วย
อวี๋หวั่นกะพริบตาปริบๆ “คะ…คงไม่ได้บังเอิญขนาดนั้น หรอก?”
พ่อครัวเทพเป้าพยายามรักษาความเยือกเย็น ทว่าตัวของเขา สั่นเล็กน้อย “ตอนที่…ตอนที่พ่อเจ้าถูกเก็บมา ในห่อผ้ามีของอะไร หรือ?”
“ตำราอาหารเล่มหนึ่ง” อวี๋หวั่นตอบ
พ่อครัวเทพเป้าตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาของเขาเป็นประกาย เขายก
มือสั่นๆ ขึ้นมา “ตะ…ตอนที่ลูกชายข้าหายตัวไป ตำราอาหาร…ก็ หายไปด้วย…”
แม้แต่เรื่องนี้ก็ตรงกัน…ที่แท้ลูกชายที่หายตัวไปของพ่อครัว เทพเป้าก็คือพ่อของเธอหรือ?
พ่อของเธอไม่ได้ถูกคนที่บ้านทอดทิ้ง คนที่บ้านตามหาเขามา ตลอด ตามหาไปสุดหล้าฟ้าเขียว ตามหาจนแก่เฒ่าก็ยังไม่หยุด ตามหา…
“ระ…รีบ…รีบพาข้าไปหาพ่อเจ้าเร็ว…” พ่อครัวเทพเป้า กล่าวอย่างร้อนรน
อวี๋หวั่นพยายามใจเย็น “พ่อครัวเทพเป้า พ่อข้าไปรบ”
พ่อครัวเทพเป้าชะงัก ประหนึ่งมีนํ้าเย็นทั้งกะละมังราดรดลง มา
อวี๋หวั่นจึงพูดว่า “แต่ว่าตำราอาหารเล่มนั้นยังอยู่ ท่านแค่เห็น ตำราเล่มนั้น ก็น่าจะรู้แล้วว่าพ่อข้าเป็นลูกชายของท่านจริงหรือ ไม่”
จะรีบตัดสินตอนนี้ก็ออกจะเร็วไปสักหน่อย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือตำราอาหาร หากของสิ่งนั้นยังตรงกันอีก ก็นับว่าเรื่องนี้ คลี่คลายแล้ว
พ่อครัวเทพเป้าตามหามานานหลายปี ไม่เคยพบผู้ใดที่มี ลักษณะตรงกับลูกชายของเขาทุกประการ คนที่มีลักษณะตรงกัน
กลับมีตำราที่ไม่ตรงกับเล่มที่หายไป ดังนั้นสิ่งที่อวี๋หวั่นพูดจึงนับว่า ถูกต้อง บัดนี้จะดีใจก็ออกจะเร็วไปสักหน่อย
“มีคนแสร้งเป็นลูกชายของท่านหรือ?” อวี๋หวั่นถามหยั่งเชิง
พ่อครัวเทพเป้าเงียบ ไม่เพียงแค่มี ทว่ามีจำนวนมาก วันนี้ก็มี หนึ่งคน เขารู้ว่าแปดเก้าส่วนล้วนโกหก
“จะมาหลอกลวงข้า ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” พ่อครัวเทพเป้า กล่าวอย่างขึงขัง
อวี๋หวั่นพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี ข้าก็หวังว่าข้าคงไม่ได้หาญาติ ผิดคนให้เขา”
……
อวี๋หวั่นกล่าวลาพ่อครัวเทพเป้า แล้วกลับมายังถนนฉีหลิน
ไป๋ถังเดินอยู่กับอวี๋เฟิงครู่หนึ่ง เมื่อหันมาแล้วไม่พบอวี๋หวั่น ก็ ตื่นตกใจจนต้องตามหาให้วุ่น อวี๋หวั่นมาพบกับทั้งคู่ข้างสระนํ้า
“ไอ้หยา เจ้านี่นะ…” ไป๋ถังหายใจหอบ
“เจ้าหายไปไหนมา?” อวี๋เฟิงถามด้วยนํ้าเสียงกล่าวโทษ
อวี๋หวั่นตอบตามความจริง “เมื่อครู่ข้าเจอพ่อครัวเทพเป้า”
“อะไร? ใครนะ?” ปฏิกิริยาตอบสนองของไป๋ถังเมื่อได้ยินชื่อนี้ รวดเร็วกว่าอวี๋เฟิงมาก สมกับที่ทำกิจการภัตตาคาร
“พ่อครัวเทพเป้า” อวี๋หวั่นตอบ
ไป๋ถังพูดต่อว่า “พ่อ…พ่อครัวเทพเป้าแห่งหอเทียนเซียง?”
อวี๋หวั่น “อื้ม”
ไป๋ถังตะลึงจนอ้าปากค้าง
อวี๋หวั่นมิได้เห็นไป๋ถังเป็นคนนอก ดังนั้นจึงเล่าเรื่องที่พบกับ พ่อครัวเทพเป้าให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด เพียงแต่ละเรื่องที่ตน เจอกับเหยียนหรูอวี้ ไม่ใช่เพราะเล่าไม่ได้ แต่เป็นเพราะขี้เกียจเล่า ต่างหาก
“อา…พ่อเจ้า…พ่อเจ้าคือลูกชายของพ่อครัวเทพเป้า?” เป็น ครั้งแรกที่ไป๋ถึงได้ยินอวี๋หวั่นบอกว่าพ่อของเธอไม่ใช่ลูกในไส้ของ นายท่านอวี๋ ข้อมูลนี้ออกจะหนักอึ้งเกินไปสักหน่อย ที่หนักไปกว่า นั้นคือพ่อของพ่อของอวี๋หวั่น ที่แท้ก็คือพ่อครัวเทพเป้าซึ่งพวกเขา ทาบทามแล้วทาบทามอีกแต่ก็ไม่เป็นผล คุณหนูไป๋ผู้ซึ่งมีปฏิภาณ ไหวพริบ บัดนี้ได้พูดจาติดอ่างเป็นที่เรียบร้อย
ปฏิกิริยาตอบสนองของอวี๋เฟิงก็มิได้ดีไปกว่านางเท่าไรนัก ต่อ ให้รู้ว่าอาสามไม่ใช่คนสกุลอวี๋โดยกำเนิด แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะ เป็นคนสกุลเป้ากันเล่า…
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “ในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป… เรื่องทั้งหมด ต้องรอให้พ่อครัวเทพเป้ามาดูหลักฐานแล้วค่อยว่า กัน”
ไป๋ถังกล่าวว่า “แต่ถ้าเขาเป็นปู่ของเจ้าจริง เจ้าก็จะได้รับ
มรดกจากเขา”
มรดกของพ่อครัวเทพเป้า เป็นสิ่งที่ผู้คนต่างอดรู้สึกอิจฉาไม่ ได้ เด็กคนนี้โชคดีเกินไปแล้ว!
ไป๋ถังก็รู้สึกริษยาเล็กน้อย
…………….
ลุงใหญ่หลับจนถึงกลางดึก อวี๋เฟิงเล่าเรื่องของพ่อครัวเทพ เป้าให้พวกลุงใหญ่ฟัง ลุงใหญ่ตกใจจนนอนไม่หลับไปอีกครึ่งค่อน คืน แม้แต่เรื่องที่ตนอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงดูไม่ละม้ายคล้ายกับ โรงเตี๊ยมก็ลืมถามไปเสียสนิท
เมื่อฟ้าสาง ลุงใหญ่ก็เร่งเร้าให้อวี๋หวั่นและอวี๋เฟิงพากลับ หมู่บ้าน
“อะไรนะ? เจอครอบครัวของน้องสามแล้วหรือ?” ณ บ้านเดิม ป้าสะใภ้ใหญ่ซึ่งได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากลุงใหญ่ ก็ตะลึงงันจน ตาโต
“ครอบครัวของอาสามยังอยู่อีกรึ?” อวี๋ซงเลิกคิ้ว
ป้าสะใภ้ใหญ่ตบด้านหลังศีรษะบุตรชาย!
ป้าสะใภ้ใหญ่พูดว่า “เรื่องนี้ต้องบอกน้องสะใภ้หรือไม่เล่า?”
ลุงใหญ่จึงบอกกับป้าสะใภ้ใหญ่ว่า “อาหวั่นบอกแม่นางแล้ว ตอนนี้ก็ยังยืนยันไม่ได้ อีกครู่เขาจะมา พวกเจ้าก็อย่ากลัวเขาแล้ว กัน”
กล่าวถึงตรงนี้ รถม้าของพ่อครัวเทพเป้าก็เคลื่อนมาถึงหน้า บ้าน ป้าสะใภ้ใหญ่วางมือจากงานที่กำลังทำ แล้วไปชงชา ทอด ขนม ทำเล่าปิ่ง[1] เนื้อพะโล้สองสามจิน อาหารทั้งหมดล้วนแต่ ถูกนำมาจัดวางลงบนโต๊ะจนเต็มประหนึ่งเป็นอาหารเย็นในคืนส่ง ท้ายปี
แน่นอนว่าก็เพื่อเฉลิมฉลองที่รู้ว่าน้องสามมิได้ถูกทอดทิ้ง แล้วก็เพื่ออีกฝ่ายที่ลำบากลำบนตามหาน้องสามมานาน
แต่เพื่อที่จะลดความยุ่งยาก ลุงใหญ่ก็มิได้ป่าวประกาศออกไป ว่าอีกฝ่ายคือพ่อครัวเทวดาผู้มีชื่อเสียงระบือไกล ป้าสะใภ้ใหญ่และ อวี๋ซงจึงคิดว่าเขาเป็นเพียงชายชราทั่วไป
ป้าสะใภ้ใหญ่เชื้อเชิญพ่อครัวเทพเป้าเข้าบ้าน แล้วพูดกับบุตร สาวว่า “นี่คือท่านปู่เป้า”
เจินเจินร้อง ‘โอ้’ แล้วหยิบขนมที่กัดไปแล้วครึ่งหนึ่งจากปาก ออกมา “ท่านปู่ กิน”
เถี่ยตั้นน้อยก็มาแล้วเช่นกัน เมื่อเขาเข้ามา ก็เห็นว่ามีชายชรา ผมสีดอกเลานั่งอยู่ “ป้าสะใภ้ใหญ่ บ้านเรามีแขกมาหรือ?”
เขาเดินไปเบื้องหน้าของพ่อครัวเทพเป้า แล้วพูดอย่างรู้ มารยาทว่า “สวัสดีขอรับท่านปู่ ข้าชื่อเถี่ยตั้นน้อย!”
พ่อครัวเทพเป้ามองเจินเจิน แล้วก็มองไปยังเถี่ยตั้น สีหน้า ตกใจอยู่บ้าง
เมื่ออวี๋หวั่นพยุงนางเจียงเข้ามา ลุงใหญ่ก็หยิบตำราอาหาร ออกมาพอดี “ผู้อาวุโสเป้า ท่านดูว่าใช่เล่มนี้หรือไม่”
สองแม่ลูกหยุดฝีเท้าลง สายตามองไปยังพ่อครัวเทพเป้า พร้อมกัน
พ่อครัวเทพเป้าสูดหายใจเข้าลึกๆ มือสั่นเทิ้มค่อยๆ เปิดตำรา เล่มนั้น
………………………………………….
[1] เล่าปิ่ง ขนมจำพวกแป้ง ทำจากแป้งสาลี มีลักษณะเป็นแผ่นคล้าย
โรตี