หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 13.1 จดจำได้ (1)
ตัวอักษรในตำราค่อนข้างเลือนราง แต่ถ้าหากเป็นลายมือของ ตนเอง ก็คงจะจดจำได้ไม่ยาก
พ่อครัวเทพเป้าพลิกดูหน้าแรกก็ชะงักไป
ทุกคนล้วนจับจ้องเขาด้วยความวิตก ก่อนที่เขาจะหยิบตำรา เล่มนี้ออกมา คนสกุลอวี๋ต่างตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าอวี๋เซ่าชิงเป็นลูกชายที่หายสาบสูญของ พ่อครัวเทพเป้า ทว่าวินาทีที่ส่งหลักฐานให้พ่อครัวเทพเป้านั้น ในใจ ก็พลันรู้สึกตุ๊มๆ ต่อมๆ ขึ้นมา
ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ล้วนเหงื่อตกไปตามๆ กัน
อวี๋เฟิงไม่กล้าส่งเสียง แม้แต่อวี๋ซงผู้ซึ่งงอแงอยู่เป็นนิจ ก็ตั้ง ตารออย่างใจจดใจจ่อ
เถี่ยตั้นน้อยและเจินเจินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นผู้ใหญ่ กำลังเคร่งเครียด พวกเขาทั้งสองก็นั่งเงียบเชียบอย่างรู้ความ
อวี๋หวั่นจับมือนางเจียงแน่น
พ่อครัวเทพเป้าอ่านตำราเล่มนั้นอยู่นานเท่าไร สายตาของแม่ ลูกทั้งสองก็จับจ้องอยู่ที่เขานานเท่านั้น
ในห้อง ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง เถี่ยตั้นน้อยรู้สึกคันจมูกและจาม
ออกมา พ่อครัวเทพเป้าจึงจะได้สติกลับมา เขาค่อยๆ ปิดตำราเก่า คราครํ่านั้นลง
ลุงใหญ่เอ่ยถามด้วยคอแห้งผากว่า “ปะ…เป็นอย่างไร? เป็น ของที่ท่านวางเอาไว้ในห่อผ้าหรือไม่?”
แน่นอนว่าพ่อครัวเทพเป้าไม่ได้วางของเอาไว้ในห่อผ้าด้วย ตนเอง ลุงใหญ่ถามเช่นนี้ก็เพราะเขากังวลจนพูดจาสะเปะสะปะ เมื่อคืนอวี๋หวั่นได้สืบสาวราวเรื่องจากพ่อครัวเทพเป้าแล้ว ในปีนั้น มารดาของฮูหยินผู้เฒ่าเป้าล้มป่วย หมอบอกว่ามิอาจยื้อชีวิตนาง ได้แล้ว ทั้งครอบครัวจึงพาบุตรชายวัยทารกในห่อผ้าไปพบหน้า นางเป็นครั้งสุดท้าย ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อไปถึง อาการป่วยของมา รดาฮูหยินผู้เฒ่าเป้ากลับดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น
มารดาของฮูหยินผู้เฒ่าเป้ารั้งให้บุตรสาวและหลานชายอยู่ต่อ อีกสักพัก ด้วยเหตุผลเรื่องงาน พ่อครัวเทพเป้าจึงกลับมาก่อน
ระหว่างทางที่ฮูหยินผู้เฒ่าเป้าพาบุตรชายเดินทางกลับนั้น ก็ เกิดนํ้าท่วม นํ้าซัดจนสะพานขาด องครักษ์ว่ายนํ้าเป็น จึงช่วยฮู หยินผู้เฒ่าเป้าและบุตรชายขึ้นฝั่ง น่าเสียดายที่หลังจากนั้นสอง แม่ลูกก็ถูกขโมยของไปอีก ขณะที่กำลังตกใจกลัว นางก็เป็นลมไป เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่าบุตรชายและสัมภาระต่างๆ ล้วนหายไปหมด
และตำราอาหารยาซึ่งมูลค่ามิอาจประเมินได้ก็อยู่ในสัมภาระ เหล่านั้นด้วย
ขโมยเงินไป แต่เหลือตำราอาหารยาเอาไว้ มิใช่เรื่องน่าแปลก
ใจ
“พ่อเจ้า…เก็บน้องสามของเจ้าได้ที่ไหนหรือ?” พ่อครัวเทพ เป้าเอ่ยถามพร้อมกับมองไปยังลุงใหญ่
ลุงใหญ่ตอบว่า “ที่ตำบลหลิ่ว”
ตำบลหลิ่วอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหลวง ห่างออกไปประมาณ หนึ่งร้อยหลี่ ในตอนนั้นนายท่านสกุลอวี๋เป็นคนงานระยะยาวใน ตำบลหลิ่ว ระหว่างทางผ่านหุบเขา ก็เห็นเด็กนอนอยู่ข้างทาง
ลุงใหญ่เอ่ยถามด้วยความประหม่า “น้องสามของข้าเป็นลูก ของท่านหรือไม่?”
พ่อครัวเทพเป้าหลับตาลง พยายามควบคุมความรู้สึกท่วมท้น ในอก ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ตอบว่า
“…ใช่!”
หัวใจของคนสกุลอวี๋ซึ่งลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม บัดนี้ได้กลับขึ้นมาอยู่ ที่เดิมแล้ว จากนั้นคลื่นแห่งความปีติยินดีก็โหมซัดใส่พวกเขา น้อง สามไม่ได้ถูกทิ้ง พวกเขาพบครอบครัวของน้องสามแล้ว อีกทั้งยัง เป็นพ่อที่รักเขาสุดใจ…
ขอบตาของลุงใหญ่แดงกํ่า
ป้าสะใภ้ใหญ่หันหลังกลับไปปาดนํ้าตา
อวี๋หวั่นมองไปยังพ่อครัวเทพเป้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ป้าสะใภ้ใหญ่เห็นท่าทางตื่นตะลึงของอวี๋หวั่น นางก็หัวเราะ แล้วดึงเธอเข้ามา “ตกใจอะไรกัน? รีบเรียกท่านปู่สิ!”
เถี่ยตั้นน้อยยังคงงุนงง ผู้ใหญ่เป็นอะไรกัน? ร้องไห้แล้วก็ หัวเราะ!
“แล้วก็เจ้า!” ป้าสะใภ้ใหญ่ตบไหล่เถี่ยตั้นน้อยเบาๆ “เรียกท่าน ปู่เร็ว!”
“ข้าเรียกไปแล้วนะ!” เถี่ยตั้นน้อยพูดอย่างไม่เข้าใจ
เด็กยังเล็กอยู่ ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี จึงพูด ด้วยความร้อนรนว่า “เรียกอีกครั้งหนึ่งสิ!”
“อ้อ” เถี่ยตั้นน้อยเชื่อฟัง เขามองไปยังพ่อครัวเทพเป้า แล้ว พูดเสียงใสว่า “ท่านปู่”
พ่อครัวเทพเป้ายกมือย่นๆ ขึ้นมาจับใบหน้าเล็ก แล้วกล่าว เสียงสั่นว่า “…เจ้าชื่ออะไร?”
เถี่ยตั้นน้อยยืดอก “เถี่ยตั้น!”
“ดีๆ!” พ่อครัวเทพเป้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยน นํ้าตาใสเอ่อ ล้นที่ขอบตา
“นี่คืออาหวั่น” ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวแนะนำอย่างตื่นเต้น
พ่อครัวเทพเป้ามองไปยังอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นยิ้ม “ท่านปู่”
พ่อครัวเทพเป้าขอบตาแดงกํ่า
ป้าสะใภ้ใหญ่ดึงนางเจียงเข้ามา “นี่คือเสี่ยวเจียง ภรรยาของ น้องสาม!”
สายตาของพ่อครัวเทพเป้าไปตกอยู่บนใบหน้าซึ่งละม้ายคล้า ยกับอวี๋หวั่น
ป้าสะใภ้ใหญ่รีบพูดว่า “เสี่ยวเจียงเป็นคนเมืองหลวง รู้งาน และมีความสามารถ นิสัยดี น้องสามแต่งงานกับนาง นับว่าโชคดี มาก!”
พ่อครัวเทพเป้าพยักหน้าพร้อมกับกล่าวเสียงสั่นว่า “ดีๆ”
“ไอ้หยา” ป้าสะใภ้ใหญ่หันหลังไปปาดนํ้าตา “น่าเสียดายที่น้อง สามยังไม่กลับมา รอเขากลับมา พวกเราจะได้พร้อมหน้าพร้อมตา กัน!”
“เขาไปรบหรือ…” พ่อครัวเทพเป้าอึ้งไป
เรื่องนี้ อวี๋หวั่นเคยบอกกับพ่อครัวเทพเป้าไปแล้ว
ลุงใหญ่ซึ่งเพิ่งจะตั้งสติได้เอ่ยขึ้นว่า “น้องสามมีชะตาเป็นของ ตัวเอง เขาจะต้องกลับมาได้อย่างแน่นอน!”
…….
นอกจากเจินเจินและเถี่ยตั้นน้อยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่ เหลือล้วนดีใจอย่างยิ่งยวด ป้าสะใภ้ใหญ่ฆ่าไก่หนึ่งตัว ไก่ตัวนั้นมิใช่ ไก่ของบ้านพวกเขา เพราะเมื่อนางคิดจะฆ่าพวกมัน ไหนเลยจะรู้ว่า
เมื่อเข้าไปในเล้าไก่ ก็พบว่าไก่ป่าทั้งสองตัวล้วนนอนสภาพร่อแร่อยู่ ที่พื้น
นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อครู่ยังกระโดดโลดเต้นอยู่ดีๆ บัดนี้ กลับดูประหนึ่งไก่ป่วย!
ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่กล้าฆ่าไก่ซึ่งป่วยเป็นโรค ดังนั้นจึงไปขอซื้อแม่ ไก่แก่หนึ่งตัวจากป้าหลัวบ้านข้างๆ
อวี๋เฟิงเข้าตัวตำบลไปซื้อเนื้อซี่โครงชั้นดี อวี๋ซงขึ้นเขาไปจับ ปลาหลี่อวี๋ตัวใหญ่อวบอ้วนในสระมา และอวี๋หวั่นก็ไปขุดหน่อไม้ใน สวนหลังบ้าน
เป็นลุงใหญ่ที่เข้าครัว
แม้จะดูเหมือนเป็นการแสดงฝีมือต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญอย่าง พ่อครัวเทพเป้า แต่เขาก็ไม่อาจให้ผู้อาวุโสลงมือเองมิใช่หรือ?
ลุงใหญ่ตุ๋นหน่อไม้กับไก่หนึ่งหม้อ ทำปลานึ่งขิงซอยหนึ่งจาน เนื้อสามชั้นนํ้าแดงหนึ่งชาม และขาหมูรมควันอบรากบัว กลิ่น หอมรันจวนใจพวยพุ่งออกมาจากห้องครัว
หลังจากเฉลิมฉลองวันสิ้นปี สกุลอวี๋ก็มิได้มีอาหารหลาย หลากชนิดเช่นนี้มานาน
ลุงใหญ่ยังคลุกถั่วงอก และผัดกุยช่ายกับถั่วปากอ้า
อวี๋หวันเป็นคนกตัญญู จึงเข้าครัวด้วยตนเองเช่นกัน เธอทำ นํ้าแกงฟักกับลูกชิ้น
พ่อครัวเทพเป้าไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาคึกคักเช่นนี้ มานานแล้ว ก่อนหน้านี้ยังมีภรรยา แต่หลังจากภรรยาเสียไป ก็ทิ้ง ให้เขาโดดเดี่ยวและเหงาหงอยแต่เพียงผู้เดียว
พ่อครัวเทพเป้ามองไปยังอาหารบนโต๊ะ แต่รออยู่เนิ่นนานก็ยัง มิได้ขยับตะเกียบ
อวี๋หวั่นคีบหมูสามชั้นนํ้าแดงให้เขา “ลุงใหญ่ข้าเชี่ยวชาญการ ทำเนื้อพะโล้เป็นที่สุด เนื้อสามชั้นจานนี้นำไปต้มพะโล้ก่อน แล้วจึง นำไปผัด ไม่มันแม้แต่นิดเดียว ท่านลองชิมดู”
หมูสามชั้นตุ๋นจนเปื่อย หนังหมูใสดุจแก้ว นุ่มแต่เด้ง รสชาติ ของนํ้าตาลกรวดและเนื้อต้มเค็มผสมผสานกันอย่างลงตัว มันแต่ ไม่เลี่ยน หวานแต่ไม่หวานแหลม
แต่สิ่งที่ตราตรึงใจมิใช่รสชาติของอาหาร หากแต่เป็นรสชาติ ของความเป็นครอบครัวที่อยู่ในอาหารนั่นเอง
พ่อครัวเทพเป้ากินไปพลางรู้สึกอยากร้องไห้
“ท่านลองชิมที่ข้าทำสิ!” อวี๋หวั่นคีบฟักและลูกชิ้นให้เขา
พ่อครัวเทพเป้าตัดสินใจลองชิม
หลังจากกินเข้าไป เขาก็รู้สึกอยากร้องไห้
ไอ้หยา…ไฉนรสชาติจึงแย่เช่นนี้!
……
หลังจากที่อวี๋ซงเริ่มคุ้นเคยแล้วก็ร่าเริงขึ้นมา เริ่มพูดจาไร้ สาระจนป้าสะใภ้ใหญ่ต้องไล่ตีเขาอีกครั้ง อวี๋ซงกุมหัววิ่งหนี ส่วนป้า สะใภ้ใหญ่ก็ถือไม้กวาดวิ่งไล่ตาม ในลานบ้านวุ่นวายกันเสีย ยกใหญ่!
ไก่ที่ ‘ป่วย’ ก็ตีปีกพลางดูเหตุการณ์
“กะต๊ากกก”
ป้าสะใภ้ใหญ่ไล่ไปไล่มาก็รู้สึกแปลกๆ จึงรีบหันไปมอง “เอ๋? ไก่ หายป่วยแล้วรึ?”
ไก่ทั้งสองตัวกลอกตา แล้วล้มตึงลงไปบนพื้นอีกครั้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่ “…”
ฟ้ามืดแล้ว ลุงใหญ่ให้พ่อครัวเทพเป้าพักอยู่ที่บ้านก่อน โชคดี ที่คนสกุลกัวย้ายออกไปแล้ว จึงมีห้องว่าง “…เดิมทีเป็นห้องของ น้องสาม หลังจากที่พวกเขาย้ายบ้านไป ห้องนี้ก็ว่างลง ท่านได้ โปรดอย่ารังเกียจ พักอยู่สักคืนเถิด”
ห้องของลูกชาย คนเป็นพ่อไหนเลยจะไม่อยากพักอยู่สักหน่อย
เป็นเช่นนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของลุงใหญ่ พ่อครัวเทพเป้าซึ่ง กำลังก้าวขาข้ามธรณีประตูออกไปก็หยุดชะงัก เขามองไปยังห้องที่ ลุงใหญ่ชี้ไปด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ท่านปู่ ท่านพักอยู่ก่อนเถอะ!” เถี่ยตั้นน้อยจูงมือท่านปู่ ป้า
สะใภ้ใหญ่ให้เถี่ยตั้นน้อยใกล้ชิดสนิทสนมกับปู่ของเขา เถี่ยตั้นน้อย เป็นเด็กรู้ความ ตลอดทั้งบ่ายก็ตามติดเขาตลอด
“อยู่ก่อน” เจินเจินพูดตามเถี่ยตั้น
พ่อครัวเทพเป้ามองเด็กน้อยน่ารักทั้งสอง สายตาของเขาก็ อ่อนโยนขึ้นมาทันที
“ท่านปู่”
‘ปู่จะไปแล้ว วันหลังค่อยมาหาพวกเจ้า’ คำพูดนี้ยังมิทันได้พูด ออกไป ระฆังก็ดังขึ้น เสียงดังอึ้ออึงก็ดังมาจากหน้าหมู่บ้าน พ่อ ครัวเทพเป้าสีหน้านิ่ง และหันไปมองตามต้นเสียง ก็พบว่าชาวบ้าน ไม่น้อยกำลังวิ่งมาอย่างหน้าตาตื่น
“เกิดอะไรขึ้น? ดึกดื่นป่านนี้ ใครเคาะระฆังอีก?”
ป้าสะใภ้ใหญ่ที่กำลังเก็บครัวอยู่เดินออกมาด้วยสีหน้าตื่น ตระหนก
คนสกุลอวี๋สัมผัสได้ถึงลางไม่ดี ชาวบ้านมักไม่เคาะระฆัง แต่ เมื่อเคาะระฆังก็หมายความว่าต้องมิใช่เรื่องเล็ก…
“ไอ้หยา! แย่แล้วละ!”
เสียงร้องดังกังวานของป้าไป๋ดังมาจากหน้าหมู่บ้าน
“ข้าจะไปดู!” อวี๋หวั่นวางไม้กวาดลง
“ข้าไปเองดีกว่า!” อวี๋เฟิงบอก
ทว่าอวี๋ซงกลับเร็วกว่าพี่ชายก้าวหนึ่ง เขาวิ่งพรวดออกไป ประหนึ่งสายฟ้า แต่วิ่งไปได้เพียงไม่เท่าไร ก็วิ่งกลับมาพร้อมกับ ใบหน้าขาวซีด เขารีบปิดประตูลงกลอนทันที
อวี๋เฟิงกำลังรอฟังว่าเกิดอะไรขึ้นก็ขมวดคิ้ว กล่าวว่า “เกิด อะไรขึ้น?”
อวี๋ซงตั้งสติ “มะ…มีคนมาเยอะแยะเลย! ”
“ไอ้หยา…”
เป็นเสียงร้องของป้าจาง
“พวกเจ้าทำอะไร! ปล่อยข้านะ!”
เป็นเสียงร้องของชุ่ยฮวาซึ่งกำลังขัดขืน
“อุแว้…”
ทั้งยังมีเสียงร้องของเด็กดังขึ้นอีก เสียงดังระงมจนจำแนกไม่ ออกว่าเป็นเสียงของใคร
“พวกอันธพาลจากหมู่บ้านซิ่งฮวามาอีกแล้วหรือ?” ป้าสะใภ้ ใหญ่กล่าวด้วยความโกรธ
“ไม่รู้ว่า…” อวี๋ซงเอ่ยขึ้น
ทันใดนั้น อวี๋หวั่นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของม้า ไม่ใช่เพียงหนึ่งตัว หากแต่เป็นหนึ่งฝูง นี่ต้องไม่ใช่คนจากหมู่บ้านซิ่งฮวาอย่าง แน่นอน หมู่บ้านซิ่งฮวาไม่ได้มีเงินมากพอที่จะซื้อม้าจำนวนมากถึง
เพียงนี้
อวี๋หวั่นจับมือน้องชายและน้องสาว “ท่านแม่ ท่านลุง ท่านป้า สะใภ้ใหญ่ พวกท่านพาเถี่ยตั้นกับเจินเจิน แล้วก็ท่านปู่เข้าบ้าน ก่อน อย่าเพิ่งออกมา”
สายไปแล้ว ประตูด้านหน้าถูกถีบเข้ามาเสียแล้ว
บทที่ 13.2 จดจำได้ (2)
ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่สองคนถือดาบใหญ่บุกเข้ามา พวกเขา ทำลายลานบ้านจนเละเทะ ดูจากเสื้อผ้า บวกกับเสียงฝีเท้าของม้า แล้ว อวี๋หวั่นนึกสงสัยว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับโจรลักม้าผู้ เป็นที่เล่าขาน
โจรลักม้าต่อกรได้ยากกว่าโจรทั่วไปเป็นไหนๆ โจรทั่วไปลัก ทรัพย์ แต่โจรลักม้าสามารถฆ่าคนได้
“พวกเจ้าปล่อยลูกข้า! ปล่อยเขานะ!”
เป็นเสียงร้องของชุ่ยฮวา
สือโถวถูกจับตัวไป เถี่ยตั้นน้อยกำหมัดแน่น
อวี๋หวั่นจับมือของเขาไว้ไม่ให้ขยับ
อวี๋ซงหยิบเสียมจากด้านข้าง อวี๋หวั่นส่งสายตาเป็นเชิงปราม ไม่ให้เขาผลีผลาม โจรลักม้าเพียงสองคนนั้นจัดการได้ง่าย แต่ด้าน นอกยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง ทางที่ดีไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น ควรรอให้ โอกาสมาถึงแล้วค่อยลงมือ อวี๋ซงทำได้เพียงดึงมือกลับที่เดิม
“พวกเจ้า มานี่!”
โจรลักม้าหนวดเฟิ้มหนึ่งในนั้นกวัดแกว่งดาบ ไล่คนสกุลอวี๋ ออกมาจากบ้าน
โจรร่างสูงใหญ่อีกคนหนึ่งยังอยู่ในบ้าน ดูเหมือนว่าเขากำลัง จะทำการรื้อค้นและทำลายข้าวของ
เมื่อคนสกุลอวี๋ออกมาจากบ้าน ก็พบว่ามีโจรลักม้าสิบกว่าคน ถือดาบเล่มใหญ่ กำลังค้นทรัพย์สินในแต่ละบ้าน อวี๋ซงเค้นกำปั้น เปียกชุ่ม โชคดีที่เขาไม่ได้ลงมือ มิเช่นนั้นหากถูกโจรจำนวนมากถึง เพียงนี้โจมตี พวกเขาก็คงไม่ได้ตายเพียงอย่างเดียว แต่อาจถูก ถลกหนังด้วย
ยังมีโจรลักม้าอีกสิบกว่าคนอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน นอกจากแม่ สามีของแม่หม้ายหลิวแล้ว คนที่เหลือล้วนถูกไล่ไปรวมกันที่หน้า หมู่บ้าน
ในตอนที่เหล่าโจรลักม้าเข้ามาในหมู่บ้าน นายพรานก็คิดต่อสู้ ผลก็คือเขาถูกโจรลักม้ารุมทำร้าย ชุ่ยฮวาก็ถูกถีบ สือโถวรีบเข้ามา ช่วยแม่ ก็ยังถูกเตะเช่นกัน
ชาวบ้านเห็นว่าโจรลักม้าน่ากลัวถึงเพียงนี้ ก็ไม่กล้าลุกขึ้นสู้
บุตรสาวอายุเจ็ดขวบของแม่หม้ายหลิวร้องไห้ด้วยความกลัว
โจรลักม้าก็บอกให้นางหุบปาก แต่นางก็มิอาจหยุดร้องไห้ มิ หนำซํ้ายังร้องไห้หนักกว่าเดิม โจรคนหนึ่งก็เดินไปเตะบุตรสาวของ แม่หม้ายหลิวอย่างไร้ความปรานี!
แม่หม้ายหลิวกอดบุตรสาวเอาไว้ในอ้อมอก
ทว่านางกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดดังที่คิดไว้ แม่หม้ายหลิว
ได้ยินเสียงร้องอย่างอัดอั้น ก็เห็นว่าหวังหมาจื่อถลาเข้ามารับลูก เตะแทนนาง
แม่หม้ายหลิวขอบตาแดงกํ่า
ไม่นาน คนสกุลอวี๋ก็ถูกผลักเข้าไปรวมกับฝูงชน
ลุงใหญ่ขอโทษขอโพยพ่อครัวเทพเป้า “ต้องขอโทษด้วย ลำบากท่านแล้ว หากรู้แต่แรก ข้าคงให้ท่านรีบกลับไปนานแล้ว”
พ่อครัวเทพเป้ามิได้ตอบ สายตาของเขาจับจ้องไปยังโจรลัก ม้าซึ่งกำลังรื้อค้นหมู่บ้าน
บรรดาโจรลักม้ากำลังปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการกับ ‘ชาว บ้าน’ อย่างไร
“บุรุษฆ่าทิ้ง สตรีขายทิ้ง!”
“แล้วเด็กเล่า?”
“ก็ขายทิ้งเสีย!”
“พี่ใหญ่ ดูเด็กคนนั้น”
โจรลักม้าสังเกตเห็นเถี่ยตั้นน้อยด้านหลังฝูงชน เด็กคนนี้มีด วงตาเป็นประกาย ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เครื่องหน้างดงาม ดวงตาสุก สกาวมีโทสะระคนอยู่
หัวหน้าโจรลักม้าตาลุกวาว “เก็บเขาเอาไว้เป็นโจรลักม้า!”
“พี่ใหญ่ ท่านดูสตรีผู้นั้น!” เขาหมายถึงนางเจียง ทว่าหัวหน้า
โจรลักม้ามิได้สังเกต เขากลับมองไปยังอวี๋หวั่นซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง
โจรลักม้าเดินตรงไปยังอวี๋หวั่น ทันใดนั้นเอง โจรลักม้าซึ่ง ทำการรื้อค้นบ้านสกุลอวี๋ก็ถือเนื้อพะโล้หอมฉุยชามหนึ่งออกมา “พี่ใหญ่! มีเนื้อด้วย!”
นี่เป็นเนื้อสามชั้นที่เหลือ ไม่มีนํ้าแดง จึงมีเพียงรสชาติของนํ้า พะโล้ แต่ก็สามารถทำให้นํ้าลายสอได้
หัวหน้าโจรสักม้ากัดเนื้อเข้าไปหนึ่งคำ “มารดามันเถอะ! อร่อย มาก! ยังมีอีกไหม?”
“ยังมีอีกๆ!” โจรร่างสูงใหญ่วิ่งเข้าไปในบ้าน หยิบชามอาหารที่ เหลือในตู้กับข้าวออกมาทั้งหมด กับข้าวเริ่มเย็นแล้ว แต่ว่ารสชาติ ยังนับว่าดีอยู่ หัวหน้าโจรลักม้ามีชีวิตมาจนถึงป่านนี้ ยังไม่เคยได้ กินอาหารที่เลิศรสถึงเพียงนี้มาก่อน เขาลืมเรื่องของอวี๋หวั่นไป แล้ว เรียกเหล่าพี่น้องมาสวาปามอาหารของสกุลอวี๋จนเกลี้ยง
โจรลักม้ามีจำนวนมาก อาหารเพียงเท่านี้ไม่พอแม้แต่จะอุด ซอกฟันของพวกเขา
หัวหน้าโจรหันไปพูดกับชาวบ้านว่า “อาหารนี่ใครทำ?”
ลุงใหญ่ค่อยๆ ก้าวเท้า
“ข้าทำเอง” พ่อครัวเทพเป้าก้าวออกมาอย่างมิได้ยินดียินร้าย
อวี๋หวั่นและคนอื่นๆ ต่างตะลึงงัน
ลุงใหญ่ “พ่อครัว…”
พ่อครัวเทพเป้ากล่าวตัดบทว่า “ที่บ้านยังมีวัตถุดิบ ขอเพียง พวกเจ้าไม่ทำร้ายคนบ้านข้า ข้าก็จะทำอาหารให้พวกเจ้าก่อน รับรองว่าอร่อยกว่าเมื่อครู่เสียอีก”
อร่อยกว่าอีกรึ? เช่นนั้นย่อมต้องรสชาติเลิศลํ้าระดับเทพ เซียน!
เหล่าโจรลักม้าเริ่มท้องร้องจ๊อกๆ ขึ้นมา
“ไหนล่ะคนบ้านเจ้า?” หัวหน้าโจรลักม้าเอ่ยถาม
พ่อครัวเทพเป้าชี้ไปยังคนสกุลอวี๋
หัวหน้าโจรลักม้าโมโหจนหน้าดำหน้าแดง เด็กที่พวกเขา ต้องการเป็นคนบ้านนี้ สาวงามสองคนก็เป็นคนบ้านนี้อีก จะให้เขา เป็นโจรลักม้าที่มีความสุขบ้างไม่ได้หรืออย่างไร?
“หัวหน้า กินให้อิ่มก่อนเถอะ แล้วค่อย…” ลูกน้องคนสนิท ทำท่าทำทางพร้อมกับยิ้มอย่างชั่วร้าย
หัวหน้าโจรลักม้าเห็นด้วย จากนั้นก็ยกยิ้มให้พ่อครัวเทพเป้า “ได้ ข้ารับปากว่าจะไม่ทำร้ายคนบ้านเจ้า แต่ถ้าหากข้าไม่พอใจใน อาหารที่เจ้าทำ ข้าก็จะไม่เกรงใจ”
เขาควรพูดหรือว่าพอใจหรือไม่พอใจ? เวลานี้น่าจะพูดว่าควร ฆ่าก็ฆ่า ควรขายก็ขาย ควรขโมยก็ขโมยสิ!
“ได้โปรดหยิบมีดของข้าลงมา” พ่อครัวเทพเป้ากล่าวอย่าง เยือกเย็น
หัวหน้าโจรลักม้ามองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ พ่อครัวเทพ เป้าชี้ไปยังรถม้าที่พวกเขายึดไปเป็นของตน
สารถีถูกตีจนสลบไปนานแล้ว เขานอนแหม็บอยู่บนรถม้า
หัวหน้าโจรลักม้าตอบรับว่า ‘อืม’ ในลำคอ
พ่อครัวเทพเป้าเดินตรงไปบนรถม้า
“ช้าก่อน!” หัวหน้าโจรลักม้ายกดาบขึ้นขวางด้านหน้า แล้วหัน ไปพูดกับลูกน้องตาเดียวซึ่งยืนอยู่ด้านหลังว่า “เข้าไปหยิบมา!”
โจรตาเดียวกระโดดขึ้นไปบนรถม้า แล้วโยนห่อผ้าหนักๆ ลงมา “นี่รึ?”
“ใช่” พ่อครัวเทพเป้าหยิบห่อผ้าลงมา “ใต้รถมีสุราเหล้ากับ วัตถุดิบ เจ้าหยิบลงมาทั้งหมด”
เมื่อโจรลักม้าได้ยินว่าสุรา ก็กระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมาทันที
มิน่าเล่าพวกเขาหาไม่เจอสักอย่าง ที่แท้ก็เพราะซ่อนเอาไว้ใต้ ท้องรถนี่เอง!
โจรตาเดียวหอบไหสุราและวัตถุดิบลงมาจากรถม้า เขาส่ง วัตถุดิบให้พ่อครัวเทพเป้า และส่งไหสุราให้หัวหน้า
โจรลักม้าตาเดียวแง้มฝาไหสุราออกมา กลิ่นหอมกรุ่นก็ลอย มาแตะจมูก เพียงแค่ได้กลิ่น บรรดาโจรลักม้าก็รู้สึกราวกับว่า ตนเองเมามายไปเสียแล้ว
หัวหน้าโจรลักม้าพยายามสกัดกั้นความปรารถนาที่จะหยิบขึ้น มาดื่มจนหมดไห เขาเอ่ยถามขึ้นว่า “มีไหเดียวรึ?”
พ่อครัวเทพเป้าตอบว่า “มีไหเดียว”
หัวหน้าโจรลักม้าเบ้ปาก สุราดีเช่นนี้ ถ้ามีมากหน่อยก็คงจะดี
“ข้าต้องการผู้ช่วย” พ่อครัวเทพเป้าเรียกอวี๋หวั่นออกมา
ระหว่างทางเดินไปบ้านเดิมสกุลอวี๋ อวี๋หวั่นกระซิบกับเขาว่า “ข้าไม่ทิ้งท่านไว้หรอก”
พ่อครัวเทพเป้าตอบว่า “ใครให้เจ้าทิ้งข้าไว้เล่า?”
อวี๋หวั่นตอบ “ท่านคิดจะทำกับข้าวหรือ!”
ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรหนีไปคนหนึ่ง แล้วไปตามทหาร มาจัดการโจรลักม้าเหล่านี้หรอกหรือ?
อวี๋หวั่นคิดได้ หัวหน้าโจรลักม้าก็คิดได้เช่นกัน เขากังวลว่าชาย ชราจะเล่นแง่ หรือว่าปล่อยคนไป จึงส่งคนไปตามติดทุกฝีก้าว ตั้งแต่ล้างผัก หั่นผัก ผัดผัก ทุกการกระทำล้วนอยู่ในสายตาของ เหล่าโจรลักม้า
ผ่านไปครู่เดียว พ่อครัวเทพเป้าก็ทำกับข้าวเสร็จ ทว่ามีเพียง สามชามเท่านั้น
หัวหน้าโจรลักม้าซึ่งนั่งอยู่ในโถงกลางบ้านก็เอ่ยขึ้นว่า “แค่นี้ จะไปพอกินที่ไหนกัน?”
พ่อครัวเทพเป้ากล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “พวกเจ้ามีแพะ ไม่ใช่หรือ? ที่จริงแล้วข้าเชี่ยวชาญอาหารจากเนื้อแพะ”
ก่อนมาถึงหมู่บ้านเหลียนฮวา เหล่าโจรลักม้าก็ไปปล้นสะดมที่ หมู่บ้านอื่นมาก่อน ของที่ยึดมาได้ก็คือแพะภูเขาตัวอวบอ้วนหลาย ตัว
หัวหน้าโจรลักม้าไหนเลยจะยอมนำของที่ตนยึดได้ออกมา ทว่าหลังจากได้ลองชิมพริกหยวกผัดข้าวโพด กุยช่ายผัดไข่ และ ผักกาดขาวต้มที่พ่อครัวเทพเป้าทำ หัวหน้าโจรลักม้าก็ไม่ลังเล รีบ ให้คนนำแพะออกมาฆ่า!
อาหารมังสวิรัติยังทำออกมาได้ดีถึงเพียงนี้ ถ้าเป็นเนื้อแพะ… มารดามันเถอะ! รสชาติจะยอดเยี่ยมขนาดไหนนะ!
อวี๋หวั่นไปจัดการเนื้อแพะ
“ข้าเอง” พ่อครัวเทพเป้ากล่าว
อวี๋หวั่นเหลือบมอง แล้วส่งมีดให้เขา แล้วก็ถอยไปอยู่ด้านข้าง อย่างว่าง่าย
หากพูดถึงฝีมือในการทำอาหาร อวี๋หวั่นไม่อาจสู้เขาได้ แต่ถ้า หากพูดถึงทักษะในการใช้มีด อวี๋หวั่นไม่ได้เป็นรองอย่างแน่นอน อีกทั้งเขาอายุมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำงานที่ใช้แรงมาก…
ทันทีที่ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านสมองของอวี๋หวั่น เธอก็ต้อง ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
เมื่อพ่อครัวเทพเป้าลงมีดไป หนังของแพะก็ถูกถลกออกโดยที่ เธอยังไม่ทันได้มองให้ชัดๆ เครื่องในของแพะถูกผ่าออกมา แล้วใส่ จานแยกออกเป็นส่วนต่างๆ ไส้แพะถูกล้างจนสะอาดภายในเวลา อันรวดเร็ว
แต่ไหนแต่ไรมาอวี๋หวั่นไม่เคยเห็นทักษะการใช้มีดที่แม่นยำ และเฉียบขาดเช่นนี้มาก่อน งานที่ต้องเปรอะเปื้อนเลือด เขากลับ ทำออกมาได้โดยที่ผู้ชมไม่รู้สึกระคายสายตา
อวี๋หวั่นไม่ได้มาช่วยงานเท่าไรนัก เธอมาดูเสียมากกว่า พ่อ ครัวเทพเป้าทำเองทุกอย่าง แม้แต่ผัก เธอก็ไม่ได้ล้าง สิ่งที่สำคัญ กว่าก็คือ พ่อครัวเทพเป้าอายุมากแล้ว ทำงานหนักแต่ก็มิได้แสดง ความเหน็ดเหนื่อยออกมาให้เห็น สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งตั้งแต่ ต้นจนจบ
อวี๋หวั่นรู้สึกว่าเขาไม่ได้ทำอาหาร แต่เขากำลังรังสรรค์งาน ศิลปะ
พ่อครัวเทพเป้าทำแพะย่างสองตัว เนื้อแพะนํ้าแดงหนึ่งหม้อ ใหญ่ นํ้าแกงปลาและเนื้อแพะหนึ่งหม้อใหญ่ และยังมีต้มสันหลัง แพะรสเผ็ดร้อนอีกหนึ่งสำรับ ส่วนกระเพาะ ตับ และขาถูกนำไปทำ เป็นอาหารจานเย็น เลือดถูกกรอกใส่ไส้แพะและนำไปนึ่งเป็น ไส้กรอกเลือด หัวใจและปอดก็นำไปต้มรวมกับหัวไช้เท้าเป็นนํ้า แกง กลิ่นหอมและกลิ่นสาบของเนื้อแพะหอมอบอวลไปทั่วทั้ง หมู่บ้าน
หากไม่สาบก็คงไม่เรียกว่าเนื้อแพะ แต่จะทำอย่างไรให้กลิ่น อยู่ในระดับที่พอดีนั้นนับว่าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง
หัวหน้าโจรไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ากลิ่นสาบของแพะจะหอม ถึงเพียงนี้ เขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้ชิมเนื้อแพะแล้ว